ผู้เขียน หัวข้อ: ความสำคัญในการต่อวิชชา4กายธรรม และความเห็นวัดหลวงพ่อสดฯ  (อ่าน 12695 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1044
  • จิตพิสัย 108
  • เพศ: ชาย
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
:)
จะถกเถียงกันไปทำไมครับ ผมขอเสนอดังนี้
ถ้าสงสัยกันมาก ว่าวิชาสายใดถูก สายใดตรง ก็ใช้สิ่งที่หลวงปู่สดเหลือไว้ให้นอกจากวิชาสิครับ
นัดพบกันทำวิชาร่วมกัน อัญเชิญพระของขวัญรุ่น 1-3 ขอูงวัดปากน้ำมา 2 องค์
ต่างฝ่ายต่างทำวิชาขออัญเชิญพระของขวัญให้ลอยมาอยู่ในพานเปล่าที่อยู่ตรงหน้าแต่ล่ะฝ่าย
หากเดินวิชาถูกต้องทั้ง2ฝ่าย พระของขวัญย่อมลอยมาอยู่ในพานเปล่าของแต่ล่ะฝ่าย ฝ่ายล่ะ 1 องค์
หากมีฝ่ายใด ฝ่าย 1 เดินวิชาผิดเพี้ยนไป ผมคิดว่าท่านคงลอยไปอยู่กับอีกฝ่ายทั้ง 2 องค์
แล้วจะได้เลิกโต้แย้งกันซักที
ฝ่ายที่เดินวิชาถูกต้องก็ถือว่าได้ทำความอนุเคราะห์เอื้อเฟื้อผู้อื่น น่ะครับ จะได้ช่วยเหลือคนอื่นที่ยังไม่รู้อะไรเลยได้มากขึ้นด้วย
ฝ่ายที่เดินวิชาผิดเพี้ยนไปก็ปรับมานะของตน ยอมศึกษาสิ่งที่ถูกต้องเถอะครับ

สำหรับตัวผมเองก็ยังไม่ถึงไหนแต่อยากให้ทุกฝ่ายปรองดองกันไว้ อย่ามามัวถกเถียงกันให้เสียเวลาเปล่าเลยครับ
-----------------------------------------------------------------End-----------------------------------------------------------------
เห็นด้วยอย่างมากเลยครับ
 :blank:

เห็นด้วยกับแนวทางครับ ถ้าละเอียดทำได้จริง หยาบก็มีผลเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของเหตุละเอียด
แต่ในความเป็นจริง คงแทบจะเรียกว่านัดได้ยากมากครับ 


ไม่มีใครเขาถกเถียงมุ่งจะเอาชนะกันหรืออวดเก่งอวดดีกันหรอกครับ เขาถกเถียงเสวนาธรรมตามเหตุปัจจัยหนักเบา ตามวิสัยของบัณฑิต ที่จะพึงเสวนาว่านี้มิใช่ธรรม นี้มิใช่วินัย นี้คเป็นธรรม นี้เป็นวินัย ทำความเห็นผิดให้เป็สัมมาทิฏฐิ เป็นหน้าที่ของชาวพุทธที่ดี

มุมมองคับแคบเช่นนั้นเป็นมุมมองของคุณเอง อาจจะได้รับข้อมูลหรือเข้าใจอะไรไปในแนวว่า ขัดแย้ง ถกเถียง มุ่งเอาชนะ อวดเก่ง อวดรู้ อวดดี ก็เป็นทัศนะส่วนตัวของคุณเองเท่านั้น

และการปฏิบัติธรรมนั้นเพื่อชำระกิเลศ หากจะตรวจสอบอะไรก็ต้องนำพระธรรมวินัยและหลักวิชชามีตัดสิน มิใช่เรื่องอื่นๆ ปาฏิหาริย์ก็ดี คุณวิเศษก็ดี เป็นเพียงส่วนเสริม หากท่านใดมีความเชี่ยวชาญ ท่านนั้นก็คงจะสามารถแสดงในส่วนเสริมนี้ได้ดี ตามเหตุปัจจัยไปครับ

ออฟไลน์ Anuponsi

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 19
  • จิตพิสัย 2
ไม่มีใครเขาถกเถียงมุ่งจะเอาชนะกันหรืออวดเก่งอวดดีกันหรอกครับ เขาถกเถียงเสวนาธรรมตามเหตุปัจจัยหนักเบา ตามวิสัยของบัณฑิต ที่จะพึงเสวนาว่านี้มิใช่ธรรม นี้มิใช่วินัย นี้คเป็นธรรม นี้เป็นวินัย ทำความเห็นผิดให้เป็สัมมาทิฏฐิ เป็นหน้าที่ของชาวพุทธที่ดี

ขอถามคุณต้นไม้เมตตาด้วยครับ
ในสมัยพุทธกาล สามารถทูลถามพระพุทธเจ้าเพื่อขอพระองค์เปิดของที่่ิปิด ส่องทางท่ีมืดให้
สมัยหลวงปู่สามารถถามหลวงปู่ท่าน
ปัจจุบันต่างฝ่ายต่างว่าแนวทางที่ตนปฏิบัติอยู่ถูกต้อง จะตัดสินอย่างไรครับ
เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ที่อ่านการเสวนาธรรมนี้
เพราะหากว่าตามพุทธพจน์ ท่านว่าให้เชื่อในธรรม
ซึ่งผมเข้าใจว่าหลวงปู่ท่านหมายถึงธรรมกายในตน
ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างเข้าถึงธรรมตามวิธีแต่ล่ะสาย
หากจะอ้างอิงตำรา ก็ต้องย้อนกับไปถึงเรื่องของสายเราทุกคนที่มีเรื่องที่นอกเหนือพระไตรปิฎก
ดังนั้นการเสวนาให้ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิจะตัดสินอย่างไร (เปรียบเทียบ สิ่งนอกเหนือพระไตรปิฎก
กับ สิ่งนอกเหนือตำราที่จดจากคำสอนหลวงปู่)

ความคิดผมอาจจะคับแคบ เพราะปัญญาผมยังมีน้อยจึงอ่านแล้วเข้าใจผิดไป แต่ผมปรถนาดีให้ทุกฝ่าย
มีความเห็นตรงกัน
แล้วในความเห็นของคุณ จะแสดงได้่อย่างไรว่าสิ่งที่อีกฝ่ายเชื่อเป็นสัมมาทิฏฐิหรือไม่
หากไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งไหนเป็นสัมมาทิฏฐิ. การถกเถียงเสวนาธรรมนี้จะเกิดประโยชน์อันใด

สุดท้ายนี้ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ผมไม่ได้เชียร์สายใด แต่ปราถนาให้มีความเห็นตรงกัน
ขอโปรดช่วยไขความกระจ่างให้ผมด้วยครับ


ออฟไลน์ ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1044
  • จิตพิสัย 108
  • เพศ: ชาย
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
ขอตอบเพียงสั้นๆ ชวนท่านอื่นๆมาร่วมตอบด้วยบ้างก็ดีนะครับ
.....

ปัจจุบันนี้ เราก็ยังต้องยึดเอาพระธรรมวินัยเป็นหลักตัดสินสูงสุด

แล้วคุณรู้ไหม  วิชชาธรรมกายควรจะเรียกว่าอะไรดี ?

ตอบว่า เราเรียกวิชชาธรรมกายว่าอยู่ในฐานะอนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์ เพราะพระเดชพระคุณหลวงปู่สดท่านก็กลั่นกรองออกมาจากพระไตรปิฏก อรรถกถา

นี้จึงไม่มีนอกพระธรรมวินัย หลวงปู่ท่านพูดไว้เป็นเอกสารหลักฐานว่า "ตาดีก็เห็น ญาณดีก็รู้ มีพระบาลีรับรอง" ตรงไหนที่ท่านสงสัย เสวนามาเลยครับ โอกาศเหมาะผมจะช่วยเสวนาตอบให้

โดยตำรายุคต้นวิชชาได้แก่ 1. เทศน์หลวงปู่ 2. ทางมรรคผล 3. คู่มือสมภาร 4. มรรคผลพิสดาร เล่ม 1 2 3
.....

จากหลักเบื้องต้นแล้ว รองลงมาจากนั้น เราก็พึงสิกขาเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ยุคต้นวิชชา ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างบริสุทธิ์ถูกต้อง ดังเช่น

1.พระเดชพระคุณ พระราชพรหมเถร ผู้รับการสืบทอดจากพระเดชพระคุณท่านโดยตรง ใกล้ชิด และถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด ทั้งยังเป็นผู้รวมรวมพระธรรมเทศนา เสียงคำสอน จารจดคำสอนตามคำสั่งหลวงปู่ ทั้งท่านจารจดบันทึกเอง และรุ่นพี่มอบให้ไว้ ทั้งท่านยังมีผลงานทั้งทางวิชชาปราบและหลักวิชชาและหมู่คณะ(ปัจจุบันคือทางวัดหลวงพ่อสด)

และพิจารณาแล้ว ว่าท่านผู้นี้แหละ สมบูรณ์มาก ทั้งเพศสภาวะ ความใกล้ชิด หลักวิชชา ภูมิรู้ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิปทา ผลงาน ฯลฯ

ท่านผู้นี้เป็นรองเจ้าอาวาส และอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระวัดปากน้ำ ซึ่งชาววัดปากน้ำรับทราบกันดีว่าท่านแทนหลวงปู่สดนั่นเอง (ปัจจุบันท่านก็ได้สร้างหมู่คณะท่านไว้ที่วัดหลวงพ่อสด ก็สมแก่ภาระหน้าที่ท่านแล้ว)

2.คุณยายฉลวย สมบัติสุข อุบาสิกา อดีตแม่ชีในโรงานทำวิชชา ระดับรุ่นพี่ ตามที่มีปรากฎเอกสารหลักฐานชัดเจน ท่านผู้นี้ยังเป็นผู้จารจดบันทึกและแต่งตำราต่างๆ เช่น "คู่มือสมภาร" ตามคำสั่งของหลวงปู่สด

3.คุณครูตรีธา เนียมขำ นายกสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ และอดีตหัวหน้าเวรทำวิชชารุ่นพี่ ที่มีปรากฏหลักฐานและผลงานอย่างชัดเจน

ท่านยังดำรงสังขารกันอยู่ครับ

ความจริงยังมีอาจารย์แม่ชีรุ่นพี่ที่ได้รับการนับถือเป็นอย่างยิ่ง มากนัก เช่น คุณยายปุก มุ้ยประเสริฐ คุณยายญาณี ศิริโวหาร

ที่น่าตลกคือ ไปถามคนสำนักคลองสาม ที่อวดอ้างว่าตนเองรู้เรื่องในวิชชาธรรมกายดีนัก กลับไม่รู้จักเจ้าคุณวีระ และไม่ทราบด้วยว่าครูอาจารย์ยุคต้นวิชชาระดับ ของแท้ของจริง ยังดำรงสังขารอยู่ ตลกมากๆครับ บางคนถึงกับ งง สับสน บ้างก็รักษาฟอร์ม จนตนเองจนเสียภาพพจน์ไปไกลเลยก็มีครับ ถ้าไม่อวดอ้างว่าตนรู้วิชชาธรรมกาย แล้วชวนเสวนา ผมก็ไม่ตลกหรอกครับ ขอบอกอีกครั้งว่า น่าขำมาก
.....

ที่เหลือนอกนั้น เช่นคุณยายทองสุก คุณยายจัน นั้นรองๆลงมา และคุณยายถนอม ผู้มาทีหลัง ก็ยังมีชื่อเสียงทางวิชชามากกว่าทั้งสองท่านนี้อีก ข้อมูลจากต้นวิชชาครับ ไม่ได้พูดเองเออเอง พิจารณาเอาด้วยปัญญาเถิด ตัด ละ วาง อคติส่วนตนเองก่อน

ความจริงข้อมูลเหล่านี้ มีมากและชัดเจนในเวปบอดร์แห่งนี้ จนหลายๆท่าน เปลี่ยนทัศนะ เปลี่ยนความศรัทธามาอย่างถูกต้องมากเลยทีเดียว เกรงว่าคุณคงขี้เกียจอ่าน ก็คงคุยไม่รู้เรื่องหรอกครับ จะให้ใครนำมาพิมพ์หรือลากลิงค์มาลงให้อ่านบ่อยๆก็คงลำบาก ว่างก็ลองสิกขาดูนะครับ ประโยชน์คุณจะได้เอง

.............

ยังมีอีกเยอะที่คุณจะได้เสวนา และค้นคว้าข้อมูลจากกระทู้ต่างๆในเบปบอดร์นี้ เนื้อๆ สาระเน้นๆ เป็นประโยชน์แก่คุณมากๆ

คุณมิใช่รายแรกหรอกครับ ลักษณะนี้เข้ามาหลายท่านแล้ว สำนวนเดิมๆกันทั้งนั้น และเปลี่ยนศรัทธาให้เป็นสัมมาทิฏฐิหลายรายแล้ว

เราต้องการเพียงแต่ให้คุณรู้วิชชาธรรมกายจริงๆ โดยไม่ถูกใครลากจูง เป็นอิสระด้วยตนเองเท่านั้น

ไม่ได้ปราถนาให้คุณไปต่อต้าน หรือเลิกคบกับสำนักไหนๆทั้งสิ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 15, 2012, 03:00:59 PM โดย ต้นไม้เมตตา »

ออฟไลน์ หยุดในหยุด

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 341
  • จิตพิสัย 94
  • เพศ: ชาย
คุณครูไม่ใหญ่มักจะสอนผ่าน DMC ว่า "ความเชื่อเอาไว้บนหิ้ง  ความจริงมาพิสูจน์กัน"

ขอเรียนเชิญนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาทุกท่าน มาพิสูจน์ความจริงทางวิชชาธรรมกายด้วยการสอบถาม ศึกษาจากบุคคลยุคต้นวิชชาหรือศึกษาผ่านตำราของหลวงพ่อวัดปากน้ำดูครับ แล้วจะทราบว่าใครจริง ใครเท็จครับ

คนดี คนจริง ต้องไม่กลัวการจะพิสูจน์เรียนรู้ของจริงครับ

สาธุครับ
ประกอบเหตุ  สังเกตผล  สนใจเถิด  ประเสริฐนัก
ประกอบในเหตุ  สังเกตุในผล  สนใจเข้าเถิด  ประเสริฐดีนัก
ประกอบที่ในเหตุ  สังเกตดูในผล  สนใจหนักเข้าเถิด  ประเสริฐยิ่งดีนัก

ออฟไลน์ ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1044
  • จิตพิสัย 108
  • เพศ: ชาย
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
ที่สำคัญต้องปรับความเข้าใจกันพอสมควรก่อนเพื่อการ "วางท่าทีให้ถูกต้อง"

เพราะอะไรหน่ะหรือครับ เพราะหากไม่ปรับความเข้าใจกันก่อน มันจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ผมยกตัวอย่างนะครับ


พระรูปหนึ่ง ท่านมั่นใจในความรู้ทางวิชชาธรรมกายของท่านมาก(คิดไปเองไง) ท่านถามอย่างภาคภูมิใจเลยว่า "ถ้าคุณโยมเข้าถึงจริง คุณโยมต้องรู้นะว่า เวลาจิตตกศูนย์นั้นมีความรู้สึกเช่นไร ? "

ผมก็ เอาหล่ะสิ มาสำนวนนี้อีกแล้ว เจอมาบ่อยๆ ก็เลยตอบท่านไปถึง "การเข้าสิบตกศูษย์ และลักษณะอาการตกศูนย์สามลักษณะ" เท่านั้นแหละครับ ท่านก็เงียบไปเลย ไม่โต้ตอบอะไรอีก เพราะทาง dmc มีแต่การเห็นนิมิตลวง เช่นหวิวๆ แล้วเห็นดวงเห็นองค์พระ แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ แทนที่ทางสำนักจะรีบต่อวิชชา ก็มีเอกสารหลักฐานกล่าวไว้ชัดว่า "ให้ประคับประคองการเห็นดวงนั้นไว้ จะไม่ไปสู่ทุคติ" แล้วก็ชวนให้ทำบุญ กล่าวว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งใหญ่บำรุงภาคปราบ กล่าวสอนว่า การทุ่มเทสุดชีวิตเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ก็คือการกล้าที่จะควักเงินจนหมดตัวมาบริจาคนั่นเอง โดยอ้างว่าจะเป็นต้นแบบตามอย่างพระโพธิสัตว์ ให้ภพมารสะดุ้ง เพื่อไปสู่ที่สุดแห่งธรรม  :o จับหลักธรรมหลักวิชชามายำๆจนมั่วไปหมด เพี้ยนไปหมด 

หลังจากนั้นก็ให้ความรู้ท่านเรื่อยๆ จนท่านเผลอกล่าวออกมาว่าทำให้คิดไม่ดีกับครูอาจารย์ของท่าน (ก็เพราะเริ่มเห็นความจริง) บางท่านอาจจะรีบมาสิกขาความจริงที่ถูกต้อง (แต่ก็ไม่ได้ให้ต่อต้านสำนักไหนซะหน่อย) แต่ท่านนี้ท่านเลือกที่จะใช้ "ความเชื่อ" มากกว่าความจริงความถูกต้อง ภายหลังท่านไปประกาศบอกในเฟซกลุ่มของท่านถึงหลักวิชชาที่บริสุทธิ์ถูกต้องว่า "เป็นข้อมูลขยะ" พร้อมกับลูกศิษย์เสริมทัพว่า "เผยแผ่โดยอมนุษย์" (มีหลักฐานเซพไว้เรียบร้อย)

......

ส่วนบางท่านก็มั่นใจในความรู้ทางวิชชาธรรมกายมากเช่นกัน แต่พอพูดถึงเจ้าคุณวีระ(อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาและรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ) และครูบาอาจารย์ยุคต้นวิชชาที่ยังมีชีวิตอยู่ กลับไม่รู้จัก งง สับสน รักษาฟอร์มด้วยการเลิกเสวนาไปอย่างเงียบๆ

บางท่านก็มั่นใจในความรู้ทางวิชชาธรรมกายที่ได้ยินได้ฟังมาจากครูอาจารย์ แต่พอเราเอาตำราหลักวิชชาเข้าจับ นอกจากไม่มีกล่าวถึงตามหลักวิชชาแล้ว ยังผิดเพี้ยนไปมาก เช่นเรื่องการถวายข้าวพระ เรื่องการถอดกายไปท่องเที่ยว ภพภูมิพิเศษ วงศ์บุญพิเศษ เครื่องเขียนเขต (ขนาดจำลองพระนิพพานยังผิดเลย หันหน้าพระออกก็ออกนอกศูนย์ซะแล้ว) พระธรรมกายที่เพี้ยนไปตามลักษณะหน้าตาและการแต่งกายของเจ้าสำนัก การเข้าใจว่าการต่อ 18 กายเป็นวิชชาเบื้องสูง ฯลฯ พิมพ์ไม่ไหวแล้วครับ

......

สรุป ปรับความรู้ และลดความเชื่อมั่นในตนเองซะก่อน มาสิกขาบทความเก่าๆในบอดร์นี้ หรือเสวนามาเรื่อยๆแล้วกันครับ

มิฉะนั้น ท่านจะคุยกับเขา "ไม่รู้เรื่อง"

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2012, 06:35:23 PM โดย ต้นไม้เมตตา »

ออฟไลน์ หยุดในหยุด

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 341
  • จิตพิสัย 94
  • เพศ: ชาย


มิฉะนั้น ท่านจะคุยกับเขา "ไม่รู้เรื่อง" [/size]


คำว่า "คุยกับเขาไม่รู้เรื่อง"  ไม่ใช่เฉพาะที่แห่งนี้นะครับ  แต่คำนี้เหมารวมถึงผู้ได้ธรรมกายที่แท้จริง  โดยมีพระเดชพระคุณหลวงปู่วีระ คณุตฺตโม  พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระและรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ , คุณยายอาจารย์ตรีธา  เนียมขำ  และคุณยายอาจารย์ฉลวย  สมบัติสุข โดยทั้งสามท่านเป็นบุคคลยุคต้นวิชชาในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำทั้งสิ้น  โดยหลวงปู่วีระทำวิชชาอยู่ในกุฏิหลวงพ่อวัดปากน้ำ  , ส่วนคุณยายอาจารย์ทั้งสองเป็นหัวหน้าทำวิชชาในโรงงานทำวิชชาสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่เช่นกัน 

ทั้งสามท่านปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ครับ  ผู้ศึกษาวิชชาธรรมกายท่านใดต้องการไปสนทนาธรรม แจ้งความประสงค์มาได้ครับ ผมยินดีแนะนำเส้นทางครับ  ไปถึงลองถามท่านคร่าวๆทางหลักวิชชาแล้วเทียบกับสำนักคลองสาม ก็จะพอมองออกว่าต่างกันครับ แต่ถ้าถามท่านตรงๆว่าคุณครูไม่ใหญ่สอนถูกหรือผิด วัดคลองสามดีหรือไม่ดี ท่านไม่ตอบหรอกครับ เพราะถูกตรงไหนล่ะ ผิดตรงไหน  ดีตรงไหน ไม่ดีตรงไหนล่ะ  มันเหมารวมภาพกว้างไป  ให้ตั้งคำถามเป็นข้อๆครับ
ประกอบเหตุ  สังเกตผล  สนใจเถิด  ประเสริฐนัก
ประกอบในเหตุ  สังเกตุในผล  สนใจเข้าเถิด  ประเสริฐดีนัก
ประกอบที่ในเหตุ  สังเกตดูในผล  สนใจหนักเข้าเถิด  ประเสริฐยิ่งดีนัก

ออฟไลน์ Anuponsi

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 19
  • จิตพิสัย 2
ขอบคุณ คุณต้นไม้เมตตาและคุณหยุดในหยุดที่ให้ความเมตตาตอบมา

คำถามแรกน่ะครับ พระพุทธเจ้าที่นอกเหนือจาก ปัญญา ศรัทธา วิริยะ มีอยู่ในพระไตรปิฎก บทใด วรรคใด

สอง. นิพพานเป็น เป็นดินแดนนิพพานอีกแห่งใช่หรือไม่ ผู้เข้านิพพานนี้เข้าอย่างไร กายมนุษย์เป็นแก้วแล้วเข้านิพพานใช่หรือไม่
หากนิพพานเป็น เป็นดินแดนนิพพานอีกแห่ง มีในพระไตรปิฎก บทใด วรรคใด

คำถามทีสาม ผมจะ   P M หลังไมค์น่ะครับเนื่องจากไม่แน่ใจว่าเหมาะจะถามในที่สาธรณะหรือไม่ครับ

ออฟไลน์ ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1044
  • จิตพิสัย 108
  • เพศ: ชาย
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
ใจจริงท่านคิดเช่นไร ไม่ทราบหรอกครับ แต่สำนวนการเสวนานั้นน่าสนทนาธรรมด้วยยิ่งนัก

ครับ ตอบได้ ท่านจะได้ความรู้ทางวิชชาธรรมกายด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่ว่างเท่าไรนะครับ ว่างจะรีบเข้ามาตอบครับ

ออฟไลน์ Anuponsi

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 19
  • จิตพิสัย 2
เห็นคุณต้นไม้เมตตาตอบในกระทู้อื่น 3 หนแล้ว อาจจะลืมเรื่องที่จะตอบคำถามผมในกระทู้นี้ไป
จึงเขียนมาเตือนกันคุณต้นไม้เมตตาลืม รบกวนช่วยตอบด้วยครับ

คำถามแรกน่ะครับ พระพุทธเจ้าที่นอกเหนือจาก ปัญญา ศรัทธา วิริยะ มีอยู่ในพระไตรปิฎก บทใด วรรคใด

สอง. นิพพานเป็น เป็นดินแดนนิพพานอีกแห่งใช่หรือไม่ ผู้เข้านิพพานนี้เข้าอย่างไร กายมนุษย์เป็นแก้วแล้วเข้านิพพานใช่หรือไม่
หากนิพพานเป็น เป็นดินแดนนิพพานอีกแห่ง มีในพระไตรปิฎก บทใด วรรคใด

ออฟไลน์ ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1044
  • จิตพิสัย 108
  • เพศ: ชาย
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร

เห็นคุณต้นไม้เมตตาตอบในกระทู้อื่น 3 หนแล้ว อาจจะลืมเรื่องที่จะตอบคำถามผมในกระทู้นี้ไป
จึงเขียนมาเตือนกันคุณต้นไม้เมตตาลืม รบกวนช่วยตอบด้วยครับ

คำถามแรกน่ะครับ พระพุทธเจ้าที่นอกเหนือจาก ปัญญา ศรัทธา วิริยะ มีอยู่ในพระไตรปิฎก บทใด วรรคใด

สอง. นิพพานเป็น เป็นดินแดนนิพพานอีกแห่งใช่หรือไม่ ผู้เข้านิพพานนี้เข้าอย่างไร กายมนุษย์เป็นแก้วแล้วเข้านิพพานใช่หรือไม่
หากนิพพานเป็น เป็นดินแดนนิพพานอีกแห่ง มีในพระไตรปิฎก บทใด วรรคใด

ไม่ได้ลืมหรอกครับ แต่ผมก็มีการงานต้องทำอยู่ด้วย จะให้ตอบทันทีก็ได้ ครั้นจะตอบสั้นๆ ห้วนๆ ก็กะไรอยู่ นี้แค่แวบมานะครับ

และมีคนถามปัญหาผมมาพอสมควร ทั้งหน้าไมค์หลังไมค์ ทั้งในที่อื่นๆด้วย ก็ถ้าว่าง จะวนเข้ามาตอบเรื่อยๆ ครับ ยังตอบไม่หมดเลย

บางกระทู้ที่ตอบไปเลย เพราะมักเป็นกระทู้ที่ไม่ต้องตอบโดยการวางพื้นฐานความเข้าใจกับคู่สนทนามากนัก เป็นคำถามแบบปลายปิด ถามมาตอบไปตรงๆ ก็เลยตอบไปก่อนครับ

ส่วนคำถามของคุณ คำถามแนวๆนี้ก็เจอบ่อยๆ แต่ต้องปูพื้นฐานเพื่อปรับความเข้าใจกันก่อน ไม่ใช่คำถามแบบปลายปิดที่จะตอบกันตรงๆ สั้นๆ ห้วนๆ เช่นนั้นมันจะมีประเด็นยอกย้อนตามมา

ก็ไม่แน่ อาจจะเข้ามาตอบสั้นๆ พอได้ใจความไปก่อนก็ได้

ออฟไลน์ ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1044
  • จิตพิสัย 108
  • เพศ: ชาย
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
เห็นคุณต้นไม้เมตตาตอบในกระทู้อื่น 3 หนแล้ว อาจจะลืมเรื่องที่จะตอบคำถามผมในกระทู้นี้ไป
จึงเขียนมาเตือนกันคุณต้นไม้เมตตาลืม รบกวนช่วยตอบด้วยครับ

คำถามแรกน่ะครับ พระพุทธเจ้าที่นอกเหนือจาก ปัญญา ศรัทธา วิริยะ มีอยู่ในพระไตรปิฎก บทใด วรรคใด

สอง. นิพพานเป็น เป็นดินแดนนิพพานอีกแห่งใช่หรือไม่ ผู้เข้านิพพานนี้เข้าอย่างไร กายมนุษย์เป็นแก้วแล้วเข้านิพพานใช่หรือไม่
หากนิพพานเป็น เป็นดินแดนนิพพานอีกแห่ง มีในพระไตรปิฎก บทใด วรรคใด

พระไตรปิฎกนั้นไม่ต้องตีความแล้ว แต่การสิกขาค้นคว้าพระสัทธรรมนั้น ท่านก็ให้ใช้มาตรฐานตามลำดับขั้นคือ

พระไตรปิฎก คือ พระธรรมวินัย
อรรถกถา คือ อธิบายพระธรรมวินัย
ฎีกา คือ อธิบายอรรถกถา
อนุฏีกา คือ อธิบายฎีกาอีกที

รองลงมาจากนี้คือ อัตตโนมติ คือ ความคิดเห็นของผู้พูด ผู้แสดงธรรม หรืออาจริยวาท คำสอนของอาจารย์


วิชชาธรรมกายอยู่ในฐานะ "อนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์" ที่กลั่นกรองมาจากพระธรรมวินัย เป็นสามัญญผลของพระเดชพระคุณหลวงปู่สด

โดยมีหลักวิชชาอ้างอิงตามตำราดังต่อไปนี้

1.เทศน์หลวงปู่
2.หนังสือทางมรรคผล
3.ตำราคู่มือสมภาร
4.ตำราทางมรรคผลพิสดาร เล่ม 1 2 3

รองลงมาจากนี้คือ ครูบาอาจารย์ยุคต้นวิชชาระดับหัวหน้า (ไม่ใช่เพียงแค่ร่วมทำวิชชาเท่านั้น) ได้แก่
 
สายพระ ได้แก่ พระมหาเถระที่สืบทอดมาอย่างใกล้ชิดเป็นตัวแทนหลวงปู่สดวัดปากน้ำ
สายอุบาสิกา ได้แก่ อุบาสิการะดับ "หัวหน้าเวรรุ่นพี่" ทั้งหลาย


ใครสอนนอกไปจากนี้ ขอยืมแนวคำสอนคุณยายฉลวยว่า "ใครอ้างว่ารู้ทันวิชชาและรู้วิชชาละเอียดกว่าหลวงพ่อ นอกเหนือจากที่หลวงพ่อสอน ให้ไปตั้ง และคิดค้นวิชชาเอาเองเลย ไม่ต้องมาอ้างวิชชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ"


หลวงปู่มีศิษย์มากมาย บางท่านที่มาเรียนธรรมกับหลวงปู่จนบรรลุธรรมในระดับหนึ่งแล้ว ปราถนาจะสอนในจริตของตนเองก็ทำได้ แต่ก็ไม่ควรอ้างเอาวิชชาของหลวงปู่ไปทำเพี้ยนเสียหาย

ดังกรณีหลวงปู่พระราชพรหมญาณ ฤษีลิงดำ ท่านมาเรียนกับหลวงปู่ แล้วปราถนาจะสอนในจริตแนวทางของตนเอง ท่านก็ตั้งวิชชาขึ้นมาใหม่เองว่า "มโนมยิทธิ" โดยอาศัยวิชชาธรรมกายเป็นพื้นฐาน เป็นต้นกำเนิดของวิชชา ท่านก็ไม่ได้อวดอ้างว่าวิชชาของท่านคือ วิชชาธรรมกาย แต่ประการใด และก็ยังยกย่องเทิดทูลหลวงปู่สดในฐานะครูบาอาจารย์เช่นเดิมเสมอมา


ถามเรื่อง "พระพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญบารมีสูงกว่าระดับวิริยาธิกะ" และ "พระนิพพานเป็น" มีในพระธรรมวินัยและอรรถกถาหรือไม่ ?

หากเราอ้างอิงเทศน์หลวงปู่เรื่อง "โอวาทเจ้าคุณพ่อ"

ประโยคสำคัญคือ "ตาดีก็เห็น ญาณดีก็รู้ มีพระบาลีรับรอง


ตรงนี้แสดงว่า มีในตำรา เพียงแต่ภูมิปัญญาของเราอาจจะยังค้นไปไม่ถึง หรือเข้าใจไม่ถึง (ตรงนี้มีเรื่องเสวนามากมายเลย ไม่ไหวจะพิมพ์)

สำหรับทางวัดหลวงพ่อสดนั้น ก็คือสายตรงวัดปากน้ำนั่นแหละ แต่เมื่อได้มาขยายศูนย์กลางปฏิบัติธรรมที่ดำเนินนี้แล้ว จึงไม่ได้ทำในนามวัดปากน้ำ

หลายครั้งที่ครูบาอาจารย์ค้นเจอหลักฐานยืนยันมากมายอยู่เรื่อยๆครับ

ซึ่งผลงานทางธรรมวิจัย ได้ทำมาอย่างยาวนานและมีประสิทธิภาพตั้งแต่ก่อนปี 2517 (โหลดส่วนหนึ่งไปสิกขาได้ หลักธรรมวิจัยเนื้อ เน้นๆ สมภูมิ)


เรื่องพระนิพพานที่สูงกว่า วิริยาธิกะ ก็ย่อมมีความเป็นไปได้ แม้ไม่ต้องตอบตามแนววิชชาธรรมกายก็ตาม นี้ตอบตามการอนุมานเอาก็ได้ เพราะพระพุทธเจ้าที่อุตสาหะบำเพ็ญบารมีมากกว่าก็ย่อมมีเป็นธรรมดา

[และเพิ่มข้อมูลตามแนวทางหลักวิชชาธรรมกายว่า ภาคมารไม่ต้องการให้มีมรรคผลนิพพานอีกต่อไป แต่ภาคพระก็สามารถประมูลฤทธิ์ให้ยังมีมรรคผลนิพพานอยู่ แม้ในระดับนิพพานธรรมกาย ก็เพื่อไม่ให้มรรคผลนิพพานขาดช่วงยาวนาน และภาคมารก้สบโอกาสให้เกิดความพอใจในพระนิพพานธรรมกาย ไม่บำเพ็ญบารมีให้สูงต่อไปอีก จึงต้องเป็นหน้าทีของผู้มีบารมีระดับต้นปราบคือต้นธาตุต้นธรรม ที่จะมาค้นวิชชาและทำวิชชารบ เพื่อให้เกิดยุคภาคปราบและเกิดอุตสาหะบำเพ็ญบารมีเพื่อไปสู่ที่สุดของตนและเข้าพระนิพพานเป็น]

เรื่อง "นิพพาน" นั้น ตามตำรากล่าวว่าเป็น วาสฏฺฐาน (ที่อยู่) มีอ้างอิงตามตำราระดับพระไตรปิฎกและอรรถกถา ส่วนจะหน้าไหน ธรรมวิจัยเช่นไร ยาวมาก จะคัดลอกธรรมวิจัยที่ทำไว้ชัดเจนดีแล้วในโอกาศหน้า

สำหรับในวิชชาธรรมกายกล่าวขยายความตามหลักตำราละเอียดขึ้นอีกมาก สำหรับ "พระนิพพานเป็น" ก็ไม่ใช่สถานที่แยกออกไปอีกต่างหาก แต่คือพระนิพพานที่เก่าแก่ก่อนพระนิพพานของพระพุทธเจ้าในปัจจุบันนี้มากๆนั่นเอง

และเรื่อง พระนิพพานเป็นนั้น สำนักอื่นมีภูมิรู้มากน้อยเพียงไร หากมาเสวนากันบางท่านอาจจะคุยกันไม่รู้เรื่อง เหมือนหนังคนละม้วน ต้องปรับภูมิความรู้ที่ถูกต้องกันพอสมควรก่อนครับ

ขอตอบพอได้ใจความว่า

ไม่ใช่กายมนุษย์ขันธ์ ๕ เน่าเหม็นนี้จะใสแล้วเข้านิพพาน หากเข้าใจเช่นนี้จะเป็นอาตมัน เข้าปรมาตมัน ของศาสนาพราหมณ์โบราณทันที

แต่เป็น "กายมนุษย์พิเศษ" ที่เป็นธาตุล้วนธรรมล้วน มาจากภายใน ตามที่มีปรากฏในตำรามรรคผลพิสดาร และที่ครูบาอาจารย์สายพระสั่งสอนถ่ายทอดมาอย่างถุกต้องสมบูรณ์


เรื่องการเข้านิพพานด้วยกายเนื้อหรือพระนิพพานเป็นนี้ นอกจากที่กล่าวสอนถ่ายทอดกันมาแล้ว ก็มีกล่าวไว้อีกอย่างน่าสนใจในบทความของ พระครูวินัยธร ชั้วโอภาโส ซึ่งเป็นพระมหาเถระสายพระ บางท่านนำเรื่องราวที่ท่านกล่าวและบันทึกไว้ไปกล่าวต่อในหลายๆแห่ง โดยไม่อ้างอิงว่ามีที่มาเช่นไร และพยายามอวดอ้างเอาว่า ครูอาจารย์ของตนเป็นผู้กล่าวเอาไว้ ช่างน่าแย้มสรวลสิ้นดีครับ


หากจะมีปัญหาตามมาว่า ใครสามารถเข้าถึงรู้เห็นได้ละเอียดมากไปกว่าในพระไตรปิฎก และในคำสอนหลวงปู่  คำพูด ความคิด หรือความเข้าใจเช่นนี้ ไม่สมควรโดยประการทั้งปวง มีแต่แสดงถึงความใช้ไม่ได้และไม่ถูกต้องของผู้คิด ผู้พูด ผู้เข้าใจเช่นนี้

ขอเชิญแนวคำสอนของคุณยายฉลวยมาอีกครั้งว่า

"ใครอ้างว่ารู้ทันวิชชาและรู้วิชชาละเอียดกว่าหลวงพ่อ นอกเหนือจากที่หลวงพ่อสอน ให้ไปตั้ง และคิดค้นวิชชาเอาเองเลย ไม่ต้องมาอ้างวิชชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ"


ออฟไลน์ Anuponsi

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 19
  • จิตพิสัย 2
ขอขอบคุณที่เข้ามาตอบน่ะครับ
ถามเพิ่มเติมว่า

ได้รับฟังมาว่า มีคำกล่าวจากหลวงปู่ท่าน "ตลอดจักรวาลทั่งนิพพานถอดกาย ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องการปราบมาร" เป็นคำกล่าวของหลวงปู่จริงหรือไม่
ถ้าจริง ผมจะขออนุมานว่า ในพระไตรปิฎกย่อมไม่มีการกล่าวถึง ดินแดนนิพพานเป็น เพราะ
ถ้าพระพุทธเจ้าของเราท่านทราบถึงดินแดนนิพพานเป็น ท่านย่อมพบพระพุทธเจ้าองค์ที่อยู่ในดินแดนนิพพานเป็น ท่านย่อมทราบถึงเรื่องการปราบมาร
ดังนั้นถ้าท่านไม่ทราบถึงเรื่องการปราบมาร = ท่านไม่พบพระพุทธเจ้าองค์ที่อยู่ในดินแดนนิพพานเป็น = พระพุทธเจ้าของเราท่านไม่ทราบถึงดินแดนนิพพานเป็น
เท่ากับว่า ไม่มีการกล่าวในพระไตรปิฎกถึงเรื่องดินแดนนิพพานเป็น ( นำไปสู่ประเด็นก่อนหน้าที่ผมได้ถกกับคุณต้นไม้เมตตาก่อนหน้านี้ )
ผมอนุมานอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่
ขอรบกวนคุณต้นไม้เมตตาตอบให้ด้วยครับเพื่อไขความกระจ่าง หากผมเคลียร์เรื่องนี้ได้ตามที่คุณกล่าวอธิบายให้เห็นแจ้งแล้ว แสดงว่าในพระไตรปิฎกมีรายละเอียดที่หลวงปู่ท่านกล่าวไว้ทั้งหมดแล้ว ที่ผ่านมาผมเข้าใจผิดเอง
ขออย่าได้ตอบโดยอนุมานเรื่องการบำเพ็ญบารมี เรื่องพระนิพพานที่สูงกว่า วิริยาธิกะ ที่คุณต้นไม้เมตตาได้ตอบไว้ เพราะไม่เป็นการชี้ชัด อยากได้ที่ชี้ชัดในพระไตรปิฎกเลย
ขอขอบคุณล่วงหน้า สำหรับความเมตตาแก่ผม ที่จะคัดลอกธรรมวิจัยที่ทำไว้ชัดเจนดีแล้วมาให้ผมอ่านในโอกาศหน้า
อ้างอิง
"เรื่อง "นิพพาน" นั้น ตามตำรากล่าวว่าเป็น วาสฏฺฐาน (ที่อยู่) มีอ้างอิงตามตำราระดับพระไตรปิฎกและอรรถกถา ส่วนจะหน้าไหน ธรรมวิจัยเช่นไร ยาวมาก จะคัดลอกธรรมวิจัยที่ทำไว้ชัดเจนดีแล้วในโอกาศหน้า" 
(เอาแค่ link มาก็ได้ครับถ้าเคยมีการถกใน web มาแล้ว เดี๋ยวผมจะตามไปสิกขาต่อเองตามโอกาศที่ผมสามารถทำได้)

สำหรับเรื่องกายมนุษย์เป็นแก้วใสนั้นคุณต้นไม้เมตตาตอบได้กระจ่างเข้าใจแล้วครับ
แต่กายมนุษย์พิเศษที่กล่าวถึงนั้นจะได้มาอย่างไรครับ รบกวนอธิบายด้วยครับ

สำหรับข้อที่สามตามที่ตอบในเมล์แสดงว่าลำดับการตรัสรู้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงใช่หรือเปล่าครับ ผมอ่่านคำตอบของคุณต้นไม้เมตตาแล้วยังงงๆ

ออฟไลน์ ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1044
  • จิตพิสัย 108
  • เพศ: ชาย
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
สรุปประเด็นให้ชัดเจนดีก่อนนะครับ จะได้สื่อสารกันอย่างเข้าใจดีขึ้น

.........

หลวงปู่สดสอนว่า "ตาดีก็เห็น ญาณดีก็รู้ มีพระบาลีรับรอง"

ทำให้ผมมั่นใจว่า สามัญญผลที่หลวงปู่พูดถึงนั้น ย่อมมีในพระไตรปิฏก เพียงแต่เรายังค้นคว้าหรือเข้าใจได้ไม่ดีพอ ซึ่งได้มีธรรมวิจัยที่ค้นพบยืนยันอยู่เรื่อยๆ

.........

หากอะไรที่หลวงปู่ได้สอนไว้ลึกซึ้ง ผมถือว่าเป็นประมาณระดับอรรถกถาธิบาย แม้จะเป็นระดับอัตตโนมติก็ตาม แต่ก็เป็นอัตตโนมติของสามัญญผลที่มีพื้นฐานมาตามลำดับอย่างถูกต้อง

ซึ่งผมได้เสริมประเด็นไว้โดยอ้างอิงแนวคำสอนคุณยายฉลวยไว้ว่า หากใครจะเกินเลยมากกว่านี้ ก็อย่ามาอ้างอิงวิชชาหลวงปู่ ให้ตั้งวิชชาใหม่ไปเลย เช่นหลวงพ่อฤษี ท่านก็ตั้งมโนมยิทธิของท่านเองไปเลย

ตรงนี้ต้องการเสริมเอาไว้เพื่อป้องกันสำนักอื่นๆ (หลายๆสำนัก ไม่ได้เจาะจง) ที่ชอบเกินเลยเพิ่มเติมไปตามความเชื่อ และการรู้การเห็น ของตนเองมากขึ้นเรื่อยๆทุกวันๆ
.........

คำพูดว่า "ตลอดจักรวาลทั่งนิพพานถอดกาย ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องการปราบมาร" เป็นคำพูดหลวงปู่จริงๆ แต่จำไม่ได้ว่าอยู่ในเทศน์ไหน หรือเทปไหนหน่ะครับ

เรื่องอ้างอิงนี้ ก็ต้องช่วยๆกันหา ทุกๆท่านแหละครับ เรียนเชิญ

แต่ผมอธิบายว่า ในมรรคผลพิสดาร ก็มีกล่าวไว้ชัดว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนต่อๆกันมา ดังนั้นต้องรู้เรื่องแน่นอน เพียงแต่ว่า วิชชาภาคปราบนั้น มีหลายระดับและพึ่งจะเรียกเช่นนี้ก็เมื่อยุคที่ต้นธาตุถอยพืดมาเพื่อการนี้ หลังจากภาคมารเข้ามาก้าวก่ายในโลกิยะของภาคขาว

ซึ่งหากจะย้อนเข้าอีกว่า มีในตำราหรือไม่ ก็กลับไปอ่านที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดทุกๆโพสต์แหละครับ พอจะเข้าใจนะครับ
.........

เรื่องธรรมวิจัย ก็คือธรรมวิจัย มันไม่ได้สำเร็จในลิงค์เดียว อาศัยการอธิบายเชื่อมโยงประกอบ แนะนำว่า สนใจจริงๆ ก็ไปดหลดหนังสือที่เวป dhammakaya.biz มาสิกขาไปพลางๆก่อนสิครับ มีสารัตถะอยู่ในบรรดาหนังสือเหล่านั้นแล้ว

และเรียนเชิญท่านอื่นๆ หากมีเวลาและขยัน จะช่วยๆกันโพสต์ก็ได้นะครับ

ก็เพราะชาววัดหลวงพ่อสดไม่ค่อยได้มาเรื่องเวปบอดร์ไงครับ ผมเองจึงได้อยู่มาเพื่อแก้ต่างและให้ความรู้ที่ถูกต้องร่วมกับไม่กี่ท่าน มันก็คงตอบได้ไม่ไหวหล่ะครับ แต่คนที่คลุกคลีและถนัดการอ้างอิงตามตำรา ย่อมต้องมีแน่

ออฟไลน์ mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 714
  • จิตพิสัย 117
ถามเพิ่มเติมว่า

ได้รับฟังมาว่า มีคำกล่าวจากหลวงปู่ท่าน
"ตลอดจักรวาลทั่งนิพพานถอดกาย ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องการปราบมาร"
เป็นคำกล่าวของหลวงปู่จริงหรือไม่





คำพูดว่า "ตลอดจักรวาลทั่งนิพพานถอดกาย ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องการปราบมาร"
เป็นคำพูดหลวงปู่จริงๆ

แต่จำไม่ได้ว่าอยู่ในเทศน์ไหน หรือเทปไหนหน่ะครับ

เรื่องอ้างอิงนี้ ก็ต้องช่วยๆกันหา ทุกๆท่านแหละครับ เรียนเชิญ



จากพระธรรมเทศนา เรื่อง
ปัพพโตปมคาถา
ที่พระเดชพระคุณ หลวงพ่อวัดปากน้ำ (สด จนฺทสโร) ได้แสดงไว้ดังนี้



“.................วันคืนเดือนปี ที่เราเกิดมา ย่อมผ่านเราไปเนืองนิตย์   
ท่านจึงได้ยืนยันว่า รตฺตินฺชีเว น ขียติ ชีวิตํ อุปรุชฺชติ
วันคืนเดือนปี ล่วงไปๆ มิได้ล่วงไปแต่วันคืนเดือนปีเปล่า   
ชีวิตของเราล่วงตามวันคืนเดือนปีนั้นไปด้วย   
ชีวิตที่เป็นอยู่ร้อยปี พอหมดไปเสียวันหนึ่ง ก็ขาดร้อยปีไปวันหนึ่งแล้ว
ลดคืนหนึ่ง ผ่านร้อยปีไป คืนหนึ่งแล้ว 
หมดเสียวันกับคืนหนึ่ง ขาดร้อยปีไปวันกับคืนหนึ่งแล้ว…อย่างนี้เรื่อยไป   
เมื่อวันคืนเดือนปีล่วงไปเท่าไร ชีวิตก็หมดไปเท่านั้น

เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้ว เดินรุดหน้าไปข้างเดียว   
เกิดมาแล้วไม่มีถอยหลังเลย จะยั้งอยู่ไม่ได้ อนุวินาทีหนึ่งก็ไม่ได้ 
รอสักประเดี๋ยวเถอะน่า ยังห่วงลูกรักลูกอยู่ไม่ได้   
รอประเดี๋ยว เถอะน่ายังห่วงพระห่วงเณรนักไม่ได้ รอไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าใคร   
นี่เพิ่งรู้ชัดว่า วันคืนเดือนปีล่วงไปๆ ไม่ใช่ล่วงไปแต่วันคืนเดือนปีเปล่า   
ชีวิตจิตใจล่วงไปด้วย ความเป็นอยู่ล่วงไปด้วย ล่วงไปอย่างวอดวายเช่นนี้

สภาพความเป็นเองปรุงแต่ง หรือว่าใครปรุงแต่ง ? อยู่ที่ไหน ?



เรื่องนี้ หมดทั้งประเทศ หมดทั้งชมพูทวีป
หมดทั้งแสนโกฏิจักรวาล หมดทั้งอนันตจักรวาล 
ตลอดนิพพาน  ภพ ๓   โลกันต์ มากน้อยเท่าใดนั้น...ไม่รู้กันทั้งนั้น ว่าเป็นเพราะเหตุอะไร ?   

แต่วัดปากน้ำ มีคนรู้ขึ้นแล้ว เป็นดังนี้เพราะอะไร?


ที่ตั้งวัยให้แก่ยับเยินไปเช่นนี้ เป็นเอง หรือ ใครทำ ? อยู่ที่ไหน ?   
รู้ทีเดียวว่า ใครทำ ? อยู่ที่ไหน?   รู้ว่าไม่ใช่ใคร   จับตัวได้
คือ “พระยามาร” นั่นเอง เป็นคนทำให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตาย   
เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างยับเยิน   

เกิดก็อย่างยับเยินเดือดร้อน พ่อไม่ตาย บางทีแม่ตาย 
บางทีลูกก็ตาย แม่ก็ตาย พ่อก็ยังจะตายตามอีก โดดน้ำตายเสียอกเสียใจ   
นี่ “พระยามาร” ทำทั้งนั้น  สำหรับประหัตประหาร “ฝ่ายพระ”    
ถ้าว่ามนุษย์ผู้ใดเป็นฝ่ายพระละก็ มารข่มเหงอยู่อย่างนี้แหละไม่ขาดสาย   
ไม่เช่นนั้น ก็ด้วยวิธีใดด้วยวิธีหนึ่ง บางทีหมั่นไส้นัก ทำเก่งกาจอวดดิบอวดดี
ให้ฆ่ากันตายเสีย ให้กินยาตายเสีย ให้โดดน้ำตายเสีย ให้ผูกคอตายเสีย



นี่ใครทำ ? พระยามารทั้งนั้น ไม่ใช่ใคร
   
ไม่มีใครรู้ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกายมีเท่าไร...ไม่มีใครรู้   
ไม่รู้เรื่องทีเดียวในเรื่องนี้ว่า “พระยามาร” เขาคอยบีบคั้นอยู่ ให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย   
ให้เกิด...ก็เกิดอย่างยับเยิน หน้าบิดหน้าเบี้ยว เดือดร้อนด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย
ไม่ตาย คางก็เหลืองเทียว ไม่ตายก็เกือบตาย นี่พระยามารเขาทำ


ตามปกติแล้วไม่เป็นดังนี้ เกิดก็อย่างไม่ได้เดือดร้อนนัก
จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่ายอุจจาระ เหมือนถ่ายปัสสาวะ ไม่เดือดร้อน
เหมือนกับคลอดลูกออกเต้าธรรมดานี้ จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่ายอุจจาระ 
เหมือนถ่ายปัสสาวะทีเดียว ไม่เดือดร้อนแต่อย่างหนึ่งอย่างใด


ที่เดือดร้อนยับเยินเช่นนี้ เพราะ “พระยามาร” เขาส่งฤทธิ์ ส่งเดช
ส่งอำนาจ ส่งวิชชาที่ศักดิ์สิทธิ์ ... มาบังคับบัญชาบังคับให้เป็นไป
..........
..............................................................................................
..............................................................................................



ใครๆไม่อาจสามารถจะเอาชนะความแก่ ความตายนั้น ด้วยการสู้รบ ด้วยเวทมนต์
เวทมนต์คาถาใดๆ วิชาพราหมณ์ เวทมนต์กลคาถาใดๆ
ไม่อาจสามารถจะสู้รบกับความแก่ ความตายนั้นได้
หรือจะสู้รบด้วยทรัพย์ มีทรัพย์ จะเอาทรัพย์ไป ไถ่ถอนตัว แก้ความแก่ ความตาย
เรื่องความแก่ ความตาย ไม่มีทางสู้
ไม่มีทางแก้ทีเดียว จะแก้ อย่างไรก็แก้ไม่ได้



แต่ว่ามีแก้อยู่ที่...วัดปากน้ำ  

“วิชชาธรรมกาย” ไปเห็นวิชชาเหล่านี้หมด ไปเห็นความแก่ ความตาย 
เวลานี้เขาว่า สมภาร (พระเดชพระคุณหลวงพ่อสด จนฺทสโร) วัดปากน้ำ
กำลังสู้กับความแก่ ความตาย 

สู้จริงๆ ผู้เทศน์นี่แหละ ๒๒ ปี ๘ เดือนเศษแล้ว ๘ เดือน ๙ วัน  วันนี้แล้ว
วินาทีนี้ไม่ได้หยุด เพียรสู้ความแก่ความตาย ไม่ได้ถอยกันเลย
พระยามัจจุราชมีเท่าไร จับกันหมด   
จับกันหมด ตรึงกันหมด ลงโทษกันหมดทีเดียว
มีเท่าไร ไม่ให้ทำลายพระ ไม่ให้ข่มเหงพระได้   
ให้เลิกข่มเหง ให้เลิกทำลายพระเสียให้ได้   
จะแก้ความแก่ ความเจ็บ ความตายใหม่   
ไม่ให้มีแก่ ไม่ให้มีเจ็บ ไม่ให้มีตาย   



เมื่อเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็ให้เป็นมนุษย์เด็กๆ ก็อย่างหนึ่ง   
รู้กันได้ชัดๆ เด็กๆ ก็รู้ ไม่สวยไม่งามนักพอสมควร   
ถ้ายิ่งแก่หนักเข้า ยิ่งสวยงามหนักเข้า ยิ่งแก่หนักเข้า ก็ยิ่งสวยงามหนักเข้า   
แล้วก็โตหนักเข้าด้วย ผิดกัน โตหนักเข้าๆ สวยงามหนักเข้า   
โตหนักเข้า สวยงามหนักเข้า  ไม่มี “ไขลง” กัน 
มีแต่ “ไขขึ้น” กันไป…ไม่มีถอยกลับกัน

พอครบบารมีของตน ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ อย่างใดอย่างหนึ่ง   
ก็เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่ต้องไปทรมานให้เหนื่อยยากลำบากแต่อย่างหนึ่งอย่างใด   
อยู่ในบ้านในช่องตามชอบใจ พอครบกำหนดเข้า ก็เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ทีเดียว



เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์    เวลาไปนิพพาน...ไม่ต้องถอดสักกายหนึ่ง    
กายมนุษย์ - กายมนุษย์ละเอียด,
กายทิพย์ - กายทิพย์ละเอียด,
กายรูปพรหม - กายรูปพรหมละเอียด,
กายอรูปพรหม - กายอรูปพรหมละเอียด,
กายธรรม - กายธรรมละเอียด,
กายธรรมโสดา - กายธรรมโสดาละเอียด,
กายธรรมสกทาคา - กายธรรมสกทาคาละเอียด,
กายธรรมอนาคา - กายธรรมอนาคาละเอียด,
กายธรรมอรหัต - กายธรรมอรหัตละเอียด   
ไม่มีถอดกันเลย  เป็นทั้งดุ้นทั้งก้อน  ไปนิพพานหมดทั้งดุ้นทั้งก้อนทีเดียว   

นี้ที่สมภารวัดปากน้ำ รบกับพระยามัจจุราช  รบความแก่ความตาย  รบเท่านี้ 
แก้ให้เป็นอย่างนี้  ถ้าไม่เป็นอย่างนี้  สมภารวัดปากน้ำไม่แรมราตรีที่อื่นล่ะ   
ยอมตาย...ไม่ถอยกันเลย



เรื่องการสู้รบเช่นนี้ ใครเคยได้ยินได้ฟังบ้าง ?  ไม่มีเลย   
หมดทั้งชมพูทวีป แสนโกฎิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกาย ที่ไหนๆไม่มีเลย
แล้วไม่มีใครรู้จักเสียด้วยซ้ำ   

นี่มารู้จักขึ้นแล้ว ที่วัดปากน้ำ
     

ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา อยู่วัดปากน้ำก็จริง   
แต่ไม่รู้ว่าสมภารวัดปากน้ำทำอะไร   
นี่อัศจรรย์นัก อยู่ด้วยกันตั้งหลายสิบปี 
อยู่วัดปากน้ำ “ทำวิชชา” นี้  ๒๒ ปี ๘ เดือน ๙ วัน วันนี้
ไม่มีใครรู้ว่าทำอะไร รู้แต่นิดๆ หน่อยๆ รู้จริงจังลงไปไม่มี


มีก็ผู้ที่ทำวิชชาด้วยกัน  รู้จริงเห็นจริงกันลงไปทีเดียว   
ทำอยู่ทุกวันๆ นั่นละก็รู้จริงเห็นจริง  นี่เป็นวิชชาลึกอย่างนี้
..........
.....................................................................................
.....................................................................................



พวกที่เป็นแล้ว ตั้งใจแน่วแน่ว่า
ตั้งแต่วันนี้ไป เราไม่ถอยล่ะ
เกิดมาเราพบ “วิชชา” นี้  เราจะต้องสู้ อย่างอื่นสู้ไม่ได้ทั้งนั้น   
เราจะหันสู้ “วิชชา” นี้กันสุดฤทธิ์สุดเดช
เอาให้ถึงหมดเจ็บ หมดแก่ หมดตาย...ของพระยามารให้ได้
   

ให้พระยามารแพ้ให้ได้ พระยามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร   
เวลานั้นหมดทุกข์ในโลก เท่าปลายผมปลายขนก็ไม่มี   
หมดแก่ หมดเจ็บ หมดตายในโลก เท่าปลายผมปลายขนก็ไม่มี   
มีความสุขเหมือนยังกับท้าวสวรรค์  หรือเหมือนกับท้าวพรหม  หรือเหมือนกับพระนิพพาน   
สุขขนาดนั้น เป็นสุขสำราญขนาดนั้น นี่แหละที่แสวงหาความสุขกันในโลก   

ในเวลานี้ทุกชาติ ทุกภาษา หาความสุขใส่ชาติ ใส่ภาษาของตัวทั้งนั้น   
อิจฉาริษยากัน เบ่งกันเต็มฤทธิ์เต็มเดช ประหัตประหารซึ่งกันและกัน   
ใครมีกำลังมาก ก็กดขี่คนมีกำลังน้อยลงไป
บังคับคนมีกำลังน้อยให้อยู่ใต้อำนาจเสีย   
ที่ทำกันอยู่นี้ทั้งวันทั้งคืน

ทั้งชมพูทวีป แสนโกฎิจักรวาล อนันตจักรวาล ทำกันอยู่อย่างนี้   
แม้จะเป็นมนุษย์ ก็ต้องทำอย่างนี้   
แม้จะไปเป็นเทวดา ก็ไปเป็นอย่างนี้   
จะไปเป็นพรหม ก็ทำอย่างนี้   
จะไปเป็นอรูปพรหม ก็เป็นอย่างนี้   
จะไปเป็นนิพพานแล้ว ก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน



พระพุทธเจ้าในพระนิพพานไม่ได้หยุดเลย  ทำอยู่อย่างนี้   
กำลังผจญกับพระยามารไม่ได้หยุดเลย  วินาที  อนุวินาที  ก็ไม่ได้หยุด   
ต้องทำนิโรธ  ดำเนินนิโรธเสมอ...ให้ละเอียดอ่อนไว้
   

ถ้าว่าละเอียดไม่ทัน  เขาก็บังคับเสีย  หยาบกว่า...เป็นถูกบังคับ 
ถูกความแก่บังคับ  บังคับไม่ให้รู้ด้วย  บังคับในไส้   
ไส้ธาตุไส้ธรรม เห็น จำ คิด รู้  ต้องใช้ญาณบังคับหมด
   

เมื่อปรากฏรู้ตัวว่าเป็นทาสพระยามารอยู่เช่นนี้ ก็ต้องช่วยรีบเปลื้องตัว   
ต้องรีบพยายามแก้ตัว ถ้ารีบพยายามแก้ตัวให้พ้นไปเสียได้   
ก็จะไม่ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย…เอาความชนะเสียให้ได้…………………..”






*** คัดลอกบางตอนจาก
พระธรรมเทศนาเรื่อง ปัพพโตปมคาถา

หนังสือชีวประวัติ ผลงาน รวมพระธรรมเทศนา ๖๓ กัณฑ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำ
เนื่องในโอกาสฉลองชนมายุ ๑๐๐ ปี


จัดพิมพ์โดย
มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศ กรุงเทพ
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

ออฟไลน์ ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1044
  • จิตพิสัย 108
  • เพศ: ชาย
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
สาธุ สาธุ สาธุ

กับธรรมทานของท่าน MR.SURIN

ช่วยๆกันทำครับ มีโอกาศได้สร้างบุญบารมีกันทุกวัน

เวปบอดร์ของวัดเรานี้ก็เป็นแหล่งสิกขาหลักวิชชาในโลกอินเตอร์เน็ตอย่างมีคุณค่ายิ่ง