Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
อนุโมทนาสาธุ ที่ได้ทำเวปท่าไว้ให้โหลดกันง่ายๆนะครับ
2
ผมได้รวบรวมไฟล์ธรรมะของวัดไว้ แชร์ ไฟล์ธรรมะต่างๆของวัดหลวงพ่อสด ที่นี่

https://drive.google.com/drive/folders/0B5reTWVk2cAZYlA3UVl5NFhPcTg

เว็บไซด์เพื่อเผยแพ่ร
http://www.dhammakaya.biz และ
http://www.dhammakaya.tv

 https://drive.google.com/drive/folders/0B5reTWVk2cAZYlA3UVl5NFhPcTg

http://mediafire.com/dhammakaya

http://youtube.com/user/sopanut33

https://www.youtube.com/channel/UCbf_99aUcMWg4A19VNnvtmg



ไฟล์ทั้งหมดที่ ดร.แอน อับโหลดไว้ up by Vasaka Visoottiviseth

https://drive.google.com/…/fol…/0B_YKKE4ckkyGUWZPd0ZjcGhmMEU

(Bookmark ไว้เลยครับพี่น้อง)
3
เครื่อง ซุปเปอร์-คามิโอกันเดะ (カミオカンデ) หรือ Super-Kamiokande หรือ Super-K ของญี่ปุ่นหรือซุปเปอร์คามิโอคันเด

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1995หรือพ.ศ.2538 ได้มีพิธีเปิดห้องทดลอง Super Kamiokande ขึ้นที่เหมืองตะกั่วแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางทิศตะวัน ตก 300 กิโลเมตร ห้องทดลองนี้อยู่ใต้ดินที่ระดับลึก 1 กิโลเมตร ภายในห้องมีถังบรรจุน้ำปริมาตร 50,000 ลูกบาศก์เมตร บริเวณรอบๆ ถังมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นหลอด photomultiplier จำนวน 11,200 หลอดเรียงรายโดยรอบ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับแสงที่จะแว้บออกมาเมื่ออนุภาคนิวตริโนจากดวงอาทิตย์ พุ่งชนโปรตอนของนํ้าในถัง นักฟิสิกส์คิดว่าผลการทดลองนี้จะตอบคำถามที่มีความสำคัญสุดๆ คำถามหนึ่งของฟิสิกส์ได้ว่า จักรวาลของเราจะหยุดขยายตัวเมื่อไรหรือไม่ โดยหาก Super kamiokande ตรวจพบว่าอนุภาคนิวตริโนมีมวล อนุภาคนิวตริโนจำนวน 1087 ที่มีในจักรวาล ก็จะหนักเพียงพอสำหรับการดึงดูดกันแล้วทำให้จักรวาลหยุดขยายตัว อนึ่งถังทดลองของญี่ปุ่นนี้มีขนาดใหญ่กว่าถังของอเมริกาถึง 7 เท่า จึงเป็นที่คาดหวังว่า จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับอนุภาคนิวตริโนมากกว่าเก่าคือ อาจจะเห็นปฏิกิริยานิวตริโนได้ถึง 30 ปฏิกิริยาต่อวัน จากเดิมที่เคยเห็นเพียง 1 ปฏิกิริยาในเวลา 3 วัน โดยผังโครงสร้างของระบบ Super Kamiokande
http://www.scimath.org/socialnetwork/groups/viewbulletin/2380-%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%99+(Neutrino)?groupid=398
------------------------------------------------

4
อนุภาคผี (ghost particle)หรือนิวตริโน(Neutrino) !!?
อนุภาคผี (ghost particle)
คือพลังงานบางอย่างที่แทบไม่มีมวล
เคลื่อนที่ได้พร้อมความเร็วแสง
ถูกตรวจพบและยืนยันการมีอยู่จริงในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้เอง

อนุภาคนี้คือ Neutrino อนุภาคมูลฐานที่มีมวลน้อย
ไม่มีประจุไฟฟ้า มีอำนาจทะลุทะลวงสูง และมีปฏิสัมพันธ์กับสสารน้อยมาก
ทำให้ตรวจหาได้ยาก ซึ่งถ้าหากเราสามารถตรวจสอบ
และไขความลับของนิวทริโนได้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า...!?
เราจะสามารถไขปริศนามากมายในจักรวาลได้กระจ่างชัดมากขึ้น

นิวทริโนิวทริโนสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายกรณี
อย่างเช่นปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นในดวงอาทิตย์
ดวงดาว หรือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกและในจักรวาล
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ต่างพยายามค้นความลับของนิวทริโน
ด้วยการทดลองที่ลึกลับซับซ้อนและมีองค์ประกอบมากมาย
และนี่คือการทดลองที่เกิดขึ้นเพื่อค้นหา สารมืดหรืออนุภาคลึกลับ “นิวทริโน”

1.GERmanium Detector Array (GERDA)
ตรวจหานิวทริโน ด้วยการค้นหากระแสไฟฟ้า
ในผลึกแร่เจอร์เมเนียมที่ถูกค้นพบในหุบเขาลึกของประเทศอิตาลี
นอกจากนี้นักวิทยาศาตร์ผู้สร้าง GERDA
ยังหวังว่าเครื่องมือนี้จะสามารถตรวจจับสารกัมมันตภาพรังสี
ที่เกิดจากปรากฏการณ์ Big Bang เมื่อ 13,700 ล้านปีก่อนได้
---------
2.Sudbury Neutrino Observatory (SNO)หรือSNOLAB
ประเทศแคนาดา สร้างขึ้นในทศวรรษที่ 1980
ถูกฝังอยู่ลึกลงไปใต้ดินราว 1 ไมล์ ทำหน้าที่ตรวจจับนิวทริโนจากโลก
ดวงอาทิตย์ และซูเปอร์โนวา ผลงานที่ผ่านมาของ SNO
คือมันช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ระบุได้ว่านิวทริโนนั้นมีอย่างน้อย 3 ชนิด
-------------------
3.IceCubeหรือไอซ์คิวบ์
เครื่องมือตรวจจับนิวทริโนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก IceCube
ตั้งอยู่ที่ขั้วโลกใต้ ประกอบไปด้วยเซนเซอร์กว่า 5,160 ตัว
ที่ใช้ในการตรวจจับพลังงานจากการระเบิดของดาว หลุมดำ
และดาวนิวตรอน จากการใช้รังสี Cherenkov
ทำให้ IceCube ตรวจพบว่าเมื่อนิวทริโนปะทะกับโมเลกุลของน้ำ
ที่อยู่ในรูปของน้ำแข็งจะเกิดการแผ่รังสีและการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
-------------
4.Daya Bay
การทดลองเพื่อตรวจจับนิวทริโนในหุบเขา Daya Bay ประเทศจีน
ประกอบไปด้วยห้องทดลองขนาดใหญ่ 3 แห่ง
เครื่องตรวจจับพลังงาน 6 เครื่อง
ใช้ของเหลวโปร่งแสงในการทดลองมากกว่า 20 ตัน
Daya Bay ทำหน้าที่ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง
ของพลังงานจากนิวทริโนและปฏิอนุภาคของนิวทริโน
-------------------------
5.ซุปเปอร์คามิโอดันเดหรือSuper-Kamiokande (Super K)
คือเครื่องตรวจจับนิวทริโนที่อยู่ลึกลงไป 3,000 ฟุต
ในภูเขาทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น
วิธีการทำงานของ Super K คือการใช้รังสี Cherenkov
เช่นเดียวกับ IceCube นอกจากนี้ Super K
ยังตรวจพบว่ามีการแกว่งไปมาระหว่างอนุภาคของนิวทริโน
ซึ่งช่วยยืนยันว่านิวทริโนนั้นมีมวลเพียงแต่น้อยมากเท่านั้นเอง

นอกจากเครื่องตรวจจับที่กล่าวถึงข้างต้น
อีกหนึ่งการทดลองที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ
Deep Underground Neutrino Experiment (DUNE)
ซึ่งหวังว่าจะสามารถช่วยไขปริศนาของอนุภาคนิวทริโน
และไขความลับของจักรวาลได้กระจ่างขึ้นในเร็ววัน.

---------------------------------------------
นิวตริโน ไม่ได้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เยอะกว่าความเร็วแสงสมบูรณ์ (ความเร็วแสงในสุญญากาศ มีค่าเท่ากับ 3x10^8 m/s หรือ เท่ากับความเร็วที่เคลื่อนที่จากดวงอาทิตย์มาถึงโลกได้ภายในแปดนาทีครึ่ง)​​

แต่ว่าในตัวกลางที่เป็น Dielectric อย่างอื่นเช่นน้ำก็อีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีอันตรกิริยา(Interaction) กับ น้ำ H2O จะทำให้ความเร็วแสงในน้ำน้อยความเร็วแสงในสุญญากาศ ในขณะที่นิวตริโนมี อันตรกิริยากับน้ำน้อยมาก จึงทำให้นิวตริโน่เคลื่อนที่ในน้ำ ได้เร็วกว่าที่แสงเคลื่อนที่ในน้ำ


เราสามารถสังเกตปรากฎการณ์ดังกล่าวได้จากแสง เชเลนคอฟ​​
----------------------
http://www.soccersuck.com/boards/topic/1416655
5
มีข่าวว่ายานอวกาศนิวฮอไรซันส์ หลังเดินทาง 9 ปีเศษ ผ่านพลูโตเมื่อเดือน ก.ค.2558 ที่ผ่านมาจนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ล่าสุดเมื่อเช้ามืดวันที่ 29 ต.ค.2558 ตามเวลาไทย ยานได้ติดเครื่องยนต์เพื่อปรับทิศทางครั้งล่าสุด เพือตั้งเข็มมุ่งตรงไปหาวัตถุ KBO หรือดาวเคราะห์น้อยในแถบไคเปอร์เบลท์ที่มีชื่อเรียกว่า MU69  ซึ่งนาซาตั้งเป้าไว้ให้ไปถึงในวันปีใหม่ที่ 1 ม.ค. 2019หรือ2562 เพื่อทำการสำรวจดาวเคราะห์น้อยในแถบที่ไม่เคยมียานลำใดล่วงล้ำไปถึงมาก่อน

นั่นเป็นข่าวของน้องเล็ก ส่วนพี่ใหญ่คือยานวอยเอจเจอร์ 1  ซึ่งออกจากโลกตั้งแต่ช่วงปีทศวรรษที่ 70 และขณะนี้ไปไกลเข้าไปในดินแดนที่เรียกว่าพรมแดนระหว่างดา่วฤกษ์แล้ว  หมายถึง วอยเอจเจอร์ 1 หลุดพ้นจากขอบเขตสุดท้ายที่ลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ของเราจะสามารถพัดไปถึงได้ (Heliopause) ผ่านแนวกำแพงไฮโดรเจน หรือ Hydrogen Wall และเข้าไปอยู่ในอวกาศที่เป็นช่วงระหว่างกลางดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ หรือ อินเตอร์สเตลล่า มิเดียม (Interstellar medium) ข้อมูลที่ได้ในช่วงนี้เป็นลักษณะของสนามแม่เหล็กแปลกๆแบบที่ไม่เกิดตามปกติในระบบสุริยะของเรา ข้อมูลเหล่านี้ทางทีมงานควบคุมยานของนาซาจะนำมาแปลผลให้ทราบต่อไป
--------------------------------------
มีข่าวว่ายานอวกาศนิวฮอร์ไรซอนส์ (New Horizons) ได้เดินทางอยู่ที่ครึ่งทางระหว่างดาวพลูโตและดาวเคราะห์น้อย2014MU69ที่อยู่ในแถบไคเปอร์เบลท์แล้ว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา ยานนิวฮอร์ไรซอนส์มีระยะห่างจากโลกราวๆ 5,698 ล้านกิโลเมตร และถอยออกห่างจากดาวพลูโตไปแล้วมากกว่า 755 ล้านกิโลเมตร โดยเป็นระยะกึ่งกลางระหว่างดาวพลูโตกับดาวเคราะห์น้อย2014 MU69 เป้าหมายต่อไป ซึ่งเป็นวัตถุในบริเวณแถบไคเปอร์ Kuiper Belt (KBO) ที่ยานอวกาศลำนี้จะบินโฉบเพื่อทำการสำรวจในระยะใกล้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562

จากนี้ก่อนที่ยานจะเดินทางไปถึงดาวเคราะห์น้อย2014 MU69 ทีมที่ดูแลภารกิจจาก Johns Hopkins Applied Physics Laboratory (APL) จะเริ่มนำยานเข้าสู่โหมดจำศีลประมาณ 157 วัน หลังจากสัปดาห์แรกของเดือนเมษายนปีพ.ศ.2560นี้เพื่อประหยัดพลังงานให้กับยานก่อนถึงเป้าหมายคือแถบไคเปอร์เบลท์ อีกทั้งยังวางแผนให้ยานสำรวจวัตถุอื่นๆ ในบริเวณแถบไคเปอร์  Kuiper Belt objects (KBOs) อีกมากกว่า 24 วัตถุ ตลอดจนการตรวจวัดฝุ่นละอองระหว่างเส้นทางเพื่อป้องกันอันตรายให้กับตัวยานรวมถึงอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าตลอดเส้นทางก่อนถึงเป้าหมายหลักด้วย

อลัน สเติร์น (Alan Stern) หัวหน้าทีมสำรวจและตรวจสอบประจำยานอวกาศนิวฮอร์ไรซอนส์จากสถาบันวิจัย Southwest Research Institute: (SwRI) ในโบลเดอร์ โคโลราโด กล่าวว่า “ยานสำรวจนิวฮอร์ไรซอนส์เดินทางมาถึงครึ่งทางของเป้าหมายใหม่นับว่าเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดแล้วและมันจะเป็นโครงการสำรวจพิภพที่อยู่ห่างไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมมนุษย์” นอกจากนี้ด้วยระยะทางที่แสนห่างไกลจากโลกของยานนิวฮอร์ไรซอนส์แม้กระทั่งสัญญาณคลื่นวิทยุที่ยานส่งกลับมายังโลกต้องใช้กว่า 5 ชั่งโมง 20 นาที แต่ด้วยการทดสอบระบบต่างๆ ทำให้เรารู้ว่าขณะนี้ยานยังคงทำงานได้เป็นอย่างดีและยังคงอยู่ในเส้นทางเพื่อมุ่งสู่ดาวเคราะห์น้อย2014 MU69 ที่อยู่ในแถบไคเปอร์เบลท์ต่อไป

แถบไคเปอร์เบลท์นี้ตั้งชื่อตามนายเจอราร์ด ปีเตอร์ ไคเปอร์ (อังกฤษ: Gerard Peter Kuiper) ชื่อเกิดคือ แคร์ริต ปีเตอร์ เกยเปอร์ (ดัตช์: Gerrit Pieter Kuiper; 7 ธันวาคม พ.ศ. 2448 — 23 ธันวาคม พ.ศ. 2516) เป็นนักดาราศาสตร์ชาวดัตช์สัญชาติอเมริกันและเป็นชาวคริสต์ด้วย เป็นผู้ค้นพบดาวเคราะห์น้อยในแถบไคเปอร์ รวมทั้งเทหวัตถุและสภาพของเทหวัตถุมากมาย ซึ่งช่วยขยายความเข้าใจในระบบสุริยะและดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ
ข้อมูลมาจากเวปไซด์หลายแห่งนะครับ ขอบคุณครับ
:) :)
6
สมัยที่นักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงประเด็นพื้นฐานกันอยู่ว่าภาวะโลกร้อนมีจริงหรือไม่ จะก่อให้เกิดอันตรายขนาดไหน ฯลฯ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็มองว่า เราไม่ควรเสี่ยงลงทุนทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เพราะข้อมูลหลักฐานยังไม่ ‘นิ่ง’ และการลงทุนในเรื่องนี้จะต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลและใช้เวลานานกว่าจะเกิดผล ถ้าลงทุนไปแล้ว สมมุติว่านักวิทยาศาสตร์พบข้อมูลใหม่ที่พิสูจน์ว่าโลกร้อนไม่รุนแรงเท่ากับที่เคยเชื่อ การลงทุนที่ทำไปแล้วก็อาจไม่คุ้มค่าหรือสูญเปล่าไปทั้งหมดเลยก็ได้

นักเศรษฐศาสตร์กังวลกับเรื่องนี้เพราะโจทย์พื้นฐานของเศรษฐศาสตร์คือ จะจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เนื่องจากตอนนี้เรามีข้อมูลหลักฐานเรื่องภาวะโลกร้อนชัดเจนและมองเห็นอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ นักเศรษฐศาสตร์จึงเลิกถกประเด็นที่ว่าเราควรทำอะไร ‘หรือไม่’ ไปแล้ว (ยกเว้นนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวาจัดบางคนที่รับเงินจากบริษัทยักษ์ใหญ่ปล่อยคาร์บอนสูงที่ไม่ยอมเปลี่ยน หรือไม่ก็ถูกล้างสมอง) เปลี่ยนเป็นคุยกันว่าเราควรทำ ‘อะไร’ และ ‘อย่างไร’ ให้ลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง

ในประเด็นนี้ ศาสตราจารย์ วิลเลียม นอร์ดเฮาส์ (William Nordhaus, โฮมเพจ http://nordhaus.econ.yale.edu/) นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนจากมหาวิทยาลัยเยล ผู้คิดค้นแบบจำลองผลกระทบจากโลกร้อนที่ใช้อ้างอิงอย่างแพร่หลาย ได้สรุปประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะอันตรายของการใช้ตลาดคาร์บอนเป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหา และเหตุผลที่ควรใช้ภาษีคาร์บอน ไว้ในการบรรยายเรื่อง “ประเด็นเศรษฐศาสตร์ในการออกแบบข้อตกลงโลกเรื่องภาวะโลกร้อน” ที่เมืองโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก เดือนมีนาคม 2009 ก่อนการประชุมหารือเรื่องกติกาโลกรอบใหม่จะเริ่มต้น ผู้เขียนจะสรุปความมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้

นอร์ดเฮาส์ย้ำว่า การรับมือกับภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ของเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ แต่ปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ การออกแบบเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่มีประสิทธิผล นั่นคือ สามารถสร้างแรงจูงใจให้ประเทศต่างๆ และผู้เล่นในตลาดทุกฝ่ายตกลงจับมือกันแก้ปัญหา ที่ผ่านมา เศรษฐศาสตร์ของนโยบายภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงให้บทเรียนกับเรา 3 ประการ

ประการแรก การเพิ่ม “ราคา” ของคาร์บอนเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จำเป็นต่อการลงมือใช้นโยบายต่างๆ ในทางที่จะทำให้เรามีทางเลือกและเข้าถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจจำนวนมากในทุกพื้นที่และทุกภาคส่วน

ประการที่สอง ทุกประเทศจะต้องมีส่วนร่วมในมาตรการที่เป็นมาตรฐานสากล สอดคล้องและบังคับใช้ได้ทั่วโลก

บทเรียนประการสุดท้ายคือ ระบบกำหนดเพดานและให้ค้าคาร์บอน (cap-and-trade) ที่อยู่ในพิธีสารเกียวโตนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นกลไกที่ไม่เหมาะสม กลไกนี้ทำให้รัฐสูญเสียรายได้อันมีค่า จำนวนประเทศที่เข้าร่วมอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ราคาผันผวน และเปิดโอกาสให้นักเก็งกำไรเข้ามาฉวยโอกาสทำกำไร (รวมทั้งนายทุนที่กว้านซื้อที่ดินไปปลูกป่าพืชเชิงเดี่ยวเพื่อขายคาร์บอนเครดิต ทำให้ชาวบ้านผู้ไร้ที่ดินทำกินประสบความเดือดร้อนมากกว่าเก่า) ยังไม่นับปัญหา “จริยวิบัติ” (moral hazard) คือคนปล่อยคาร์บอนไม่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนของตัวเองลงอย่างจริงจัง เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็ไปหาซื้อเอาในตลาดคาร์บอนเครดิตได้

นอร์ดเฮาส์มองว่าเป็นไปไม่ได้ที่โมเดลของพิธีสารเกียวโตจะช่วยให้เราสามารถบรรลุเป้าการลดคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เขาเสนอว่าภาษีคาร์บอนที่จัดเก็บเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกน่าจะเป็นกลไกที่ดีกว่ากันมาก

การเพิ่มราคาตลาดของคาร์บอนจะสร้างแรงจูงใจอย่างมหาศาลให้ทุกฝ่ายลดการปล่อยคาร์บอนโดย 4 ช่องทางด้วยกัน ช่องแรก ราคาคาร์บอนส่งสัญญาณให้ผู้บริโภครับรู้ว่าสินค้าและบริการใดปล่อยคาร์บอนสูง และเมื่อของเหล่านั้นมีราคาแพงขึ้น ผู้บริโภคก็จะใช้มันน้อยลง ช่องที่สอง ราคาคาร์บอนส่งสัญญาณให้ผู้ผลิตรู้ว่าปัจจัยการผลิตชนิดใดบ้างใช้คาร์บอนมากกว่า (เช่น การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน) และปัจจัยชนิดใดใช้น้อยกว่าหรือไม่ใช้เลย (เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม) ผู้ผลิตจะมีแรงจูงใจที่จะย้ายไปใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเพราะมันถูกกว่า ช่องที่สาม ราคาคาร์บอนที่ค่อนข้างสูงจะส่งสัญญาณตลาดและสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้นักประดิษฐ์และนักนวัตกรรมพัฒนาและวางตลาดสินค้าและกระบวนการคาร์บอนต่ำ ซึ่งในที่สุดจะสามารถทดแทนเทคโนโลยีที่ใช้คาร์บอนสูงในปัจจุบันได้

ช่องทางที่สี่ซึ่งเป็นช่องที่แยบยลที่สุดคือ การตั้งราคาคาร์บอนจะช่วยประหยัดข้อมูลที่ผู้เล่นในตลาดจำเป็นต้องใช้ในการทำสามเรื่องที่กล่าวไปข้างต้น แน่นอนว่าการตั้งราคานี้ไม่ใช่แก้วสารพัดนึกที่จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ผลกระทบภายนอก (externalities) และความบกพร่องของตลาด (imperfections) ในตลาดพลังงานและตลาดอื่นๆ จะยังคงมีอยู่ แต่ถ้าเราไม่มีสัญญาณจากราคาที่ชัดเจน การตัดสินใจจำนวนมากที่จำเป็นก็ไม่อาจเกิดได้อย่างทันท่วงที

นอร์ดเฮาส์ยอมรับว่า จุดอ่อนของภาษีคาร์บอนคือ มันไม่ได้นำเศรษฐกิจโลกไปสู่เป้าหมายอะไรที่ชัดเจน เช่น “ความเข้มข้นของคาร์บอนในชั้นบรรยากาศต้องไม่เกิน 350 ส่วนต่อล้านส่วนภายในปี 2020” หรือ “อุณหภูมิเฉลี่ยต้องเพิ่มไม่เกิน 2 องศาภายในปี 2020” และดังนั้น บางคนจึงมองว่าภาษีคาร์บอนจะต้อง ‘ผูก’ เข้ากับเป้าหมายเชิงปริมาณถ้าจะให้มันได้ผล แต่นอร์ดเฮาส์เตือนว่า ตัวเลขเหล่านี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ปัจจุบันเรายังไม่รู้ว่าการปล่อยก๊าซระดับใดแน่ที่จะนำไปสู่จุดที่จะเกิดหายนะอย่างไม่มีวันหวนคืน ถ้าใช้ตัวเลข เราอาจจะตั้งเป้าไว้สูงเกินไปหรือต่ำเกินไป ทำให้ตั้งขีดจำกัดไว้เข้มงวด (และแพง) เกินไปหรือหละหลวมเกินไป นอกจากนี้ การตั้งเพดานบังคับก็จะยิ่งทำให้ประเทศต่างๆ ขาดแรงจูงใจที่จะร่วมลงนามในกติกาโลก เพราะไม่อยากผูกมัดตัวเองหรือกลัวว่าเสียเปรียบประเทศอื่น และตราบใดที่ประเทศส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าวิธีแก้ปัญหาจะดีบนกระดาษเพียงใด ก็นำไปใช้จริงไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องให้ทุกประเทศจับมือกัน

นอร์ดเฮาส์บอกว่า การเก็บภาษีคาร์บอน (ที่ไม่กำหนดเพดานการปล่อยคาร์บอน) เป็นวิธี “ฉันมิตร” ที่จะชักจูงให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วมมากกว่าระบบของพิธีสารเกียวโต ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จของภาษีนี้คือ “ราคา” ของมันต้องถูกกำหนดเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ไม่มีธุรกิจหรือภาคส่วนที่ได้รับการยกเว้น และต้องกำหนดระยะเวลาการบังคับใช้ที่ชัดเจน

ระบบที่นอร์ดเฮาส์เสนอคือระบบที่ผสมระหว่างการใช้ปริมาณและราคาเป็นตัวตั้ง เขาเรียกระบบนี้ว่า “ระบบกำหนดเพดานและเก็บภาษี” (cap-and-tax) ยกตัวอย่างเช่น รัฐอาจใช้ระบบ cap-and-trade แบบเดิม ควบคู่ไปกับการเก็บภาษีคาร์บอนขั้นต่ำและ “วาลว์ปลอดภัย” (safety valve) ที่ให้บริษัทซื้อได้ในราคาแพงขึ้น เช่น รัฐอาจกำหนดภาษีไว้ที่ 30 เหรียญต่อตันคาร์บอน และให้บริษัทซื้อ “ใบอนุญาต” ส่วนเกินได้ในราคาที่แพงขึ้นร้อยละ 50 วิธีนี้จะสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่ายเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับ “ต้นทุน” ที่เพิ่มขึ้น และถ้าทุกฝ่ายมีแรงจูงใจไปในทางเดียวกัน เราก็จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ก่อนที่จะสายเกินแก้

------ อ้างอิงจากมูลนิธีโลกสีเขียวและสฤณี อาชวานันทกุล----------

7
มีข่าวดีงามออกมาว่าหลังจากบริเวณวัดพระธรรมกายได้ถูกยกเลิกเป็นเขตควบคุมพิเศษตามประกาศทางการแล้ว ชาววัดพระธรรมกายยังคงรักการสวดธัมมจักรกัปปวัตนสูตรต่อไปจนได้ครบ46,464,646 จบแล้วในวันที่22เมษายน2560  ผมขอเอาข่าวย่อมาลงให้อ่านกันนะครับเพราะคิดว่าชาวพุทธทั่วโลกก็ชอบบทสวดธัมมจักรกัปปวัตนสูตรกันและชาวพุทธสวดบทธัมมจักรกัปปวัตนสูตรได้ทุกสถานการณ์ทั้งยามผ่อนคลายและยามคับขันตีบตันอย่างอาจหาญย่อมดีต่อชาวพุทธทั่วโลกครับและข่าวย่อจากhttp://newtv.co.th/news/1122มีดังนี้คือบรรยากาศตั้งแต่เวลา 6.00 น.  บริเวณประตู 7 วัดพระธรรมกาย มีศิษยานุศิษย์วัดเดินทางเข้าออกเป็นระยะ เพื่อมาเข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรตอนเช้า เนื่องในวันคุ้มครองโลก ซึ่งถือเป็นวาระวันคล้ายวันเกิดพระธัมมชโย อายุครบ 73 ปี

นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกประจำวัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมในวัดพระธรรมกายวันนี้เป็นการจัดกิจกรรมตามปกติเป็นประจำทุกปี ไม่มีการค้างคืน และมีการกำกับดูแลจากคณะกรรมการวัดพระธรรมกายและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีเหตุการความไม่สงบภายในวัด

นายองอาจ กล่าวต่อว่า ตามหมายกำหนดการวันนี้จะมีพิธีทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทานในช่วงเช้า และช่วงบ่ายจะมีการทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อเป็นการบำรุงวัดพระธรรมกายประจำเดือนเมษายน ส่วนตอนเย็นจะมีพิธีสวดธัมมจักรกัปปวัตนสูตร 46,464,646 จบ

ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะไม่ให้สื่อมวลชนเข้าบันทึกภาพบรรยากาศและกิจกรรมภายในวัด แต่บรรยากาศบริเวณประตู 7 จะเห็นว่ามีรถของศิษยานุศิษย์วัดเข้าออกวัดเป็นระยะตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงสาย

8
ความเป็นมาของพระอรหันต์จกบาตร โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 14 มี.ค. 2560

เมื่อหลายสิบปีมาแล้วที่ผมได้พระอรหันต์จกบาตรองค์แรกมาจากเพื่อนคนหนึ่ง ตอนนั้นผมต้องใช้เงินไปถึง 4 หมื่นบาทในการบูชาพระองค์นี้มาเพียงองค์เดียว เงิน 4 หมื่นสมัยนั้นก็น่าจะเท่ากับเงิน 8 หมื่นบาทในสมัยนี้ ถามว่าเสียดายเงินไหม ผมไม่เสียดายเลย เพราะเพื่อนคนนี้ก็จะนำเงิน 4 หมื่นบาทของผมไปหล่อรูปหลวงปู่เทพโลกอุดรในท่านั่งสมาธิขนาดหน้กตักประมาณ 30 นิ้ว ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปั้นและหล่อก็ราวๆ 4-5 หมื่นบาท เท่ากับผมก็มีส่วนในการหล่อรูปเหมือนของหลวงปู่เทพโลกอุดรด้วย ในวันนั้นเจ้าของพระถามผมว่า "คุณอู๋ยังคิดจะบูชาหระอรหันต์จกบาตรอยู่อีกไหม (เพราะราคาแพงมาก) ถ้าคุณอู๋เปลี่ยนใจไม่เอาผมก็ไม่ว่าอะไรแต่จะให้คนอื่นเขาบูชาไป" เพื่อนผมท่านนี้พูดต่อหน้าคนอีก 4-5 คนที่นั่งล้อมวงกันอยู่ หลายคนในวงนั้นก็พยักหน้าว่าอยากได้พระองค์นี้พร้อมที่จะขอบูชาต่อจากผม

ผมก็บอกไปว่า "ตกลงผมขอบูชาแน่นอน อีก 1-2 วันจะมาเอาพระแล้วจ่ายเงินให้เลย" ก็เป็นอันว่าผมจะได้พระแน่นอน คนอื่นก็แห้วไปนะครับ สมัยนั้นการจะหาพระอรหันต์จกบาตรให้ได้ซัก 1 องค์มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะตั้งแต่วันแรกที่ผมเห็นพระอรหันต์จกบาตรผมก็อยากได้มาก เจ้าของพระก็ไม่ยอมปล่อยและกลับบอกว่า "คุณอู๋ไปหาพระในตลาดดูก่อน อาจจะได้พบเจอบ้าง ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ค่อยมาคุยกันใหม่ เพราะผมก็มีอยู่องค์เดียว" เขาให้เวลาผมไปหาพระประมาณเกือบๆ 1 ปีเต็ม ผมต้องเข้าไปเดินในตลาดพระจนทั่วทั้งท่าพระจันทร์ บางลำภู ตลาดใหม่ดอนเมือง พญาไม้ จตุจักร และตามงานประกวดพระ ฯลฯ แต่ก็ไม่อาจหาได้ซักองค์ ยอมรับว่าถอดใจเลยเพราะเสียเวลาและแรงกายไปมากจริงๆ

วันที่จะได้พระอรหันต์จกบาตรองค์แรกมาอยู่ในมือ ท่านก็แสดงปาฏิหาริย์ให้ผมเห็นเลย คือวันนั้นผมมีนิมิตฝันตอนเช้าตรู่ว่าพระอรหันต์จกบาตรองค์ของเพื่อนผมนั้นแหละท่านเสด็จเหาะลอยมาในอากาศ ผมเห็นดังนั้นก็เลยยื่นมือขวาแบมือออกไปรอรับท่าน แล้วพระอรหันต์จกบาตรองค์นั้นก็เสด็จลอยเข้ามาอยู่ในมือผม โอ้โหในฝันนั้นผมดีใจสุดๆ เลย แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา พอตอนสายๆ ประมาณ 9 โมงเช้าเพื่อนคนนั้นจึงได้โทรมาบอกผมว่าถ้ายังอยากได้พระอรหันต์จกบาตรของเขาก็ให้มาหาที่บ้านเขาในวันนี้ (ตามที่ผมเล่าไปในตอนต้น) ดูซิครับท่านจะมาอยู่กับผมแท้ๆ แล้วท่านยังมาบอกล่วงหน้าด้วย

พอได้พระมาใหม่ๆ ก็ต้องเอาไปตรวจกันหน่อย ผมมีเพื่อนรุ่นน้องชื่อคุณต๊ะ น้องคนนี้แกมีดีพอตัว คืออดีตชาติแกคงจะเป็นลูกศิษย์ของพระฤๅษีท่านหนึ่ง เพราะแกมีญานของพระฤๅษีอยู่กับตัว คุณต๊ะจึงนั่งสมาธิแบบฤๅษีในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใครเป็นการนั่งสมาธิแบบสมาธิเคลื่อนไหว คือเอาสติไปจับอาการเคลื่อนไหวของมือ ขา ลำตัวด้วยท่าทางต่างๆ ดูๆ ไปก็คล้ายการรำไท้เก๊กของจีน แต่สมาธิแบบนี้ก็ทำให้แกเกิดมีตาทิพย์ได้ ผมก็เลยเอาพระอรหันต์จกบาตรไปให้แกตรวจดูหน่อยในฐานะที่ชอบพอกัน

สถานที่คุณต๊ะทำงานก็ตั้งอยู่ในเขตของวังหน้า อาณาเขตของวังหน้านั้นกว้างใหญ่กว่าที่พวกเราคิดมากนะครับแต่ผมขอปิดไว้ว่าเป็นที่ไหนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบตามมา พอคุณต๊ะเอาพระอรหันต์จกบาตรมาไว้ในมือแกก็บอกว่าให้ผมเดินตามมา แล้วแกก็พาผมเข้าไปในห้องที่กว้างขวางห้องหนึ่งเพื่อให้ได้อยู่กันเพียงลำพัง แล้วแกก็กำพระลงนั่งสมาธิได้พักเดียว แกก็มีท่าทางเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ลุกขึ้นยืนทำท่าขึงขัง เอาละซิผมก็ตกใจเหมือนกันไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาที่อยู่ๆ การตรวจพุทธคุณพระกลายเป็นการเข้าทรงซะอย่างนั้น

คุณต๊ะลุกขึ้นยืนแล้วก็ย่อตัวลงมาพนมมือเหมือนการไหว้ครูทำความเคารพด้วยความอ่อนน้อมมาก การพนมมือการร่ายรำออกท่าทางไม่เหมือนกับที่เราเคยเห็น มือไม้อ่อนช้อยไปหมด ท่วงท่าน่าดูชมจริงๆ แล้วแกก็กระโดดพรวดพราดออกไปกลางห้อง ตั้งท่าวางตัวแบบนักมวยกำมือแน่นออกท่าทางเหมือนจะรำมวยให้ดู ยกแข้งยกขาเตะซ้ายเตะขวา ฟาดไปข้างหน้า ฟาดไปข้างหลัง ฟันศอกซ้ายสลับศอกขวา การยืนตั้งการ์ดมวยก็ไม่เหมือนสมัยนี้ เพราะไม่ใช่ยืนตรงกำหมัดเหมือนนักมวย แต่เป็นการย่อตัวกึ่งยืนกึ่งนั่งเพื่อพร้อมที่จะกระโจนเข้าหาคู่ต่อสู้ คือบางจังหวะแกก็จะโดดตัวลอยขึ้นสูงตีเข่าบ้าง ตีศอกบ้าง อย่างที่เขาเรียกว่าเข่าลอยคือเข่ามันลอยไปในอากาศจริงๆ ผมขอบอกเลยว่าการได้ชมทหารโบราณแสดงท่าแม่ไม้มวยไทยครั้งนั้นมันช่างงดงามติดตาตรึงใจ มันเป็นศิลปะการต่อสู้ที่จริงจังว่องไวอันตรายในทุกท่วงท่า มันน่าภูมิใจในศิลปะแม่ไม้มวยไทยของเราที่สามารถเอาอวัยวะต่างๆ ในร่างกายมาเป็นอาวุธเข้าพิฆาตศัตรูได้อย่างแท้จริง

เมื่อวิญญาณทหารโบราณร่ายรำมวยไทยให้ผมดูได้พักใหญ่ เขาก็นั่งคุกเค่าลงพนมมือขึ้นเหมือนการแสดงความเคารพกับผมที่นั่งดูอยู่ห่างกันประมาณ 3 เมตร แล้วเขาก็น้อมตัวลงคลานเข้ามาหาผม การคลานของเขาก็ไม่เหมือนที่เราเคยเห็น เพราะที่เราเคยเห็นเขาก็คลานโดยใช้มือแบยันกับพื้นไว้แล้วคุกเข่าค่อยๆ เคลื่อนตัวเหมือนการเดินแต่ใช้มือและเข่าเดิน แต่นี่เขาคลานโดยการเอาข้อศอกและมือแนบไปที่พื้นก้มตัวลงต่ำแทบติดพื้น ไม่ใช่การคลานเข่าแต่เป็นการคลานศอกมากกว่า ท่วงท่าการคลานก็ว่องไว บิดตัวไปมาหัวไปทางหางไปทางยึกยักๆ ด้วยความคล่องแคล่วแปล๊บเดียวก็คลานมาถึงตัวผม พร้อมกับเอามือขวาที่ถือพระยื่นส่งพระอรหันต์จกบาตรคืนมาให้ผมด้วยท่าทำนองเหมือนกับการทูลเกล้า

ผมก็รับพระไว้แบบงงๆ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้ เรื่องมันยังไม่จบครับ ไม่ทันไรน้องต๊ะก็เปลี่ยนไปอีกเหมือนเป็นคนละคน ลุกขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้ด้านหลังของผมแล้วก็หัวเราะเสียงดังมากอย่างคนอารมณ์ดี ฮ่าๆๆๆ สีหน้าท่าทางดีอกดีใจที่ได้เจอกับผม เอามือชี้ที่ตัวเองแล้วก็ชี้ไปที่รูปหล่อองค์หนึ่งที่ตั้งประดิษฐานไว้บนโต๊ะบูชาที่มุมหนึ่งของห้อง ซึ่งในห้องนั้นเป็นห้องที่มีการตกแต่งเป็นพิเศษพื้นห้องปูด้วยพรมสีแดง มุมห้องด้านหนึ่งมีการตั้งประดิษฐานรูปหล่อโลหะสูงประมาณ 16 นิ้ว เป็นรูปคนโบราณผู้ชายวัยชรายืนไม่สวมเสื้อ นุ่งคล้ายผ้าโสร่งคาดเข็มขัด รูปร่างท้วม ผมสั้นเกรียน ผมมองไปที่รูปปั้นนั้นก็รู้ความหมายในทันทีแต่ผมไม่กล้าเขียนบอกไว้ในที่นี้ ท่านบอกว่าท่านคือคนเดียวกับรูปปั้นนั้น แล้วก็ยื่นมือทั้งสองเข้ามาโอบกอดผมจับหัวจับตัวผมด้วยความรักใคร่เอ็นดู.....

ใครมีพระอรหันต์จกบาตรก็ลงรูปมาอวดกันหน่อยครับ
9
ขอบคุณครับ เดี๋ยวลองค้นหาดูครับ
เรื่องพระเอตทัคคะ หรือพระอัครสาวก มีกล่าวชัดเจนว่าต้องบำเพ็ญบารมีเท่าไร แต่พระปกติสาวกยังหาที่ชัดเจนไม่ได้ครับ
......
ถามว่า ก็การปรารถนาเป็นพระสาวกทั้งหลายควรนานเท่าไร.
               ตอบว่า การปรารถนาเป็นพระอัครสาวกทั้งสอง ควรนานหนึ่งอสงไขยและแสนกัป การปรารถนาเป็นพระอสีติมหาสาวกควรนานแสนกัป ความปรารถนาเป็นพระมารดาพระบิดา อุปัฏฐากและพระโอรสของพระพุทธเจ้า ควรนานแสนกัปเหมือนกัน ต่ำกว่านั้นไม่ควร เหตุในการปรารถนานั้นมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นเทียว.

ที่มา : http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=296&p=1#พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
10
ตอบคร่าวๆนะครับ

พอสมควรเลยครับ โดยเฉพาะที่ตรัสถึงพระอรหันต์สุกขวิปัสสกะรูปหนึ่ง แต่เสียเวลาบำเพ็ญบารมีนานเกินไป ในระยะเวลาที่สามารถเป็นพระอัครสาวกได้เลย

หลักฐานลองค่อยๆค้นหาดูนะครับ เริ่มจากฟังเกี่ยวกับการบำเพ็ญบารมีของหลวงป๋าก็ได้ หรือลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์มหาศักดา ก็เห็นท่านเทศน์ไว้บ่อยๆ

.....

ทัศนะผมเข้าใจว่า ทรงตรัสละไว้ในฐานที่เข้าใจครับ
Pages: [1] 2 3 ... 10