Dhammakaya Forum

เกี่ยวกับวัดฯ & เว็บวัดฯ => ไม่เกี่ยวกับกิจกรรมวัดฯ => Topic started by: laichazeng on May 23, 2009, 12:11:27 AM

Title: มาอ่านความรู้กัน!!เรื่องจิตวิทยาแก้ใขความขัดแย้ง...นะครับ
Post by: laichazeng on May 23, 2009, 12:11:27 AM
จิตวิทยาการแก้ไขความขัดแย้ง ตามหลักของ”จิตสมอง”คนมีวิชาชีพเป็นนักจิตวิทยาต้องมีสมองซีก 3 เด่นกว่าอีก 3 ซีก ความที่ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ต้องมีความเข้าใจลึกเข้าไปในความรู้สึกที่เป็นปัญหาของผู้ทุกข์หรือผู้มีปัญหา หรือ ผู้มารับคำปรึกษา ต้องมีความเห็นใจในปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ทุกข์ และเป็นผู้ต้องที่มีความสามารถในการให้กำลังใจแก่ผู้ทุกข์ยามกำลังขาดหรืออ่อนแอได้และเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาหรือความขัดแย้งในใจที่เกิดขึ้นกับผู้ทุกข์ได้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับคนเรา ก็มี 2 ด้านใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ ความขัดแย้งภายในใจตัวเอง กับ ความขัดแย้งภายนอกกับคนอื่น ส่วนใหญ่ คือ กับคนภายนอกที่บุคคลมีความสนิทแนบแน่นใกล้ชิดกันมากที่สุด หรือกับคนที่แทบไม่รู้จักกัน ไม่ต้องเคยมีความสัมพันธ์ผูกพันด้านใดๆมาก่อนก็ได้ นิยามคำว่า “ความขัดแย้ง” จึงคือ ความขัดแย้งระหว่างความนึกคิดกับอารมณ์ความรู้สึกหรือพฤติกรรมการกระทำของตัวเราเอง และความเข้าใจกันไม่ได้ หรือเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างจุดมุ่งหมายของบุคคล 2 คน หรือ 2 ฝ่ายขึ้นไป ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่อสภาพชีวิตตนเอง หรือ ต่อฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง หรือความได้เปรียบ-เสียเปรียบของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด การแก้ไขปัญหาหรือความขัดแย้งต่างๆที่ตรงที่สุด คือ การเข้าใจสิ่งซึ่งเป็นความปรารถนาลึกๆ ที่อยู่ภายในใจซึ่งกันและกัน ที่ฝรั่งเรียกว่า Yearning หรือ จุดมุ่งหมายปลายทางที่อยู่บนจิตสำนึกของบุคคลว่าต้องการอะไรมากที่สุด ที่ฝรั่งว่า esire เพื่อจะได้ไม่ให้ความขัดแย้งนั้นๆ มันบานปลายจนกลายเป็นปัญหาที่แก้กันไม่ออก คิดกันไม่ตก ง่ายๆ เลย ก็มีทฤษฎีการให้คำปรึกษากันขึ้นมา ที่ฝรั่งว่า Counseling คือ การช่วยให้ผู้ทุกข์เกิดตระหนักรู้ในตนเองว่า ตนเองต้องการอะไรอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่ ฉันรู้สึกอย่างนี้ (I feel….) ฉันคิดอย่างนี้ (I think….) ฉันต้องการอย่างนั้น (I want......) ฉันจำเป็นต้องได้อย่างนั้น (I need....) ไปจนถึงสิ่งที่ฉันปรารถนาที่สุด (I desire.....) รวมไปถึงความสามารถในการเข้าใจถึงสิ่งที่ปรารถนาที่สุดของผู้อื่นด้วยในความสัมพันธ์ของจังหวะช่วงขณะนั้นๆ ที่เรียกให้เท่หน่อย ก็ว่า บริบท ถ้าความขัดแย้งนั้นๆ มันมีเหตุผล พอมองเห็นว่าอาจแปลงพลังด้านลบนั้นๆ ให้เป็นด้านบวกได้ ก็เรียกว่า วิธีการการจัดการความขัดแย้ง ที่ฝรั่งเรียกว่า Conflict Management โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับมือกับสภาวะการขัดแย้งแต่ละด้านไปในทางสร้างสรรค์ เชิง ติเพื่อก่อหรือโต้แย้งเพื่อการพัฒนา ได้ถึงซึ่งคำตอบที่ต้องการ ถ้าเป็นความขัดแย้งที่มีต่อผู้อื่นโดยตรง มีคู่กรณีเห็นกันชัดๆต่อหน้าต่อตา ก็มีทฤษฎีการเจรจาต่อรอง ที่ว่า Negotiation เพื่อให้ได้มาถึงซึ่งผลประโยชน์ที่เรียกร้องกันของแต่ละฝ่าย เป็นลักษณะตัวต่อตัว หรือระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์นั้นๆ หนักข้อ มากความ หนักอก มากเรื่อง ก็ใช้วิธีการไกลเกลี่ย ที่กำลังฮิตการอบรมกันอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ ที่ฝรั่งเรียกว่า Mediation คือ ต้องมีคนกลางทำหน้าที่คอยประสานผลประโยชน์ หรืออำนาจการต่อรอง เพื่อให้ได้ถึงซึ่งข้อตกลงที่ตอบสนองความต้องการ ความจำเป็นที่ต้องได้ ต้องมี ต้องเอา ต้องเป็นกันให้ได้ในทุกฝ่าย สี่วิธีการนี้ ยังเอากันไม่อยู่ ยุติกันไม่ลง ก็จำต้องใช้สมองซีก 2 ซีกของความเที่ยงตรง ความมั่นคงเข้าไปยุติธรรม หรือยุติการกระทำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองข้างกันไปเลย ที่เรียกกันว่า อนุญาโตตุลาการ (Arbitration) คือ การให้อำนาจแก่คนกลางเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดลงไปเลยว่า ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด หรือผิดทั้งคู่ คือ ต้องมีฝ่ายหนึ่งถูกหรือชนะ อีกฝ่ายผิดหรือต้องจำแพ้ ที่ว่า Win-Lose หรือ Lose-Lose แทน Win-Win ของสี่วิธีการแรก เป็นการใช้สมองซีก 2 ขึ้นมาแทนซีก 3 กันนั่นเอง แม้จะจริงที่ว่า ส่วนใหญ่ที่เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนเรื้อรังนั้น มักเกิดจากปัญหา คือ ถูกทั้งคู่ หรือมักจะถูกทั้งสองฝ่ายก็ตาม แต่วิธีการไหนก็แก้กันไม่ออก เอากันไม่อยู่ ถ้าทั้งสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย มีความต้องการที่จะทำลายล้างกันมากกว่า 5 ล้างนี้ขึ้นไป คือ ทำกันขึ้นเพื่อหนึ่ง-ล้างแค้น สอง-ล้างตา สาม-ล้างหนี้ สี่-ล้างอาย ห้า-ล้างคดี หก-ล้างคาว เจ็ด-ล้างบาง แปด-ล้างสมอง และเก้า-ล้างโคตร ถ้าผู้ไม่คิดจะล้างใครในอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เขียนไว้อย่างนี้ ก็ให้ไปอาบน้ำเย็นล้างหน้าล้างตา รวมทั้งล้างหู ล้างปาก เพื่อล้างมือให้สะอาด สบาย สงบ สง่า สุข แทน จะคอยรวบขี้เหล่านี้เข้ามากองไว้ใหม่เพื่อที่จะเล่นกันต่อไปอย่างสนุกที่ว่า ล้างไพ่
*************************************
************************************
http://webdb.dmsc.moph.go.th/radiation/center_news.asp?div=&id=319&page=1
วันที่ : 7 ตุลาคม พ.ศ.2551
งาน : งาน อื่นๆ
เกี่ยวข้องกับ : การแก้ไขความขัดแย้ง
เสนอข่าวโดย : ฝ่ายบริหารทั่วไป
ที่มา : หนังสือ at officemate ฉบับเดือนตุลาคม 51
Title: Re: มาอ่านความรู้กัน!!เรื่องจิตวิทยาแก้ใขความขัดแย้ง...นะครับ
Post by: Ozone on May 23, 2009, 08:32:48 PM
กล่าวถึงเรื่องนี้ ผมเลยอยากแนะนำเพิ่มเติมครับว่า มีแบบทดสอบเรื่องพหุปัญญา ของ Howard Gardner
ซึ่งเขาบอกว่าความฉลาดของเราไม่ได้แยกแค่ ๒ ด้าน ตามที่เราเข้าใจในสมัยก่อน คือ ด้านตรรกะ กับ ศิลป์
แต่การศึกษาของเขาบ่งชี้ว่า มีอย่างน้อย ๘ ด้าน (ซึ่งปัจจุบันเขาศึกษาได้ ๘ ด้าน แต่คาดว่ามีอีก)

น่าสนใจนะครับ ลอง download แบบทดสอบมาทำดูก็ได้ แแบบภาษาไทยก็มี
จากการสังเกต ผมคิดว่า คนที่มีการปฏิบัติธรรม (ไม่มากก็น้อย) จะมีความฉลาดด้านการเข้าใจธรรมชาติ และการรู้จักตนเองที่ค่อนข้างสูง
ไม่รู้ว่าจริงแท้แค่ไหน ถ้าได้ผลยังไงก็ลองบอกกันนะครับ

เพราะ Gardner เอง ก็ยังยอมรับว่า ความฉลาดด้านการเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และเข้าใจธรรมชาติ
มีน้ำหนักของความสำคัญมากกว่าด้านอื่นๆ เช่น ตรรกะ ถาษา การเคลื่อนไหว เป็นต้น
Title: Re: มาอ่านความรู้กัน!!เรื่องจิตวิทยาแก้ใขความขัดแย้ง...นะครับ
Post by: yesterday on April 10, 2019, 12:53:45 AM
4 เหตุผลที่คนคิดต่างกัน

ความไม่เข้าใจของคนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติในทุกๆ ที่ที่เราต้องอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ร่วมกับเพื่อนๆ ในโรงเรียน หรือในที่ทำงาน หรืออยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่ ระดับชุมชน หรือใหญ่กว่านั้น คือ อยู่ร่วมกันในโลกใบนี้ ความไม่เข้าใจกันและความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในทุกสังคมที่เราต้องอยู่ร่วมกัน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุของความไม่เข้าใจทีเกิดขึ้น น่าจะมาจากสาเหตุคือ เรื่องของความคิดหรือทัศนคติที่ไม่ตรงกัน โดยเหตุของความคิดและทัศนคติที่ต่างกัน มาจากปัจจัย 4 ข้อ ดังนี้

1. แต่ละคนรู้ไม่เท่ากัน – รู้ไม่ตรงกัน
คนทุกคนย่อมมีความรู้ในทุกๆ เรื่อง “ไม่เท่ากัน” และ “ไม่ตรงกัน” แน่นอน ประสบการณ์ที่แตกต่างกันที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแต่ละคน จะทำให้แต่ละคนมีข้อมูลที่ “ไม่เท่ากัน” เมื่อมีข้อมูลไม่เท่ากัน ปฏิกิริยาของคนแต่ละคนที่แสดงออกก็จะไม่เหมือนกัน นอกจากเรื่องข้อมูลที่มีไม่เท่ากันแล้ว ข้อมูลที่แต่ละคนมีก็อาจจะไม่ตรงกันด้วยก็ได้ บางครั้งในเรื่องเดียวกัน อาจจะมีข้อมูลในการรับรู้ไม่ตรงกัน ทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน

นี่คือปัญหาพื้นฐานในเรื่องของ “ข้อมูล” สมาชิกในแต่ละสังคม, ในแต่ละครอบครัวหรือแต่ละชุมชนมักจะมีข้อมูลที่ “ไม่เท่ากัน” และ “ไม่ตรงกัน” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของนำมาซึ่งความคิดที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น เราต้องปรับให้คนในครอบครัว ในสังคม หรือชุมชนมีความรู้ที่ “ตรงกัน” และมีความรู้ที่ “เท่ากัน” ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเพื่อลดช่องว่างของความคิดที่แตกต่าง เครื่องมือที่ใช้ในการปรับข้อมูลให้ตรงกัน คือ “การรับฟังให้มากขึ้น” เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้ข้อมูลที่มีตรงกัน และเท่ากัน (การรับฟังให้มากขึ้นถึงอาจจะยังไม่ยอมรับก็ยังดีกว่าไม่รับฟังอะไรเลย)

2. แต่ละคนมี “จุดสนใจ” ไม่สอดคล้องกัน
“จุดสนใจ” หรือ “Interest” ในความหมายง่ายๆ คือ สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ลึกๆ ในใจ (ไม่ใช่แค่ฉาบฉวย) ในหลายครั้ง สิ่งที่เป็นความสนใจหรือความต้องการลึกๆ จริงๆ ในใจที่เรียกว่าจุดสนใจนั้นย่อมมีความแตกต่างกันได้ ซึ่งถ้าแตกต่างกันแต่ไม่ขัดกันก็รอดไปไม่มีข้อขัดแย้ง แต่ถ้า “ต่างกัน” และ “ขัดกัน” อันนี้ก็จะเกิดความคิดที่ขัดแย้งต่อเนื่องกันไป เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารที่เราอาจนำมาใช้ในกรณีที่จุดสนใจไม่สอดคล้องกัน หรือไม่ตรงกัน ก็คือ “การรับฟัง” และพูดคุยระบุจุดสนใจลึกๆ จริงๆ ว่า ในใจเขาต้องการอะไร โดยไม่ได้มองแค่ผิวเผิน แต่ต้องมองให้ทะลุไปเลยว่า จริงๆ แล้วลึกๆ นั้นเขาต้องการอะไร หาหนทางตอบโจทย์ของเขาว่า จุดสนใจของเขาจริงๆ แล้วคืออะไร ก็จะเป็นเรื่อง win-win ของทุกคน

3. แต่ละคนมี “หลักคิด” ที่ไม่เหมือนกัน
“หลักคิด” คือ สิ่งที่ยากที่สุดที่จะเปลี่ยน เพราะมันเป็นเหมือน “ตะกอน” ของความคิด ความเชื่อและประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งคนเรามีความเชื่อ มีค่านิยม หรือหลักคิดที่แตกต่างกัน โดยอาจจะเกิดจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก การศึกษา หรือสังคมที่เติบโตมา

หลักคิดที่แตกต่างกันไปเหล่านี้หรือหลักคิดที่ขัดแย้งกันนั้น เราไม่สามารถบอกได้เลยว่าใครคิดผิด ใครคิดถูก ไม่มีหลักคิดใดดีกว่าหรือแย่กว่า เพราะเราไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้ไม่ว่าเราจะเป็นใครในสังคมก็ตาม คือ พยายามทำความเข้าใจและยอมรับมันก่อนในเบื้องต้น จงยอมรับในความแตกต่างของหลักคิด ยอมรับว่านั่นคือหลักคิดของเขา และจงอย่าพยายามที่จะไปเปลี่ยนเขาในทันที เพราะต้องเข้าใจว่า หลักคิด นั้นใช้เวลาสั่งสมมานานกว่าจะเป็นตะกอนทางความคิดได้ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีวันที่เราจะคิดเปลี่ยนแปลงหลักคิดของเขาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย แต่อาจจะต้องอาศัยระยะเวลา โดยเอาเรื่องจริง เอาเหตุผลจริงๆ หรือเหตุการณ์ใกล้ตัวที่เกิดขึ้นมาจูงใจเพื่อช่วยปรับหลักคิดหรือความคิดให้โอนเอนเข้าหากันได้ในที่สุด

4. แต่ละคนมี “การรับรู้” ที่ต่างกัน
และแม้ว่าคนสองคนที่มี “หลักคิด” เหมือนกัน มี “จุดสนใจ” เหมือนกัน และมี “ข้อมูล” ที่เท่ากันและตรงกัน ก็ยังจะมีความคิดที่แตกต่างกันได้อีก เพราะว่า “การรับรู้” หรือ “Perception” ที่เกิดขึ้นในสมองแตกต่างกันออกไป โดยมีหลัก 3 ประการ คือ

- Selection มนุษย์จะเลือกเรื่องที่ตนเองสนใจก่อนอื่น เรื่องไหนที่ตนเองไม่สนใจก็จะไม่เกิดการรับรู้ หรือเกิดการรับรู้น้อย
- Organization คือการจัดระเบียบสิ่งเร้าที่เข้ามาในสมอง ให้เป็นไปตามหมวดหมู่ โดยใช้ประสบการณ์หรือความรู้เดิมในการจัดระเบียบ
- Interpretation คือการนำเอาสิ่งที่รับรู้นั้น นำมาตีความ โดยอาศัยความรู้, ประสบการณ์, ความเชื่อ, ค่านิยม, จุดสนใจ เพื่อตีความสิ่งเร้านั้น

ดังนั้น การสร้างความรับรู้ ในขั้นตอนแรก (Selection) จึงเกี่ยวพันกับศิลปะของการสื่อสารเพื่อ “เปิดใจ” ให้ผู้ฟังรับเอาสิ่งที่อยากรู้ และสื่อเข้าไปอยู่ในความคิดของผู้ฟังให้ได้ โดยไม่ใช่ใช้วิธีการบังคับ หรือกรอกหู แต่ต้องใช้วิธีการพูกสื่อสารเพื่อให้ผู้ฟังเปิดใจรับฟังและนำมันไปจัดระเบียบพร้อมตีความสิ่งที่รับเข้ามานั้น ให้ตรงตามที่เราอยากจะสื่อออกไปให้เขารู้

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เมื่อเรารู้จัก 4 สาเหตุที่ทำให้เรามีความคิดต่างกันแล้ว เราจะได้เรียนรู้เพื่อจะได้ลดช่องว่างความขัดแย้งหรือความไม่เข้าใจกันที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ขึ้น เราก็ต้องเรียนรู้ตนเอง เรียนรู้และเข้าใจผู้อื่นอีกด้วย

------------------------------------
บทความนี้อ้างจากhttps://www.maruey.com/article/contentinjournal0084.html (https://www.maruey.com/article/contentinjournal0084.html)