Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
ความฝันในทัศนะของคาร์ล กุสตาฟ จุง (Karl Gustav Jung : ค.ศ.1875 -1967)อ้างจากบทความในอินเตอร์เน็ตที่เขียนโดยJasmine ที่ 23.9.54 นะครับ
Jung เป็นทั้งนักจิตวิทยา และแพทย์ชาวสวิสที่ได้รับอิทธิพลจากฟรอยด์ Jung เห็นว่า
ความฝัน เป็นเรื่องที่เปิดเผยของกิจกรรมทางจิตใจ หรือเป็นความในใจของมนุษย์ ค่อนข้างจะมีลักษณะที่เฉพาะ เข้าใจยาก มักแสดงออกมาเป็นภาพและสัญลักษณ์ จึงต้องมีการแปลความหมายของสัญลักษณ์และตีความ ความหมายที่แฝงมาในความฝันนั้น

Jung แบ่งความฝันออกเป็น 2 ชนิดคือ

1. ความฝันของบุคคล (Personal Dreams) มาจากจิตไร้สำนึก หรือส่วนลึกของผู้ฝันเป็นสำคัญ เนื้อเรื่องมักโยงกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้ฝันเสมอ

2. ความฝันของส่วนรวม (Collective Dreams) มาจากจิตไร้สำนึกรวมของผู้ฝันที่สั่งสมเหตุการณ์ทุกอย่างตั้งแต ่บรรพบุรุษ
หรือบรรพกาล การจะรู้ความหมายต้องอาศัยการสืบสวนและวิเคราะห์ภูมิหลัง เพราะมีสาระเชื่อมโยงกับผู้อื่นด้วย

Jung เชื่อว่า ความฝันเป็นการชดเชยทางจิตใจของผู้ฝัน
ภาพที่ปรากฏเป็นการระบายความเก็บกดทางอ้อม (จากจิตไร้สำนึก) ใช้การ
พูด เขียน วาดภาพ และวิธี Free association เพื่อเข้าใจสัญลักษณ์และภาพฝัน
ต้องตีความภาพฝันให้สัมพันธ์กับลักษณะ ท่าที ความคิด ความเชื่อของผู้ฝัน
สุดท้าย ความฝันเป็นพฤติกรรมสร้างสรรค์จากจิตไร้สำนึก

ตามแนวคิดทางตะวันตก ให้ความสำคัญของความฝันหลายอย่างคือ

1. ฝันที่สะท้อนความจริง ความฝันและความจริงต่างกันอย่างไร ?

นักปราชญ์ชาวอังกฤษ ท่านเบอร์ทรัล รัสเซล (1982 - 1970) เขียนไว้ว่า
“เป็นไปอย่างชัดเจนว่า ชีวิตยามตื่น เป็นเพียงความไม่ปกติ และฝันร้ายเท่านั้น”
และกล่าวต่อไปว่า
“ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า ข้าพเจ้ากำลังฝันอยู่ในขณะนี้ แต่ข้าพเจ้าก็พิสูจน์ไม่ได้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ฝัน”

นักปราชญ์ทั้งหลายพยายามจะตอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเวลาตื่นนั้น ดูเหมือนจะแจ่มชัดและเป็นเหตุเป็นผล

ดังที่นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ เรอ เน เดส์การ์ท (1596 - 1650) กล่าวว่า
“ความจำไม่สามารถจะต่อเนื่องกับความฝันจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเ รื่องหนึ่ง หรือกับชีวิตของเราทั้งหมดได้เลย เหมือนกับที่มันรวมเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเราขณะที่ตื่นอยู่”

หรือที่ รัสเซล กล่าวอย่างขวานผ่าซากว่า
“รูปแบบที่แน่นอนชัดเจน ขณะตื่นนั้น ต่อเมื่อปรากฏในฝัน มันแปรไปได้”

บางสังคมเชื่อว่า ความฝันและความจริงเป็นอันเดียวกัน เขาเชื่อว่า ระหว่างที่เขาหลับ วิญญาณจะออกจากร่าง และเข้าไปอยู่ในโลกของความฝัน และเขารู้ดีว่า จะเป็นอันตรายเพียงใดหากปลุกคนที่หลับให้ตื่นโดยที่วิญญาณยังไม่กลับมา จึงมีการลงโทษรุนแรงต่อผู้ปลุกคนหลับ
บางสังคมก็พยายามจะทำฝันให้เป็นจริงให้ได้

2. ฝันเพื่อการพยากรณ์ ที่เป็นความเชื่อมาเนิ่นนาน

1. ฝันเพื่อการเยียวยา ในวัฒนธรรมเอเชียกลาง มีบันทึกไว้ในคัมภีร์ของบาบิโลนและอียิปต์ โบสถ์ในกรีกไม่น้อยกว่า 600 แห่งที่ให้การบริการเช่นนี้ ซึ่งจะมีป้ายหินอ่อนแขวนให้เห็นชัดเจน

2. ฝันเพื่อเสริมชีวิตยามตื่น แม้ในยุคแรก ๆ ของประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็เชื่อว่า
ฝันเป็นตัวสะท้อนชีวิตยามตื่นของคนเรา สะท้อนประสบการณ์ อารมณ์ และความต้องการออกมา
นักปราชญ์อย่างอริสโตเติล (384 - 322 ก่อนคริสตกาล) ซิกมันด์ ฟรอยด์ (1859 - 1934) ก็เชื่อว่า ประสาทสัมผัสทำงานน้อยลงขณะหลับ
แพทย์ชาวฝรั่งเศสชื่อ อัลเฟรด มัวรี ได้ศึกษาความฝันของคนถึง 3,๐๐๐ ความฝัน
และสรุปว่า ฝันเกิดจากแรงเร้าภายนอก ประสานกับความประทับใจ


สภาพของความฝัน (State of Dream)

ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ที่นักคิดทั้งหลายแสดงทัศนะขัดแย้งกันอย่ างหนัก เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่ถูกต้องว่า สภาพของความฝันมีความสัมพันธ์อยู่กับสิ่งใด เหตุการณ์ที่ประสบขณะตื่นมีความสัมพันธ์อยู่กับความฝันหรือไม่ ? ประเด็นนี้พอสรุปทัศนะได้เป็น 2 กลุ่มคือ

1. สภาพของความฝันคือความอิสระ
ความฝันมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้เราเป็นอิสระจากการดำเนินชีวิ ตประจำวันเหล่านั้น
เพราะในชีวิตประจำวัน สมองเราถูกอัดแน่นด้วยเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งอาจประสบกับความเสียใจอย่างสุดซึ้ง หรือไม่ก็ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาปัญหาอย่างรอบคอบ แต่ในฝันเราไม่ต้องทำอะไร
นอกจากเดินไปสู่ความสุขสมบูรณ์แห่งอารมณ์…

Burdach กล่าวว่า
ความฝันช่วยเคลื่อนย้ายเราไปให้หลุดพ้นจากโลกของวิญญาณที่กำลัง ตื่น ในความฝัน
ความทรงจำของเราจะดับหายไป ใจของเราเกือบไม่มีความทรงจำ
เนื่องจากถูกตัดขาดไปจากเนื้อหาสาระและเรื่องราวของชีวิตที่กำลังตื่น ซึ่งเป็นของธรรมดา

2. สภาพของความฝันสัมพันธ์อยู่กับเรื่องราวขณะตื่น
ความฝันคือตัวการที่สืบต่อชีวิตที่กำลังตื่น ความฝันของเราสัมพันธ์อย่างแน่นอนอยู่กับความคิด
ที่ฝังแน่นอยู่ในวิญญาณของเรามาก่อน ความฝันจึงไม่ใช่ตัวผลักดันให้เราเป็นอิสระจากชีวิตธรรมดาสามัญ นั่นหรอก แต่ความฝันคือตัวผลักดันให้เรากลับเข้าหาชีวิตเหล่านั้นต่างหาก เล่า

การตั้งคำถาม "ทำไมเราจึงฝัน" ทำให้อยู่ไม่ติด ต้องหาคำตอบ การค้นหาคำตอบทำให้ได้พบทฤษฎีของ ดร.คาร์ จุง และ "สัญลักษณ์ทั้งเจ็ด" บอกได้คำเดียวว่าตื่นใจ และจะนำมาลงในคราวต่อไปสำหรับผู้ที่สนใจอยากอ่านค่ะ

--------------------------
สัญลักษณ์ทั้งเจ็ด รูปแบบแรกเริ่มของความฝัน โดย คาร์ล กุสตาฟ จุง
บทความครั้งที่แล้วเกิดจากการตั้งคำถาม “ทำไมเราจึงฝัน” ข้าพเจ้าเริ่มศึกษาทฤษฏีเกี่ยวกับความฝันของ ซิกมุนต์ ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ศาสตร์ แกนความคิดหลักจากหนังสือของเขา “การตีความความฝัน (The Interpretation of Dream)” ซึ่งนำพาข้าพเจ้ามาทำความคุ้นเคยกับทฤษฎีของ คาร์ล กุสตาฟ จุง นักจิตวิทยาและแพทย์ชาวสวิส (1875-1967) เกินกว่าการรู้จักกันอย่างผิวเผินที่ผ่านมา

จุงเป็นศิบย์เอกของฟรอยด์ เขาเชื่อว่าความฝันเป็นการชดเชยทางอารมณ์เช่นกันกับฟรอยด์ แต่ไม่เห็นด้วยว่ามาจากแรงผลักในเรื่องเพศเท่านั้น จุงเชื่อว่า การช่วยเหลือของจิตใต้สำนึกผ่านค วามฝันมาจากความปรารถนาหลายหลา กของคนเรา บ่อยครั้ง ความฝันยังทำหน้าที่บอกกล่าวผู้ฝันถึงความปรารถนาที่คนฝันเองก็ ยังไม่รู้ หรือเก็บกดไว้จนลืมเลือนไป

ทฤษฏีความฝันของคาร์ล จุง บ่งชี้ว่า “ความฝันเป็นการชดเชยจิตใจ (Compensation Function) เพื่อให้เกิดภาวะของจิตใจที่สมบูรณ์”


ที่นี้เราก็มาถึงเนื้อหาที่ทำให้ข้าพเจ้าตื่นใจที่สุด "สัญลักษณ์ทั้งเจ็ด"

จุงบันทึกสัญลักษณ์ที่แน่นอนของความฝัน มีความหมายเป็นสากลใช้ได้กับทั้งหญิงและชายซึ่งเขาเรียกว่า “จิตไร้สำนึกสะสม” (collective unconscious) ในขณะที่ความฝันเป็นเอกเทศ ประสบการณ์ส่วนบุคคลมักสัมผัสสัญลักษณ์และแก่นสารที่เหมือนๆกัน แม้ในผู้คนที่มีความแตกต่างทางขนบธรรมเนียมประเพณี ความคิด ความเชื่อและความศรัทธา

จุงระบุสัญลักษณ์เจ็ดชนิดที่เป็นลักษณะแรกเริ่มหลักของความฝันไ ว้ดังนี้

1. ตัวตนสาธารณะ (The Persona) ความเป็นตนที่สร้างขึ้น คือภาพที่เราแสดงต่อโลกในขณะตื่น เป็นหน้ากากสาธารณะ

ในโลกของความฝัน ความเป็นตนถูกแทนด้วยคำว่า Self ซึ่งอาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนตัวจริงของเราทั้งด้านกายภาพหรือพ ฤติกรรม

ตัวตนของเราในฝันอาจทำหรือไม่ทำสิ่งที่เราจะทำ ตัวตนสาธารณะอาจปรากฏในรูปของหุ่นไล่กาหรือขอทานในความฝัน แต่เรารู้ว่า ตัวตนในความฝันนั่นคือตัวเราเอง

2. เงา (The Shadow) คือตัวเราที่ถูกเราปฏิเสธหรือถูกเก็บกักกดเอาไว้ เป็นส่วนของตัวเราที่เราไม่ต้องการให้โลกเห็นเพราะมันสกปรก ไม่น่าดู เป็นตัวแทนของความอ่อนแอ ความกลัว หรือ ความโกรธ

ในความฝัน เงาจะปรากฏเป็นผู้สะกดรอย ฆาตกร อันธพาล ผู้บุกรุก หรืออาจแทนด้วยรูปร่างลักษณะที่น่ากลัว หรือเป็นเพื่อนหรือญาติ

บุคคลในฝันเหล่านี้บีบบังคับให้เราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไ ม่อยากพบเจอ ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน เพื่อให้คนที่ฝันต้องพยายามเรียนรู้ที่จะยอมรับส่วนที่เป็นเงาข องเรา ข่าวสารที่มากับฝันก็เพื่อประโยชน์ของเราเอง ถึงแม้ความหมายหรือการจัดการของจิตไร้สำนึกจะไม่แจ่มแจ้งชัดเจน อย่างทันทีทันใด

3. ความเป็นอีกเพศที่แฝงอยู่ (The Anima/Animus) เรามีความเป็นเพศตรงข้ามแฝงอยู่ในตัว ความเป็นหญิงในชาย และ ความเป็นชายในหญิง

ในความฝัน เรากลับกลายเป็นอีกเพศหนึ่ง ภาพที่ปรากฏขึ้นในความฝันขึ้นอยู่กับความสามารถของเราที่จะผสมผ สานคุณลักษณะของความเป็นหญิงเป็นชายในตัวเราได้ดีเพียงใด

ความฝันชนิดนี้เตือนเราให้เรียนรู้และรับรู้เพื่อเราจะแสดงออกซึ่งความเป็นชายหรือความเป็นหญิงได้อย่างเหมาะสมพอดี

4. เด็กน้อยผู้สูงส่ง (The Divine Child) ตัวตนแท้จริงของเราในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด เด็กน้อยผู้สูงส่งไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของความไร้เดียงสา ความรู้สึกเปราะบาง และการช่วยเหลือตนเองไม่ได้ของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แทนความปรารถนาและศักยภาพเต็มเปี่ยม เปิดเผยต่อเราว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ในความฝันจะปรากฏในร่างเด็กทารกหรือเด็กเล็ก

5. คนชราผู้ฉลาด (The Wise Old Man /Woman) คือผู้ช่วยในความฝันของเรา ถูกแทนด้วยครู พ่อ หมอ นักบวช หรือผู้มีอำนาจที่เราไม่รู้จัก เขาเหล่านี้มานำทางหรือให้คำแนะนำอย่างฉลาด พวกเขาปรากฏในความฝันเพื่อประคับประคองและนำเราไปในทิศทางที่ถู กต้อง

6. แม่ผู้ยิ่งใหญ่ (The Great Mother) ผู้เลี้ยงดู ผู้ดูแล อาจปรากฏในความฝันเป็นแม่ของเราเอง ยาย ย่า หรือผู้ดูแลอื่นๆ เขาเหล่านี้จะให้คำยืนยันในทางบวก แต่ในทางตรงกันข้าม ลักษณะเหล่านี้อาจปรากฏในร่างแม่มดหรือหญิงชรา บางครั้งอาจเกี่ยวโยงกับการยั่วยวน การครอบครองและความตาย การไล่เรียงนี้มาจากความเชื่อที่ว่า แม่ผู้ให้กำเนิด ผู้ให้ชีวิตแท้จริง มีความหวงที่ลูกเติบโตออกไปจากตัวเธอ

7. นักมายากล (The Trickster) จะเล่นตลกให้เราลดความเคร่งเครียดจริงจังที่มีมากเกินไป พวกเขาจะปรากฏในฝันเมื่อเราล้มเหลว หรือตัดสินสถานการณ์ผิด หรือเมื่อเรายังไม่แน่ใจต่อการตัดสินใจในบางเรื่อง หรือเมื่อเราเกิดคำถามว่าจะนำพาชีวิตไปในทางใด นักเล่นกลมักทำให้เราอึดอัดหรือกระดากอาย บางครั้งจะเย้าแหย่ ล้อเลียนหรือเปิดเผยความอ่อนแอของเรา เขาอาจมาในรูปร่างบางๆเบาๆ และบางครั้งจะเปลี่ยนรูปร่างไปหลากหลายรูปแบบ

ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์นี้ สัญลักษณ์ทั้งเจ็ดล้ วนเป็นสิ่งที่มาช่วยเหลือเราผู้ฝันในทางใดท างหนึ่งเสมอ ไม่ว่าจะเป็นฝันร้ายหรือฝันดี นั่นคือการหาสมดุลในจิตใจ เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปและขจัดความเกินพอดี

ความฝันคือการช่วยเหลือของจิตไร้สำนึก สนับสนุนเราให้ทำความรู้จักกับตนเองในทุกๆด้าน แม้แต่ด้านที่เราปฏิเสธ ปิดหูปิดตาไม่อยากทำความรู้จัก ไม่อยากรับรู้

ความฝันเป็นทั้งการปลุกปลอบ การกำราบ คำปรึกษา ติติง ยั่วเย้า เหยียดหยามดูหมิ่น ให้กำลังใจ
ด้วยความช่วยเหลือของจิตไร้สำนึกของเรา เราได้ทำความรู้จักกับตัวเราในแง่มุมที่ตัวตนสาธารณะเข้าไม่ถึง เพราะข้อกำหนดกฎเกณฑ์นานาประการ

ความฝันมอบเสรีภาพผ่านจิตไร้สำนึกให้เรามองดู มองเห็นเพื่อทำความเข้าใจและยอมรับตัวเราและเหตุการณ์ที่เกิดขึ ้นในความเป็นจริงได้อย่างเหมาะสมพอดี

ดังนั้นคำว่า ราตรีสวัสดิ์ ขอให้ฝันดี จึงเป็นคำที่มีความหมายแฝงเร้นที่ดีอย่างเต็มรูปแบบโดยเราไม่ต้ องตัดคำสุดท้ายออกไป และคำพูดที่ว่า ฝันร้ายกลายเป็นดี ก็เป็นเสมือนการบอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีฝันใดที่ไม่ดี

“ขอให้ฝัน”กันทุกคน

---------------------------------------
Quote: Dr.Carl Jung

When the fantasies reach a certain level of intensity, they begin to break through into consciousness and create a conflict situation that becomes perceptible to the patient himself, splitting him into two personalities with different characters.

เมื่อความเพ้อฝันเข้มข้นไปถึงระดับหนึ่ง
พวกเขาก็เริ่มฝ่าเข้าไปในจิตสำนึก
และสร้างสถานการณ์ขัดแย้งที่คนไข้รับรู้
สิ่งนี้จะแยกเขาให้มีสองบุคลิกที่ต่างกัน
(ดร.คาร์ล จุง)
---------------------------------------------
2
พระที่ศักดิ์สิทธิ์จะต้องมีเทพประจำองค์พระ เล่าโดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 12 ต.ค. 2559

เทพที่อยู่ในองค์พระอรหันต์จกบาตรนั้น ก็น่าจะเป็นอดีตทหารที่ตายในสงครามเก้าทัพนั่นเอง ครูบาอาจารย์ในสมัยโบราณท่านก็เลยมีเมตตาช่วยเหลือวีรชนที่ยอมเสียสละชีวิตป้องกันประเทศชาติเหล่านี้ ด้วยการอุทิศบุญกุศลให้พร้อมกับเทศนาสั่งสอนให้แจ้งในธรรมะจนเขาเหล่านั้นได้เกิดใหม่เป็นเทวดา ภายในองค์พระอรหันต์จกบาตรนี้ผู้สร้างจึงได้บรรจุผงกระดูกของนักรบไว้ในองค์พระนั้น ท่านพวกนี้เป็นเทพไปแล้วนะครับ แต่ก็ยังมีความหวงแหนในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพื่อรักษาให้ประเทศไทยดำรงอยู่ได้ ดังนั้นเมื่อเราทำบุญเราก็สมควรที่จะตอบแทนแบ่งส่วนบุญให้แก่ท่านเหล่านี้ด้วย ใครที่แขวนพระอรหันต์จกบาตรนี้ก็ไม่ต้องกลัวเหล่าวิญญาณร้าย-ผีเกเรโดยเฉพาะในโรงพยาบาลและตามโรงแรมเก่าๆ เพราะท่านเทพอดีตนักรบจะถือดาบฟาดฟันเหล่าวิญญาณร้าย-ผีเกเรให้นี้เอง

อยากเห็นเทพประจำองค์พระ

เมื่อผมได้พระอรหันต์จกบาตรองค์แรกมาครอบครอง ผมก็อยากพิสูจน์คำเล่าขานของเจ้าของเดิมที่บอกว่าในองค์พระมีเทพประจำองค์พระที่อดีตเคยเป็นทหารที่ตายในสงครามเก้าทัพสถิตย์อยู่

คืนวันแรกที่ได้พระมาผมก็ขอทดสอบดูเลย ผมเอาพระมากำไว้ในมือแล้วนั่งสมาธิ กำหนดจิตเข้าไปที่องค์พระแล้วอธิษฐานไปว่า "ข้าพเจ้าขออนุญาตต่อท่านเทพเทวาที่อยู่ในองค์พระนี้ หากในองค์พระมีเทพสถิตย์อยู่จริงก็ขอได้โปรดมีเมตตาให้กระผมได้เห็นได้ชมบารมีด้วยเถิดครับ" แล้วผมก็นั่งทำจิตให้สงบที่สุดโดยไม่ให้จิตคิดอะไร ผมนั่งไปเรื่อยๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น เวลาผ่านไปราวๆ 1 ชั่วโมงครึ่ง นั่งต่อไปจนเกือบจะครบ 2 ชั่วโมงก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อยก็เมื่อยเลยยอมถอดใจออกจากสมาธิขอนอนพักดีกว่า

ขณะที่ผมกำลังเอนตัวเพื่อล้มลงนอนนั้นเอง พอตัวแตะพื้นห้องเท่านั้นจิตมันก็วิ่งวูบเข้าไปในองค์พระทันที ข้างในนั้นเป็นโพรงเหมือนโพรงถ้ำ บรรยากาศขมุกขมัวแต่ก็สามารถมองเห็นผู้ชายวัยฉกรรจ์ 4 คน แต่งตัวด้วยชุดสีขาว แต่ละคนรูปร่างสันทัด ผิวดำแดง หน้าตาเป็นคนไทยแท้ๆ กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่โดยมีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ตรงกลาง แต่ละคนก็หันหน้ามองมาที่ผม บางท่านก็เหมือนยิ้มน้อยๆ ให้ บางท่านก็ทำหน้าตาเฉยๆ ที่หัวโต๊ะมีผู้หญิงผิวขาวรูปร่างไม่สูงไม่ต่ำแต่งตัวด้วยชุดขาวเช่นกันท่านหนึ่งยืนอยู่มองมาที่ผมแล้วก็ยิ้มให้ ผมสะดุ้งตื่นจากผวังค์ในใจคิดทบทวนดูว่าฝันไปหรือเปล่า ไม่ใช่ความฝันแน่ๆ เพราะเพิ่งจะล้มตัวลงนอนพักบนพื้นเพียงแป๊บเดียวเท่านั้น หลังจากวันนั้นผมก็เลยเลิกสงสัยเรื่องเทพในองค์พระอรหันต์จกบาตรไปเลย.....

ขอหวยจากพระอรหันต์จกบาตร

บางท่านกำหนดจิตดีๆ ก็สามารถพูดคุยกับเทพเหล่านี้ได้ ขอโชคขอลาภก็ยังได้ ผมมีน้องคนหนึ่ง (สมมุติว่าชื่อน้องไก่) เขาได้พระอรหันต์จกบาตรจากเพื่อนผมไป 1 องค์ เมื่อเดือนธันวาคม 2555 ที่ผ่านมานี้เอง คุณไก่คนนี้เขาก็ไม่ธรรมดาอยู่แล้วเพราะเขาได้ธรรมกายชั้นสูง เมื่อได้พระไปก็อธิษฐานทดลองความศักดิ์สิทธิ์ของพระเลย โดยเขาอธิษฐานว่าทราบมาว่าพระนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ถ้าเป็นจริงก็ขอให้ถูกหวยรวยเบอร์เพราะว่าตอนนี้เงินสดกำลังขาดมือ ท้าทายพระไปขนาดนั้นเลย น้องไก่เล่าว่าเมื่อกำหนดจิตไปแบบนั้นก็ปรากฏว่าเห็นพระอรหันต์จกบาตรที่อยู่บนหิ้งพระ ท่านขยายขนาดโตขึ้นมาจนเท่ากับคนธรรมดาแล้วก็ลุกเดินมาหาแล้วนั่งลงที่ตรงหน้า พูดคุยกันได้เหมือนคนธรรมดา ถามว่าจะเอาเงินไปทำอะไร คุยกันก่อนจนรู้เรื่อง

ท่านก็ให้หวยสมใจเพราะน้องไก่ถูกหวยไป 300,000 บาท แล้วก็ยังได้เปอร์เซ็นต์จากการขายที่ให้เพื่อนอีก 300,000 บาท ตกลงภายในเวลาเพียง 2-3 อาทิตย์ พระองค์นี้ให้โชคคุณไก่ไป 600,000 บาท เงินที่ได้มา 600,000 บาทนั้น คุณไก่ก็นำไปเป็นเงินค่าหล่อพระยืนสูง 3.8 เมตร ประมาณ 4 แสนบาท และก็ได้นำพระยืนองค์นี้ไปถวายวัดเรียบร้อยแล้ว ส่วนเงินที่เหลือก็เอาไปทำบุญอย่างอื่นๆ จนหมด ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้คงไม่ได้เกิดเป็นได้กับทุกคนนะครับ แล้วแต่วาสนาบุญบารมีของแต่ละคนด้วย แต่เรื่องการคุ้มครองตัวและเทพสังหรณ์นั้นมีได้กับทุกคนที่เป็นเจ้าของพระแน่นอนครับ

พระอรหันต์จกบาตรลงยันต์ให้ทั้งตัว

พระอรหันต์จกบาตรยังมีความพิเศษต่างจากพระองค์อื่นๆ อีกคือ ผม (อู๋) ทราบเรื่องนี้โดยที่ไม่มีใครบอกมาก่อน ท่านลงยันต์ที่ตัวให้ผมเองโดยที่ผมก็ไม่ได้คาดคิด หากใครมีความสามารถสัมผัสพลังพระได้ก็ให้นั่งสมาธิแล้วกำพระไว้ในมือ พระท่านจะเหนี่ยวนำมือของเราโดยนิ้วชี้ของเราจะถูกบังคับให้เขียนยันต์ไปที่ตัวของเรา เริ่มตั้งแต่กลางกระหม่อม กลางหน้าผาก ตา หู (แยงเข้าไปในหู) จมูก ปาก ลิ้น (ลงจารเข้าไปในปากที่ลิ้นเลย) ตามแขนแล้วมาลงจารที่กลางฝ่ามือ หัวใจ สะดือ ก้นกบ ลงไปจนถึงกลางฝ่าเท้า ท่านจารให้ทั้งตัวโดยท่านจับผมนอนยาวบนพื้น โอ้โหเกิดมาก็เพิ่งได้ลงยันต์ทั้งตัวก็ครั้งนั้นแหละครับ แต่ใช้เวลานานราว 15-20 นาที พอลงเสร็จผมก็หมดแรงล้มตัวนอนหมดสภาพ...แท้จริงแล้วผู้ที่มาลงยันต์ให้ผมท่านก็คือหลวงปู่เทพโลกอุดรนั่นเอง

นอกจากนั้นพระอรหันต์จกบาตรก็ยังเลือกเจ้าของอีกด้วย ถ้าใครไม่มีศีลได้ไปก็เอาพระไว้ไม่ได้เพราะมีเรื่องเล่ากันมาว่า เขาจะเห็นเป็นทหารโบราณเดินถือดาบอยู่หน้าบ้าน เดินไปเดินมาทั้งคืนหน้าตาดุดันน่าเกรงขามจนเขาต้องนำพระไปถวายวัดไม่กล้าเอาไว้ที่บ้าน ผิดกับผู้ที่มีศีลจะเห็นเป็นเทวดาแต่งชุดชาวเรียบร้อยหน้าตาใจดีมาขออยู่ด้วยเพื่อสร้างบารมีร่วมกัน บางคนมาถามผมว่าผมไม่กลัวนักรบพวกนี้หรือ ผมก็ตอบไปว่า "จะบ้าหรือ เขาเหล่านี้ยอมเสียสละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อให้พวกเราได้มีชาติ ได้มีประเทศอยู่อาศัยมาจนทุกวันนี้ แล้วผมจะลืมพระคุณของนักรบเหล่านี้ได้อย่างไร" ผมกลับรู้สึกอุ่นกายอุ่นใจเพราะมั่นใจว่าท่านมาช่วยคุ้มครองป้องกันภัยให้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็น Bodyguard ชั้นหนึ่งเลยทีเดียว
3
มีข่าวจากซินหัวนิวส์ว่าเมื่อวันที่5เมษายน2561หรือ2018ที่ผ่านมา ที่ประเทศจีนมีประชาชนกว่าหมื่นคนเข้าร่วมพิธีสักการะจักรพรรดิหวงตี้หรือจักรพรรดิเหลืองตามตำนานจีนและมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าร่วมงานด้วยนะครับตามข่าวคือXI'AN, April 5 (Xinhua) -- Around 10,000 people attended a ceremony in Huangling County, northwest China's Shaanxi Province, on Thursday to pay homage to Huangdi, also known as the Yellow Emperor.

The ceremony has been a tradition on Tomb-sweeping Day, which falls on April 5 this year. Chinese mourn their deceased family members on the holiday.

Chen Zhu, vice chairman of the Standing Committee of the National People's Congress (NPC), Liu Qibao, vice chairman of the National Committee of the Chinese People's Political Consultative Conference (CPPCC), Hung Hsiu-chu, former chairperson of the Kuomintang (KMT) party from Taiwan, Hu Heping, Communist Party Secretary of Shaanxi Province, Liu Jieyi, director of the Taiwan Affairs Office of the State Council, and New Party Chairman Yok Mu-ming from Taiwan participated in the event.

The legendary emperor is considered the founder of the Chinese civilization and the ancestor of all Chinese.
อ้างจากhttp://www.xinhuanet.com/english/2018-04/05/c_137090728.htm
----------------------------------------------------------------------------------------------------
และมีข่าวจากจีนว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน2560หรือ2017 ที่มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ได้มีพิธีฉลองศาลเจ้าบรรพชนตระกูลแซ่ชิว(丘, 邱)ที่ให้ครอบครัวแซ่ชิวหรือ丘, 邱ทั่วโลกมารวมกัน ตามข่าวคือQiu (Qiu) by the association's president Qiu Jiaru, led nearly 6 million Qiu (Qiu) clan of donations, a total investment of 280 million yuan, which lasted for six years to build the Chinese Qiu (Qiu)'s Henan temple, from afar like the Imperial Palace. Today the successful completion and occupation of large-scale celebrations, has become the largest single family ancestral temple buildings, shows the global 600 million Qiu (Qiu) clan of one heart and one mind the unity and harmony of the spirit, showing all the people broad feelings of selfless generosity. Today, Henan Luoyang boiling, Chinese Qiu (Qiu)'s temple ceremony attracted a total of eight miles villagers are attracted to, plus global guests nearly million people to the scene to congratulate, worthy of all Qiu (Qiu)'s people feel honored and proud of the event

Chinese Qiu's Henan Hall Culture Park is located in Qiuhe Village, Qushi Town, Yanshi City, Henan Province with a total investment of more than 200 million and an area of ​​more than 200 mu. The ancestral hall lasted eight years, now five majestic stands towering between the mountains. The entire building sits north south, from north to south in order to build Jiang Tai Gong Temple, Zhaoliang Wu Cheng Wang Temple, Mu Gongdian, Henan Hall, Temple Gate five main hall. The overall structure of the traditional courtyard-style structure, with the axis through, symmetrical, layout rigorous.
4
ตั้งใจว่าจะเริ่มต้นสวดคาถาชินบัญชรค่ะ หลายคนบอกว่าให้เริ่มต้นสวดในวันพฤหัสข้างขึ้น
แต่คืนนี้ดึกแล้ว แอบกลัวค่ะ เคยได้ยินมาว่าใครสวดจะชอบเจอเหตุการณ์เร้นลับ เราเลยกลัว
มีใครเคยสวดแล้วเจอบ้างคะ เราว่าจะเริ่มพฤหัสหน้าตอนกลางวันดีกว่า คือแอบหวั่นๆน่ะค่ะ
ใกล้เที่ยงคืนแล้วด้วย ^_^ เรายิ่งมีเซนต์กะเรื่องแบบนี้บ่อยๆด้วย.... วอนผู้รู้ ช่วยชี้แนะด้วยค่ะ
แจกเครดิตฟรี
ขอบคุณล่วงหน้าคะ
5
ประวัติศาสตร์กองทุนดัชนี
ผมขอลงเนื้อหาสั้นสั้นบางส่วนที่อ้างอิงจาก https://bear-investor.com/2016/06/13/indexfunds-history/นะครับ

เพื่อจะเข้าใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับกองทุนดัชนี เราลองมาย้อนประวัติศาสตร์ดูว่าเส้นทางแห่งการลงทุนเชิงรับ (passive investment) โดยกองทุนดัชนีนั้นเดินทางมาอย่างไร กว่าจะมีวันนี้กองทุนพวกนี้ก็เจ็บมาเยอะพอดู ที่ๆจะพาไปย้อนอดีตคือ สหรัฐอเมริกา เพราะกองทุนดัชนีสำหรับนักลงทุนรายย่อยเกิดขึ้นที่นั่นที่แรกครับ

ก่อนยุค 1960, นึกภาพก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือก่อนปี พ.ศ. 2500 วงการลงทุนอยู่ในมือของผู้จัดการกองทุนซึ่งบริหารจัดการคัดเลือกหุ้นเพื่อหาผลตอบแทนสูงสุด (Active Funds or Actively-Managed Funds) อันที่จริงสมัยนั้นอุตสาหกรรมกองทุนรวมยังเป็นอะไรที่ค่อนข้างเล็กมากครับ แต่ภาพรวมคือ ก็จะมีผู้จัดการกองทุนหรือผู้จัดการเงินทุนเป็นคนวิเคราะห์หุ้นหรือหลักทรัพย์ที่จะลงทุน ไม่ก็เป็นคนตัดสินใจโดยมีฝ่ายวิจัย นักวิเคราะห์หรือที่ปรึกษามาร่วมทีมลงทุนด้วย
ช่วง 1960s-1970s, ช่วงนี้เป็นยุคคล้ายๆยุค renaissance และปฏิวัติวงการลงทุน เพราะเป็นช่วงเวลาที่วงการศึกษา (academic) และศาสตราจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญรวมถึงมีบทวิจัยจากโรงเรียนธุรกิจ (business school) ตามมหาวิทยาลัยดังๆ อาทิ Wharton, Chicago เข้ามาพลิกวงการลงทุน อีกทั้งยังเป็นจุดเปลี่ยนในยุคถัดๆไป เพราะผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็ออกมาทำงานในวงการลงทุนและเอาสิ่งที่เรียนรู้มาขยายในภาคปฏิบัติจริง ทำให้วงการศึกษาครอบงำตลาดทุนในยุคหลังๆครับ คนในวงการที่เปลี่ยนโลกลงทุนในยุคนี้ก็เช่น Harry Markowitz, ได้ทำให้เกิดหลักการลงทุนที่ฮิตๆกันต่อมาคือ “อย่าใส่ไข่ทุกใบไว้ในตะกร้าใบเดียว” (don’t put all your eggs in one basket.) คือมาจากหลักสำคัญที่ยังอยู่ทุกวันนี้ในเรื่องของ “Portfolio Selection” ความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์(รายตัว)ไม่สำคัญเท่าความเสี่ยงที่ทั้งพอร์ตลงทุนแบกรับครับ ถ้าคุณลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (well-diversified) คุณจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยที่ความเสี่ยงลดลง คือ มาร์โควิซเป็นคนเริ่ม แต่มีคนหลังๆที่สำคัญอีกหลายคนมาช่วยต่อยอดพัฒนาทฤษฎีให้เข้มแข็งขึ้น อาทิ Kenneth R. French, Eugene Fama และพัฒนามาเป็น “Modern Portfolio Theory“ ในปัจจุบันครับ
ยุคนี้อีกทฤษฏีหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือทฤษฎี “Market Efficiency” (ตลาดที่มีประสิทธิภาพ) คือทฤษฎีนี้บอกว่า ถ้าตลาดทุนมีประสิทธิภาพในระดับสูงสุด การใช้วิธีลงทุนแบบเทคนิค แบบปัจจัยพื้นฐาน และแม้กระทั่งข้อมูลภายในก็ไม่สามารถหาประโยชน์หรือทำผลตอบแทนส่วนเกินได้ เพราะตลาดจะรับรู้ข่าวสารทุกอย่าง และราคาที่ปรากฏของหลักทรัพย์ เช่น ราคาหุ้น นั้นสะท้อนข่าวสารและความคาดหวังไปหมดแล้ว พูดง่ายๆก็คือ เลิกคิดที่จะชนะตลาดซะ มันถึงขั้นนั้นเลย

ยุค 1970-1990s, ยุคนี้คือช่วงแรกที่เกิดกองทุนดัชนีครับ เพราะยุคก่อนหน้านั้นมันมีทฤษฎีทางการเงินมารองรับถึง 2 อย่างคือ ทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธิภาพ, และทฤษฎีพอร์ตฟอลิโอสมัยใหม่(เรื่องของการผสมสินทรัพย์ลงทุน) คราวนี้นักลงทุนสถาบันก็เริ่มเรียกหาตัวช่วยที่จะลงทุนตามทฤษฎีเหล่านี้ได้ขึ้นมา ประกอบกับการมีหนังสือสำคัญๆที่ออกมากระแทกแสกหน้าวงการลงทุน(ที่ยังครองโดยผู้จัดการกองทุน 100%) นั่นคือ
ในปี 1973, ศาสตราจารย์ Burton G. Malkiel ตีพิมพ์หนังสือชื่อ A Random Walk Down Wall Street เผยแพร่ทฤษฎีเดินสุ่ม มาย้ำอีกทีว่าในตลาดทุนหรือตลาดหุ้นนั้นการเคลื่อนไหวของราคาไม่สามารถทำนายได้โดยวิธีการใดๆ และการลงทุนด้วยวิธีเทคนิค วิธีวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน วิธีจับจังหวะตลาดก็ไม่ได้ผลในตลาดหุ้น (หนังสือเล่มนี้ดีมากๆ ควรอ่านครั้งหนึ่งในชีวิตการลงทุนครับ) พอปี 1976 มีหนังสือมากระแทกอีกเล่มคือ Winning The Loser’s game ของ Charles D. Ellis ที่บอกว่า การลงทุนคือเกมคล้ายๆเทนนิสมือสมัครเล่น ใครที่ตีพลาดน้อยกว่ามักจะเป็นฝ่ายชนะ และคนที่พยายามจะเคลื่อนไหวมากๆ (เช่น พวกผู้จัดการกองทุนที่ซื้อขายหุ้นบ่อยๆ) จะเป็นผู้ที่แพ้ครับ อีกทั้งยังตีแผ่อีกว่าที่ผ่านมานั้นผู้จัดการกองทุนโดยเฉลี่ยบริหาร Active Funds ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นอย่างมาก พวกเขาส่วนใหญ่แพ้ดัชนี The S&P500 หรือพูดง่ายๆคือ ลงทุนได้ผลตอบแทนเท่าดัชนีก็ถือว่าได้ผลตอบแทนมากกว่ากองทุนแบบบริหารกว่า 70-80% ครับ

คราวนี้เรื่องเลยมันส์เลย บลจ.แวนการ์ด (Vanguard) โดย John C. Bogle ก็ออกกองทุนดัชนีกองแรกออกมาโดยเลียนแบบ The S&P500 Index, และปี 1976 ก็ออกกองทุน VFINX เป็นกองทุนดัชนีกองแรกสำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป (individual investors) โดยมีเงินลงทุนตอนแรกที่นักลงทุนซื้อเพียงแค่ $11 million (สิบเอ็ดล้านเหรียญสหรัฐ) และสิ่งที่วงการกองทุนรวมตอบรับคือ “เสียงหัวเราะและเยาะเย้ย” บ้างก็ว่าเป็นความโง่เขลาของโบเกิล วงการกองทุนรวมตั้งคำถามว่า “ใครกันจะต้องการกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเท่ากับค่าเฉลี่ย(ของตลาด)?” สมัยนั้นบลจ.ที่ใหญ่สุดในวงการคือ Fidelity ผู้บริหารก็บอกว่า “I can’t believe that the great mass of investors are going to be satisfied with just receive average returns.” (ประมาณว่า จะบ้าหรอ ใครกันจะมาพอใจกับผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้น)....................................................
-----------------------------------
ทีนี้ผมขอเอาเนื้อหาประวัติบางส่วนของจอห์น คลิฟตัน แจ๊ค โบเกิลหรือJohn C. BogleหรือJack Bogle มาให้อ่านนะครับหาจากอินเตอร์เน็ตได้ครับ อ้างอิงจากhttps://personalfinancenews.com/john-bogle-net-worth/
..............After graduating from Princeton in 1951, Jack Bogle went to banking and investments as a career. He was hired to manage Wellington Fund by company founder Walter Morgan. Morgan said that “Bogle knows more about the fund business than we do”.

Afterward Morgan transferred management of the company to Bogle in 1965 by naming him executive vice president. After successfully climbing through the ranks, he was named chairman of Wellington, but was later fired due to a corporate dispute on January 23, 1974.

In May 1, 1975, Bogle founded the Vanguard Company which is now one of the most respected and successful companies in the investment world. Bogle managed to turn Vanguard into a giant company which made Fortune Magazine in 1999 to name Bogle as “one of the four investment giants of the twentieth century”.

In August 1976, Bogle created the first index mutual fund available to the general public, Vanguard 500 Index Fund. Until 1976, investors had no choice but to go with actively managed funds, often paying commissions over 5%. With the launch of Vanguard 500 Index Fund, Jack Bogle gave all of us a new way to invest for our future and retirement. Nowadays, investors have more than $4.7 trillion riding on Bogle’s investing philosophy using index mutual and exchange traded funds. ..................

และวอร์เรน บัฟเฟตต์หรือเทพการเงินแห่งโอมาฮาเมื่อคราวประชุมประจำปีครั้งที่52ในวันที่6พฤษภาคม2560หรือ2017ได้สรรเสริญจอห์น ซี แจ็ค โบเกิล ท่านนี้ว่า เป็นผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อนักลงทุนมากกว่าใครใครในสหรัฐอเมริกา หรือภาษาอังกฤษเขาเขียนข่าวว่าAt Berkshire’s 52nd annual meeting in Omaha, Nebraska on May 6, 2017, billionaire investor Warren Buffett said that Vanguard founder Jack Bogle “has probably done more for the American investor than any man in the country.”

Here’s what the “Oracle of Omaha” described Bogle:

“It was not in the interests of Wall Street to have the development of index funds, because it brought down fees dramatically. When Jack started, very few people, certainly Wall Street did not applaud him. He was the subject of some derision. And now we’re talking trillions when we get into index funds.”

“Jack at a minimum has saved, in the pockets of investors, he’s put tens and tens and tens of billions into their pockets. Thank you on behalf of investors!”
-----------------------------------------------
ว่ากันว่าบริษัทแวนการ์ดของจอห์น ซี แจ็ค โบเกิล ตอนนี้ยิ่งไหญ่เป็นรองจากบริษัทแบล็คร็อคหรือBlack Rockหรือหินสีดำ เท่านั้น
ตามภาพที่หาจากข่าวในอินเตอร์เน็ตครับ
--------------------
สุดท้ายผมขอยกคำกล่าวจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ให้มาอ่านนะครับโดยอ้างจากเวปไซด์เดียวกับเรื่องประวัติกองทุนดัชนีนะครับคือWarren Buffett นักลงทุนในตำนานคนนี้จะแนะนำนักลงทุนทั่วไปเสมอว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการทุ่มเทเวลากับการลงทุน ตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนคือ “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” และนี่คือคำแนะนำที่ผมรวบรวมมาครับ
A) จากจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 1996 เขาเขียนไว้ว่า “นักลงทุนส่วนใหญ่ (ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย) จะพบว่าวิธีที่ดีที่สุดในการลงทุนในหุ้นสามัญคือลงทุนผ่านกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ คนที่ลงทุนโดยใช้วิธีนี้จะมั่นใจได้ว่าผลตอบแทนสุทธิ(หลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด) สูงกว่านักลงทุนมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่

““Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.” — Buffett, 1996 letter to shareholders
---------------------------------------------------------------------------
6
 ;D ;D ;D
สาธุนะครับ
ผมขอเชิญชวนทุกท่านว่าวันที่16 กุมภาพันธ์ นี้เป็นวันคล้ายวันสำคัญวันหนึ่งของหลวงพ่อวีระ คณุตตโมหรือพระราชพรหมเถระ ทุกท่านที่มีโอกาสไปวัดวันที่16 กุมภาพันธ์ ก็สามารถทำบุญอุทิศให้หลวงพ่อวีระได้นะครับตามกำลังครับที่วัดนะครับ เขียนแบบนี้คงได้นะครับแบบทั่วไปไม่ระบุวัดครับ
-----------------------------
และวันที่6มีนาคม 2561 ก็เป็นวันสำคัญครบรอบอายุของหลวงพ่อเสริมชัย ชยมังคโล พระเทพญาณมงคล เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ดำเนินสะดวก ราชบุรีและอาจารย์ใหญ่สายวิชชาธรรมกายที่ยังอยู่สอนวิชชาทางพุทธศาสนาและธรรมกายบนโ่ลกคนเราตอนนี้อย่างเข้มแข็ง  ทุกท่านที่มีโอกาสไปวัดหลวงพ่อสดวันที่6มีนาคมได้ย่อมได้ทำบุญดีดีหลายหลายอย่างเลยนะครับ  ผมขอบอกบุญก็แล้วกันนะครับ

-------------------------------------------------
 ;D ;D ;D
7
ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรนะครับแต่เรื่องชีวะและสรีระมันสงสัยกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้วและมันก็ถูกใช้เป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างปรัชญาเพื่อถามตอบสำหรับคนที่ต้องการเป็นเจ้าลัทธิศาสนาแบบโลกโลกต่างต่างนานาเพื่อข่มกันไปมา นี่เป็นมานานแล้วและจะเป็นอีกต่อไปในโลกที่ยังเวียนว่ายในวัฏฏสังสารนี้นะครับบ พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจและป้องกันไม่ให้เรื่องการถามตอบแบบนี้มาครอบงำความจริงทางพุทธศาสนาได้และทางสายวิชชาธรรมกายตามที่ผมอ่านและเรียนรู้มาผมก็มั่นใจว่าทางสายวิชชาธรรมกายยุคปัจจุบันเริ่มจากหลวงพ่อสดและหลวงพ่อวีระและหลวงพ่อเสริมชัยท่านก็ไม่ยอมให้เรื่องการถามตอบแบบนี้มาครอบงำความจริงทางพุทธศาสนาและวิชชาทางพุทธศาสนาได้นะครับ คงต้องให้คนตั้งกระทู้อธิบายด้วยว่าคนตั้งกระทู้เข้าใจชีวะกับสรีระอย่างไรจริงจริงมาตอบก่อนด้วยเพื่อไม่ให้สับสนกัน ส่วนตัวผมคิดว่าพระพุทธเจ้าท่านเข้าใจเรื่องสรีระของพระองค์เองได้ลึกซึ้งที่สุดไม่มีใครเข้าใจได้ดีเท่าพระพุทธเจ้าผู้ทรงวิชชาสามอย่างน้อยแน่นอนครับ สุดท้ายผมขอยกเนื้อหาบทความจากเน็ตที่เกี่ยวกับชีวะและสรีระมาให้อ่านง่ายง่ายก็แล้วกันนะครับดังนี้--------------
-----------------------
รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ..?

อัพยากตาปัญหา เป็นปัญหาที่มีมาในจูฬมาลุงกยสูตร เป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์เกี่ยวกับความจริง ๑๐ อย่าง ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบเพราะจุดมุ่งหมายของพุทธปรัชญาไม่ใช่การโต้แย้งโต้ตอบ แต่มุ่งที่การปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงตอบปัญหาทางอภิปรัชญา คำสอนทางพุทธปรัชญาเป็นเรื่องการวิเคราะห์อย่างถึงแก่น (วิภัชวาที) และประสบการณ์ทางการปฏิบัติ มากกว่าการโต้เถียงหาข้อสรุปอย่างไร้สาระ และพระองค์กล่าวว่าถึงรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ต่อผุ้นั้น ไม่เอื้อประโยชน์เกื้อกูลในทางตรัสรู้ นั่นเอง มาดูกันว่าปัญหาทั้ง ๑๐ มีอะไรกันบ้าง

๑.โลกเที่ยงหรือ
๒.โลกไม่เที่ยงหรือ
๓.โลกมีที่สุดหรือ
๔.โลกไม่มีที่สุดหรือ
๕.ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันหรือ
๖.ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันหรือ
๗. หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกหรือ
๘.หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีกหรือ
๙ หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือ
๑๐. หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ

เหตุผลที่ไม่ทรงตอบคำถามทางอภิปรัชญา
ไม่เป็นประโยชน์ โต้เถียงกันกว่าจะได้คำตอบก็อาจจะตายไปก่อน
ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์จึงเสียเวลาเปล่าที่จะโต้เถียง
ไม่ใช่เรื่องด่วน เรื่องด่วนคือการดับทุกข์
ไม่ใช่เพราะพระองค์ไม่ทรงทราบคำตอบ

ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงนิ่งเฉยเสีย ไม่ทรงตอบว่า “ใช่” เพราะจะตกอยู่ในข่ายของสัสสตวาทะ (วิญญาณเที่ยง) และไม่ทรงตอบว่า “ไม่ใช่” เพราะจะตกอยู่ในข่ายของ อุจเฉวาทะ (วิญญาณขาดสูญ)
พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่า เมื่อมีความเห็นว่า “โลกเที่ยง” จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ เมื่อมีความเห็นว่า “โลกไม่เที่ยง” จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ แม้เมื่อมีความเห็นว่า “โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง” ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็ยังคงมีอยู่ตามปกติ พระองค์จึงทรงบัญญัติเฉพาะการกำจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ในปัจจุบันเท่านั้น

ตามทรรศนะนี้ถือว่า พระพุทธศาสนามิได้คัดค้านหลักความจริงทางอภิปรัชญา แต่ต้องรู้ให้จริง รู้ให้ถึงแก่นของอภิปรัชญาเท่านั้น การรู้แจ้ง จะไม่ทำให้หลงยึดติด เมื่อไม่หลงยึดติด ทิฏฐิเหล่านี้ก็ไม่อาจผูกพันให้หลงวนอยู่ในข่ายแห่งอภิปรัชญาเหมือนปลาติดแห ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร คัมภีร์ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (พระไตรปิฎก เล่ม ๙)

ท่าทีในการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้า

เอกังสพยากรณ์ – ตอบตรงๆว่าใช่ หรือไม่ใช่
วิภัชชพยากรณ์ – ตอบแบบวิเคราะห์
ปฏิปุจฉาพยากรณ์ – ตอบแบบย้อนถามว่าหมายถึงอะไร
ฐปนียพยากรณ์ – บางคราวต้องยกปัญหาเอาไว้ก่อน
พระสูตรเกี่ยวกับปัญหาอภิปรัชญาในจูฬมาลุงกยสูตร
พระสูตรที่ว่าด้วยปัญหาทางอภิปรัชญา นอกจากในอัพยากตสังยุตแล้ว ยังมีใน จูฬมาลุงกยสูตร ในคัมภีร์มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๓) มีสาระโดยย่อดังนี้
พระมาลุงกยบุตร ได้เกิดความไม่พอใจขึ้น จากการที่พระพุทธองค์ไม่ทรงตอบปัญหา ๑๐ ประการ และคิดจะเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาเหล่านี้อีกครั้ง หากทรงตอบ ก็จะประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป แต่ถ้าไม่ทรงตอบอีก ก็จะลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์

เมื่อพระมาลุงกยบุตรได้โอกาสทูลถามและแจ้งถึงความประสงค์ในใจ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า พระองค์ทรงให้คำมั่นสัญญาไว้หรือว่า ถ้าพระมาลุงกยบุตรมาประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ พระองค์จะทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ท่านพระมาลุงกยบุตรทูลตอบว่า ไม่ทรงให้คำมั่นสัญญาไว้ ตรัสถามต่อไปว่า พระมาลุงกยบุตรได้กราบทูลพระองค์ไว้ก่อนหรือว่า ถ้าพระองค์ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ตนจะมาประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ ท่านพระมาลุงกยบุตรทูลตอบว่า ไม่ได้กราบทูลไว้ก่อน จึงทรงสรุปว่า “โมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอเป็นใคร จะมาทวงอะไรกับใคร” ตรัสยืนยันว่า บุคคลใดกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ตนจะไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ ต่อให้บุคคลนั้นตายไป พระองค์ก็ไม่ทรงตอบ ทรงอุปมาด้วยบุคคลผู้ต้องศร ญาติของเขาไปหาแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมาให้การรักษา แต่เขาห้ามไว้ บอกว่า ให้รอไปก่อนจนกว่าเขาจะรู้ว่า ใครเป็นคนยิง ลักษณะเป็นอย่างไร ธนูและศรทำจากอะไร ทรงสรุปว่า กว่าจะได้คำตอบของคำถามเหล่านี้ บุรุษนั้นต้องตายไปก่อน ข้อนี้ ฉันใด บุคคลใดกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านั้น ตนจะไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ ต่อให้บุคคลนั้นตายไป พระองค์ก็ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน

วิเคราะห์อภิปรัชญาในพระไตรปิฎก

พระพุทธเจ้าทรงนำแนวความคิดทางอภิปรัชญาของสมณพราหมณ์นอกพระพุทธศาสนามาแสดง และทรงวิเคราะห์ไว้ตามบริบทต่าง ๆ ดังปรากฏในพระสูตรต่าง ๆ จำนวนมาก ในที่นี้ขอนำมาแสดงพอเป็นตัวอย่าง ดังนี้

๑. ทรงแสดงทิฏฐิ ๖๒ ไว้ในพรหมชาลสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๙)
๒. ทรงวิเคราะห์ทิฏฐิ ๖๒ ไว้ในปัญจัตตยสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔)
๓. ทรงแสดงทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลก ตามทรรศนะของสมณพราหมณ์นอกพระพุทธศาสนาไว้ในปาฏิกสูตร และตามแนวพุทธไว้ในอัคคัญญสูตร (ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๑๑)
๔. ทรงแสดงเรื่องลัทธิครูทั้ง ๖ ในสามัญญผลสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)
๕. ทรงวิเคราะห์หลักกรรมของลัทธินิครนถ์นาฏบุตรไว้ในเทวทหสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔)
๖. ทรงวิเคราะห์ทิฏฐิที่ขัดแย้งกัน ๕ คู่ ไว้ในอปัณณกสูตร (มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๓)
๗. ทรงวิเคราะห์พรหมของศาสนาพราหมณ์ไว้ในเตวิชชสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)
๘. ทรงวิเคราะห์กฎแห่งกรรมตามหลักมหากัมมวิภังค์ ไว้ในมหากัมมวิภังคสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์)
ที่มา...เว็บไซด์พุทธบูชา
--------------------------
8
คำว่า ชีวะ กับ สรีระ จะเป็นคนละอย่างกัน ก็ไม่ใช่ นั้น พอจะมีท่านใดช่วยอธิบาย แก้ไขความคับข้องใจครับ ว่า ทำไม คือ ไม่ใช่ว่า จะบอก คนละอย่างกันไปเลย ได้หรอกหรือครับ

ขออภัยที่ชื่อผมมีความเหมือนกับท่านผู้อธิบายได้ดีในเว็บแต่ไม่ได้มีเจตนาจะไปเทียบเคียงครับ
Pages: [1] 2 3 ... 10