Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
สมัยที่นักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงประเด็นพื้นฐานกันอยู่ว่าภาวะโลกร้อนมีจริงหรือไม่ จะก่อให้เกิดอันตรายขนาดไหน ฯลฯ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็มองว่า เราไม่ควรเสี่ยงลงทุนทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เพราะข้อมูลหลักฐานยังไม่ ‘นิ่ง’ และการลงทุนในเรื่องนี้จะต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลและใช้เวลานานกว่าจะเกิดผล ถ้าลงทุนไปแล้ว สมมุติว่านักวิทยาศาสตร์พบข้อมูลใหม่ที่พิสูจน์ว่าโลกร้อนไม่รุนแรงเท่ากับที่เคยเชื่อ การลงทุนที่ทำไปแล้วก็อาจไม่คุ้มค่าหรือสูญเปล่าไปทั้งหมดเลยก็ได้

นักเศรษฐศาสตร์กังวลกับเรื่องนี้เพราะโจทย์พื้นฐานของเศรษฐศาสตร์คือ จะจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เนื่องจากตอนนี้เรามีข้อมูลหลักฐานเรื่องภาวะโลกร้อนชัดเจนและมองเห็นอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ นักเศรษฐศาสตร์จึงเลิกถกประเด็นที่ว่าเราควรทำอะไร ‘หรือไม่’ ไปแล้ว (ยกเว้นนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวาจัดบางคนที่รับเงินจากบริษัทยักษ์ใหญ่ปล่อยคาร์บอนสูงที่ไม่ยอมเปลี่ยน หรือไม่ก็ถูกล้างสมอง) เปลี่ยนเป็นคุยกันว่าเราควรทำ ‘อะไร’ และ ‘อย่างไร’ ให้ลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง

ในประเด็นนี้ ศาสตราจารย์ วิลเลียม นอร์ดเฮาส์ (William Nordhaus, โฮมเพจ http://nordhaus.econ.yale.edu/) นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนจากมหาวิทยาลัยเยล ผู้คิดค้นแบบจำลองผลกระทบจากโลกร้อนที่ใช้อ้างอิงอย่างแพร่หลาย ได้สรุปประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะอันตรายของการใช้ตลาดคาร์บอนเป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหา และเหตุผลที่ควรใช้ภาษีคาร์บอน ไว้ในการบรรยายเรื่อง “ประเด็นเศรษฐศาสตร์ในการออกแบบข้อตกลงโลกเรื่องภาวะโลกร้อน” ที่เมืองโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก เดือนมีนาคม 2009 ก่อนการประชุมหารือเรื่องกติกาโลกรอบใหม่จะเริ่มต้น ผู้เขียนจะสรุปความมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้

นอร์ดเฮาส์ย้ำว่า การรับมือกับภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ของเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ แต่ปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ การออกแบบเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่มีประสิทธิผล นั่นคือ สามารถสร้างแรงจูงใจให้ประเทศต่างๆ และผู้เล่นในตลาดทุกฝ่ายตกลงจับมือกันแก้ปัญหา ที่ผ่านมา เศรษฐศาสตร์ของนโยบายภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงให้บทเรียนกับเรา 3 ประการ

ประการแรก การเพิ่ม “ราคา” ของคาร์บอนเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จำเป็นต่อการลงมือใช้นโยบายต่างๆ ในทางที่จะทำให้เรามีทางเลือกและเข้าถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจจำนวนมากในทุกพื้นที่และทุกภาคส่วน

ประการที่สอง ทุกประเทศจะต้องมีส่วนร่วมในมาตรการที่เป็นมาตรฐานสากล สอดคล้องและบังคับใช้ได้ทั่วโลก

บทเรียนประการสุดท้ายคือ ระบบกำหนดเพดานและให้ค้าคาร์บอน (cap-and-trade) ที่อยู่ในพิธีสารเกียวโตนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นกลไกที่ไม่เหมาะสม กลไกนี้ทำให้รัฐสูญเสียรายได้อันมีค่า จำนวนประเทศที่เข้าร่วมอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ราคาผันผวน และเปิดโอกาสให้นักเก็งกำไรเข้ามาฉวยโอกาสทำกำไร (รวมทั้งนายทุนที่กว้านซื้อที่ดินไปปลูกป่าพืชเชิงเดี่ยวเพื่อขายคาร์บอนเครดิต ทำให้ชาวบ้านผู้ไร้ที่ดินทำกินประสบความเดือดร้อนมากกว่าเก่า) ยังไม่นับปัญหา “จริยวิบัติ” (moral hazard) คือคนปล่อยคาร์บอนไม่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนของตัวเองลงอย่างจริงจัง เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็ไปหาซื้อเอาในตลาดคาร์บอนเครดิตได้

นอร์ดเฮาส์มองว่าเป็นไปไม่ได้ที่โมเดลของพิธีสารเกียวโตจะช่วยให้เราสามารถบรรลุเป้าการลดคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เขาเสนอว่าภาษีคาร์บอนที่จัดเก็บเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกน่าจะเป็นกลไกที่ดีกว่ากันมาก

การเพิ่มราคาตลาดของคาร์บอนจะสร้างแรงจูงใจอย่างมหาศาลให้ทุกฝ่ายลดการปล่อยคาร์บอนโดย 4 ช่องทางด้วยกัน ช่องแรก ราคาคาร์บอนส่งสัญญาณให้ผู้บริโภครับรู้ว่าสินค้าและบริการใดปล่อยคาร์บอนสูง และเมื่อของเหล่านั้นมีราคาแพงขึ้น ผู้บริโภคก็จะใช้มันน้อยลง ช่องที่สอง ราคาคาร์บอนส่งสัญญาณให้ผู้ผลิตรู้ว่าปัจจัยการผลิตชนิดใดบ้างใช้คาร์บอนมากกว่า (เช่น การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน) และปัจจัยชนิดใดใช้น้อยกว่าหรือไม่ใช้เลย (เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม) ผู้ผลิตจะมีแรงจูงใจที่จะย้ายไปใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเพราะมันถูกกว่า ช่องที่สาม ราคาคาร์บอนที่ค่อนข้างสูงจะส่งสัญญาณตลาดและสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้นักประดิษฐ์และนักนวัตกรรมพัฒนาและวางตลาดสินค้าและกระบวนการคาร์บอนต่ำ ซึ่งในที่สุดจะสามารถทดแทนเทคโนโลยีที่ใช้คาร์บอนสูงในปัจจุบันได้

ช่องทางที่สี่ซึ่งเป็นช่องที่แยบยลที่สุดคือ การตั้งราคาคาร์บอนจะช่วยประหยัดข้อมูลที่ผู้เล่นในตลาดจำเป็นต้องใช้ในการทำสามเรื่องที่กล่าวไปข้างต้น แน่นอนว่าการตั้งราคานี้ไม่ใช่แก้วสารพัดนึกที่จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ผลกระทบภายนอก (externalities) และความบกพร่องของตลาด (imperfections) ในตลาดพลังงานและตลาดอื่นๆ จะยังคงมีอยู่ แต่ถ้าเราไม่มีสัญญาณจากราคาที่ชัดเจน การตัดสินใจจำนวนมากที่จำเป็นก็ไม่อาจเกิดได้อย่างทันท่วงที

นอร์ดเฮาส์ยอมรับว่า จุดอ่อนของภาษีคาร์บอนคือ มันไม่ได้นำเศรษฐกิจโลกไปสู่เป้าหมายอะไรที่ชัดเจน เช่น “ความเข้มข้นของคาร์บอนในชั้นบรรยากาศต้องไม่เกิน 350 ส่วนต่อล้านส่วนภายในปี 2020” หรือ “อุณหภูมิเฉลี่ยต้องเพิ่มไม่เกิน 2 องศาภายในปี 2020” และดังนั้น บางคนจึงมองว่าภาษีคาร์บอนจะต้อง ‘ผูก’ เข้ากับเป้าหมายเชิงปริมาณถ้าจะให้มันได้ผล แต่นอร์ดเฮาส์เตือนว่า ตัวเลขเหล่านี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ปัจจุบันเรายังไม่รู้ว่าการปล่อยก๊าซระดับใดแน่ที่จะนำไปสู่จุดที่จะเกิดหายนะอย่างไม่มีวันหวนคืน ถ้าใช้ตัวเลข เราอาจจะตั้งเป้าไว้สูงเกินไปหรือต่ำเกินไป ทำให้ตั้งขีดจำกัดไว้เข้มงวด (และแพง) เกินไปหรือหละหลวมเกินไป นอกจากนี้ การตั้งเพดานบังคับก็จะยิ่งทำให้ประเทศต่างๆ ขาดแรงจูงใจที่จะร่วมลงนามในกติกาโลก เพราะไม่อยากผูกมัดตัวเองหรือกลัวว่าเสียเปรียบประเทศอื่น และตราบใดที่ประเทศส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าวิธีแก้ปัญหาจะดีบนกระดาษเพียงใด ก็นำไปใช้จริงไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องให้ทุกประเทศจับมือกัน

นอร์ดเฮาส์บอกว่า การเก็บภาษีคาร์บอน (ที่ไม่กำหนดเพดานการปล่อยคาร์บอน) เป็นวิธี “ฉันมิตร” ที่จะชักจูงให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วมมากกว่าระบบของพิธีสารเกียวโต ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จของภาษีนี้คือ “ราคา” ของมันต้องถูกกำหนดเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ไม่มีธุรกิจหรือภาคส่วนที่ได้รับการยกเว้น และต้องกำหนดระยะเวลาการบังคับใช้ที่ชัดเจน

ระบบที่นอร์ดเฮาส์เสนอคือระบบที่ผสมระหว่างการใช้ปริมาณและราคาเป็นตัวตั้ง เขาเรียกระบบนี้ว่า “ระบบกำหนดเพดานและเก็บภาษี” (cap-and-tax) ยกตัวอย่างเช่น รัฐอาจใช้ระบบ cap-and-trade แบบเดิม ควบคู่ไปกับการเก็บภาษีคาร์บอนขั้นต่ำและ “วาลว์ปลอดภัย” (safety valve) ที่ให้บริษัทซื้อได้ในราคาแพงขึ้น เช่น รัฐอาจกำหนดภาษีไว้ที่ 30 เหรียญต่อตันคาร์บอน และให้บริษัทซื้อ “ใบอนุญาต” ส่วนเกินได้ในราคาที่แพงขึ้นร้อยละ 50 วิธีนี้จะสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่ายเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับ “ต้นทุน” ที่เพิ่มขึ้น และถ้าทุกฝ่ายมีแรงจูงใจไปในทางเดียวกัน เราก็จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ก่อนที่จะสายเกินแก้

------ อ้างอิงจากมูลนิธีโลกสีเขียวและสฤณี อาชวานันทกุล----------

2
มีข่าวดีงามออกมาว่าหลังจากบริเวณวัดพระธรรมกายได้ถูกยกเลิกเป็นเขตควบคุมพิเศษตามประกาศทางการแล้ว ชาววัดพระธรรมกายยังคงรักการสวดธัมมจักรกัปปวัตนสูตรต่อไปจนได้ครบ46,464,646 จบแล้วในวันที่22เมษายน2560  ผมขอเอาข่าวย่อมาลงให้อ่านกันนะครับเพราะคิดว่าชาวพุทธทั่วโลกก็ชอบบทสวดธัมมจักรกัปปวัตนสูตรกันและชาวพุทธสวดบทธัมมจักรกัปปวัตนสูตรได้ทุกสถานการณ์ทั้งยามผ่อนคลายและยามคับขันตีบตันอย่างอาจหาญย่อมดีต่อชาวพุทธทั่วโลกครับและข่าวย่อจากhttp://newtv.co.th/news/1122มีดังนี้คือบรรยากาศตั้งแต่เวลา 6.00 น.  บริเวณประตู 7 วัดพระธรรมกาย มีศิษยานุศิษย์วัดเดินทางเข้าออกเป็นระยะ เพื่อมาเข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรตอนเช้า เนื่องในวันคุ้มครองโลก ซึ่งถือเป็นวาระวันคล้ายวันเกิดพระธัมมชโย อายุครบ 73 ปี

นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกประจำวัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมในวัดพระธรรมกายวันนี้เป็นการจัดกิจกรรมตามปกติเป็นประจำทุกปี ไม่มีการค้างคืน และมีการกำกับดูแลจากคณะกรรมการวัดพระธรรมกายและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีเหตุการความไม่สงบภายในวัด

นายองอาจ กล่าวต่อว่า ตามหมายกำหนดการวันนี้จะมีพิธีทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทานในช่วงเช้า และช่วงบ่ายจะมีการทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อเป็นการบำรุงวัดพระธรรมกายประจำเดือนเมษายน ส่วนตอนเย็นจะมีพิธีสวดธัมมจักรกัปปวัตนสูตร 46,464,646 จบ

ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะไม่ให้สื่อมวลชนเข้าบันทึกภาพบรรยากาศและกิจกรรมภายในวัด แต่บรรยากาศบริเวณประตู 7 จะเห็นว่ามีรถของศิษยานุศิษย์วัดเข้าออกวัดเป็นระยะตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงสาย

3
ความเป็นมาของพระอรหันต์จกบาตร โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 14 มี.ค. 2560

เมื่อหลายสิบปีมาแล้วที่ผมได้พระอรหันต์จกบาตรองค์แรกมาจากเพื่อนคนหนึ่ง ตอนนั้นผมต้องใช้เงินไปถึง 4 หมื่นบาทในการบูชาพระองค์นี้มาเพียงองค์เดียว เงิน 4 หมื่นสมัยนั้นก็น่าจะเท่ากับเงิน 8 หมื่นบาทในสมัยนี้ ถามว่าเสียดายเงินไหม ผมไม่เสียดายเลย เพราะเพื่อนคนนี้ก็จะนำเงิน 4 หมื่นบาทของผมไปหล่อรูปหลวงปู่เทพโลกอุดรในท่านั่งสมาธิขนาดหน้กตักประมาณ 30 นิ้ว ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปั้นและหล่อก็ราวๆ 4-5 หมื่นบาท เท่ากับผมก็มีส่วนในการหล่อรูปเหมือนของหลวงปู่เทพโลกอุดรด้วย ในวันนั้นเจ้าของพระถามผมว่า "คุณอู๋ยังคิดจะบูชาหระอรหันต์จกบาตรอยู่อีกไหม (เพราะราคาแพงมาก) ถ้าคุณอู๋เปลี่ยนใจไม่เอาผมก็ไม่ว่าอะไรแต่จะให้คนอื่นเขาบูชาไป" เพื่อนผมท่านนี้พูดต่อหน้าคนอีก 4-5 คนที่นั่งล้อมวงกันอยู่ หลายคนในวงนั้นก็พยักหน้าว่าอยากได้พระองค์นี้พร้อมที่จะขอบูชาต่อจากผม

ผมก็บอกไปว่า "ตกลงผมขอบูชาแน่นอน อีก 1-2 วันจะมาเอาพระแล้วจ่ายเงินให้เลย" ก็เป็นอันว่าผมจะได้พระแน่นอน คนอื่นก็แห้วไปนะครับ สมัยนั้นการจะหาพระอรหันต์จกบาตรให้ได้ซัก 1 องค์มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะตั้งแต่วันแรกที่ผมเห็นพระอรหันต์จกบาตรผมก็อยากได้มาก เจ้าของพระก็ไม่ยอมปล่อยและกลับบอกว่า "คุณอู๋ไปหาพระในตลาดดูก่อน อาจจะได้พบเจอบ้าง ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ค่อยมาคุยกันใหม่ เพราะผมก็มีอยู่องค์เดียว" เขาให้เวลาผมไปหาพระประมาณเกือบๆ 1 ปีเต็ม ผมต้องเข้าไปเดินในตลาดพระจนทั่วทั้งท่าพระจันทร์ บางลำภู ตลาดใหม่ดอนเมือง พญาไม้ จตุจักร และตามงานประกวดพระ ฯลฯ แต่ก็ไม่อาจหาได้ซักองค์ ยอมรับว่าถอดใจเลยเพราะเสียเวลาและแรงกายไปมากจริงๆ

วันที่จะได้พระอรหันต์จกบาตรองค์แรกมาอยู่ในมือ ท่านก็แสดงปาฏิหาริย์ให้ผมเห็นเลย คือวันนั้นผมมีนิมิตฝันตอนเช้าตรู่ว่าพระอรหันต์จกบาตรองค์ของเพื่อนผมนั้นแหละท่านเสด็จเหาะลอยมาในอากาศ ผมเห็นดังนั้นก็เลยยื่นมือขวาแบมือออกไปรอรับท่าน แล้วพระอรหันต์จกบาตรองค์นั้นก็เสด็จลอยเข้ามาอยู่ในมือผม โอ้โหในฝันนั้นผมดีใจสุดๆ เลย แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา พอตอนสายๆ ประมาณ 9 โมงเช้าเพื่อนคนนั้นจึงได้โทรมาบอกผมว่าถ้ายังอยากได้พระอรหันต์จกบาตรของเขาก็ให้มาหาที่บ้านเขาในวันนี้ (ตามที่ผมเล่าไปในตอนต้น) ดูซิครับท่านจะมาอยู่กับผมแท้ๆ แล้วท่านยังมาบอกล่วงหน้าด้วย

พอได้พระมาใหม่ๆ ก็ต้องเอาไปตรวจกันหน่อย ผมมีเพื่อนรุ่นน้องชื่อคุณต๊ะ น้องคนนี้แกมีดีพอตัว คืออดีตชาติแกคงจะเป็นลูกศิษย์ของพระฤๅษีท่านหนึ่ง เพราะแกมีญานของพระฤๅษีอยู่กับตัว คุณต๊ะจึงนั่งสมาธิแบบฤๅษีในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใครเป็นการนั่งสมาธิแบบสมาธิเคลื่อนไหว คือเอาสติไปจับอาการเคลื่อนไหวของมือ ขา ลำตัวด้วยท่าทางต่างๆ ดูๆ ไปก็คล้ายการรำไท้เก๊กของจีน แต่สมาธิแบบนี้ก็ทำให้แกเกิดมีตาทิพย์ได้ ผมก็เลยเอาพระอรหันต์จกบาตรไปให้แกตรวจดูหน่อยในฐานะที่ชอบพอกัน

สถานที่คุณต๊ะทำงานก็ตั้งอยู่ในเขตของวังหน้า อาณาเขตของวังหน้านั้นกว้างใหญ่กว่าที่พวกเราคิดมากนะครับแต่ผมขอปิดไว้ว่าเป็นที่ไหนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบตามมา พอคุณต๊ะเอาพระอรหันต์จกบาตรมาไว้ในมือแกก็บอกว่าให้ผมเดินตามมา แล้วแกก็พาผมเข้าไปในห้องที่กว้างขวางห้องหนึ่งเพื่อให้ได้อยู่กันเพียงลำพัง แล้วแกก็กำพระลงนั่งสมาธิได้พักเดียว แกก็มีท่าทางเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ลุกขึ้นยืนทำท่าขึงขัง เอาละซิผมก็ตกใจเหมือนกันไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาที่อยู่ๆ การตรวจพุทธคุณพระกลายเป็นการเข้าทรงซะอย่างนั้น

คุณต๊ะลุกขึ้นยืนแล้วก็ย่อตัวลงมาพนมมือเหมือนการไหว้ครูทำความเคารพด้วยความอ่อนน้อมมาก การพนมมือการร่ายรำออกท่าทางไม่เหมือนกับที่เราเคยเห็น มือไม้อ่อนช้อยไปหมด ท่วงท่าน่าดูชมจริงๆ แล้วแกก็กระโดดพรวดพราดออกไปกลางห้อง ตั้งท่าวางตัวแบบนักมวยกำมือแน่นออกท่าทางเหมือนจะรำมวยให้ดู ยกแข้งยกขาเตะซ้ายเตะขวา ฟาดไปข้างหน้า ฟาดไปข้างหลัง ฟันศอกซ้ายสลับศอกขวา การยืนตั้งการ์ดมวยก็ไม่เหมือนสมัยนี้ เพราะไม่ใช่ยืนตรงกำหมัดเหมือนนักมวย แต่เป็นการย่อตัวกึ่งยืนกึ่งนั่งเพื่อพร้อมที่จะกระโจนเข้าหาคู่ต่อสู้ คือบางจังหวะแกก็จะโดดตัวลอยขึ้นสูงตีเข่าบ้าง ตีศอกบ้าง อย่างที่เขาเรียกว่าเข่าลอยคือเข่ามันลอยไปในอากาศจริงๆ ผมขอบอกเลยว่าการได้ชมทหารโบราณแสดงท่าแม่ไม้มวยไทยครั้งนั้นมันช่างงดงามติดตาตรึงใจ มันเป็นศิลปะการต่อสู้ที่จริงจังว่องไวอันตรายในทุกท่วงท่า มันน่าภูมิใจในศิลปะแม่ไม้มวยไทยของเราที่สามารถเอาอวัยวะต่างๆ ในร่างกายมาเป็นอาวุธเข้าพิฆาตศัตรูได้อย่างแท้จริง

เมื่อวิญญาณทหารโบราณร่ายรำมวยไทยให้ผมดูได้พักใหญ่ เขาก็นั่งคุกเค่าลงพนมมือขึ้นเหมือนการแสดงความเคารพกับผมที่นั่งดูอยู่ห่างกันประมาณ 3 เมตร แล้วเขาก็น้อมตัวลงคลานเข้ามาหาผม การคลานของเขาก็ไม่เหมือนที่เราเคยเห็น เพราะที่เราเคยเห็นเขาก็คลานโดยใช้มือแบยันกับพื้นไว้แล้วคุกเข่าค่อยๆ เคลื่อนตัวเหมือนการเดินแต่ใช้มือและเข่าเดิน แต่นี่เขาคลานโดยการเอาข้อศอกและมือแนบไปที่พื้นก้มตัวลงต่ำแทบติดพื้น ไม่ใช่การคลานเข่าแต่เป็นการคลานศอกมากกว่า ท่วงท่าการคลานก็ว่องไว บิดตัวไปมาหัวไปทางหางไปทางยึกยักๆ ด้วยความคล่องแคล่วแปล๊บเดียวก็คลานมาถึงตัวผม พร้อมกับเอามือขวาที่ถือพระยื่นส่งพระอรหันต์จกบาตรคืนมาให้ผมด้วยท่าทำนองเหมือนกับการทูลเกล้า

ผมก็รับพระไว้แบบงงๆ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้ เรื่องมันยังไม่จบครับ ไม่ทันไรน้องต๊ะก็เปลี่ยนไปอีกเหมือนเป็นคนละคน ลุกขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้ด้านหลังของผมแล้วก็หัวเราะเสียงดังมากอย่างคนอารมณ์ดี ฮ่าๆๆๆ สีหน้าท่าทางดีอกดีใจที่ได้เจอกับผม เอามือชี้ที่ตัวเองแล้วก็ชี้ไปที่รูปหล่อองค์หนึ่งที่ตั้งประดิษฐานไว้บนโต๊ะบูชาที่มุมหนึ่งของห้อง ซึ่งในห้องนั้นเป็นห้องที่มีการตกแต่งเป็นพิเศษพื้นห้องปูด้วยพรมสีแดง มุมห้องด้านหนึ่งมีการตั้งประดิษฐานรูปหล่อโลหะสูงประมาณ 16 นิ้ว เป็นรูปคนโบราณผู้ชายวัยชรายืนไม่สวมเสื้อ นุ่งคล้ายผ้าโสร่งคาดเข็มขัด รูปร่างท้วม ผมสั้นเกรียน ผมมองไปที่รูปปั้นนั้นก็รู้ความหมายในทันทีแต่ผมไม่กล้าเขียนบอกไว้ในที่นี้ ท่านบอกว่าท่านคือคนเดียวกับรูปปั้นนั้น แล้วก็ยื่นมือทั้งสองเข้ามาโอบกอดผมจับหัวจับตัวผมด้วยความรักใคร่เอ็นดู.....

ใครมีพระอรหันต์จกบาตรก็ลงรูปมาอวดกันหน่อยครับ
4
ผมสงสัยอยู่ว่าฐานที่ 2 คือตรงไหนกันแน่ ตรงที่น้ำตาไหลออกมา มีอยู่ 2 ที่ครับ
5
ขอบคุณครับ เดี๋ยวลองค้นหาดูครับ
เรื่องพระเอตทัคคะ หรือพระอัครสาวก มีกล่าวชัดเจนว่าต้องบำเพ็ญบารมีเท่าไร แต่พระปกติสาวกยังหาที่ชัดเจนไม่ได้ครับ
......
ถามว่า ก็การปรารถนาเป็นพระสาวกทั้งหลายควรนานเท่าไร.
               ตอบว่า การปรารถนาเป็นพระอัครสาวกทั้งสอง ควรนานหนึ่งอสงไขยและแสนกัป การปรารถนาเป็นพระอสีติมหาสาวกควรนานแสนกัป ความปรารถนาเป็นพระมารดาพระบิดา อุปัฏฐากและพระโอรสของพระพุทธเจ้า ควรนานแสนกัปเหมือนกัน ต่ำกว่านั้นไม่ควร เหตุในการปรารถนานั้นมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นเทียว.

ที่มา : http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=296&p=1#พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
6
ตอบคร่าวๆนะครับ

พอสมควรเลยครับ โดยเฉพาะที่ตรัสถึงพระอรหันต์สุกขวิปัสสกะรูปหนึ่ง แต่เสียเวลาบำเพ็ญบารมีนานเกินไป ในระยะเวลาที่สามารถเป็นพระอัครสาวกได้เลย

หลักฐานลองค่อยๆค้นหาดูนะครับ เริ่มจากฟังเกี่ยวกับการบำเพ็ญบารมีของหลวงป๋าก็ได้ หรือลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์มหาศักดา ก็เห็นท่านเทศน์ไว้บ่อยๆ

.....

ทัศนะผมเข้าใจว่า ทรงตรัสละไว้ในฐานที่เข้าใจครับ
7
ขอบคุณมากครับ
จริงๆ ต้องขอบอกว่า ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจว่า การบำเพ็ญบารมีทั้ง 30 เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า 55

แล้วมีหลักฐานที่ไหนบอกมั๊ยครับว่าพระอรหันต์ระดับปกติสาวกต้องบำเพ็ญบารมีทั้ง 30 ให้เต็มก่อนถึงจะบรรลุได้

..

อีกเรื่องครับ แล้วที่พระพุทธองค์ตรัสอย่างนั้นคือท่านละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า สำหรับผู้มีบารมีเต็มแล้วเจริญสติปัฏฐาน 4 จะใช้เวลา 7 วัน 7 เดือน 7 ปีใช่มั๊ยครับ
8
ภาวะโลกร้อน กับ การเกิดรูโหว่ของชั้นโอโซน

การเกิดรูโหว่ในชั้นโอโซน ยังเป็นประเด็นที่หลายคนยังเข้าใจผิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น การที่ชั้นโอโซนถูกทำลายจนเกิดรูโหว่ที่เราได้ยินกันนั้น มิได้เป็นสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้น แต่จะทำให้รังสีที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตผ่านเข้ามายังพื้นโลกมากขึ้น จึงขออธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น
ตามที่ได้ทราบแล้วว่าบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกอยู่มีทั้งหมด 4 ชั้นได้แก่ ชั้นโทรโพสเฟียร์ สตราโตสเฟียร์ เมโซสเฟียร์ และเทอร์โมสเฟียร์ โดยการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนนั้น เกิดขึ้นที่ชั้นบรรยากาศที่อยู่ใกล้ผิวโลกมากที่สุด (ประมาณเพียง 10-15 กิโลเมตรนับจากผิวโลกขึ้นไป) นั่นคือ ชั้นโทรโพสเฟียร์ ซึ่งในบรรยากาศชั้นนี้มีปริมาณก๊าซโอโซนน้อยมาก เนื่องจากหากโอโซนอยู่ในชั้นนี้จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์

ส่วนชั้นบรรยากาศที่พบก๊าซโอโซนมาก ได้แก่ ชั้นสตราโตสเฟียร์ ซึ่งอยู่ไกลจากพื้นผิวโลกขึ้นไปประมาณ 50 กิโลเมตร และอยู่เหนือชั้นโทรโพสเฟียร์ โดยก๊าซโอโซนในชั้นบรรยากาศนี้มีหน้าที่ดูดซับรังสีทุกชนิดที่แผ่ออกมา จากดวงอาทิตย์ไว้มิให้ส่องไปยังโลกทั้งหมด โดยเฉพาะรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตชนิดบี หรือ UV-B ซึ่งเป็นรังสีที่มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติ หากมนุษย์ได้รับรังสีนี้เป็นระยะเวลานาน จะมีความเสี่ยงในการเกิดอันตรายต่อผิวหนังและดวงตา ทั้งนี้พบว่า หากโอโซนในบรรยากาศในชั้นสตราโตสเฟียร์ลดลงเพียงร้อยละ 1 จะมีผลทำให้อัตราการเกิดต้อกระจกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6-0.8 นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง โดยเฉพาะโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา ซึ่งพบว่าเป็นกันมากในหมู่คนผิวขาว รวมทั้งทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดลง ชึ่งทำให้เกิดโรคติดต่อต่างๆ มากขึ้น นอกจากรังสี UV-B จะมีผลต่อมนุษย์แล้ว สัตว์และพืชก็ได้รับผลกระทบจากรังสีดังกล่าวนี้เช่นกัน โดยรังสี UV-B จะไปทำลายการเจริญเติบโตของสัตว์ในช่วงแรก และทำให้แพลงตอนซึ่งเป็นอาหารสำคัญของสัตว์น้ำในกระบวนการห่วงโซ่อาหารในน้ำ มีปริมาณลดลง ส่วนผลกระทบต่อพืชนั้น พบว่ารังสี UV-B จะทำให้การเจริญเติบโตของพืชลดลง

อย่างไรก็ตาม แม้การเกิดภาวะโลกร้อน มิได้มีสาเหตุโดยตรงจากการเกิดรูโหว่ในชั้นโอโซน แต่การเพิ่มขึ้นของสารทำลายชั้นโอโซนในชั้นบรรยากาศ นอกจากจะยิ่งไปเพิ่มความหนาของบรรยากาศในชั้นโทรโพสเฟียร์ ซึ่งจะทำให้รังสีความร้อนถูกสกัดกั้น และแผ่ความร้อนกลับมายังพื้นผิวโลกได้มากยิ่งขึ้นแล้วนั้น สารทำลายชั้นโอโซนที่สามารถทะลุผ่านชั้นโทรโพสเฟียร์ขึ้นไปยังชั้นสตราโตสเฟียร์ได้ ก็จะไปทำลายโอโซนได้อย่างรวดเร็วจากการเกิดปฏิกิริยาแบบลูกโซ่ ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งมีชีวีตบนโลกที่จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น เพราะแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านมานั้นนอกจากจะถูกกักเก็บและทำให้โลกร้อนแล้ว ยังมีรังสีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวีตในโลกคือ รังสี UV-B ปะปนเข้ามาในปริมาณที่เข้มข้นขึ้นด้วย ทั้งสองปรากฏการณ์นี้จึงถือเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงที่มนุษย์ทุกคนต้องร่วมกันดำเนินการเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อทั้งโลกและตัวมนุษย์เอง
------------------------------------
์Noam Chomskyหรือศาตราจารย์ นอม ชอมสกี้ นักภาษาศาสตร์แนวหน้าระดับโลกและเป็นบิดาแห่งทฤษฏีไวยกรณ์ปริวรรตที่ให้ความหมายเพิ่มพูนทั้งด้านทฤษฏีพันธะและปาละ ยังชี้ถึงปัญหาเรื่องความเชื่อทางศาสนาคริสต์ในอเมริกาว่า การที่ชาวอเมริกันกว่า 40% ไม่เชื่อเรื่องโลกร้อน เพราะมองว่า อีกไม่นานพระคริสต์ก็จะกลับมาเยือนโลกมนุษย์แล้ว และประชากรสัดส่วนใกล้เคียงกันก็ยังคิดว่า โลกเพิ่งจะถูกสร้างขึ้นเพียงไม่กี่พันปีเท่านั้น
9
ปี 2016 ที่ผ่านมาเป็นอีกปีหนึ่งที่สถานการณ์ภาวะโลกร้อนยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีการทำลายสถิติหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นปีที่โลกร้อนที่สุด จนนำมาซึ่งปรากฏการณ์ฟอกขาวครั้งร้ายแรงที่สุดของเกรทแบร์ริเออร์รีฟ ขณะเดียวกันระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกก็ทะลุเกินระดับ 400 ส่วนต่อล้านส่วน ทั่วโลกเป็นครั้งแรก

เป็นที่ยืนยันแล้วว่าปี 2016 เป็นปีที่โลกของเราร้อนที่สุดนับตั้งแต่ที่เคยมีการบันทึกมา โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO เปิดเผยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า อุณหภูมิเฉลี่ยโลกปีนี้สูงกว่าสมัยก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 1.2 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติของปี 2015 ที่ 0.9 องศา  และอีกนิดก็จะแตะเส้นแดง 1.5 องศา ที่ผู้นำจาก 197 ประเทศ ได้ตกลงกันที่กรุงปารีสเมื่อปีแล้ว ว่าโลกจะต้องไม่ร้อนขึ้นเกินไปกว่านี้

 สาร CFC เป็นสาเหตุของทั้งสภาะโลกร้อนและรูโหว่โอโซนที่ดี
----------------------------------------------------------
เมืองหลวงของเม็กซิโก เผชิญปัญหามลภาวะวิกฤตสุดรอบ 13 ปี จากปริมาณโอโซนที่ไม่ดีเพิ่มขึ้นรุนแรง

วันนี้ (17 มี.ค. พศ.2559หรือคศ.2016) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอนริเก เปญญา นิเอโต ประธานาธิบดีเม็กซิโก เรียกประชุมเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหามลพิษในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ หลังรัฐบาลท้องถิ่นประกาศเตือนภัยมลภาวะในอากาศเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานอีกว่า การเตือนภัยในครั้งนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการสั่งให้โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากระงับการผลิตที่ก่อให้เกิดมลพิษ และห้ามรถยนต์เก่าประมาณ 1 ล้านคัน วิ่งบนถนนในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ จากรถยนต์ทั้งหมด 5 ล้านคัน

ด้าน สำนักงานสิ่งแวดล้อมประจำกรุงเม็กซิโก ซิตี้ เปิดเผยว่า สาเหตุของวิกฤตมลภาวะในครั้งนี้ มากจากปริมาณโอโซนในอากาศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากหย่อมความกดอากาศสูงและปริมาณรังสีอัลตราไวโอเลตทีเพิ่มมากขึ้น
----------------------------------------------------------------------
โอโซนในความเข้าใจโดยทั่วไปนั้นจะแบ่งเป็น 2 ความหมาย

   ความหมายที่ 1   เป็นโอโซนตามธรรมชาติในบรรยากาศสูงๆซึ่งทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากรังสีอุลตร้าไวโอเลตซึ่งไม่เป็นพิษ

   ความหมายที่ 2 เป็นโอโซนที่เป็นพิษในอากาศที่เราหายใจระดับล่างจัดว่าเป็นโอโซนประเภทไม่ดีซึ่งจะมีผลกระทบ โดยตรงต่อมนุษย์

โอโซน  ที่มีระดับสูงกว่าพื้นดินมากกว่า 40 กิโลเมตรขึ้นไป  จะเป็น  โอโซนที่ดี  ส่วนโอโซนที่ระดับสูงกว่าพื้นดินไม่เกิน 2 กิโลเมตรจะเป็น  โอโซนที่ไม่ดี  สิ่งที่ก่อให้เกิดโอโซนในระดับต่ำได้แก่ควันของรถยนต์  เป็นต้น

ในขณะที่โอโซนในสตราโตสเฟียร์กำลังลดลง แต่โอโซนผิวพื้นในโทรโพสเฟียร์กำลังเพิ่มขึ้น ถึงร้อยละ 10 ต่อ 10 ปี ในซีกโลกเหนือ โอโซนที่เพิ่มขึ้นตรวจพบในบริเวณไฟใหม้ในทุ่งหญ้าสะวันนา (Savannah) ในเขตร้อน การที่โอโซนเพิ่มขึ้นในบริเวณโทรโพสเฟียร์เพราะมีรังสีดวงอาทิตย์กระทบกับมลพิษบางชนิด โดยเฉพาะ ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยบริเวณพื้นผิว ไอเสียเครื่องบินและรถยนต์ รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของสารกระตุ้นหรือสารเริ่มต้นของปฏิกิริยา (Precursors) เช่น มีเทน (CH4) และคาร์บอนมอนออกไซด์ (CO) คิดเป็น 2 เท่าตัว เทียบกับเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา หรือบางแห่งโอโซนเพิ่มขึ้น มากกว่า ร้อยละ 1 ต่อปี นับจากปลายศตวรรษที่ 19 รวมทั้งการตรวจวัดโอโซนเชิงเคมีที่ Montsouris (Paris) และเครือข่าย ที่ใช้วิธี ของ Schonbein (ผู้ค้นพบโอโซน) การตรวจวัดเป็นครั้งคราวจากเครื่องบินในต้นทศวรรษที่ 1940 และติดตามต่อเนื่องมาใน Pic du Midi ประเทศฝรั่งเศส และเยอรมันนีตอนใต้ อีกด้วย

ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา บริเวณเหนือผิวพื้นในโทรโพสเฟียร์ตอนกลางและตอนบน ก็พบโอโซนเพิ่มขั้นมากเช่นกัน ดังรูปที่ 16 แต่อย่างไรก็ตามโอโซนที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่สามารถชดเชยโอโซนที่ลดลงในสตราโตสเฟียร์ได้ โอโซนที่เพิ่มขึ้นบริเวณผิวพื้นมีผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ เช่น การแสบตา ระคายเคืองต่อหลอดลม นอกจากนั้นเพราะว่าโอโซนทำปฏิกิริยากับโมเลกุลอื่นๆ ได้อย่างง่ายด้วยการออกซิไดซ์ โอโซนใกล้ผิวพื้นเป็นส่วนประกอบที่สำดัญของหมอกที่เกิดขึ้นในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ปราศจากเมฆในเมืองใหญ่ทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลต่างๆ เริ่มมีมาตรการควบคุมมลพิษในปัจจุบัน
10

  หลักฐาน แบบว่าชัดๆกันไปเลยว่า สติปัฏฐาน 4 หากปรมัตถบารมีไม่เต็มนั้น บรรลุไม่ได้ ยังไม่เห็น

แต่หากมีคนตั้งข้อกังขาตรงนี้ เราก็ควรอ้างอิงเรื่อง ปรมัตถบารมี เข้ามายันกัน เป็นข้อยุติ

เพราะหลักธรรมต้องไม่ขัดกัน ไม่ย้อนแย้งกัน

หากปรมัตถบารมีไม่เต็ม ต่อให้เจริญสติปัฏฐานกี่ปีๆ ก็บรรลุไม่ได้

หากเราฟันธงว่า เจริญสติปัฏฐาน 4 จำนวน 7 วันแล้วบรรลุโสดาบันได้จริง ไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ ก็จะขัดกับเรื่องปรมัตถบารมี

......

สายพม่า มหาสีสยาดอ และพองยุบ เขาถือเอาแต่สติปัฏฐานสูตร ซึ่งผมมองว่า เป็นการมองแค่บริบทสติปัฏฐานสูตรอย่างเดียว เป็นการตัดสินที่ไม่สมบูรณ์

เปรียบเหมือนเจ้าคึกฤทธิ์ สำนักนาป่ารก ค้านว่าสิกขาบทมีเพียง 150 ข้อ จากพระสูตร เพราะไม่ยอมรวมเอาพระวินัยที่เติมเต็มขึ้นมาในยุคหลังถึงปรินิพพาน รวบรวมได้ 227 สิกชาบท อรรถความย่อมไม่สมบูรณ์ ฉันใดก็ฉันนั้น

Pages: [1] 2 3 ... 10