Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
เรื่องอื่นๆ / วัดป่าภูก้อน
« Last post by ron10 on Today at 04:39:15 PM »

สำหรับผู้ที่ไม่มีรถส่วนตัว การเดินทางทริปนี้ผมบอกได้เลยว่าสนุกมาก มีความลำบากนิดนึงแต่คุ้มค่าเมื่อเราได้ไปถึงจุดหมาย ผมขอแนะนำให้ลองไปซักครั้งในชีวิต ความสวยงามท่ามกลางขุนเขา ความลำบากที่เปลี่ยนเป็นความประทับใจ
เราควรศึกษาหาข้อมูลทั่วไปของวัดก่อนเดินทางไปนะครับ เรื่องควรรู้ต่างๆ เช่น การแต่งกายเข้าพระวิหาร เวลาปิด-เปิดพระวิหาร เป็นต้น dewabet
ค่าเช่ารถ : ขาขึ้นไปบนวัด 300 บาท ขากลับลงมาจากบนวัด 300 บาท รวมแล้วไป-กลับ 600 บาท
www.ufa365.com
ความรู้สึกแรกตอนมาถึง มันแปลกๆอย่างไรก็ไม่รู้ 5555 ปลื้มมากครับ ว่าทำไมเรามาถึงที่นี่ได้ คิดย้อนไป-มา การเดินทางที่หลายต่อ เหนื่อยมากๆ ทำไมมันหายเหนื่อย แปลกดีจริงๆ 55555 อย่ารอช้าเลย ขึ้นไปข้างบนกันดีกว่าครับ
     ขึ้นมาก็อึ้งแล้วครับ สวยงามจริงๆ รู้สึกได้ถึง first impression ที่บรรยายไม่ถูกจริงๆ
2
คือเหนตามเวบขายของขลังนะค้ะ น้ำมันพรายตายโหง เฮี้ยนแรงป้ายแบ้วลุ่มหลงบ้าง หรือผงเสน่ห์ยาแฝดแขนงต่างๆที่ว่าให่ผสมขี้ไคลของเรากับผงลงไปแล้ว ใส่อาหารหรือน้ำให้คนที่รักกิน เพื่อเรียกเค้ากลับมารัก อย่ากรุ้ว่า เคยมีใครใช้สิ่งพวกนี้แล้วได้ผลจริงบ้างมั้ย เหนตามเวบแล้วมองว่า ถ้ามันไม่มีจิงทำไมเค้าถึงกล้าลงขาย ไม่กลัวถูกจับหรอว่าหลอกผุ้บริโภคหรือยังไง
เว็บแทงบอลตรง

เปนแค่คว่ามสงสัยนะค้ะ ได้โปรดอย่าตำหนิกันนะ เราอยากรุ้จิงๆ
3
ฉันรบกวนถามเพื่อนๆหรือผู้รู้ช่วยอธิบาย ไขข้อข้องใจให้หน่อยค่ะ ฉันจะได้ถึงบางอ้อ โดยปกติแล้วคนธรรมมะธัมโมนิสัยทั่วไปเป็นแบบไหนกันบ้างค่ะ เหมือนพี่สาวของฉันรึเปล่า ฉันแอบสงสัยในความเป็นคนธรรมมะธัมโมของนางอ่ะค่ะ นางบอกว่าตัวนางนี้เป็นคนธรรมมะธัมโม นางมีเวลานางมักจะไปบวชชีพรามณ์ตามวัดต่างๆ แต่ที่ฉันแปลกใจคือ
แทงบอลฟรี
1.นางเกลียดน้องหมา น้องแมว สัตว์เลี้ยงน่ารักทั่วไปค่ะ เราอยู่บ้านเดียวกันค่ะ เพื่อนที่มหาลัยของน้องสาวฉันไปเก็บน้องแมวหลงทางมาได้ อายุประมาณเดือนกว่า เนื้อตัวมอมแมม
เพื่อนของน้องเลยมาขอให้น้องช่วยเลี้ยงเพราะเพื่อนอยู่หอพัก เลี้ยงสัตว์ไม่ได้  น้องเลยเอามาเลี้ยง ส่วนตัวฉันยังงัยก็ได้ค่ะ แต่พี่สาวฉันนางรังเกียจน้องแมวมาก  เวลาน้องแมวเข้าใกล้นางนางจะกรีดร้องใช้เท้าเขี่ยให้มันไปไกลๆ นางจะบ่นว่าเหม็นขี้เหม็นฉี่แมวตลอดเวลา  น้องแมวมาอยู่ที่บ้านเราได้เดือนกว่า  จนวันหนึ่งน้องแมวไปเล่นนอกบ้านแล้วไม่กลับมาอีกเลย น้องสาวฉันเล่าให้นางฟังว่าน้องแมวหาย(นางไม่อยู่บ้าน นางไปตจว.) ผ่านไป4-5วันนางโทรมาเช็กกับฉันว่าแมวหายไปแล้วจริงๆใช่มั้ย ฉับตอบว่าใช่ นางบอกว่าเออ...ดีๆ นางเกลียดแมว ฉันสงสัยว่าเมตตาจิต เมตตาธรรมต่อสัตย์น้อยใหญ่ของนางไม่ทำงานหรอ  ไหนว่าเป็นคนธรรมมะธัมโม รู้จักปล่อยวาง  ทำไมไม่ปล่อยวางต่อรูป รส กลิ่น เสียงของน้องแมว

2.ฉันกับนางก็มีทะเลาะกันตามภาษาคนอยู่ด้วยกัน และนางได้กล่าวอาฆาตแค้นว่าจะจองเวรฉัน นางบอกให้ฉันรอนางก็แล้วกัน นางจะกลับมาจองเวร  ฉันนี่ยืนงงเลยสิค่ะพี่น้อง

3.มีอยู่ครั้งหนึ่งนางไปธุระที่ต่างจังหวัด ตัวฉันเองอยู่ดีไม่ว่าดี รับอาสาจะไปรับนางที่สถานีขนส่งตอนนางกลับ คืนก่อนนางจะกลับฉันก็คุยกับแฟน(คนญี่ปุ่น)ว่าพรุ่งนี้ตอนเย็นเราไปรับนางที่สถานีขนส่งด้วยกันนะ เขาบอกว่าได้ เขาก็วางแผนเลยสิว่าเขาเลิกงานแล้วจะกลับมารับฉันประมาณหกโมงเย็น แล้วไปกินข้าวและซื้อของที่ห้างแถวๆนั้น  เขาก็วางแผนเรื่องเวลาเอย สิ่งที่เขาต้องทำ อะไรบ้างตามแบบของคนญี่ปุ่นอ่ะค่ะ หลายคนคงเข้าใจ  พอถึงเวลา ฉันโทรหานางบอกว่ากำลังจะออกไป นางบอกว่ายังไม่ต้องออกไป นางให้พี่คนหนึ่งซึ่งกำลังกิ๊กกะนางมารับนาง แต่พี่คนนั้นบอกว่าอีกครึ่งชัวโมงถึงจะให้คำตอบได้ว่าจะว่างไปรับนางอ่ะป่าว นางบอกให้ฉันรอก่อน ถ้าพี่คนนั้นว่างไปรับนาง ฉันกับแฟนก็ไม่ต้องไปรับนาง แต่ถ้าพี่คนนั้นไม่ว่างเราค่อยไปรับนาง ซึ่งฉันอธิบายให้แฟนฟังเสร็จเขาก็โกรธ  โวยวาย ว่าทำไมวันนี้มีเวลาทั้งวันไม่โทรมาบอก  เขาก็มีธุระของเขา แต่เขายกเลิกมันไปเพราะฉันชวนไปรับพี่สาว ต่างๆนานาที่เขาบรรยายมาจำไม่หมด แต่เขาทิ้ท้ายว่า ต่อไปถ้าเป็นเรื่องพี่สาวของฉันเขาจะไม่ยุ่งแล้วนะ ให้ฉันรับรู้เอาไว้  ฉันเป็นคนกลาง ลำบากใจที่สุด ไม่รู้จะทำยังงัยดี
จนวันหนึ่งนางมาบอกฉันว่าจะขอให้แฟนฉันขับรถพานางไปที่ไหนสักที่ฉันจำไม่ได้ ฉันบอกนางไปว่าครั้งที่แล้วเขาโมโหมาก ไม่รู้ว่าเขาไปยอมไปหรือเปล่านะ นางฉุนเลยค่ะ นางบอกว่างั้นต่อไปนางกับแฟนฉันก็ไม่ต้องคุยกันเลย เจอกันก็ทำเป็นไม่รู้จัก ฉันได้แต่บอกว่าแล้วแต่ ฉันก็ไม่รู้จะทำยังงัย คนหนึ่งก็พี่ คนหนึ่งก็แฟน

4.นางไม่ค่อยสนิทกับฉันและน้องสาว แต่กับคนอื่นที่ไม่ต้องอยู่ร่วมชายคา นานๆเจอกันทีเช่นเพื่อน คนอื่นๆไกลๆ นางเข้ากับเขาได้ดี เราเป็นพี่น้องกันเวลาฉันหรือน้องสาวบอกว่าเจ๊อย่าทำแบบนี้สิ เจ๊ไม่ใช้แล้วช่วยถอดปลั๊กด้วยสิ เจ๊อย่าล็อกประตู่ ฯลฯ นางมักจะบอกว่ากูก็เป็นของกูแบบนี้แหล่ะ หลังจากนั้นนางก็จะทำประชดประชันเรา
เวลาไปเที่ยวกับนางอาหารเช้าจะเป็นปัญหาตลอด นางไม่กินขนมปัง เนย แฮม ไข่ดาว นางรับไม่ได้ นางจะกินข้าวต้ม ต้องอาหารไทยเท่านั้น ถ้าไปกินอาหารต่างประเทศไม่ต้องชวนนาง 

ตามความรู้สึกของฉัน ฉันรู้สึกว่านางเหมือนกองไฟที่ดับ แต่ดับไม่จริง มันพร้อมจะปะทุตลอดเวลาหากมีคนเอาน้ำมันหยดลงไปเพียงเล็กน้อย ฉันก็แหย่นางบ่อยๆนะ ซึ่งฉันสงสัยว่านางรู้จักปล่อยวางอย่างที่นางว่าจริงหรือ หรือนางธรรมมะธัมโมตามกระแส นางมโนไปเอง หรือนางมีปัญหาทางด้านจิตใจ หรือฉันคิดมากไปเอง

ส่วนตัวฉันไม่ค่อยซึ้งในรสพระธรรมมากนักหรอกค่ะ  แต่ก็ไม่ทิ้งหลักคำสอนของพุทธศาสนา  ทำดีก็มี ทำบาปก็เยอะ ทำบุญตามแต่โอกาส
4
1. พุทธะสอนหลักอนัตตา ไม่ได้หมายถึงว่า วันๆให้มานั่งคิดปฏิเสธตัวเอง แต่ท่านแค่ให้พิจารณาตามความเป็นจริง และรู้เท่าทัน จะได้ไม่ไปยึดมั่นจนก่อเกิดทุกข์

คุณก็ใช้ชีวิตไปตามปกตินั่นแหละ แค่รู้เท่าทัน และมองให้เห็น คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม ของสรรพสิ่ง ตามความจริง ไม่ไหลไปตามกิเลสให้กิเลสครอบงำบงการ ก็แค่นั้น

แล้วที่ว่า อนัตตา หน่ะ คือมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แต่มันก็คือความจริงที่อยู่ตรงหน้าเราอย่างปัจจุบันนี่แหละ แต่มันจริงโดยสมมติ ควรแยกแยะให้ได้ ว่าอะไรคือ จริงโดยสมมติ อะไรคือ จริงโดยปรมัตถ์

ถ้าวิปัสสนึกแล้ว สละหมดทุกอย่าง ไปเป็นขอทานใต้สะพานลอย ใช้ชีวิตไร้แก่นสาร นั่นมันคือ ควาย ครับ หรือหลังคารั่วแล้วไม่ซ่อม อ้างว่าปล่อยวาง นั่นยิ่งกว่าควายครับ ไร้สติปัญญาระดับสามัญสำนึกของมนุษย์ ยังไม่มีเพียงพอเลย

2. คุณหน่ะ กำลัง "วิปัสสนึก" ไม่ใช่ "วิปัสสนา" มันเลยฟุ้งซ่าน เอาความคิดเป็นใหญ่

ไอ่การวิปัสสนึก จนจิตใจหดหู่ ไม่อยากทำอะไร หรืออยากตาย นี่มัน "กิเลสนิวรณ์" แรงกล้า สมาธิขั้นพื้นฐานคุณยังไม่ผ่านเลย คุณยังไม่เข้าใจเลยว่า จิตมันต้องสงบก่อน มันถึงจะเป็นวิปัสสนา มากเข้าๆ มันจะเพี้ยนได้นะ ... ก็พวกสำนักที่สอนให้ปฏิเสธสมาธินี่แหละ วันๆเลยเอาแต่ "วิปัสสนึก" จนหลุดโลก ก็เห็นมาหลายคน

แล้วที่ว่าเบื่อหน่ายหน่ะ ท่านไม่ได้หมายเอาเบื่อหน่ายจากความคิด หรือจากอารมณ์ จากกิเลส ... แต่หมายถึงเบื่อหน่ายด้วยปัญญา นิพพิทาญาณ ... เรื่องแค่นี้คุณยังไม่รู้ นักธรรมเอกยังไม่เคยเรียนเลยหล่ะสิ

แล้วไอ่ นิพพิทาญาณึก  ก็คือ นึก ... ส่วน นิพพิทาญาณ แท้ๆหน่ะ มันก็ต้องอยู่บนฐานของจิตที่กิเลสนิวรณ์ระงับซะก่อนเช่นกัน

แต่กระนั้น หากเราอยู่ในขั้น "นึก" เขาเรียกแค่ว่า ขั้นสัญญาจำได้หมายรู้ ก็ไม่ผิดอะไร แต่ท่านให้คุณนึก เพื่อไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้กิเลสบงการคุณ มิใช่มานั่นนึกมโน ปฏิเสธนั่นนี่ แล้วคิดไปร้อยแปดพันเก้า

คุณควรเข้าใจเรื่อง ความสุขจากการเกาแผล และ ความสุขจากการไม่มีแผล ซะก่อนนะ สิ่งที่คุณพูด เรื่องสุข ทุกข์ ของอร่อยๆ เนี้ย มันคือคิดด้วยกิเลสล้วนๆเลย คุณยังไม่เข้าใจอะไรเลยนะ

เอาแค่ระดับพรหม หรือ ฌาณจิต เขาก็ไม่สนใจเรื่องของอร่อยแล้ว เขาสนใจแต่รสของฌาณ แล้วมันจะพัฒนาสูงไปเรื่อยๆ ถ้าวิปัสสนาเข้าด้วย ก็หลุดพ้นไปเลย

ความคิดระดับภูมิพรหม ฌาณจิต เขาเหยียดพวกเสพกาม เพศ รส อาหารทั้งปวง เพราะชีวิตจิตใจเขา พ้นเหนือเรื่องพวกนี้ไปแล้ว (แต่เหนือชั่วคราวนะ หมดบุญ กิเลสก็กลับมาอีก)

แต่คุณเอากิเลสมาคิดร้อยแปดไง มันเลยคิดไปเช่นนั้น เหมือนบางคนบอกว่า หากไปอยู่บนสวรรค์ของศาสนาที่นับถือพระเจ้าชั่วนิรันดร์ ก็คงเบื่อเข้าซักวัน  ... หรือบางคนบอกว่า หมดกิเลสแล้วไม่มีเซ็กส์ ก็คงน่าเบื่อเป็น พระอิฐพระปูนหรอ เซ็กส์นี่แหละ อร่อยเอร็ด

ก็นั่นไง เพราะคุณยังไม่เข้าใจพุทธเลยว่า เป้าหมายของพุทธคือ พัฒนาจิต ให้พ้นไปจากความเบื่อหน่าย จากกิเลส มันจะยกสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนหลุดพ้น ... แต่ของคุณ ยังไปไม่ถึงไหนเลย ยังติดแต่เรื่อง เบื่อๆ อยากๆ แบบที่คนต่างศาสนา เขาคิดกัน ... ระบบแนวคิด ปรัชญาพื้นฐานของคุณ ยังขั้นอนุบาลมากเลย คุณไม่เข้าใจอะไรเท่าไหร่เลย

คนอยู่ตึกเสียดฟ้า เขาพูดถึงเรื่องลมฟ้าอากาศกันแล้ว นี่คุณยังพูดอยู่แต่เรื่องบล็อกปูถนนอยู่เลย ชีวิตจจิตใจคุณ ยังไปไม่ถึงไหนเลย ขณะที่พวกยอดตึก เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำมั้ง ว่าอะไรคือบล็อกปูถนน อะไรคือฟุตบาท มันหมดเกลี้ยงไปจากใจเขาแล้ว

คุณเอาใจที่ยังมีกิเลส ไปคิดแบบวิปัสสนาเบื้องสูง ผลคือ วิปปัลลาส ครับ 

ถ้ายังคิดเรื่อง เบื่อๆ อยากๆ นี่ แล้วไปพูดวิปัสสนา ได้ยังไงกันหนอ เรื่องนิพพิทาญาณยังไม่เข้าใจเลย ระดับวิปัสสนาสูงๆ เขาพ้นไปจากเรื่องนิพพิทาญาณแล้วนะ จิตเขายกระดับไปไกลระดับ วิราคะ วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน แล้ว เขาเอาโคตรภูญาณ ยึดหน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์แล้ว นี่คุณยังกลับมาวนๆเวียนอยู่กับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เลย โคตรจะพื้นๆ  ... เนี้ยแหละหนา "วิปัสสนึก" ก็ผิดหลักวิชชาเช่นนี้แล

ยินดีที่ได้เสวนา ผมไม่ได้อิงวิชาการมากนัก และขอเสวนาแบบตรงไปตรงมา กันเองๆ อย่าได้ถือสานะครับ ... สาธุ


5
ผมเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความสนใจในทางธรรมมาตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 20 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้อายุ 30 ปี สาเหตุที่สนใจก็เพราะอยากรู้ความเป็นมาและการที่จะเป็นไปของชีวิตตนเอง จึงได้ศึกษาโดยอ่านจากหนังสือของพระอาจารย์หลายท่าน เช่น ของปลวงปู่ชา สุภัทโท, ท่านพุทธทาส ภิกขุ, หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นต้น

การอ่านในช่วงแรกๆ นั้นก็มีความเห็นตามที่ได้อ่านจึงทำให้เกิดความรู้สึกศรัทธา แต่ช่วงเวลาผ่านไป ประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เห็นว่าธรรมะที่ได้อ่านมานั้น เหมือนเป็นเพียงด้านเดียวของความจริงเท่านั้น ขอยกตัวอย่างเป็นประเด็นๆ ตามที่คิดว่าสำคัญๆ เช่น

1. การเจริญวิปัสสนาท่านสอนให้พิจารณาขันธ์ 5 ว่าไม่ใช่เรา (อนัตตา) อันนี้ผมเห็นว่าถ้าพูดถึงตอนที่ตายไปแล้วย่อมจะเห็นได้ว่า ขั้นธ์ 5 นี้ไม่ใช่เราอีกแล้วได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกาย แต่หากยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้หรือขณะนี้ ขันธ์ 5 นี้ จะไม่ใช่เราเห็นจะเป็นการฝ่าฝืนต่อความจริงอย่างแน่นอน เช่น การสอนว่า ร่างกาย เป็นอนิจจัง (ไม่เที่ยง) จึงเป็นอนัตตา (ไม่ใช่เรา) แต่ถามว่าถ้าไม่มีร่างกายนี้ เราก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เหมือนกัน ถ้าร่างกายนี้มีการเปลี่ยนแปลง เราก็เปลี่ยนแปลงเหมือนกัน ถ้าร่างกายนี้เดือดร้อนเราก็เดือดร้อนเหมือนกัน การคิดว่านั่นไม่ใช่เรา ไม่เป็นอะไร เพราะเราไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นเพียงการคิดไปเอง เพราะความคิดจะคิดย่างไร จะจินตนาการอย่างไร ย่อมได้ทั้งหมด แต่ถ้าดูให้เห็นแล้วนั่นก็คือเรานั่นเอง ซึ่งถ้าเราคิดว่าไม่ใช่เราๆ มากๆ จะทำให้เราทำสิ่งใดผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงได้ และทำอะไรก็จะไม่มีความตั้งใจ ผลที่สุดก็จะได้รับความทุกข์กลับมา

2. การเจริญวิปัสสนาท่านสอนให้ตามเห็น อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) และสอนว่าควรเบื่อหน่ายเพราะเหตุที่ไม่เที่ยงนั้น ซึ่งช่วงแรกๆ เป็นเวลาหลายปีเมื่อถูกกล่อมเกลามากๆ ผมก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ซึ่งทำให้ชีวิตผมมีปัญหา เกิดความไม่อยากจะทำอะไร มีความทุกข์ต่างๆตามมา ทำให้ไม่อยากแม้กระทั่งจะมีชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่สับสนวุ่นวายกับตัวเองมา แต่พออยู่นานๆ ไป ก็เห็นว่า ความไม่เที่ยงนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตเลย เพราะชีวิตมีความหลากหลาย จะให้เที่ยงอย่างหนึ่งอย่างใดก็คงจะไม่ใช่ชีวิต เช่น การกินอาหารที่อร่อย ความรู้สึกอร่อยเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เที่ยง ท่านก็สอนให้เบื่อหน่าย ก็มานั่งพิจารณาดูว่า แล้วถ้าชีวิตเกิดมากินอาหารที่อร่อยแล้วความอร่อยมันค้างอยู่อย่างนั้นตลอดชีวิต ทำอะไรก็ไม่ได้เลย เพราะความรู้สึกอร่อยอย่างนั้นมันเที่ยงมากจนความรู้สึกอย่างอื่นไม่สามารถเกิดขึ้นมาแทนที่ความรู้สึกอร่อยนี้ได้เลย ทั้งชีวิตมีแต่ความรู้สึกอร่อยนี้อย่างเดียว จะเอาหรือไม่ คำตอบก็คือไม่เอา เพราะแบบนี้ก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ถ้าชีวิตมีแค่นี้ แล้วก็มาคิดต่อว่า ถ้าอย่างนี้ความไม่เที่ยงก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วนี่ เป็นความสุขแล้วนี่ พิจารณาหลายๆ อย่างประกอบก็เห็นว่าจริง แล้วแบบนี้การที่สอนว่า อนิจจัง (ไม่เที่ยง) จึงเป็น ทุกขัง (ความเป็นทุกข์) เป็นการสอนที่มุ่งเน้นจะให้ทุกข์อย่างเดียวเลยหรือ เพราะในด้านของความสุขมันก็มี

ที่กล่าวมานี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ต่อต้านพระพุทธศาสนา เพราะตนเองก็เป็นผู้สนใจใคร่ศึกษาพระพุทธศาสนาเหมือนกัน จึงได้มีความรู้ มีความคิดอย่างลึกซึ้ง ซึ่งหากไม่ได้เป็นผู้มีศรัทธามาก่อนแล้ว ธรรมะที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้คงจะไม่สามารถกล่าวออกมาได้ อันที่จริงสิ่งที่ตนเองมีประสบการณ์เห็นจริงจากพระพุทธศาสนาก็มี เช่น เรื่องกฎแห่งกรรม คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นหลักสากล แต่ที่อยากจะตั้งกระทู้นี้ก็เพื่อให้เป็นข้อมูลให้เกิดประโยชน์สำหรับผู้ที่มีความสนใจในเรื่องดังกล่าว เพราะตนเองนั้นเมื่อครั้งต้องการหาข้อมูลในเรื่องใดก็ได้รับประโยชน์จากสื่อโซเชียลแบบนี้เช่นกัน ดังนั้น หากท่านใดมีความรู้ในเรื่องดังกล่าวตามกระทู้เป็นประการใด หรือมีข้อเสนอแนะ คำติชม อย่างไร ขอได้โปรดร่วมแสดงความคิดเห็นไว้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของบุคคลอื่นๆ ต่อไป
6
ดร.อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า"การเมืองนั้นแสนสั้น แต่สมการคงอยู่ชั่วนิรันดร์"หรือ“Politics is for the moment and equation is for eternity.”หรือ“Equations are much more important to me, because politics is for the present, while … an equation is for eternity”
ถ้าเราดูประวัดไอน์สไตน์เราจะเห็นว่าเขาผ่านหลายสัญชาติมากเลยครับคือ
- ไอน์สไตน์ เป็นคน ถือหลายสัญชาติเพราะเกิดในช่วงที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงเขตแดนในยุโรปรวม
   ถึงเกิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้ชาวยิวแบบ ไอน์สไตน์ นั้นต้องสังเวยชีวิตไปหลายล้านคน
   เขาจึงต้องลี้ภัยไปอยู่ สหรัฐอเมริกา สัญชาติของ ไอน์สไตน์ มีดังนี้

ราชอาณาจักรเวือร์ทเทมแบร์ก (1879–1896)

ไร้สัญชาติ (1896–1901)

สวิตเซอร์แลนด์ (1901–1955) ถือสัญชาตินี้จนเขาเสียชีวิต

จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี (1911–1912)

จักรวรรดิเยอรมัน (1914–1918)

สาธารณรัฐไวมาร์ (1919–1933) อีก 6 ปีต่อมาเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2

สหรัฐอเมริกา (1940–1955) ตั้งแต่ช่วงสงครามโลก จนจบ 1945 และจนตลอดชีวิตของเขา
ถือ 2 สัญชาติ สุดท้ายคือ สวิส และอเมริกา
-----------------------------------------------------------

---------------------------
และไอน์สไตน์ยังกล่าวด้วยว่า“Politics is more difficult than physics”หรือ"การเมืองยากกว่าวิชาฟิสิกส์"หรือ“[When asked “Dr. Einstein, why is it that when the mind of man has stretched so far as to discover the structure of the atom we have been unable to devise the political means to keep the atom from destroying us?”] “That is simple, my friend. It is because politics is more difficult than physics.”


----------------------------------------
วันที่24มีนาคม2562เป็นวันเลือกตั้งของประเทศไทยของพวกเรากันนะครับ  ผมขอให้พลังแห่งพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติจงสถิตย์แก่พวกเราชาวพุทธกันนะครับ
7
จดหมายเรื่อง "พระเจ้า" ของไอน์สไตน์ ทำราคาประมูลได้ 92 ล้านบาท

จดหมายที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" เขียนแสดงความเห็นเกี่ยวกับพระเจ้า ซึ่งทำราคาประมูลที่นครนิวยอร์ก ได้สูงถึง 92 ล้านบาท

จดหมายฉบับดังกล่าวมีความยาว 1 หน้าครึ่ง เป็นลายมือของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถูกเขียนเป็นภาษาเยอรมันในปี 1954 เพื่อแสดงความเห็นโต้เถียงกับนักปรัชญาชาวเยอรมันในเรื่องพระเจ้าและศาสนา โดยไอน์สไตน์เชื่อว่า คำว่า "พระเจ้า" ถูกสร้างขึ้นจากความอ่อนแอของมนุษย์เท่านั้น ไม่ว่าจะตีความอย่างไร ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงข้อนี้ได้

นอกจากนี้ ในจดหมายยังมีการเขียนคัดค้านเรื่องที่ว่าชาวยิวเป็นกลุ่มคนที่ถูกเลือกโดยไอน์สไตน์ระบุว่าเขารักและภาคภูมิใจในความเป็นยิว แต่ไม่เชื่อว่า ชาวยิวมีคุณค่าแตกต่าง หรือสูงส่งกว่ามนุษย์กลุ่มอื่นๆ

สำหรับจดหมายฉบับนี้ ถูกเขียนขึ้น 1 ปี ก่อนที่ไอน์สไตน์จะเสียชีวิต เชื่อว่าเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองของเขาต่อเรื่องศาสนา และการมีอยู่ของพระเจ้า

เดิมที บริษัทคริสตีส์ ผู้จัดการประมูลคาดว่าจดหมายฉบับนี้น่าจะทำราคาได้เกือบ 50 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า กลับทำราคาได้สูงถึง 92 ล้านบาท
-------------------------------
อ้างข่าวจากเวปชื่อ pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/94358ครับ
8
ผมได้อ่านข่าวแล้วนะครับว่าวันที่6มีนาคม2562 ทางวัดหลวงพ่อสดฯได้หล่อรูปพระเทพญาณมงคลฯ(วิ.)เนื้อทองเหลืองรมสีมันปูแล้วนะครับ ผมคิดว่าเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมถวายแด่พระเทพญาณมงคลฯหรือหลวงพ่อเสริมชัยของเรานั้นคงได้รับพระของขวัญเนื่องจากการเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมฯกันแล้วนะครับ ผมขออนุโมทนาสาธุด้วยนะครับ และต่อจากนี้ผมคงขอให้ติดตามข่าวการเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมฯและงานใดใดเพื่อถวายแด่พระเทพญาณมงคลได้จากเวปเฟซบุ๊คชื่อhttps://th-th.facebook.com/RakangdhamDhammakaya กันนะครับ ชาววัดหลวงพ่อสดชอบดูทางเวปเฟซบุ๊คนี้กันมากครับ สาธุครับ
9
หลายๆ พื้นที่รอบเมืองหลวงที่วัดป่าอยู่รายล้อม  บางสถานที่ยังคงไว้ด้วยธรรมชาติ  บางสถานที่จะเน้นประติมากรรม  (ผมไม่ดราม่า เพียงแต่บ่งบอกว่า เจตนารมณ์แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน)  ส่วนตัวผมเชื่อว่าทุกแห่งมุ่งเน้นเผยแพร่ธรรมะไปสู่ฆราวาสอย่างแน่นอนครับ
ก้าวแรกที่เลี้ยวรถเข้าไปต้องขอบอกว่ายังคงความเป็นธรรมชาติพอสมควร  แต่..ร้อนๆ 555  เที่ยวนี้ได้แค่สำรวจรอบๆ ไปก่อน เนื่องจากญาติโยมเยอะและกำลังถวายเพลกันด้วย
แทงบอลสูงต่ำให้ได้เงิน




10
โครงการข้ามแดนใหญ่สองรายการทำให้ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเยือนฮ่องกงสูงเป็นประวัติการณ์
สำนักงานการท่องเที่ยวฮ่องกงประกาศข้อมูลระบุว่า ในปี 2018 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนฮ่องกงประมาณ 65.15 ล้านครั้ง  เพิ่มขึ้นจากปี 2017 11.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์  ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ 51 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2017 14.8%  นับตั้งแต่ที่เส้นทางรถไฟความเร็วสูงกว่างโจว-เซินเจิ้น-ฮ่องกง และสะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า เปิดให้บริการ มีนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่มาเยือนฮ่องกงเพิ่มขึ้นมหาศาล  ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวที่มาค้างคืนด้วยเกิน 19 ล้านครั้ง  เพิ่มขึ้นจากปี 2017 7.4%]

อ้างข่าวจากhttp://thai.cri.cn/20190204/d4831a6e-3ba2-ccc4-40dd-f7e047044649.html
------------------------------------------------------
สะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า(The Hong Kong–Zhuhai–Macau Bridge (HZMB)) มีพิธีเปิดให้บริการเมื่อวันที่23 ตุลาคมพ.ศ. 2561หรือค.ศ.2018
และเส้นทางรถไฟความเร็วสูง สายกว่างโจว-เซินเจิ้น-ฮ่องกง (Guangzhou-Shenzhen-Hong Kong Express Rail Link) เชื่อมระหว่างแผ่นดินใหญ่จีนกับเกาะฮ่องกง ด้วยความตื่นเต้น หลังจากได้เปิดให้บริการเต็มระบบตลอดสายเป็นวันแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23ก.ย. 2561 โดยเที่ยวปฐมฤกษ์ G5736 ได้ออกเดินทางจากสถานีเกาลูนตะวันตก บนเกาะฮ่องกง เมื่อเวลา 07.00 น.มายังสถานีฝูเถียนในเซินเจิ้น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 14 นาทีเท่านั้น
Pages: [1] 2 3 ... 10