Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
ปวดหัว แบบไหนบอกอะไรคุณได้บ้าง

 

          แทง บอลเงินสด   

   
ปวดหัว เป็นอาการที่ทุกคนต่างเคยเจอ ไม่ว่าจะปวดมากปวดน้อย แต่อาการปวดหัวแต่ละอย่างนั้นไม่เหมือนกัน นี่คือ 4 อาการปวดหัวที่พบกันบ่อยที่สุด และสาเหตุของมัน

ปวดหัว เป็นอาการตอบสนองทางร่างกายต่อสิ่งเร้าที่เกิดกับร่างกายของเรา ถึงแม้เราจะรู้สึกเหมือนกันว่า ปวดหัวก็คือปวดหัว แต่ความจริงแล้วอาการปวดนั้นแตกต่างกันไปทั้งความรู้สึกและความรุนแรง รวมถึงตำแหน่งที่เกิดอาการปวดด้วย ฉะนั้น การจะรับมือกับอาการปวดหัวแต่ละแบบ เราควรมาทำความรู้จักกับความรู้สึกของการปวดและตำแหน่งที่ปวดกันก่อน เพราะอาการปวดหัวแต่ละแบบนั้นบ่งบอกสาเหตุและโรคที่แตกต่างกันไป แทง บอลเงินสด]   

ปวดหัว ข้างเดียว

ลักษณะของอาการปวดแบบนี้ก็คือ มักจะมีอาการปวดเพียงด้านเดียวของศีรษะ อาจมีการย้ายข้างได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะปวดเพียงข้างเดียวของศีรษะ โดยมักจะปวดบริเวณขมับ ความรู้สึกจะปวดตุบๆ ตามจังหวะชีพจร มักจะปวดมากขึ้นเมื่อขยับร่างกาย และมักจะมีอาการรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งจะเกิดอาการปวดที่ด้านหลังดวงตาและศีรษะร่วมด้วย บางคนอาจมีอาการไวต่อแสงและเสียง และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยเป็นบางครั้ง

อาการปวดหัวแบบนี้เป็นอาการปวดเนื่องมาจากโรคไมเกรน ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคที่สร้างความทรมานให้ผู้ป่วยทั่วโลกมากกว่าร้อยละ 10 ในเมืองไทยก็มีสถิติของผู้ป่วยไมเกนมากกว่าร้อยละ 17 โดยส่วนใหญ่เป็นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ระยะเวลาของอาการปวดอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายอาจปวดนานถึง 72 ชั่วโมง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วยาแก้ปวดธรรมดาแบบพาราเซตามอลมักใช้ไม่ได้ผลกับการปวดหัวแบบไมเกรน ต้องใช้ยาแก้ปวดที่แรงขึ้น เพราะฉะนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อสั่งยาให้จะดีกว่านะครับ อีกอย่างหนึ่งก็คือ หากมีอาการปวดหัวจากไมเกรนบ่อยๆ แพทย์จะสามารถแนะนำให้กินยาป้องกันได้ด้วยครับทางเข้าufabet 

ปวดหัว ตื้อๆ หนักๆ

เคยเป็นกันมั้ยครับ อาการปวดตื้อๆ หนักๆ ที่ขมับ หน้าผาก กลางศีรษะ และท้ายทอย อาการปวดจะรู้สึกเท่าๆ กันทั้งสองด้านของศีรษะ โดยอาจจะเริ่มต้นที่ด้านหลังของศีรษะ และคอ แล้วเรื่อยลงไปที่ไหล่ หรืออาจปวดจากไหล่ขึ้นมาหาศีรษะก็เป็นได้

อาการปวดนี้อาจจะต่อเนื่องกันอยู่นานเพียงครึ่งชม. จนถึงหลายวัน บางคนอาจปวดนานติดต่อกันทุกวันเป็นสัปดาห์ หรืออาจเป็นแรมเดือน หรืออาจเป็นๆ หายๆ ก็ได้ โดยอาการปวดมักจะคงที่ ไม่ปวดรุนแรงขึ้นจากที่เริ่มเป็น ส่วนมากจะเป็นความรู้สึกปวดตื้อๆ หนักๆ พอรำคาญ หรือทำให้รู้สึกไม่สบาย แต่จะไม่มีไข้ ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ตาพร่าลาย ไม่ปวดมากขึ้นเมื่อถูกแสง หรือมีการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยอาจจะปวดตั้งแต่หลังตื่นนอนตอนเช้า หรือไปปวดเอาตอนบ่ายๆ เย็นๆ หรือหลังจากต้องคร่ำเคร่งทำงานหนัก หรือมีเรื่องวิตกกังวล

หากนี่คืออาการปวดที่คุณกำลังเชิญอยู่ คุณอาจกำลังเจออาการปวดหัวเนื่องจากความเครียดเข้าให้แล้วก็ได้ครับทางเข้าufabet 

 

อาการปวดหัวจากความเครียดเป็นหนึ่งในอาการปวดหัวที่พบบ่อยที่สุด ในกลุ่มคนวัยทำงานในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่สาเหตุจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะ ลำคอ และใบหน้า ซึ่งอาจถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าหลาย รวมทั้งการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อไหล่ คอ จากท่านั่ง ความเครียด หรือการขาดการนอนหลับ

หากคุณรู้สึกว่ากำลังถูกรบกวนด้วยอาการปวดหัวแบบนี้ ซึ่งอาจบรรเทาได้ด้วยการกินยาแก้ปวดแบบธรรมดา แต่ถ้าปวดหัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจนะครับ การปรึกษาแพทย์จะช่วยให้ความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลตัวเองและการปฏิบัติตัว ซึ่งเทคโนโลยีการแพทย์แบบ Telemedicine สามารถช่วยคุณในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถพบแพทยืได้ในทันทีที่ต้องการ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปพบแพทย์ เหมาะอย่างยิ่งกับชีวิตของคนทำงานอย่างเราๆ ครับufabet

ปวดหัวหรือปวดฟัน

อาจมีบางครั้งที่คุณรู้สึกปวดร้าวที่แนวกรามและขากรรไกร จากนั้น ก็ลามไปปวดที่ศีรษะทั้งสองข้าง เป็นอาการปวดเหมือนมีอะไรมารัดรึงที่หัว หรือปวดตื้อๆ หรืออาจมีอาการปวดรอบๆ ลูกตาด้วย

อาจฟังดูไม่น่าเชื่อที่อาการปวดหัวแบบนี้ สาเหตุที่แท้จริงแล้วมาจากไม่ได้มาจากหัว แต่มาจากปัญหาเรื่องสุขภาพฟันของเรา เนื่องมาจากฟัน ข้อต่อกรรไกร กล้ามเนื้อบดเคี้ยว กล้ามเนื้อคอ และกล้ามเนื้อบริเวณไหล่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน จึงมีส่วนชักนำทำให้เราปวดหัวได้

โดยหากเรามีปัญหาเรื่องการสบฟันที่ผิดปกติ เช่น มีฟันเก ฟันล้ม ฟันถูกถอนไป มีการเคี้ยวข้างเดียวไม่สมดุล การทำงานของกล้ามเนื้อก็พลอยไม่สมดุลไปด้วย เพราะทำงานหนักไปข้างหนึ่ง โดยไม่มีโอกาสพักทำงานตลอดเวลา ทำให้มันมีการสะสมของการดึงรั้งอย่างมาก จนในที่สุดก็เป็นการเปลี่ยนมาเป็นการเจ็บปวดที่ศีรษะแทน

อาการปวดแบบนี้เรียกว่าเป็น “อาการปวดแบบส่งต่อ” หรือ “referred pain” นั่นคือ ต้นตอการปวดอยู่ที่หนึ่ง แต่จะไปรู้สึกมีอาการปวดอีกที่หนึ่ง

เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาจึงไม่ใช่แค่การกินยาแก้ปวด แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ซึ่งหากอาการปวดหัวของคุณมาจากการปัญหาเรื่องฟัน จะได้ปรึกษาทันตแพย์เพื่อตรวจภายในช่องปากและทำการรักษาต่อไปครับ 

 

ปวดหน่วงๆ ที่หน้าผากและกระบอกตา

ufabet

ถ้าคุณกำลังรู้สึกถึงอาการปวดตื้อๆ หน่วงๆ บริเวณหน้าผาก ร้อนผ่าวๆ ที่กระบอกตา รวมถึงโหนกแก้ม ในบางรายอาจรู้สึกคล้ายปวดฟันซึ่บน โดยอาจปวดเพียงข้างเดียวหรือปวดทั้งสองข้างก็ได้ บางครั้งอาจมีอาการมึนศีรษะร่วมกับอาการปวด และอาการปวดมักจะเป็นมากขึ้นในช่วงเช้าหรือบ่าย และเวลาก้มศีรษะหรือเปลี่ยนท่า

อาการปวดในลักษณะนี้ เมื่อมีอาการอื่นร่วมด้วย อย่างเช่นอาการเป็นหวัดคัดจมูก น้ำมูกไหลนานต่อเนื่อง ไอติดต่อกัน ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น ก็สันนิษฐานได้ว่านั่นไม่ใช่แค่อาการปวดหัวธรรมดาๆ แต่คุณอาจเจอกับอาการไซนัสอักเสบเข้าให้แล้วครับ

ไซนัส ก็คือโพรงอากาศที่อยู่รอบๆ โพรงจมูกเราทั้งซ้ายและขวา มีหน้าที่ให้ความอบอุ่นและความชื้นแก่อากาศที่หายใจเข้าไปในทางเดินหายใจ ช่วยปรับเสียงพูด ช่วยในการรับรู้กลิ่น และสร้างเมือก เพื่อให้ความชื้นและชะล้างโพรงจมูก ตามปกติทางเชื่อมต่อนี้จะเปิดโล่งและเมือกหรือน้ำมูลใสๆ ที่มีการสร้างอยู่ในไซนัส ก็สามารถไหลระบายลงสู่โพรงจมูกได้

แต่ถ้าหากทางเชื่อมดังกล่าวเกิดการอุดกั้นขึ้นมาด้วยสาเหตุใดก็ตาม เมือกที่ผลิตในไซนัสไม่สามารถออกมาได้ ก็จะทำให้เรามีอาการปวดบริเวณหน้าผาก หัวคิ้ว ระหว่างตาทั้งสองข้างหรือบริเวณแก้ม ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเพียงพอ รูเปิดระหว่างช่องจมูกและไซนัสมีการตีบตันมานานจนเรื้อรัง การบวมของเยื่อบุอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นริดสีดวงจมูก หรือมีการอักเสบติดเชื้อเป็นหนองในไซนัสได้

ไซนัสอักเสบบางชนิดรักษาให้หายขาดได้ บางชนิดอาจรักษาหาย แต่ก็มีโอกาสสูงที่จะกลับมาเป็นใหม่ ทางที่ดีที่สุดก็คือควรปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าปล่อยให้เป็นเรื้อรังครับ

เพราะฉะนั้นถ้ารู้สึกปวดหัวในแบบที่ว่านี้ อย่าเพิ่งคว้ายาแก้ปวดมากินประทังไปวันๆ เลยครับ การปรึกษาแพทย์จะช่วยคุณได้ดีที่สุด โดยหากยังไม่แน่ใจว่าอาการปวดของตัวเองจะเกี่ยวเนื่องกับสาเหตุใดๆ การได้ปรึกษาแพทย์โดยตรงจะช่วยให้คำแนะนำได้อย่างถูกต้องและตรงจุด ซึ่งเดี๋ยวนี้ การปรึกษาแพทย์ก็สามารถทำได้อย่างง่ายๆ ด้วยเทคโนโลยี Telemedicine ที่สามารถได้รับคำปรึกษาได้อย่างทันใจทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางเลย

คราวนี้ ก็ไม่ต้องทนกับอาการปวดแบบไม่รู้สาเหตุ และไม่ต้องกินยาแก้ปวดแบบผิดวิธีกันอีกต่อไปแล้วนะครับแทง บอลเงินสด]   

 

 
2
วิชชาธรรมกาย / แทงบอลออนไลน์
« Last post by ufath999 on January 15, 2018, 12:51:21 AM »
 

 

                                                       
แทงบอลออนไลน์   

 
เราคือเว็บไซต์ แทงบอลออนไลน์   เปิดให้บริการ ยูสเซอร์ หรือ เอเย่นต์เว็บพนัน ได้โดยตรง  โดยไม่ผ่านนายหน้า ทำให้ลูกค้าของทาง  มั่นใจได้ว่าจะได้ว่าจะได้ค่าคอมมิชชั่น หรือ ถือหุ้นสุงสุดแน่นอน ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ เว็บไซต์ แทงบอลออนไลน์ และ คาสิโนออนไลน์  ที่มีระบบทันสมัยที่สุด ท่านสามารถเล่นเกมส์ได้ทุกประเภท โดยไม่ต้องโยกย้ายเครดิตให้ยุ่งยาก เพียงท่านสมัครสมาชิกกับเราวันนี้ ท่านสามารถเล่น คาสิโนออนไลน์ บาคาร่าออนไลน์ รูเล็ต สล็อต และ แทงบอลออนไลน์ โดยที่ไม่ต้องดาวน์โหลดโปรแกรม ด้วยระบบที่ทันสมัยของเรา ท่านจะสัมผัสถึงความสะดวกด้วยระบบที่ทันสมัยที่สุดกับ UFA-TH  ได้แล้ววันนี้ 

 
แทงบอลออนไลน   

 

สมัครสมาชิก UFA-TH เราพร้อมให้บริการกับท่านตลอด 24 ชม. 
ด้วยบุคคลากรที่ชำนาญพร้อมให้บริการกับท่านและยินดีให้บริการทั้งท่านที่เป็นลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ให้ท่านประทับใจอย่างแน่นอน 

 
ufabet   

 

เว็บไซต์ แทงบอลเงินสด ที่ให้บริการ พนันออนไลน์ อันดับหนึ่ง 

 

ให้บริการ  แทงบอลเงินสด คาสิโนออนไลน์ มวย หวย ไม่ผ่านเอเย่น เราให้บริการด้านการเดิมพันแบบครบวงจร   

 
CALL CENTER ตลอด 24 ชั่วโมง 

 088 287 8224 

 088 287 8223 

 ID LINE : @ufath 

 ID LINE : ufath 
3
เป็นรพิธีที่ดีมากเลยนะค่ะ เห็นเเล้วอยากไปเลย
5
สมัยก่อนพุทธการ คนชาติไต มีนครลุง นครปา และต่อมาคืออ้ายลาว แล้วเกี่ยวข้องกันไหมยังไง

สงสัยว่ามีจริงไหม มีความเป็นไปได้แค่ไหน ชาวไตกลุ่มไหนอาศัยอยู่

แล้วอาณาจักรไตแรกๆนี่มีหลักฐานแน่ชัดทางประวัติศาสตร์คืออาณาจักรไหน คืออ้ายลาวหรือ??

ที่มาประกอบครับ
http://student.nu.ac.th/thaidressing/index.html

http://www.naewna.com/lady/columnist/1447
-----------------------------------------------------------
แคว้นปาหรือนครปามีอยู่จริงครับ แต่คนที่เคยปกครองและอาศัยในแคว้นนี้พูดภาษาในตระกูลซิโน-ทิเบตัน ไม่ใช่ไท-กะได
ส่วนนครเงี้ยวที่มักกล่าวกันว่าคือเมืองฉางซานั้น คือแคว้นฉู่ ชาวฉู่พูดภาษาในตระกูลซิโน ผสมแม้ว-เหย้า มิใช่ตระกูลไท-กะได

ด้านเมืองลุง ผมไม่แน่ใจว่าคือเมืองใดในประวัติศาสตร์จีน แต่ก็คงไม่ใช่เมืองที่คนพื้นเมืองพูดภาษาไท-กะได อยู่ดี

อาณาจักรอ้ายลาวนั้น เคยมีอยู่ในมณฑลยูนนานโบราณ ตรงกับสมัยราชวงศ์โจวตะวันออกตอนปลายครับ แต่ยังบ่งชี้ได้ยากว่าพวกเขาพูดภาษาอะไร บางสำนักอ้างว่าพวกนี้พูดภาษาตระกูลทิเบต
โดยdigimontamer
----------------------------------------------------------------------------
อ้างจากกระทู้เวปพันทิพย์ที่ว่าhttps://pantip.com/topic/31891611
6
นักจิตวิทยาชี้ 'คนที่ไม่เชื่อเรื่องภาวะโลกร้อน' เป็นกลุ่มคนชอบปฏิเสธความจริงและชอบทำตนเหนือผู้อื่น!
ผลการศึกษาเชิงจิตวิทยาพบว่า คนที่ไม่เชื่อว่ากิจกรรมมนุษย์ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เป็นกลุ่มคนที่ชอบปฏิเสธความเป็นจริงที่สร้างความรู้สึกทางลบ

ผลการศึกษาชิ้นนี้พบว่า คนที่ไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนเกิดจากฝีมือมนุษย์ เป็นกลุ่มคนที่ใช้การปฏิเสธเป็นเครื่องมือในการป้องกันไม่ให้เกิดความรู้สึกไม่ดี และไม่ได้เป็นเรื่องของความแตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมืองเท่านั้น

ในงานเขียนเชิงการวิจัย Kirsti Jylha เเห่งมหาวิทยาลัย Uppsala ในสวีเดน ชี้ว่าการปฏิเสธแบบนี้เป็นอาการเชิงจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า ทฤษฏีด้านจิตวิทยาของการปฏิเสธหรือ psychology of denial

Jylha ได้ศึกษาวิจัยปฏิกริยาของคนเราต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศมานานหลายปี เธอพบว่าคนที่ปฏิเสธไม่เชื่อเรื่องภาวะโลกร้อนมักเป็นเพศชาย หัวอนุรักษ์ และมักชอบทำตัวเป็นใหญ่ ขาดความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น และชอบหลีกเลี่ยงความรู้สึกทางลบ

เมื่อนำมารวมกัน คุณ Jylha บอกว่าลักษณะบุคลิกเหล่านี้ล้วนชี้ไปที่กลุ่มคนที่ทำคะเเนนได้สูง ในการวัดลักษณะทางบุคลิกที่ส่อให้เห็นถึงความคิดทางสัมคมและทางการเมืองหรือที่เรียกว่า SDO (social dominance orientation)

เเละเธอชี้ว่าลักษณะบุคลิกที่ว่านี้ ยังหมายรวมไปถึงคนที่ยอมรับความสัมพันธ์แบบตนเป็นใหญ่กว่าคนอื่นในกลุ่ม และการยอมรับว่าคนเราเป็นใหญ่เหนือธรรมชาติ

แม้ว่าคนที่มีลักษณะส่วนตัวแบบนี้จะไม่เป็นที่น่าพึงประสงค์มากนัก คุณ Jylha บอกว่างานวิจัยของตนไม่ได้มุ่งตราหน้าคนที่ไม่เชื่อในภาวะโลกร้อนว่าเป็นกลุ่มคนจิตใจเเคบ แต่เธอหวังว่าจะสามารถสร้างความเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมการสื่อสารเกี่ยวกับความเป็นจริงเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนกับคนกลุ่มที่ไม่อยากรับฟังเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องยากมาก

Steve Taylor นักจิตวิทยาเขียนบทความในวารสาร Psychology Today กล่าวว่า คนเหล่านี้ไม่สบายใจเมื่อได้ยินว่ากิจกรรมของคนเราทำลายสภาพเเวดล้อมของโลกที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต

เมื่อคุณคิดถึงภาวะน้ำท่วมตามเเนวชายฝั่ง ภาวะฝนเเล้ง พายุ คุณอาจจะรู้สึกเหมือนกับว่าเรื่องราวร้ายๆ ในหนังวิกฤตภัยธรรมชาติกลายเป็นเรื่องจริง Jylha นักวิจัยในสวีเดนกล่าวว่า เหตุการณ์วิกฤติร้ายแรงอาจเพิ่มความรู้สึกทางลบ และทำให้คนเลี่ยงไม่อยากคิดถึงเรื่องนั้น และอาจจะยังทำให้คนบางคนมองว่า ภาวะโลกร้อนเป็นประเด็นที่ถูกโหมโรงมากเกินความเป็นจริง

โดยเฉพาะหากพวกเขามองไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจนจากภาวะโลกร้อนต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาเป็นทุนเดิมอยู่เเล้ว

แล้วเราจะปรับการสนทนาเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนให้ช่วยจูงใจคนเหล่านี้ให้เริ่มจัดการกับปัญหาได้อย่างไร?

คุณ Jylha บอกว่าเราไม่ควรเน้นผลเสียทางสิ่งเเวดล้อมที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ แต่ให้เน้นว่าการแก้ปัญหาเพื่อควบคุมภาวะโลกร้อนอย่างถูกจุดจะเป็นประโยชน์กับทุกคน ด้วยการใช้คำที่เเตกต่างออกไป เพื่อทำให้ทุกคนตระหนักว่าคนเราจะได้ประโยชน์จากการควบคุมภาวะโลกร้อนอย่างไร แทนที่จะชี้ว่าเราจะได้รับผลกระทบกันอย่างไรบ้างจากภาวะโลกร้อน

วิธีการสนทนาแบบใหม่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน อาจจะช่วยลดการโต้เเย้งกันลง

Allen McConnell นักจิตวิทยาอีกคนหนึ่งกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การเน้นให้คนเห็นผลประโยชน์ในระยะยาว และการตั้งรางวัลสำหรับพฤติกรรมที่พึงประสงค์ น่าจะนำไปสู่ผลลัพท์ทางบวกได้

(รายงานโดย Kevin Enochs / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว)

อ้างอิงจากhttps://www.voathai.com/a/climate-change-denial-tk/3557320.html
----------------------------------------------------------------------------------------------------
7
ผมได้แก้ข้อความใหม่ตามที่ท่านไล่ฉาเจิงบอกมาแล้วนะครับในเรื่องที่ท่านไล่ฉาเจิงเคยบอกผมไว้ ข้อความใหม่นี้ก็คือส่วนตัวของผมเองนั้นผมเคยคุยเรื่องนี้กับท่านไล่ฉาเจิงหรือLAICHAZENGด้วยครับและท่านไล่ฉาเจิงได้บอกผมว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้นพระพุทธเจ้าท่านหมายเอาแค่สังขารเท่านั้นไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสแต่ว่าสังขารธรรมเท่านั้นที่เป็นอนิจจังหรือไม่เที่ยงและทุกขังและอนัตตา และไล่ฉาเจิงบอกด้วยว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้นไม่รวมเอาภาวะอสังขตธรรมเข้าด้วยแน่นอนเพราะภาวะอสังขตธรรมมีความจริง4อย่างเป็นอย่างน้อยคือความจริงที่ว่าเป็นนิจจังหรือความเที่ยงคงที่และความจริงที่ว่าเป็นบรมสุขและความจริงที่ว่าอสังขตธรรมนั้นพระพุทธเจ้าไม่สามารถบอกพุทธพจน์ชัดเจนได้ว่าเป็นอนัตตาตั้งแต่ตรัสรู้จนถึงปรินิพพานและหลังจากปรินิพพานพระพุทธเจ้ายิ่งไม่สามารถตรัสว่าอสังขตธรรมเป็นอนัตตาได้แน่นอน อันนี้ท่านไล่ฉาเจิงบอกว่าพระพุทธเจ้านั้นท่านรู้แน่นอนว่าท่านไม่สามารถตรัสว่าอสังขตธรรมเป็นอนัตตาได้ตลอดไปทุกกรณีด้วย และความจริงที่ว่าถ้านิพพานเป็นอัตตาแท้สุด แม้พระพุทธเจ้าท่านไม่สามารถตรัสพุทธพจน์ชัดเจนว่านิพพานเป็นอัตตาแท้สุดได้ตั้งแต่ตรัสรู้จนปรินิพพาน แต่พระพุทธเจ้าเมื่อเข้าอนุปาทิเสสนิพพานแล้วก็ยังมีโอกาสสามารถตรัสว่านิพพานเป็นอัตตาแท้สุดได้กับพระอรหันต์ทุกพระองค์ในนิพพานนั่นเอง อันนี้พระพุทธเจ้าท่านเลือกแบบนี้เพราะมีแต่พระอรหันต์ในนิพพานเท่านั้นที่จะเข้าใจเรื่องอัตตาแท้หรือธรรมกายได้แบบก้าวหน้าเติบโตเรื่อยเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด

หวังว่าท่านไล่ฉาเจิงและทุกท่านคงเข้าใจข้อความใหม่นี้กันนะครับ ขอบคุณครับ
:) :) :) :)
8
อ้างข่าวจากhttp://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=142814&t=newsมีข่าวว่า
อุโมงค์ใต้ทะเลเชื่อมฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊าเสร็จแล้ว

จีนยืนยันสร้างอุโมงค์ใต้ทะเลฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า ช่วงสุดท้ายเสร็จแล้ว เตรียมเชื่อมสะพานทั้งหมดอย่างสมบูรณ์สิ้นปีนี้

วันนี้ (7 ก.ค. 60) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการจีนประกาศว่า การก่อสร้างอุโมงค์ใต้ทะเล อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสะพานเชื่อมระหว่าง ฮ่องกง-จูไห่ และมาเก๊า (HZMB) ได้ก่อสร้างในช่วงสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจากนี้ไปจะมีการเชื่อมต่อทุกส่วนของโครงสร้างสะพานข้ามทะเลมหึมาเข้าด้วยกัน

โดยอุโมงค์ใต้ทะเลนี้มีความความยาวและความลึกมากที่สุดในโลก โดยมีระยะทาง 6.7 กิโลเมตร และอยู่ที่ระดับความลึก 40 เมตรใต้ทะเล

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษฮ่องกง กับเมืองจูไห่ ในมณฑลกวางตุ้ง และเขตเศรษฐกิจพิเศษมาเก๊า ประกอบด้วยโครงสร้างหลายส่วน ได้แก่ตัวสะพาน ซึ่งมีระยะทาง 22.9 กิโลเมตร, อุโมงค์ใต้ทะเล และเกาะเทียม 2 เกาะ ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมอุโมงค์กับสะพาน

อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง ฮ่องกง จูไห่ และมาเก๊า คาดว่า จะเปิดใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ภายในสิ้นปี2560 และจะช่วยย่นเวลาในการเดินทางด้วยรถยนต์ระหว่างเมืองทั้งสาม ซึ่งเดิมใช้เวลานาน 3 ชั่วโมง เหลือเพียง 30 นาทีเท่านั้น โดยเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้แวะเยี่ยมชมจุดการก่อสร้าง ระหว่างเดินทางเยือนฮ่องกง เป็นเวลา 3 วันอีกด้วย
9
ผมขอนำเอาความเข้าใจของpom007คนตั้งกระทู้และความเข้าใจของผมyesterdayในกระทู้นั้นมาไว้ในนี้นะครับเพื่อให้คนสนใจอ่านกันครับและคงไม่ว่ากันนะครับ
อ้างจากกระทู้คือhttp://www.dhammakaya.org/forum/index.php/topic,1686.msg12072/topicseen.html#msg12072มีว่า
ความเข้าใจของpom007คนตั้งกระทู้คือ
พระพุทธเจ้าได้ทรงสรุปคำสอนในเรื่องความไม่มีทุกข์ของพระองค์ทั้งหมดเอาไว้ในประโยคที่ว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเรา-ของเรา”
      ถ้าใครเข้าใจความหมายของประโยคนี้เพียงประโยคเดียว ก็เท่ากับเข้าใจคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าแล้ว ถ้าใครปฏิบัติตามคำสอนได้เพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้ปฏิบัติตามคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าแล้ว และถ้าใครได้รับผลจากการปฏิบัติตามคำสอนเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้รับผลทั้งหมดจากคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
     คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ถ้าเราเข้าใจแล้วเราก็สามารถที่จะสรุปให้เหลือสั้นที่สุดก็ได้ หรือจะขยายออกไปอย่างมากมายก็ได้ คือเมื่อจะสรุปให้เหลือสั้นที่สุดก็สรุปได้ว่า “ให้ปล่อยวางทุกสิ่งแล้วจะไม่มีทุกข์” แต่เราก็สามารถนำเอาคำนี้มาอธิบายให้ละเอียดต่อไปอย่างสอดคล้องกันได้มากมาย
---------------------------
ความเข้าใจของผมyesterdayคือวันนี้ผมขอแก้ใขข้อความใหม่เป็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้คุณควรยกพุทธพจน์ตรงตรงจากพระไตรปิฏกมากำกับไว้ด้วยจะดีกว่าเพื่อให้คนสนใจได้อ่านพระไตรปิฏกด้วย

ส่วนตัวของผมเองนั้นผมเคยคุยเรื่องนี้กับท่านไล่ฉาเจิงหรือLAICHAZENGด้วยครับและท่านไล่ฉาเจิงได้บอกผมว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้นพระพุทธเจ้าท่านหมายเอาแค่สังขารเท่านั้นไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสแต่ว่าสังขารธรรมเท่านั้นที่เป็นอนิจจังหรือไม่เที่ยงและทุกขังและอนัตตา และไล่ฉาเจิงบอกด้วยว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้นไม่รวมเอาภาวะอสังขตธรรมเข้าด้วยแน่นอนเพราะภาวะอสังขตธรรมมีความจริง4อย่างเป็นอย่างน้อยคือความจริงที่ว่าเป็นนิจจังหรือความเที่ยงคงที่และความจริงที่ว่าเป็นบรมสุขและความจริงที่ว่าอสังขตธรรมนั้นพระพุทธเจ้าไม่สามารถบอกพุทธพจน์ชัดเจนได้ว่าเป็นอนัตตาตั้งแต่ตรัสรู้จนถึงปรินิพพานและหลังจากปรินิพพานพระพุทธเจ้ายิ่งไม่สามารถตรัสว่าอสังขตธรรมเป็นอนัตตาได้แน่นอน อันนี้ท่านไล่ฉาเจิงบอกว่าพระพุทธเจ้านั้นท่านรู้แน่นอนว่าท่านไม่สามารถตรัสว่าอสังขตธรรมเป็นอนัตตาได้ตลอดไปทุกกรณีด้วย และความจริงที่ว่าถ้านิพพานเป็นอัตตาแท้สุด แม้พระพุทธเจ้าท่านไม่สามารถตรัสพุทธพจน์ชัดเจนว่านิพพานเป็นอัตตาแท้สุดได้ตั้งแต่ตรัสรู้จนปรินิพพาน แต่พระพุทธเจ้าเมื่อเข้าอนุปาทิเสสนิพพานแล้วก็ยังมีโอกาสสามารถตรัสว่านิพพานเป็นอัตตาแท้สุดได้กับพระอรหันต์ทุกพระองค์ในนิพพานนั่นเอง อันนี้พระพุทธเจ้าท่านเลือกแบบนี้เพราะมีแต่พระอรหันต์ในนิพพานเท่านั้นที่จะเข้าใจเรื่องอัตตาแท้หรือธรรมกายได้แบบก้าวหน้าเติบโตเรื่อยเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด

เอาแค่นี้พอก่อนนะครับ ไม่ทราบว่าเจ้าของกระทู้นี้อยากจะเข้าใจสัจจธรรมของพระพุทธศาสนามากน้อยแค่ไหนนะครับเพราะธรรมของพระพุทธเจ้านั้นมีมากกว่าเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นนะครับถ้าศึกษาให้รอบคอบดีดีครับ
---------------------------------------------- :) :) :)
10

นี่คือพลานาเรียนะครับ
------------------------
ผมคิดว่าในทางพุทธศาสนานั้น บาปกรรมเมื่อมันทำหน้าที่เป็นชนกกรรมหรือกรรมนำไปเกิดนั้นย่อมนำไปเกิดได้หลายรูปแบบในทุคติภูมิ เช่นไปเกิดเลยเป็นสัตว์ในนรกภูมิเป็นต้น สำหรับสัตว์จำพวกพลานาเรียนี้ในทางพุทธศาสนาว่าอย่างไรก็ช่วยบอกข้อมูลกันมาได้นะครับ และส่วนตัวผมคิดว่าบาปกรรมในทางพุทธศาสนานั้นสามารถเป็นชนกกรรมหรือกรรมนำไปเกิดเป็นพลานาเรียได้ ดังนั้นยิ่งเราตัดตัวพลานาเรีย มันก็ทำให้บาปกรรมของสัตว์ที่กำลังไปเกิดตามแรงบาปกรรมนั้นถูกดึงดูดให้มาเกิดเป็นพลานาเรียตัวใหม่จากชิ้นส่วนของพลานาเรียที่ถูกตัดได้ทันทีด้วยและซ่อมแซมตัวมันเองทันทีด้วยและพลานาเรียตัวเก่ามันก็ยังไม่ได้ตายด้วยนะครับเพียงแต่มันซ่อมแซมตัวมันเองทันที ผมคิดว่าในทางพุทธศาสนานั้น คนที่เข้าถึงวิชชาชั้นสูงของพระพุทธเจ้าสามารถบอกได้ว่าชิ้นส่วนของพลานาเรียอันไหนมันคือพลานาเรียตัวเก่าที่ยังไม่ตายและชิ้นส่วนของพลานาเรียอันไหนมันคือพลานาเรียตัวใหม่ที่มีบาปกรรมนำมาเกิดในชิ้นส่วนพลานาเรียที่ถูกตัดเป็นชิ้นชิ้นครับ  ดังนั้นกรรมเป็นอจินไตยอย่างหนึ่งแค่อานุภาพของชนกกรรมหรือกรรมนำไปเกิดนี้เราก็ประมาทไม่ได้เลยครับ ชนกกรรมนี้น่าจะเข้าใจยากยิ่งกว่าสเต็มเซลล์ด้วยนะครับสำหรับยุคนี้ครับ  ใครมีความคิดเห็นอย่างไรก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ
Pages: [1] 2 3 ... 10