Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
ผมคิดว่าชาวโลกทุกศาสนาสนใจอนาคตของเมืองเยรูซาเลมเพราะคนทุกศาสนาทั่วโลกยังคงชอบท่องเที่ยวไปชมเมืองเยรูซาเลมกันมากมายอีกยาวนาน
-------------------------------------
ข่าวจากประเทศโมร็อกโกว่าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสแห่งวาติกันโรมันคาธอลิกออกประกาศร่วมกับกษัตริย์โมร็อกโกผู้นับถืออิสลามเรื่องเมืองเยรูซาเลมว่าเมืองเยรูซาเลมเป็นสัญลักษณ์การมีร่วมกันแห่งสันติภาพของชาวคริสต์และชาวมุสลิมอิสลามและชาวยิวเมื่อวันที่30มีนาคม2019 ข่าวนี้อ้างจาก https://www.reuters.com/article/us-pope-morocco-jerusalem/pope-moroccos-king-say-jerusalem-must-be-open-to-all-faiths-idUSKCN1RB0IK
------------------------------------------------------------------------------
ข่าวจากทางคริสต์ออร์ธอดอกซ์รัสเซียว่าสมเด็จพระสังฆราชคิริลแห่งมอสโกและรัสเซียทั้งหมดผู้นำคริสต์แบบระดับวาติกันออร์ธอดอกซ์และผู้ร่วมทำสันติภาพระหว่างคริสต์อาร์เมเนียและมุสลิมอารเซอไบจันในเรื่องความขัดแย้งคาราบัคนั้นได้พบกับผู้นำปาเลสไตน์เมื่อวันที่14กุมภาพันธ์2018และสมเด็จพระสังฆราชคิริลได้บอกแก่ผู้นำปาเลสไตน์ว่าเยรูซาเล็มอยู่ในฐานะพิเศษที่ต้องรักษาถนอมไว้ต่อไป  ข่าวนี้อ้างจาก http://www.pravmir.com/patriarch-kirill-favors-preserving-jerusalems-special-status/
-------------------------------------------------
ข่าวจากShipan Kumar Basu หรือนายสีพัน กุมาร บาซู ประธานคณะกรรมการต่อสู้แห่งฮินดูโลกได้ออกความเห็นว่านายกรัฐมนตรีนเรนทราโมดี(Narendra Modi)แห่งอินเดียควรจะยอมรับเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลจะให้ผลดีแก่อินเดียมากกว่า ข่าวนี้อ้างจาก https://www.israelhayom.com/opinions/india-should-recognize-jerusalem-as-israels-capital/
2
ทรัมป์ ผู้พลิกประวัติศาสตร์เยรูซาเลมโดยนิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
 อ้างจากhttps://www.thairath.co.th/news/foreign/1150467

พุธวันนี้ ขออนุญาตรับใช้ประวัติย่อนครเยรูซาเลมกันต่อครับ เมื่อวานผมรับใช้ว่าเยรูซาเลมสร้างเมื่อใดไม่ปรากฏชัด แล้วก็ไม่ทราบว่าใครสร้าง เพียงแต่กะประมาณกันว่า น่าจะสร้างเมื่อ 4.5 พันปีก่อน และทราบกันแต่เพียงว่าเมื่อ 3 พันปีที่แล้ว กษัตริย์ยิวที่มีชื่อว่าเดวิดยึดเยรูซาเลมได้ พระราชโอรสของกษัตริย์เดวิด พระนามว่ากษัตริย์โซโลมอน ขึ้นครองราชย์ในกรุงเยรูซาเลม 973 ปีก่อนคริสตกาล พอกษัตริย์โซโลมอนสิ้นพระชนม์ ชาวยิว 12 เผ่าพันธุ์ก็แตกแยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมี 10 เผ่าทางเหนือแยกไปตั้งอาณาจักรที่เรียกว่าอิสราเอล มีเมืองหลวงชื่อซามารีย์กลุ่มสองเป็นพวกทางใต้ 2 เผ่าพันธุ์ เรียกอาณาจักรของตนเองว่ายูดาห์ ใช้เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวง

พอทะเลาะกันแล้ว พวกยิวก็อ่อนแอลงมาก 722 ปีก่อนคริสตกาลก็ถูกชาวอัสซีเรียยึดครอง และ 587 ปีก่อนคริสตกาล ชาวบาบิโลเนียภายใต้การนำของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ยึดเยรูซาเลมได้ จึงทำลายพระวิหารและนำชาวยิวไปเป็นทาสในบาบิโลน

ชาวยิวต้องทรมานอยู่ในอาณาจักรของบาบิโลเนีย (ในอิรักปัจจุบัน) กระทั่ง 538 ก่อนคริสตกาล พระเจ้าไซรัสมหาราชของเปอร์เซียตีจักรวรรดิบาบิโลเนียได้ ชาวยิวได้รับการปลดปล่อย แคว้นยูดาห์ของยิวตกอยู่ภายใต้การปกครองของเปอร์เซีย พวกยิวที่ได้รับการปลดปล่อยก็กลับสู่เยรูซาเลม และปฏิสังขรณ์พระวิหาร (ที่สร้างในสมัยกษัตริย์โซโลมอน) ขึ้นมาใหม่อีกหน

332 ปีก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยึดเยรูซาเลม ทำให้พวกยิวตกอยู่ภายใต้อำนาจของมาซิโดเนีย 73 ปีก่อนคริสตกาล พวกโรมันยึดเยรูซาเลมได้วุฒิสมาชิกชาวโรมันคนหนึ่งชื่อเฮโรดมาเป็นข้าหลวงปกครองยูดาห์ ตอนหลังเฮโรดได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์เฮโรดที่ 1 ท่านที่ศึกษาเรื่องราวของพระเยซูในเยรูซาเลมก็จะได้ยินชื่อ พระเจ้าเฮโรดมหาราชอยู่บ่อยครั้ง

พระเยซูประสูติได้ไม่นาน พระเจ้าเฮโรดก็เสด็จสวรรคต แคว้นยูเดีย (ซึ่งมียูดาห์เป็นดินแดนส่วนหนึ่ง) ก็ถูกแบ่งเป็น 4 ส่วน โรมันก็ยังส่งข้าหลวงมาดูแล พวกยิวพยายามก่อกบฏหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ใน ค.ศ.66 ชาวยิวก็ก่อกบฏอีก คราวนี้ถูกปราบและถูกสังหารหมู่เป็นจำนวนมาก จักรพรรดิติตุสสั่งให้ทำลายเยรูซาเลมและพระวิหาร ส่วนชาวยิวที่ไม่ถูกสังหารหมู่ก็ถูกต้อนไปเป็นเชลยที่กรุงโรม และครั้งนี้นี่เองครับ ที่ทำให้ชาวยิวต้องกระจัดพลัดพรายไปในทวีปยุโรป


ค.ศ.132-135 จักรพรรดิเอเดรียนสร้างนครเยรูซาเลมขึ้นมาใหม่ตามแบบเมืองโรมัน และตั้งชื่อเมืองนี้ว่าเอลียา กาปีโตลียา ตั้งแต่นั้นมาชาวยิวถูกห้ามเข้าเมืองอย่างเด็ดขาด ยิวคนไหนเข้าไปแล้วถูกจับได้ ก็จะถูกประหารชีวิต

ค.ศ.330 จักรพรรดิคอนสแดนตินที่ 1 มหาราชเปลี่ยนเยรูซาเลมเป็นเมืองของศาสนาคริสต์ และให้อยู่ภายใต้ดินแดนของอาณาจักรไบแซนไทน์ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ ค.ศ.614 ชาวเปอร์เซียก็เข้ายึดครองเยรูซาเลมและทำลายศาสนสถานต่างๆ

ค.ศ.636 ชาวอาหรับยึดเยรูซาเลมได้และปกครองเมืองนี้มาอีก 500 ปี จนกระทั่ง ค.ศ.1099 พวกคริสเตียนครูเสดยึดเยรูซาเลมได้ ตั้งแต่นั้นมา เยรูซาเลมก็เป็นเป้าหมายของสงครามครูเสด ถูกผลัดเปลี่ยนกันปกครองโดยมุสลิมและคริสเตียน กระทั่ง ค.ศ.1187 เซาะลาฮุดดิน แม่ทัพมุสลิมเข้าตีและยึดเยรูซาเลมได้

ทุกวันนี้ สถานะของเยรูซาเลมยังเป็นประเด็นร่วมกันในความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ค.ศ.1948 สงครามอาหรับ-อิสราเอล ทำให้อิสราเอลยึดเยรูซาเลมตะวันตก ส่วนเยรูซาเลมตะวันออกถูกปกครองโดยจอร์แดน กระทั่งเกิดสงครามหกวันเมื่อ ค.ศ.1967 อิสราเอลก็ยึดเยรูซาเลมตะวันออกได้ และเอาเยรูซาเลมทั้งหมดเป็นเมืองหลวงของตนเอง ย้ายหน่วยงานราชการไปตั้งที่เมืองนี้ รวมทั้งรัฐสภา ทำเนียบนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี ที่ตั้งศาลสูง

นานาชาติไม่ยอมรับเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล ไม่มีสถานทูตประเทศอื่นไปตั้งในเมืองนี้

ค.ศ.2017 นายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สหรัฐฯ ประกาศรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล.

-----------------------------------------
รูปนี้อ้างจากhttps://israelforever.org/history/idf_paratroopers_kotel_1967/

------------------------------------------------------------------

และมีข้อความจากอินเตอร์เนตบอกว่าBarack Obama visited the Western Wall when he was a presidential candidate in 2008; George W. Bush visited the site in 1998, years before becoming president; Bill Clinton visited the wall after leaving office; and George H.W. Bush visited the wall as well, though not while in office.

Although Trump was the not the first president to visit the Western Wall, he was the first sitting president to do so.

3
คุณต้นไม้เมตตาก้าวทันข่าวสารโลกจริงจริงเลยครับ :D :D :D
4
ภาครัฐ "หน่อมแน้ม" ครับ ที่ใช้ไม่อ่อน กับลัทธินี้

อยากให้ภาพออกมาดูสมานฉันท์ ดูเป็นมิตรกับทุกศาสนา

มันใช้ไม่ได้กับคนลัทธินี้ บางทีก็สงสัยว่า กลัวเขาเกลียดเอาหรือ (แคร์เขาจังเลยนะ อิอิ)

นึกถึงบูรพกษัตริย์ ที่ตรัสแรงๆ กับชาวต่างศาสนา เก็บความคร่าวๆว่า  แผ่นดินนี้เป็นของชาวพุทธ การที่ชาวต่างศาสนาจะคิดน้อยใจอะไรเป็นการไม่บังควร
5
ผมอ่านข่าวนี้แล้ว ผมอยากให้ประเทศมหาอำนาจใหญ่ของโลกและวาติกันและฝ่ายชาตินิยมฮินดูแห่งอินเดียและองค์กรอิสลามที่ไม่เคร่งทั่วโลกและองค์กรชาวพุทธและองค์กรทางการของคนนับถือศาสนาทุกศาสนาทั่วโลกและองค์กรคนไม่มีศาสนารวมตัวกันส่งเสริมให้มีเทศกาลงานวันการไม่มีตราฮาลาลอยู่ในผลิตภัณฑ์สินค้าโลกก็เพื่อให้ชาวมุสลิมทั่วโลกที่เคร่งฮาลาลและคนทุกศาสนาได้เรียนรู้ว่าสินค้าที่ไม่มีตราฮาลาลล้วนมีคุณภาพที่ดีต่อคนทุกศาสนาและชาวมุสลิมเท่าเทียมกันภายใต้มาตรฐานสุขอนามัยทางอาหารและยาแบบสากลและการที่คนทุกศาสนาและชาวมุสลิมใช้สินค้าที่ไม่มีตราฮาลาลติดในสินค้าไปตลอดชีวิตย่อมไม่ตกนรกเพราะการตั้งใจใช้สินค้าที่ไม่มีตราฮาลาลติดในสินค้าแน่นอน อันนี้เป็นความจริงของคนทุกระดับในโลกนี้เลยครับ

ถ้าโลกมีเทศกาลงานวันไม่มีตราฮาลาลอยู่ในผลิตภัณฑ์สินค้าโลก บางทีจะช่วยส่งเสริมให้แต่ละประเทศจะได้ติดตามความก้าวหน้าของสินค้าที่ไม่มีตราฮาลาลติดในสินค้าในประเทศตัวเองอย่างเป็นระบบต่อไปด้วยแล้วเทียบกันในแต่ละประเทศได้ง่ายก็จะเป็นผลดีต่อการค้าโลกและประชากรโลกอย่างดีมากเช่นชาวมุสลิมที่เต็มใจใช้สินค้าที่ไม่มีตราฮาลาลติดในสินค้าเลยไปตลอดชีวิตย่อมมีโอกาสน้อยที่จะกลายเป็นชาวมุสลิมหัวรุนแรงและมุสลิมหัวสุดโต่งครับ

6
สหรัฐเตรียมแซงชั่นอินโดนีเซียเพื่อชดเชยความเสียหายจากอินโดนีเซียใช้ตราฮาลาลเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า ข่าวนี้อ้างจากhttps://pantip.com/topic/37936595
หลังจากที่สหรัฐ และ นิวซีแลนด์ ได้ฟ้องต่อองค์กรการค้าโลก เรื่อง อินโดนีเซีย ใช้เรื่อง "ตราฮาลาล" เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า แล้วปรากฎว่า ทางองค์กรการค้าโลกได้ตัดสินให้สหรัฐ และ นิวซีแลนด์ ชนะคดีไปแล้วนั้น

https://www.reuters.com/article/us-indonesia-usa-wto/indonesia-loses-wto-appeal-in-food-fight-with-new-zealand-u-s-idUSKBN1D92EE?il=0

สหรัฐจึงยื่นเรื่องขออนุญาติต่อองค์กรการค้าโลก เพื่อทำการแซงชั่นสินค้าจากอินโดนีเซีย เป็นจำนวนมูลค่าเท่ากับความเสียหายที่เกิดกับสินค้าจากสหรัฐ อันเนื่องมาจากที่ อินโดนีเซีย ใช้ "ตราฮาลาล" เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า

https://www.reuters.com/article/indonesia-usa-wto/us-seeks-350-million-annual-sanctions-in-indonesia-trade-dispute-idUSL5N1UX43S

--------------------------------
ตัวอย่างสมาชิกเวปพันทิพย์ตอบกระทู้นี้อย่างน่าสนใจเช่นจากzodiac28 ว่า
"ข่าวเรื่องคดีฮาลาลนี่แทบไม่มีออกในสื่อไทยเลยนะ    เงียบมากราวกับถูกปิดบังเอาไว้
 ถ้าจะว่ากันตรงๆการใช้ตราฮาลาลมาเป็นตัวกำหนดสินค้านี่มันก็เข้าข่ายกีดกันทางการค้าจริงๆ     ถ้าทางอินโดนีเซียเปิดรับสินค้าต่างๆโดยไม่กำหนดว่าต้องมีตราฮาลาลแล้วให้ประชาชนเป็นผู้เลือกเองว่าจะซื้อสินค้าที่มีตราฮาลาลรึไม่นี่จะถูกต้องกว่า"

--------------------------------------------------
7
แรกเริ่ม ‘ยุงก่อโรค’ ในประวัติศาสตร์สยาม

ยุงเริ่มได้รับการกล่าวถึงในรายงานประจำปีของแพทย์สุขาภิบาล รศ.122 หรือ พ.ศ.2446 โดยนายแพทย์แคมเบล ไฮเอต นำเสนอต่อพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2446 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานที่เกี่ยวกับสภาพการณ์ของการเกิดโรคระบาดในสยาม

ไฮเอตกล่าวถึงคนไข้มาลาเรียรายหนึ่งจากมวกเหล็กซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้ โรคมาลาเรียในสยามนั้น ไฮเอตรายงานว่ามีอยู่ 2 ชนิด คือ

1) The simple Tertian ซึ่งเกิดขึ้นทั่วไปและไม่ร้ายแรง สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาควินิน

และ 2) The real tropical Malaria ซึ่งรักษาได้ยากมากและส่วนมากมักจะเสียชีวิต

ในจำนวนคนไข้ 1,750 คน ที่รับเข้ามาในโรงพยาบาลตำรวจนั้น มีเพียง 31 รายเท่านั้นที่เป็นไข้มาลาเรีย ซึ่งโดยมากมาจากหัวเมืองหรือจากเส้นทางรถไฟ และในจำนวน 31 รายนี้มี 20 รายเป็นชนิด The simple Tertian มีพียง 11 รายเท่านั้นที่เป็นชนิด The real tropical Malaria ส่วนเหตุผลที่มีมาลาเรียน้อยก็เพราะว่ามีชนิดของยุงที่เป็นพาหะของเชื้อมาลาเรียอยู่ค่อนข้างน้อยในสยาม

หลังจากนั้น ไฮเอตได้จำแนกยุงออกเป็น 2 ชนิด คือ 1) Culex และ 2) Anopheles ยุงแบบแรก คือยุงที่อยู่ตามบ้านทั่วไปและไม่เป็นอันตรายแก่มนุษย์ในแง่ที่เป็นพาหะของเชื้อมาลาเรีย ส่วนยุงแบบที่สองคือชนิดที่พบตามทุ่งนาป่าเขา ซึ่งเป็นยุงประเภทที่เชื้อมาลาเรียจะอาศัยอยู่ในระยะเวลาช่วงหนึ่งของวงจรชีวิต

นอกจากนี้ เขายังได้เก็บตัวอย่างลูกน้ำจาก 43 แห่งในกรุงเทพฯ และตรวจสอบพบว่าลูกน้ำทั้งหมดเป็นลูกน้ำของยุงแบบ Culex

อย่างไรก็ตาม ไฮเอตเสนอให้มีการกำจัดยุงในกรุงเทพฯ ด้วยการนำน้ำมันขี้โล้ไปใส่ตามแอ่งน้ำเพื่อฆ่าลูกน้ำ และประกาศให้ประชาชนทำลายเศษถ้วยชาม กระป๋อง หรือสิ่งที่จะทำให้น้ำขังเพื่อไม่ให้ยุงสามารถวางไข่ได้

อย่างไรก็ตาม ยุงถูกให้ความสำคัญและนำไปปรากฎตัวต่อสายตาของรัฐไทยในปลายปี พ.ศ. 2469 เมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องทูตอิตาลีชวนสยามเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ “สำนักระวางประเทศสำหรับการว่าด้วยเรื่องไข้มาลาเรีย” (Internatioal Malariaologic Institute) ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นที่กรุงโรม

เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ลงท้ายในจดหมายว่า “ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าฯ ว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลสยามจะเข้าร่วมมือด้วย และจะได้รับประโยชน์จากการนี้มาก เพราะการกำจัดโรคนี้ของรัฐบาลสยามยังล้าหลังอยู่” พร้อมกับถวายเอกสารสาธารณสุขเรื่อง “ปัญหาเรื่องยุง” มาด้วย

นับแต่นั้น ปัญหาเรื่องยุงได้ส่งผลให้รัฐบาลมีนโยบายและหามาตรการในการจัดการ โดยยุงในสยามได้ถูกจำแนกออกเป็น 2 จำพวกเหมือนกับที่นายแพทย์แคมเบล ไฮเอตเคยรายงานเมื่อ พ.ศ. 2446 คือ 1) ยุงบ้าน และ 2) ยุงเถื่อน แต่ในการอธิบายได้มีการเพิ่มเติมรายละเอียดขึ้นอีก กล่าวคือ ยุงบ้านถูกแบ่งออกเป็นอีก 2 ชนิด คือ ยุงบ้านสีเทาธรรมดา ซึ่งเป็นยุงที่ชุกชุมกว่าชนิดอื่นๆ มักเกิดในที่น้ำขังอยู่นิ่งๆ เช่น ท้องร่อง บ่อ รางระบายน้ำ รางน้ำฝน โอ่ง เป็นต้น และอีกชนิดคือ ยุ่งด่างหรือยุงเสือ มีลักษณะตัวลายขาวผ่านดำอย่างฉูดฉาด และเป็นยุงที่มีอยู่ตามชายทะเล ซึ่งเป็นพาหะของไข้เหลือง แม้ว่าไข้เหลืองจะยังไม่ปรากฎในสยาม แต่ยุงชนิดนี้มีจำนวนมาก

สำหรับยุงเถื่อน หรือยุ่งป่า หรือที่รู้จักกันในนาม “ยุงก้นปล่อง” เป็นพาหะของเชื้อโรคไข้จับสั่นหรือไข้ป่า/ไข้ป้าง ปีกของยุงก้นปล่องจะเป็นจุดๆ เวลาเกาะก้นมันจะชี้ขึ้นข้างบนซึ่งจะต่างจากยุงบ้าน ยุงก้นปล่องมักเกิดตามห้วยที่น้ำไหลช้าๆ และมีหญ้าขึ้นรก ตามหนอง ริมคลอง หรือตามสระที่มีร่มเงาและหญ้ารก เป็นต้น

ที่สำคัญกว่านั้น ในรายงานเกี่ยวกับยุงเขียนไว้ว่า ยุงไม่ได้เป็นแค่พาหะของโรคมาลาเรียเท่านั้นแต่ยังเป็นพาหะของโรคที่สำคัญถึง 4 ชนิด ได้แก่ ไข้จับสั่น ไข้เหลือง ไข้ส่า และโรคหนังช้าง แต่โรคที่สำคัญสำหรับคนไทยคือ ไข้จับสั่นซึ่งรุนแรงถึงแก่ชีวิต

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการเผยแพร่ปัญหาเรื่องยุงในสยาม ยังไม่พบว่ามีมาตรการที่ชัดเจน นอกจากการส่งเสริมให้ประชาชนช่วยกันปราบยุงตามวิธีการที่ได้ประกาศในเอกสารสาธารณสุข ซึ่งเผยแพร่ไปทั่ว ความพยายามของรัฐบาลในการดำเนินมาตรการต่อสู้กับยุงเกิดขึ้นในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ไปแล้ว เมื่อรัฐบาลใหม่ของพันเอกหลวงพิบูลสงคราม ได้แถลงนโยบายทางด้านสาธารณสุขต่อรัฐสภาในพ.ศ. 2480 ว่ารัฐบาลจะได้ขยายการควบคุมโรคซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในเวลานั้น โดยเฉพาะไข้จับสั่น ซึ่งเป็นเหตุให้พลเมืองถึงแก่ความตามปีละ 3-4 หมื่นคนทุกปี ในกรอบของนโยบายนี้ กระทรวงมหาดไทยจึงได้เสนอ “โครงการควบคุมไข้จับสั่น” ขึ้นมาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ยุงจึงกลายมาเป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศไทยนับแต่นั้นมา
-------------------------------------------------------
อ้างอิงจากhttps://www.hfocus.org/content/2017/10/14640

8
4 เหตุผลที่คนคิดต่างกัน

ความไม่เข้าใจของคนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติในทุกๆ ที่ที่เราต้องอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ร่วมกับเพื่อนๆ ในโรงเรียน หรือในที่ทำงาน หรืออยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่ ระดับชุมชน หรือใหญ่กว่านั้น คือ อยู่ร่วมกันในโลกใบนี้ ความไม่เข้าใจกันและความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในทุกสังคมที่เราต้องอยู่ร่วมกัน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุของความไม่เข้าใจทีเกิดขึ้น น่าจะมาจากสาเหตุคือ เรื่องของความคิดหรือทัศนคติที่ไม่ตรงกัน โดยเหตุของความคิดและทัศนคติที่ต่างกัน มาจากปัจจัย 4 ข้อ ดังนี้

1. แต่ละคนรู้ไม่เท่ากัน – รู้ไม่ตรงกัน
คนทุกคนย่อมมีความรู้ในทุกๆ เรื่อง “ไม่เท่ากัน” และ “ไม่ตรงกัน” แน่นอน ประสบการณ์ที่แตกต่างกันที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแต่ละคน จะทำให้แต่ละคนมีข้อมูลที่ “ไม่เท่ากัน” เมื่อมีข้อมูลไม่เท่ากัน ปฏิกิริยาของคนแต่ละคนที่แสดงออกก็จะไม่เหมือนกัน นอกจากเรื่องข้อมูลที่มีไม่เท่ากันแล้ว ข้อมูลที่แต่ละคนมีก็อาจจะไม่ตรงกันด้วยก็ได้ บางครั้งในเรื่องเดียวกัน อาจจะมีข้อมูลในการรับรู้ไม่ตรงกัน ทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน

นี่คือปัญหาพื้นฐานในเรื่องของ “ข้อมูล” สมาชิกในแต่ละสังคม, ในแต่ละครอบครัวหรือแต่ละชุมชนมักจะมีข้อมูลที่ “ไม่เท่ากัน” และ “ไม่ตรงกัน” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของนำมาซึ่งความคิดที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น เราต้องปรับให้คนในครอบครัว ในสังคม หรือชุมชนมีความรู้ที่ “ตรงกัน” และมีความรู้ที่ “เท่ากัน” ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเพื่อลดช่องว่างของความคิดที่แตกต่าง เครื่องมือที่ใช้ในการปรับข้อมูลให้ตรงกัน คือ “การรับฟังให้มากขึ้น” เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้ข้อมูลที่มีตรงกัน และเท่ากัน (การรับฟังให้มากขึ้นถึงอาจจะยังไม่ยอมรับก็ยังดีกว่าไม่รับฟังอะไรเลย)

2. แต่ละคนมี “จุดสนใจ” ไม่สอดคล้องกัน
“จุดสนใจ” หรือ “Interest” ในความหมายง่ายๆ คือ สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ลึกๆ ในใจ (ไม่ใช่แค่ฉาบฉวย) ในหลายครั้ง สิ่งที่เป็นความสนใจหรือความต้องการลึกๆ จริงๆ ในใจที่เรียกว่าจุดสนใจนั้นย่อมมีความแตกต่างกันได้ ซึ่งถ้าแตกต่างกันแต่ไม่ขัดกันก็รอดไปไม่มีข้อขัดแย้ง แต่ถ้า “ต่างกัน” และ “ขัดกัน” อันนี้ก็จะเกิดความคิดที่ขัดแย้งต่อเนื่องกันไป เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารที่เราอาจนำมาใช้ในกรณีที่จุดสนใจไม่สอดคล้องกัน หรือไม่ตรงกัน ก็คือ “การรับฟัง” และพูดคุยระบุจุดสนใจลึกๆ จริงๆ ว่า ในใจเขาต้องการอะไร โดยไม่ได้มองแค่ผิวเผิน แต่ต้องมองให้ทะลุไปเลยว่า จริงๆ แล้วลึกๆ นั้นเขาต้องการอะไร หาหนทางตอบโจทย์ของเขาว่า จุดสนใจของเขาจริงๆ แล้วคืออะไร ก็จะเป็นเรื่อง win-win ของทุกคน

3. แต่ละคนมี “หลักคิด” ที่ไม่เหมือนกัน
“หลักคิด” คือ สิ่งที่ยากที่สุดที่จะเปลี่ยน เพราะมันเป็นเหมือน “ตะกอน” ของความคิด ความเชื่อและประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งคนเรามีความเชื่อ มีค่านิยม หรือหลักคิดที่แตกต่างกัน โดยอาจจะเกิดจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก การศึกษา หรือสังคมที่เติบโตมา

หลักคิดที่แตกต่างกันไปเหล่านี้หรือหลักคิดที่ขัดแย้งกันนั้น เราไม่สามารถบอกได้เลยว่าใครคิดผิด ใครคิดถูก ไม่มีหลักคิดใดดีกว่าหรือแย่กว่า เพราะเราไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้ไม่ว่าเราจะเป็นใครในสังคมก็ตาม คือ พยายามทำความเข้าใจและยอมรับมันก่อนในเบื้องต้น จงยอมรับในความแตกต่างของหลักคิด ยอมรับว่านั่นคือหลักคิดของเขา และจงอย่าพยายามที่จะไปเปลี่ยนเขาในทันที เพราะต้องเข้าใจว่า หลักคิด นั้นใช้เวลาสั่งสมมานานกว่าจะเป็นตะกอนทางความคิดได้ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีวันที่เราจะคิดเปลี่ยนแปลงหลักคิดของเขาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย แต่อาจจะต้องอาศัยระยะเวลา โดยเอาเรื่องจริง เอาเหตุผลจริงๆ หรือเหตุการณ์ใกล้ตัวที่เกิดขึ้นมาจูงใจเพื่อช่วยปรับหลักคิดหรือความคิดให้โอนเอนเข้าหากันได้ในที่สุด

4. แต่ละคนมี “การรับรู้” ที่ต่างกัน
และแม้ว่าคนสองคนที่มี “หลักคิด” เหมือนกัน มี “จุดสนใจ” เหมือนกัน และมี “ข้อมูล” ที่เท่ากันและตรงกัน ก็ยังจะมีความคิดที่แตกต่างกันได้อีก เพราะว่า “การรับรู้” หรือ “Perception” ที่เกิดขึ้นในสมองแตกต่างกันออกไป โดยมีหลัก 3 ประการ คือ

- Selection มนุษย์จะเลือกเรื่องที่ตนเองสนใจก่อนอื่น เรื่องไหนที่ตนเองไม่สนใจก็จะไม่เกิดการรับรู้ หรือเกิดการรับรู้น้อย
- Organization คือการจัดระเบียบสิ่งเร้าที่เข้ามาในสมอง ให้เป็นไปตามหมวดหมู่ โดยใช้ประสบการณ์หรือความรู้เดิมในการจัดระเบียบ
- Interpretation คือการนำเอาสิ่งที่รับรู้นั้น นำมาตีความ โดยอาศัยความรู้, ประสบการณ์, ความเชื่อ, ค่านิยม, จุดสนใจ เพื่อตีความสิ่งเร้านั้น

ดังนั้น การสร้างความรับรู้ ในขั้นตอนแรก (Selection) จึงเกี่ยวพันกับศิลปะของการสื่อสารเพื่อ “เปิดใจ” ให้ผู้ฟังรับเอาสิ่งที่อยากรู้ และสื่อเข้าไปอยู่ในความคิดของผู้ฟังให้ได้ โดยไม่ใช่ใช้วิธีการบังคับ หรือกรอกหู แต่ต้องใช้วิธีการพูกสื่อสารเพื่อให้ผู้ฟังเปิดใจรับฟังและนำมันไปจัดระเบียบพร้อมตีความสิ่งที่รับเข้ามานั้น ให้ตรงตามที่เราอยากจะสื่อออกไปให้เขารู้

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เมื่อเรารู้จัก 4 สาเหตุที่ทำให้เรามีความคิดต่างกันแล้ว เราจะได้เรียนรู้เพื่อจะได้ลดช่องว่างความขัดแย้งหรือความไม่เข้าใจกันที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ขึ้น เราก็ต้องเรียนรู้ตนเอง เรียนรู้และเข้าใจผู้อื่นอีกด้วย

------------------------------------
บทความนี้อ้างจากhttps://www.maruey.com/article/contentinjournal0084.html
9
ดร.อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า"การเมืองนั้นแสนสั้น แต่สมการคงอยู่ชั่วนิรันดร์"หรือ“Politics is for the moment and equation is for eternity.”หรือ“Equations are much more important to me, because politics is for the present, while … an equation is for eternity”
ถ้าเราดูประวัดไอน์สไตน์เราจะเห็นว่าเขาผ่านหลายสัญชาติมากเลยครับคือ
- ไอน์สไตน์ เป็นคน ถือหลายสัญชาติเพราะเกิดในช่วงที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงเขตแดนในยุโรปรวม
   ถึงเกิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้ชาวยิวแบบ ไอน์สไตน์ นั้นต้องสังเวยชีวิตไปหลายล้านคน
   เขาจึงต้องลี้ภัยไปอยู่ สหรัฐอเมริกา สัญชาติของ ไอน์สไตน์ มีดังนี้

ราชอาณาจักรเวือร์ทเทมแบร์ก (1879–1896)

ไร้สัญชาติ (1896–1901)

สวิตเซอร์แลนด์ (1901–1955) ถือสัญชาตินี้จนเขาเสียชีวิต

จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี (1911–1912)

จักรวรรดิเยอรมัน (1914–1918)

สาธารณรัฐไวมาร์ (1919–1933) อีก 6 ปีต่อมาเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2

สหรัฐอเมริกา (1940–1955) ตั้งแต่ช่วงสงครามโลก จนจบ 1945 และจนตลอดชีวิตของเขา
ถือ 2 สัญชาติ สุดท้ายคือ สวิส และอเมริกา
-----------------------------------------------------------

---------------------------
และไอน์สไตน์ยังกล่าวด้วยว่า“Politics is more difficult than physics”หรือ"การเมืองยากกว่าวิชาฟิสิกส์"หรือ“[When asked “Dr. Einstein, why is it that when the mind of man has stretched so far as to discover the structure of the atom we have been unable to devise the political means to keep the atom from destroying us?”] “That is simple, my friend. It is because politics is more difficult than physics.”


----------------------------------------
วันที่24มีนาคม2562เป็นวันเลือกตั้งของประเทศไทยของพวกเรากันนะครับ  ผมขอให้พลังแห่งพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติจงสถิตย์แก่พวกเราชาวพุทธกันนะครับ
10
จดหมายเรื่อง "พระเจ้า" ของไอน์สไตน์ ทำราคาประมูลได้ 92 ล้านบาท

จดหมายที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" เขียนแสดงความเห็นเกี่ยวกับพระเจ้า ซึ่งทำราคาประมูลที่นครนิวยอร์ก ได้สูงถึง 92 ล้านบาท

จดหมายฉบับดังกล่าวมีความยาว 1 หน้าครึ่ง เป็นลายมือของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถูกเขียนเป็นภาษาเยอรมันในปี 1954 เพื่อแสดงความเห็นโต้เถียงกับนักปรัชญาชาวเยอรมันในเรื่องพระเจ้าและศาสนา โดยไอน์สไตน์เชื่อว่า คำว่า "พระเจ้า" ถูกสร้างขึ้นจากความอ่อนแอของมนุษย์เท่านั้น ไม่ว่าจะตีความอย่างไร ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงข้อนี้ได้

นอกจากนี้ ในจดหมายยังมีการเขียนคัดค้านเรื่องที่ว่าชาวยิวเป็นกลุ่มคนที่ถูกเลือกโดยไอน์สไตน์ระบุว่าเขารักและภาคภูมิใจในความเป็นยิว แต่ไม่เชื่อว่า ชาวยิวมีคุณค่าแตกต่าง หรือสูงส่งกว่ามนุษย์กลุ่มอื่นๆ

สำหรับจดหมายฉบับนี้ ถูกเขียนขึ้น 1 ปี ก่อนที่ไอน์สไตน์จะเสียชีวิต เชื่อว่าเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองของเขาต่อเรื่องศาสนา และการมีอยู่ของพระเจ้า

เดิมที บริษัทคริสตีส์ ผู้จัดการประมูลคาดว่าจดหมายฉบับนี้น่าจะทำราคาได้เกือบ 50 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า กลับทำราคาได้สูงถึง 92 ล้านบาท
-------------------------------
อ้างข่าวจากเวปชื่อ pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/94358ครับ
Pages: [1] 2 3 ... 10