Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
เรื่องอื่นๆ / ตีแผ่ "วัดป่า"
« Last post by cheseco12 on November 12, 2018, 03:32:31 PM »
เห็นกระแสวัดธรรมกายแรงมาก มีแต่คนออกมาตีแผ่  ฮี่ๆๆ  ก็เลยอยากตีแผ่เรื่องราวของวัดอีกสายให้ทุกคนได้รู้จัก
เรื่องที่จะนำมาตีแผ่ ล้วนเป็นประสบการณ์ตรงของ จขกท.ทั้งสิ้น  โปรดใช้วิจารณญาณ อาจจิมี bias เกิดขึ้นได้ ^^

อย่าเชื่อในสิ่งที่ จขกท.เล่า แต่ควรไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง อิอิ

>> วัดป่าส่วนใหญ่บรรยากาศจะร่มรื่น  ใกล้ชิดธรรมชาติแบบสวดๆ  ถึงต้นไม้จะเยอะ ใบไม้จะร่วงขนาดไหน แต่ใบไม้หรือจะสู้ความขยันของพระได้  ท่านจะทำความสะอาดเสนาอาสนะทุกวัน  ดังนั้นเวลาเรามองไปทางซ้ายก็ดี ทางขวาก็ดี จะสะอาดเอี่ยมอ๋องเลย ^^

พระวัดป่าท่านจะฉันท์มื้อเดียว  เวลาฉันท์ก็จะเอากับข้าวหลายๆอย่างรวมลงกันในบาตร คิดว่าน่าจะเป็นอุบายเพื่อละความยึดติด  พอฉันท์เสร็จท่านก็จะแยกย้ายกันไปภาวนา ต่างองค์ก็ต่างกลับกุฏิไม่ได้มาคลุกคลีกับญาติโยม 

ถ้าหวังลาภสรรเสริญ หวังทรัพย์สินเงินทอง อย่ามาบวชวัดป่าเด็ดขาด เพราะท่านจะไม่มีกิจอย่างอื่นนอกจากการภาวนา  ไม่มีรับนิมนต์ไปงานแต่ง งานศพ งานปอยใดๆทั้งสิ้น  ขนาดมีโยมเอาเงินใส่บาตรในตอนเช้า ท่านยังไม่จับเลย ถึงขนาดคว่ำบาตรกองไว้ แล้วให้เด็กวัด(เราเอง ฮี่ๆ)เก็บเอาปัจจัยส่วนนี้ไปถวายหลวงปู่เพื่อเป็นของสงฆ์ต่อไป ท่านจะเคร่งพระวินัยกันมาก  เท่าที่เราสัมผัสพระวัดป่าท่านไม่ได้สนใจกับเรื่องพวกนี้เลย เชื่อว่าทุกคนต่างก็มีเป้าหมายเพื่อการพ้นทุกข์ทั้งสิ้น   ไม่ใช่คนที่ล้มเหลวในชีวิตแล้วหันหน้ามาซบธรรมะ  ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในทางโลกทั้งสิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นวิศวะ บางคนก็เป็นหมอ บางคนก็เป็นกัปตันเครื่องบิน บางคนก็เป็นถึงระดับอภิมหาเศรษฐี  น่านับถือท่านเหล่านั้นจริงๆที่สามารถละทิ้งสมมุติของโลก แล้วมาอยู่วัด ต้องตื่นแต่เช้าไปบิณฑบาตร ได้ฉันท์ข้าวแค่มื้อเดียว  มานอนกุฏิเก่าๆ  มาใส่จีวรสีกรัก 

ในขณะที่หลายๆคนดิ้นรนหาแทบตาย แล้วทำไมคนจำนวนนี้ถึงพากันทิ้งทุกอย่าง
มันต้องมีเหตุผลสักอย่าง สงสัยกันไหมค่ะ ??

เราทุกคนต่างก็รู้ดีว่าทุกชีวิตต้องเจอการเกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ตาย 
เราทุกคนต่างก็รู้ดีว่าในเวลาสุดท้ายของชีวิตต่อให้มีเงินมากองอยู่ตรงหน้ามากแค่ไหน ก็ไม่สามารถใช้ต่อรองกับพญามัจจุราชได้
เราทุกคนต่างก็รู้ดีว่าบุกุศลเท่านั้นที่จะติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ

มันก็แค่รู้แต่ปล่อยวางไม่ได้

ความอยากยังมีอยู่เต็ม4ห้องหัวใจ เห็นเงินมากองอยู่ข้างหน้า ความอยากก็เดือดผุดๆขึ้นในใจแล้ว
นั่นถูกต้องแล้ว เป็นธรรมดา เพราะการปล่อยวางไม่ใช่แค่การบอกตัวเองว่าปล่อยวางดิ เห้ย ปล่อยวาง
การปล่อยวาง การละกิเลสต้องเกิดจากการภาวนา ปัญญาทางโลกกับปัญญาทางธรรมมันคนละส่วนกัน ^^

ตอนนี้เราเองก็ยังเป็นแค่ผู้ฝึกตน กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลทางธรรม  ยังเป็นเด็กเอ๋ยเด็กน้อยอยู่
หากมีวันหยุดก็จะไปภาวนาที่วัด  หลบโลกวุ่นๆไปซบอ้อมกอดของธรรมชาติ  ไปซบอ้อมกอดของธรรรมะ

อยู่สบายดีๆไม่ว่าดีอยากไปใช้แรงงานอยู่วัด อยากไปอดหลับอดนอน อยากไปนอนพื้นแข็งๆ อยากไปกินข้าวมื้อเดียว อยากไปอาบน้ำเย็นๆ

ตอนเช้าๆก็ต้องช่วยเตรียมกับข้าวถวายพระ ถัดจากนั้นก็ต้องปัดกวาดเช็ดถู ทำความสะอาดโรงครัว  ล้างถ้วยทีกองเท่าภูเขา ล้างไปมองกองถ้วยไป น้ำตาจิไหล   ล้างจนมือลอกทั้งมือเลยนิ แต่ขอเม้าส์ตอนนี้ขั้นเทพแบ้ว ฮ่าๆๆ โรงครัวของวัดป่าจะเนี๊ยบมาก  ขนาดตูดหม้อก็ห้ามดำนะจ๊ะ  ขัดแล้วขัดอีกอยู่นั่น  เมื่อก่อนเราทำอะไรไม่เป็น แต่ตอนนี้ทำเป็นหลายอย่างเลย อัพ levelขึ้นเรื่อยๆ ได้สารพัดเทคนิคจากบรรดาป้าๆที่วัด เชฟกะทะเหล็กก็เชฟกะทะเหล็กเถอะ  5555

พอเสร็จทางครัวแล้วก็ไม่มีอะไรแล้ว  ก็นั่งสมาธิไป เดินจงกรมไป สวดมนต์ไป แค่นั้น 
หยุดเขี่ยโทรศัพท์ชั่วขณะ ได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง  ทบทวนตัวเองไป 
จิตนคร+กายนคร มีอะไรมากมายรอให้เราเรียนแล้วแล้วทำความเข้าใจ ^^
ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่ใครหลายๆคนคิดนะค่ะ 

ตกเย็นมาหลวงปู่ท่านก็จะพาสวดมนต์  แล้วก็ถาม ตอบปัญหาธรรมะกับลูกศิษย์ลูกหา ใครติดปัญหาด้านการภาวนาตรงไหนก็สอบถามได้
อยู่กันเป็นแบบครอบครัว  คนที่วัดจะรู้จักใกล้ชิดกันมาก    ไม่ใช่แม่ก็เหมือนแม่ ไม่ใช่พ่อก็เหมือนพ่อ ไม่ช่ยายก็เหมือนยาย ไม่ใช่พี่น้องก็เหมือนพี่น้อง  ครอบครัวญาติธรรมที่นี่น่ารักมากค่ะ  รู้สึกโชคดีมากที่ได้มาอยู่ในครอบครัวนี้ 

เวลานอนก็จะกางเต๊นท์นอนตรงลาน  นอนบนพื้นซีเมนต์นี่แหละ  แค่มีหมอนสักใบ มีผ้าห่มสักผืนก็อยู่ได้แล้ว  ตอนกลางคืนจะมีดาวเต็มท้องฟ้าเลย จริงๆแค่นอนมองดาวแล้วก็นอนฟังเสียงจิ้งหรีด นอนฟังเสียงสัตว์ร้องระงมลั่นป่าก็มีความสุขแล้ว  พยายามมีสติรู้ตัวในทุกๆลมหายใจเข้าออก การอยู่กับปัจจุบันเป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุด  เวลาอยู่วัดปกติเราจะนอนประมาณวันละ 3 ชั่วโมง บางทีก็หลับๆตื่นๆ นั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง สลับกันไป 

ตอนกลางคืนที่วัดจะไม่ใช้ไฟฟ้านะค่ะ จะใช้ตะเกียง  เวลามองไปตามกุฏิพระตอนดึกๆจะเห็นแสงตะเกียงสว่างเกือบทั้งคืนเลย บางทีเราก็สงสัยว่าท่านไม่หลับไม่นอนกันบ้างหรอ ฮ่าๆ  เห็นเดินจงกรมตะคุ่มๆกันอยู่จนดึกดื่นเลย   บรรยากาศการภาวนาตอนกลางคืนจะครึกครื้นมาก  ญาติโยมก็จะพากันเดินจงกรม นั่งสมาธิเต็มไปหมด  ตอนดึกๆหลวงปู่ก็จะถือไฟฉายเดินตรวจทั่ววัดเลย   บางทีเราแอบหลับ ท่านก็เอาไฟฉายส่องเข้ามาในเต๊นท์เลย  กระเด้งตัวตื่นแทบไม่ทัน ฮ่าๆๆ  สนุกดีนะ 5555

น่าแปลกถึงจะทำงานหนัก แล้วก็พักผ่อนน้อย แต่เชื่อไหมแทบไม่รู้สึกเพลียเลย แถมยังสดชื่นม๊ากก  ^^
ที่สำคัญไม่ป่วยด้วย  อิอิ ขนาดช่วงหน้าหนาว นอนกลางลานโล่งเกือบ 2 อาทิตย์  หวัดก็ยังไม่มาเยือนเลย

เราเสพติดความสุขใจตรงนี้มาก  พอว่างปุ๊บก็จะไปวัดปั๊บ ไปจนคนรอบข้างพากันเป็นห่วง ฮ่าๆ แต่มันก็อธิบายยากเราก็เลยเลี่ยงๆไม่ตอบ
วันจันทร์-ศุกร์ เราก็กลับมาใช้ชีวิตทางโลกเหมือนเดิม ก็ลั๊ลล๊า ร่าเริง สนุกสนานไปตามประสาเหมือนเดิม
ถ้าเราไม่เล่าก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราฮาร์ตคอเรื่องวัดเรื่องวาขนาดไหน 
เล่าไปเด่วเค้าไม่เข้าใจจะหาว่าเราบ้า ฮ่าๆ เงียบไว้เถิดจะเกิดผล  ทุกวันนี้จะขึ้นคานก็เพราะไปแต่วัดเนี๊ยแหละ 555

การปฏิบัติธรรมที่ดีก็คือควรทำในทุกๆวัน ทำในทุกๆกาล พยายามมีสติรู้ตัวในทุกขณะๆ  ฝึกอยู่กับปัจจุบันให้มาก
นอกจากนั้นการจะปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้าควรมีศีลเป็นพื้นฐาน
ส่วนการไปอยู่วัดก็เป็นเพียงแค่การเร่งความเพียรเท่านั้น 

ตอนนี้เริ่มได้สัมผัสบ้างแล้วว่าใจที่ดีที่สุดคือ ใจที่เป็นอิสระกับทุกสิ่ง
กำลังอยู่ในขั้นตอน ทำความรู้จักตัวเอง ส่วนไหนที่ดีก็รักษาไว้ ส่วนสิ่งไหนที่ไม่ดีก็ปรับให้ดี
พอเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจผู้อื่นด้วย  เราจะเกิดเมตตากับผู้คนอย่างเท่าเทียม ^^
แทงบอลชุด
*******************************************************************
ไม่ต้องพกเงินมาสักบาทค่ะ  ข้าวก็ฟรี ที่นอนก็ฟรี  ฟรีทุกอย่าง  พกแค่ใจมาก็พอ ^^
ลองมาพิสูจน์ด้วยตัวเองนะค่ะ  แล้วจะได้เห็นใจโล่งๆ ใจเบาๆ ใจสบายๆ
มาลงทุนด้วยกันเถอะค่ะ มาสร้างอริยะทรัพทย์กัน จะเป็นทรัพทย์ที่ติดตัวเราข้ามภพข้ามชาติ
เพราะลองพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าดีแล้ว จึงนำมาบอกต่อ 5555
เหมือนโฆษณาขายของเลยเนอะ 

*****วัดป่าเป็นโลกอีกใบที่ซ่อนตัวอยู่ในโลกวุ่นๆใบนี้*****
**วัดป่าเป็นโลกอีกใบที่ควรค่าแก่การเข้าไปทำความรู้จัก**

หวังว่าจะเกิดประโยชน์กับใครหลายๆคน
ไม่จำเป็นต้องรอให้ความทุกข์มาเยือนถึงเข้าวัด  สุขกายสบายใจก็เข้าวัดได้

ถ้าหากสิ่งที่เขียนไปนี้ กระทบกิเลสผู้ใดก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนะค่ะ ^^

เด็กวัด

edit ครั้งที่ 1 : ย้ำอีกครั้งนะค่ะ  ว่าทั้งหมดนี่คือประสบการณ์ตรงที่ จขกท.พบเจอมา  ตั้งใจเขียนด้วยเจตนาอันดี
หากมีความอยากที่จะพูดวาจาใดที่ไม่เหมาะสม กรุณาสำรวจดูใจตัวเองก่อนที่จะ comment
สังเกตดูใจดีๆว่ามันร้อนไหม มันเดือดไหม มันขุ่นไหม
ถามตัวเองก่อน "จะทำเพื่ออะไร"

ในโลกนี้หาได้ยากที่อะไรจะเลวแท้หรือดีแท้
ดังนั้นจึงไม่ปฏิเสธว่า ถึงจะขึ้นชื่อว่าวัดป่าก็ต้องมีด้านมืดด้านสว่างเหมือนกัน

ดังนั้น

อย่าให้ศรัทธานำปัญญา  เวลาจะไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหาวัดไหน ควรใช้ปัญญาตรวจสอบดูก่อน
วิธีดูพระที่ง่ายที่สุดคือ ดูว่าท่านทำตามข้อวัตรเคร่งไหม   ศีล 227 ข้อท่านรักษาได้ครบไหม  แค่นี้จบ !!

ส่วนพระองค์ใด พระรูปใดที่เราได้ยินคนเล่ามาในทางเสียๆหายๆ  แค่เค้าเล่ามาว่าเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ แต่เราไม่ได้เห็นกับตาตัวเองก็อย่าเพิ่งตัดสิน  การตัดสินคนจากลมปากเป็นสิ่งที่น่าเขลายิ่งนัก ยิ่งนำไปเล่าต่อในทางเสียๆหายๆยิ่งบาปไปใหญ่  อย่างไรเสียท่านก็มีศีลที่มากกว่าเรา  หากท่านทำผิดจริงท่านก็จะได้รับกรรมในส่วนของท่านอยู่แล้ว อย่าไปแบ่งกรรมมาเลย ไม่ใช่แค่พระแม้กับคนทั่วๆไปการนำเรื่องของคนอื่นไปเล่าเสียๆหายๆก็เป็นบาปเหมือนกัน  หากสังเกตใจดีๆขณะที่เล่าเรื่องของผู้อื่นในทางเสียๆหายๆใจจะขุ่นขึ้น  บอกตัวเองไปเราเองดีพอหรือยังที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น  เพ่งโทษคนอื่นให้น้อยลง เพ่งโทษตัวเองให้มาก  ^^

ขออภัยอีกครั้ง หากสิ่งที่เราพิมพ์ลงไปกระทบกิเลสผู้ใดเข้า ขออโหสิกรรม ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

edit ครั้งที่ 2 : มีหลังไมค์เข้ามาสอบถามชื่อวัดเป็นจำนวนมาก 
ต้องขออภัยจริงๆที่ไม่สามารถบอกชื่อวัดได้ด้วยเหตุผลบางประการ
หากมีบุญสัมพันธ์กันคงได้เจอกันที่วัดนะค่ะ ต้องขออภัยจริงๆ

ขอตอบกว้างๆ ดังนี้

วัดป่าที่ จขกท.ไปทำบุญ จะอยู่จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเรียนอยู่ที่นี่ ยังเป็นเด็กมหาลัยอยู่เลยค่ะ   ^^
นอกจากวัดที่ จขกท.ได้กล่าวถึง ยังมีอีกหลายๆวัดที่มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ปฏิบัติดีปฏิชอบอยู่ แต่ จขกท.ยังไม่ได้มีวาสนาไปกราบ

หากเป็นแถวอำเภอ แม่แตงก็จะเป็นวัดอรัญวิเวก วัดป่านาบุญ วัดป่าหมู่ใหม่ วัดป่าพระอาจารย์ตื้อ วัดป่าสะลวง วัดดอยพระเจ้าตนหลวง
หากเป็นแถวเชียงดาวก็จะเป็นวัดถ้ำผาปล่อง
หากเป็นแถวเมืองก็จะเป็นวัดสันป่าสักวรอุไร วัดสันติธรรม

ย้ำ !!! หากจะเข้าไปกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ควรเช็คตารางเวลาก่อนว่าท่านจะลงโปรดญาติโยมเวลาไหนบ้าง  หากเป็นเวลาที่ท่านพักแล้วไม่ควรเข้าไปรบกวนท่าน แต่ละวัดก็จะมีกฏกติกาที่แตกต่างกันไป ดังนั้นควรทำตามกฏที่ทางวัดตั้งไว้เช่น บางวัดห้ามถ่ายรูปพ่อแม่ครูบาอาจารย์  บางวัดห้ามให้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ปลุกเสกวัตถุมงคล เป็นต้น  ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อช่วยกันรักษาธาตุขันธ์ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ แล้วก็เป็นการป้องกันการทำกรรมแบบไม่รู้ตัว 

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆท่านนะค่ะ  ^^
2
ในเรื่องที่ถามเกี่ยวกับอันนี้ผมอาจจะพูดห้วนไปบ้างขออภัยนะครับ เพราะยังสงสัย และที่จริงผมจะมาพูดก็ไม่ค่อยเหมาะเท่าไรกลัวจะทำให้เกิดการปรามาสหรือความแตกแยกขึ้นได้

(ที่เรียกว่า สังฆเภทนั้น ผมตั้งกระทู้นี้จะเป็นการทำบาปหรือเปล่าไม่รู้) แต่บางทีก็รู้สึกว่า ในสังคมมีอะไรที่แตกแขนงออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่มีคนไปรับรู้มา แล้วจะมีใครช่วยเข้าไปตรวจสอบ ในเมื่อเวลาผมหรือใครๆ มีปัญหาชีวิตหรือภารกิจอะไร กลุ่มบุคคลที่มีความเห็นไปในทำนองเดียวกันเหล่านั้น ก็อาจจะเอาส่วนที่ตนเองได้ไปรับรู้มาผ่านพลังจิตสัมผัสของพวกเขา เข้าไปตัดสิน และไปทำอะไร ว่าต้องยอมรับใน "สิ่งที่อาจารย์สัมผัสได้" หรือ "สิ่งที่พวกเราไปเห็นมา"

อย่างน้อยก็ในเรื่องการสร้างวัตถุมงคล พระพุทธรูป หรือพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง การสร้างรูปปั้นท่านทรงปราบมาร จนกระทั่ง แตกแขนงไปเป็น อย่างอื่นอีก ที่มีคนนำไปอ้างว่าเป็น พระผู้เป็นเจ้า

ในสายมโนมยิทธิ มีคนฝึกแล้ว ไปเห็นตรงกัน ว่าตนเองได้รับรู้มาเกี่ยวกับสมเด็จองค์ปฐม ซึ่ง ที่ผมเคยพบปะพูดจา มากมายหลายคน ทุกคนมั่นใจในตัวเอง บางคนก็อ้างว่าตัวเองสื่อสารกับพระพุทธเจ้า แล้วยังสามารถมาตำหนิผมสั่งสอนผมหรือนินทาไปในทำนองเดียวกัน โดยพร้อมที่จะอ้างว่าตนเองไปรับรู้มาอย่างนั้นอย่างนี้ (ลองนึกดูว่า ถ้ามีคนที่สังคมนับถือมาก เอาจิตสัมผัสมาตำหนิโดยทำให้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าท่านตำหนิ แล้วพอยอมตามก็ผิดเพี้ยนไปหมด แต่พูดหรือบ่นอะไรกับใครไม่ได้เลย จะรู้สึกอย่างไร) ต่างจากผม  ผมเคยฝึกมโนมยิทธิแล้ว กลับแทบไม่เห็นอะไรเลย แต่ผมก็อ่อนน้อมอย่างเต็มที่ไม่เคยเถียง

และแทบทุกคนเห็นตรงกันว่า พระพุทธเจ้าองค์แรกคือ พระสิกขีทศพลที่ ๑

และที่ผมอยากจะพูดก็คือ อาจารย์ไก่ คนเมืองบัว ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณกับผมมากและเคยนำความสามารถจากมโนมยิทธิมาช่วยผมจากเหตุการณ์ร้ายได้เป็นอย่างมากอยู่ช่วงหนึ่งนั้น ตัวอาจารย์ไก่ ก็เชื่อว่าตนบำเพ็ญบารมีปรารถนาพุทธภูมิเป็น พระพุทธสิกขีทศพลที่ ๗ ซึ่งเป็นองค์แรกของกลุ่มใหญ่ๆ (ตามที่เขาได้ไปเห็นมาจากมโนฯ) มีเพื่อนอีกคนหนึ่งมีพระคุณกับผมมาก เพื่อนคนนั้นก็เชื่อว่าตนเองน่าจะได้รับพุทธพยากรณ์แล้วว่าจะเป็นพระสิกขีทศพลที่ ๘ เห็นถึงขนาดว่า ตนเองปรารถนาพุทธภูมิ มาตั้งแต่สมัยของสมเด็จองค์ปฐมแรกสุด คือ พระพุทธสิกขีทศพลที่ ๑ (ขออภัยอาจจะสะกดผิด)

ผู้ฝึกมโนฯ คนอื่น ที่ผมเคยเจอมา ก็มักจะมาพร้อมกับเรื่องอะไรที่พิสดารทำนองนี้ มีอุดมการณ์และความพยายามกันมาก

ในตอนที่ผมไปฝึกมโนมยิทธิกับอาจารย์ไก่ ผมได้พบนักปฏิบัติธรรมที่อายุน้อยและมารยาทจรรยาดี มีความคิดในทางที่สร้างสรรค์ มีความตั้งใจดีตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เป็นไม่กี่คนในชีวิตที่ยอมรับรู้ว่าผมได้พยายามทำสิ่งที่ดี ต่างจากสังคมแห่งอื่นๆ ที่มองคนทำความดีในแง่ร้าย เรียกว่ามารยาทดี และคำสอนก็เป็นหลักการดี ในการไม่ให้ยึดติดในร่างกาย  และยังให้มีความเคารพนบนอบต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในลักษณะเดียวกับที่ ผู้ฝึกบางทีจะได้รับการสอนว่า "เห็นใครก็กราบหมด" (อาจจะเพราะความเคารพนบนอบนี้เองเป็นกรรมที่ทำให้ไม่ค่อยจะขัดแย้งกับใคร แต่ในขณะเดียวกันก็มีความพูดไม่รู้เรื่องที่ทำให้ผมสอบถามข้อสงสัยอะไรไม่ได้ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมไม่ดีเองอยู่คนเดียวหรือเปล่า คนอื่นเขาไม่เห็นจะมีปัญหาหรือสงสัยอะไร) ในบางมุมถ้าผมสงสัยอะไร คำถามของผมจะไม่มีความหมาย และเหมือนถูกแอบตัดทิ้งไป แต่นั่นก็เป็นเพียงการตัดสินของบุคคลที่เป็นลูกศิษย์  ทุกคนก็ศรัทธาในตัวอาจารย์ไก่ ผมก็ศรัทธาเพราะเป็นผู้ประพฤติดีและให้เกียรติคนอื่นกว่าส่วนอื่นที่ผมเคยเจอมาก แต่อาจารย์ไก่เคยพูดว่า จะสร้างศูนย์การช่วยเหลือที่มีอะไรหลายอย่างพร้อมทั้งห้องสมุดที่ไม่ให้มีหนังสือของใครนอกจากของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ  ผมเองก็มองว่าหลวงพ่อฤๅษีลิงดำเป็นผู้ที่มีพระคุณ ที่ออกมาชี้แจงในเรื่องราวหลายๆ เรื่อง ที่เป็นความรู้ และเป็นเรื่องพื้นฐานของประเทศชาติหลายๆ อย่าง

ความรู้ที่มาจากกลุ่มลูกศิษย์ สายมโนมยิทธิ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ ได้รับความเชื่อมั่น จากคนในสังคม เป็นอย่างสูง (ถ้าสายวิชาธรรมกายที่ผมเห็นจะมีเรื่องแปลกทำให้มีโอกาสถูกคนอื่นกล่าวโจมตีง่ายมาก ไม่เป็นที่นิยมโดยทั่วไป)

ซึ่งปกติสิ่งที่ได้รับความเชื่อถือนั้น งานพิธีอะไรจะจัดรูปแบบไหน สามารถทำให้คนพร้อมจะเปลี่ยนตาม ทำนองเดียวกับบุคคลผู้มีจิตสัมผัสที่มักจะออกมาแสดงตัว ต่างจากความเห็นของคนอื่นอย่างผม แม้ต่อให้เรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของผมที่คนอื่นเขาหวังดีถือโอกาสแทรกแซง แม้จะด้วยวิธีการหลอกล่อ เพื่อที่จะเอาให้ได้ ก็ถือว่าเป็นบุญ  แล้วถ้าหากว่า มันมีอะไรที่ไม่ถูกต้องอยู่ในนั้น เราจะไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธเลยเหรอครับ  สุดท้ายวัตถุมงคลต่างๆ ในศาสนสถาน ก็จะถูกกลืนหายไปกับ... อะไรที่เราก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก ซึ่งเหตุการณ์ก็จะออกมาในทำนองว่า ทุกคนเห็นด้วย ไม่มีใครกล้าทักท้วง

หลายปีมานี้ ไม่ว่ามีใครพูดอะไรผมมีอะไรจะทักท้วงอะไร คนอื่นก็จะหาว่าผมไม่เคยปฏิบัติธรรมเลยจะไปรู้อะไร นั่นเค้า คนนั้นคนนี้เค้าเป็นครูบาอาจารย์ ไปว่าเค้าเดี๋ยวจะเป็นบาป  เป็นอย่างนี้ไปหมด ในช่วงหลัง ทุกคนหาว่าผมเพี้ยน ผมหยิ่งยะโสไม่ฟังคนอื่น แต่ไม่เคยมีใครฟังผมเลย พวกนักปฏิบัติธรรมที่เคยพูดดีกับผมในอดีตนั้นพูดดีได้ไม่นานเค้าก็ซุบซิบกันว่าผมไม่ปฏิบัติธรรมแล้วก็เลิกคบ ถึงคบก็ไม่ฟังอยู่แล้ว

แต่ในขณะที่ เรื่องนั้น  ใช่นิพพานเดียวกันรึเปล่าครับ


ทีนี้ขออธิบายเพิ่มเติมในเรื่องท่านทรงปราบมารและส่วนที่บอกว่า คุณ XXX (ย่อมาจากส่วนด้านท้ายชื่อ) กล่าวถึง ท่านทรงปราบมาร และ วิธีช่วยสรรพสัตว์ ซึ่งคุณ XXX เคยบอกว่า อนุญาตให้เอาเรื่องของเขาไปเผยแพร่ได้เต็มที่

เรื่องท่านทรงปราบมารมาจาก การแบ่งดวงจิต ของสมเด็จองค์ปฐม นั้น หมายถึง พระโพธิสัตว์พระองค์แรก ในยุคที่ "ยังไม่เคยมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น" ต้องศึกษา ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี อย่างโดดเดี่ยวมาก และในระหว่างที่ยังไม่เคยบรรลุธรรม ได้อธิษฐาน สร้างดวงจิตใหม่ ขึ้นมา เพื่อที่จะเรียนรู้จากดวงจิตนั้น ที่เวียนว่ายตายเกิดไปด้วยกัน โดยที่ทั้งสองไม่เคยรู้จักพระนิพพาน  เป็นเหตุการณ์ในโลกมนุษย์ล้วนๆ

และท่านทรงปราบมาร ก็คือผู้ที่แทบไม่เคยออกจากการเวียนว่ายตายเกิดตามแบบโลกมนุษย์ๆ เลยตั้งแต่สมัยนั้น! ตามเรื่องเล่าอันนี้ครับ


ส่วน คุณ XXX บอกหลายครั้งว่า "พี่เชื่อว่าตัวพี่เป็นดวงจิตที่มาจากสมเด็จองค์ปฐมสร้างขึ้นนั้น" (ไม่ค่อยได้คุยกันแต่จะเน้นทำไมก็ไม่ทราบ) และ ตอนที่คุยกัน บอก วิธีของเขาคือ เขาจะหาให้เจอว่า ในสังสารวัฏนี้ หรือ ในเอกภพ มีแหล่งกำเนิดดวงจิตอยู่ที่ไหน จะตามไป ดับ แหล่งกำเนิดดวงจิตนั้น ซึ่งจะทำให้ ไม่มีสัตว์มาเวียนว่ายตายเกิดเพิ่ม

ซึ่งผมก็อยากทราบเหมือนกันว่า มองในเรื่องนี้ต่างกัน ราวกับ ที่ใครๆ อ้างว่า เอาจิตขึ้นไปบนนิพพาน ไปรับรู้เรื่องต่างๆ นั้น ไม่ใช่นิพพานเดียวกันหรือครับ หรือ ไม่ใช่ที่เดียวกัน ไม่ใช่อย่างเดียวกันหรือเปล่า
3

ผมไล่ฉาเจิงหรือLAICHAZENGวันนี้ผมขอแต่งกลอนเพื่อถวายความอาลัยแด่พระเดชพระคุณพระเทพญาณมงคลหรือหลวงพ่อเสริมชัย ชยมังคโลหรือหลวงป๋านะครับ โดยกลอนที่แต่งนี้ก็ให้อ่านแบบกลอนแปดหรืออ่านแบบ3คำเป็นจังหวะได้ครับและกลอนที่ผมแต่งนี้อาจไม่ไพเราะเท่าไหร่ก็อย่าถือสากันนะครับ ผมแต่งกลอนแบบบ้านบ้านนะครับ  ผมขอเรียกกลอนชุดนี้ว่ากลอนขอกราบถวายความอาลัยแด่พระเทพญาณมงคลหรือหลวงพ่อเสริมชัย ชยมังคโลและกลอนนี้มี7บทนะครับ ดังนี้
กลอนขอกราบถวายความอาลัยแด่พระเทพญาณมงคลหรือหลวงพ่อเสริมชัย ชยมังคโลที่มีจำนวน7บทโดยไล่ฉาเจิงหรือlaichazengนะครับมีความว่า

1---เจ็ดตุลาคมปีสองห้าหกหนึ่ง :blank:ข่าวเรื่องหนึ่งว่าพระดังละสังขาร
นามพระเทพญาณมงคลยอดอาจารย์ :blank:แห่งวงการพระสงฆ์วิปัสสนา
2---พระเทพญาณมงคลเริ่มก่อตั้งวัด :blank:นำทางวัดหลวงพ่อสดฯนานนักหนา
ฉายาท่านชยมังคโลนาม :blank:และชื่อท่านพระเสริมชัยครูสอนธรรม
3---หลวงพ่อเสริมชัยสมัยฆราวาส :blank:ท่านทำงานก้าวหน้าทางโลกสมหวัง
ท่านเรียนสิบแปดกายของวัดปากน้ำ :blank:เพื่อมุ่งมั่นเห็นนิพพานของพุทธา
4---พระสายตรงหลวงพ่อสดชื่อวีระ :blank:ทำวิชชาธรรมกายเก่งนักหนา
เป็นครูใหญ่วัดปากน้ำสอนวิชชา :blank:เป็นอาจารย์สอนธรรมหลวงพ่อเสริมชัย
5---หลวงพ่อเสริมชัยตอนนามมงคลบุตร :blank:ท่านเป็นสุดยอดครูสอนธรรมขาวใส
สอนพระไตรปิฎกให้คนเข้าใจ :blank:เรื่องกายใจมรรคผลได้พิสดาร
6---หลวงพ่อเสริมชัยเขียนหนังสือหลายเล่ม :blank:บางเล่มเด่นท่านให้แปลหลายภาษา
หลวงพ่อหล่อพระหลายเนื้อให้บูชา :blank:เพื่อบูชาพุทธศักดิ์สิทธิ์และความดี
7---เสียงหลวงพ่อเสริมชัยมากมีมนต์ขลัง :blank:หลวงพ่อหวังให้โลกคนสัตว์สุขศรี
กายคนหยาบของหลวงพ่อสิ้นชีวี :blank:ทุกนาทีขอกราบท่านด้วยอาลัย

---------จบจำนวน7บทแล้วนะครับ-----------
4
แนะนำเว็บวัดป่าวิสุทธิคุณ ชะอำ เพชรบุรี
แทงบอลชุด
http://www.visutthikhun.org/

พระมหาศักฎา สุมโน
5
ลองไปถามกลุ่มของผู้ฝึกมโนมยิทธิดูนะครับ 

อันนี้เป็นกลุ่มของผู้ฝึกสายวิชชาธรรมกาย

แต่สมาชิกท่านใดพอทราบ ก็ช่วยกันตอบได้นะครับ

************

แต่ถ้าจะตอบในแนวทางสายวิชชาธรรมกาย สมเด็จองค์ปฐม น่าจะคล้ายๆกับ "ต้นธาตุต้นธรรม" แต่ว่าไม่เหมือนกัน เพราะต้นธาตุต้นธรรม จะเป็นพระพุทธเจ้าในพระนิพพานเป็น(กายเนื้อ)องค์แรก ขององค์แรก ขององค์แรกๆๆๆ ในแต่ล่ะเขตธาตุเขตธรรม ละเอียดไปจนสุดละเอียดก็ยังมี ต้นในต้นๆๆๆๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ครับ  ... และต้นธาตุต้นธรรมนี้ ก็ยังมีเป็น ๓ ฝ่ายด้วย

ส่วนสมเด็จองค์ปฐม สายมโนมยิทธิ กล่าวเพียงแต่ว่าเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกเท่านั้น จบเลย

การแบ่งจิต สร้างจิต ในสายสัมมาอะระหัง ไม่มีนะครับ มีแต่การแยกธาตุแยกธรรม พิสดารธาตุพิสดารธรรม  การถอยพืดกำเนิดธาตุธรรมเดิม เป็นธาตุธรรมที่ละเอียดๆ กลางๆ หยาบๆ ต้นธาตุกายมนุษย์ กลางธาตุกายมนุษย์ ปลายธาตุกายมนุษย์ เป็นต้น ซึ่งหลายท่านก็จะได้รับสิทธิอำนาจในการ "ทำวิชชารบ" หรือ "ปราบมาร" กันตามศักดิ์แห่งบุญบารมีและธาตุธรรมอ่อนแก่

ซึ่งก็คนล่ะเรื่องกับการแบ่งดวงจิต หรือการสร้างดวงจิตอะไรนะครับ

และการ "ปราบมาร" นี้ก็เป็น "ฉากหลัง" คือรหัสธรรมที่คนทั่วไปไม่ทราบกัน เว้นแต่ผู้เข้าถึงรู้เห็นและเป็น ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ ก็จะเห็นผังของจริงกันหมด ว่าใครคอยชักใย หรือสอดละเอียดอะไรมาจากฉากหลัง ตั้งแต่ต้นในต้นของธาตุธรรมทั้ง 3 ฝ่าย สอดละเอียดถึงกายมนุษย์ และเก็บเหตุไปปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย โดยภาคผู้เลี้ยง ผู้สอด ผู้ส่ง ผู้สั่ง ผู้บังคับ ผู้ปกครอง ถึงต้นในต้น  ... แต่คนล่ะความหมายของ "ผู้อยู่เบื้องหลัง" จากคำถามของกระทู้นะครับ

6
อีกเรื่องหนึ่ง  การสร้างดวงจิต แบ่งดวงจิต นี้ เป็นสิ่งที่ ครูบาอาจารย์ เคยกล่าวถึงไว้บ้างหรือไม่ครับ
7
เมื่อปี 2552 ผมได้รับการติดต่อเข้ามาจาก คุณ XXX ซึ่งกล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย และเป็นผู้มีความศรัทธาในสมเด็จองค์ปฐม

โดยคุณ XXX บอกว่า เชื่อว่าตนเอง คือ ดวงจิตที่สมเด็จองค์ปฐมสร้างขึ้น เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ และ ซึ่งในเรื่องเล่าที่ผมได้ฟังมา กล่าวว่า สมเด็จองค์ปฐม หรือ พระพุทธสิขีทศพลที่ ๑ เมื่อครั้งยังไม่เคยมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นเลย ก่อนที่ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรก ทรงอธิษฐานแบ่งดวงจิต สร้าง "ท่านทรงปราบมาร" ขึ้นมา

กล่าวกันว่า ท่านทรงปราบมารเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า เป็นระยะเวลานานมาก อะไรประมาณนั้นนะครับ

สิ่งที่ผมนำมากล่าวถึง หากเป็นความจริง ทำไมไม่มีกล่าวไว้ที่อื่นนอกจากกลุ่มผู้ศรัทธาสายหลวงพ่อพระราชพรหมยานเลยครับ  และที่เขียนไว้ใน หนังสือ พรสวรรค์ ของคณะพรสวรรค์
8

------------------------------------------------------------
ข่าวนี้ย่อมาจากhttp://www.banmuang.co.th/news/education/127546
หลวงป๋าวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามรณภาพแล้ว
วันที่ 7 ต.ค.2561 พระเทพญาณมงคล  (เสริมชัย ชยมงฺคโล, ป.ธ.6, รศ.พิเศษ) ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์ราชบุรี เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารา มรณภาพแล้ว ด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 89 ปี

ทั้งนี้เพจศิษย์หลวงพ่อภาวนาและหลวงป๋า ได้แจ้งว่า ขอกราบสักการะหลวงป๋าผู้ประดุจบิดาบังเกิดเกล้าของเหล่าศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย การจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วนของหลวงป๋า หาใช่แต่ความสูญเสียกับเพียงคณะศิษย์วัดหลวงพ่อสดฯ เท่านั้น หากแต่เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการคณะสงฆ์ไทย และวงการวิปัสสนาวิชชาธรรมกายอีกด้วย ขอเรียนเชิญศิษย์หลวงป๋าทุกท่าน ร่วมกันน้อมบุญกุศลปฏิบัติบูชาท่านด้วยการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาตามแนวทางที่หลวงป๋าเมตตาสั่งสอนและถ่ายทอดไว้  กำหนดการพระราชทานน้ำหลวงสรงศพและกำหนดการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย เพจศิษย์หลวงพ่อภาวนาและหลวงป๋าจะได้นำมาแจ้งในโอกาสต่อไป

พระเทพญาณมงคล วิ. นามเดิม เสริมชัย พลพัฒนาฤทธิ์ ฉายา ชยมงฺคโล เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เจ้าสำนักและอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี ผู้จัดการโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีประจำจังหวัดราชบุรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์ราชบุรี ประธานศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) ประธานศูนย์ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ประจำวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม (ศสค.) Director, Wat Luang Phor Sodh Buddhist Meditation Institute, an Affiliated Institution of the World Buddhist University

พระเทพญาณมงคล หรือ "หลวงป๋า" เดิมชื่อ เสริมชัย พลพัฒนาฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2472 ณ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นบุตรคนที่ 4 ของคุณพ่อทองดี และคุณแม่บุญนาค พลพัฒนาฤทธิ์ ท่านมีพี่น้องร่วมมารดาบิดา 6 คน

ภายหลังจากที่ท่านสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนบุรีรัมย์วิทยาลัยและเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยแล้ว เข้ามาทำงานเป็นพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยอยู่ชั่วระยะเวลา 2-3 ปี ท่านได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนสำเร็จปริญญาตรีเมื่อปี พ.ศ. 2498 ทำงานแล้วได้ศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญารัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต (เกียรตินิยม "ดี") ในปี พ.ศ. 2508

ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2512 ท่านได้สำเร็จการศึกษาหลักสูตร "ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์" จาก Institute of Social Research, The University of Michigan, Ann Arbor สหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาอบรมหลักสูตรการควบคุมระบบงานคอมพิวเตอร์ จัดโดยกองฝึกอบรม สำนักข่าวสารอเมริกัน สำนักงานใหญ่อเมริกา

พระเทพญาณมงคล ก่อนบวชทำงานเป็นพนักงานต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ประจำอยู่ที่สำนักข่าวสารอเมริกัน แห่งสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำกรุงเทพฯ ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญฝ่ายการวิจัย (Research Specialist)

ระหว่างที่อยู่ที่สำนักข่าวสารอเมริกันนั้น งานในหน้าที่ระดับหัวหน้าฝ่ายวิจัยฯ ทำให้มีความเคร่งเครียดในการทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่านจึงหาเวลาศึกษาและปฏิบัติธรรม ร่วมกับเพื่อน ๆ ที่ทำงานอยู่ที่เดียวกัน โดยใช้เวลาพักกลางวัน ปิดประตูห้องทำงาน นั่งสมาธิกันประมาณวันละ 15-30 นาที และไปปฏิบัติธรรมที่วัดธาตุทองได้ 7 วันก่อนที่จะต้องเดินทางไปอเมริกา

 หลังจากพักอยู่ที่อเมริกาได้ระยะหนึ่ง พอให้สิ่งต่าง ๆ เข้าที่เข้าทางดีแล้ว  ก็เริ่มปฏิบัติภาวนาต่อ ทุก ๆ คืนก่อนเข้านอน วันละ 1 ชั่วโมง มิได้ขาด จนปรากฏผลของสมาธิในระดับหนึ่ง สามารถเห็นภรรยาที่ประเทศไทยกำลังทำงานบ้านอยู่ได้ และได้จดหมายสอบถามดู ก็ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริง

จากนั้นมาอาจารย์เสริมชัย โดยการแนะนำของพระอาจารย์ณัฐนันท์ กุลสิริ ได้ฝากตนเข้าเป็นศิษย์ของพระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) รองเจ้าอาวาสและพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ทำหน้าที่สืบทอดวิชชาธรรมกายจากหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ท่านได้ต่อวิชชาธรรมกายชั้นกลาง และชั้นสูงให้กับอาจารย์เสริมชัยเป็นครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2516 ตรงกับวันขึ้น 11 ค่ำ เดือนอ้าย เวลา 17.30 น. ทันทีที่อาจารย์มงคลบุตรกราบนมัสการถวายตัวเป็นศิษย์ของท่าน พระราชพรหมเถรได้กล่าวแก่อาจารย์มงคลบุตรเพียงสั้น ๆ แต่มีความล้ำลึกว่า หาตัวมานานแล้ว เพิ่งพบ ดีแล้วที่มา เกือบจะสายไป คือท่านเห็นด้วยใจมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมาพบตัวจริงในคราวนี้

เผยแผ่วิชชาธรรมกาย

 เมื่อได้พบของจริงในศาสนาพุทธเช่นนี้แล้ว ท่านจึงได้จัดตั้งโครงการพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย และโครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชนขึ้น เพื่อเผยแพร่ธรรมปฏิบัตินี้ ทางสื่อมวลชน ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ

ในปี พ.ศ. 2524 ได้ก่อตั้งมูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย และสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เพื่อบริหารโครงการทั้งสองนั้น แล้วได้จัดอบรมพระกัมมัฏฐานแด่พระภิกษุสามเณร และสาธุชนทั่วไปในปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบัน

อุปสมบท

ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2529 ณ พัทธสีมา วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้รับฉายาว่า "ชยมงฺคโล" โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) วัดสามพระยา กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (สมัยที่ดำรงสมณศักดิ์เป็นที่พระพรหมคุณาภรณ์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ (สมัยดำรงสมณศักดิ์เป็นที่พระธรรมธีรราชมหามุนี) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

 
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม

ในปี 2534 เมื่อท่านได้บริหารกิจการเผยแผ่พระสัทธรรมให้เจริญขึ้นแล้ว ก็ได้ดำเนินขั้นตอนมาเป็นลำดับ จนกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งเป็นวัดขึ้นในพระพุทธศาสนาขึ้น ชื่อ "วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม" เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

 ครั้นถึงเวลาอันเหมาะสม เมื่อท่านอุปสมบทได้ 5 พรรษา อายุได้ 62 ปี ได้ศึกษาภาคปริยัติจากสำนักเรียนวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จนสำเร็จเปรียญธรรม 3 ประโยค และนักธรรมชั้นเอก เป็นพระมหาเปรียญ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 ท่านจึงได้กราบลา[[สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ มารับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา วันที่7ตุลาคม2561ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ

--------------------------------------
Ven. Master Assoc. Prof. Sermchai Jayamanggalo or The Most Venerable Phra Thepyanmongkol(1929 - 2018)
Biography of Venerable Master Assoc. Professor Sermchai Jayamanggalo or The Most Venerable Phra Thepyanmongkol
The Most Venerable Phra Thepyanmongkol was born on 6 March 1929.  While he was a layman, he worked as a research specialist at the United States Information Services (USIS) in Bangkok.  Also, he was a visiting lecturer in research methodology, research and evaluation, and public opinion surveys to various academic institutions in Thailand.  Sermchai began practicing meditation in 1970.  After he made an attainment according to the Dhammakaya Meditation, he furthered his meditation to the advanced level with the Most Venerable Master Phrarajbrahmathera (Veera Kanuttamo), the vice abbot and head of Vipassana Meditation department of Wat Paknam in Bangkok, who studied the superknowledge of Dhammakaya directly with the Most Venerable Grand Master Phramongkolthepmuni (Luang Por Wat Paknam).  After his achievement in meditation, Sermchai entered Buddhist monkhood on 6 March 1986.  As a Buddhist monk, he spent years studying Buddhist doctrine and Pali language until he completed the advanced level of Dhamma study and level six of Pali curriculum.  In 1991, he established Wat Luang Phor Sodh Dhammakayaram to be a center for Dhamma study and meditation practice in Rajaburi Province.  In 1996, he became a certified Buddhist preceptor.  As a recognition to his works which benefit Buddhism and the society, Venerable Sermchai was promoted for the first time to the ecclesiastical title of Phra Bhavana Visutthikhun in 1998.  In 2004, he was promoted to the title of Phra Rajyanvisith.  He was promoted again to the higher ecclesiastical title of Phra Thepyanmongkol in 2011.  Throughout years of his monkhood, the Most Venerable Sermchai has promoted Dhamma study and Dhammakaya Meditation practice in order to create peace among human societies.  With his qualified knowledge gained from the modern education system and profession as well as knowledge about Dhamma doctrine and meditation experience, the Most Venerable Sermchai has authored many books on Buddhism and meditation.  In addition, as the abbot of Wat Luang Phor Sodh Dhammakayaram, he has organized meditation retreat and training for both Thais and foreigners.  Venerable Master Sermchai initiated many projects which benefit Buddhism and the propagation of Dhammakaya Meditation which includes the establishment of Buddhist college located within the area of his temple in Rajaburi Provice. Consequently, with his work achievement and qualification, in July 2018, Venerable Master Sermchai (Phrathepyanmongkol) was granted the title of 'Associate Professor' by Mahachulalongkornrajavidyalaya University (MCU) which is the prominent Buddhist University in Thailand. And on sunday 7 october 2018 The Most Venerable Phra Thepyanmongkol or Luangphor Sermchai or Luang Pa passed away peacefully in the hospital.
9
สาธุนะครับ และมาช่วยเขียนในเวปบอร์ดวัดหลวงพ่อธรรมกายารามกันด้วยเยอะเยอะนะครับ เวปบอร์ดนี้มีข้อมูลดีดีมากมายทั้งทางโลกและทั้งธรรมนะครับ เพื่อคนทุกวัยและคนทุกฐานะครับ
10

กระผมไล่ฉาเจิงหรือlaichazengขอน้อมไว้อาลัยอย่างยิ่งแด่พระเทพญาณมงคลหรือหลวงพ่อเสริมชัย ชยมังคโล ผู้มีสัมมาทิฏฐิและผู้มีมหาสติปัฏฐาน4และมีมรรค8ที่ถูกต้องตรงตามพระพุทธเจ้ามากที่สุดและถูกต้องตามวิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้าตามการสอนของพระมงคลเทพมุนีหรือหลวงพ่อสด จันทสโรแห่งวัดปากน้ำภาษีเจริญและพระราชพรหมเถระหรือหลวงพ่อวีระ คณุตตโมแห่งวัดปากน้ำภาษีเจริญมากที่สุดครับ

จากใจผมไล่ฉาเจิงหรือlaichazengผู้เคยอยู่นอนที่วัดพระธรรมกายปทุมธานีและผู้เคยอยู่นอนที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามแห่งนี้ด้วยครับและช่วงเคยอยู่นอนที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายรามแห่งนี้ผมก็ได้รับเมตตาจากหลวงพี่ในวัดพาผมไปกราบหลวงพ่อเสริมชัยในกุฏิตอนค่ำเป็นการเฉพาะด้วยครับและผมเคยถือถังอาหารปลาให้หลวงพ่อเสริมชัยด้วยเพื่อให้หลวงพ่อเสริมชัยให้อาหารปลาในตอนเย็นบนสะพานในวัดครับและผมก็เคยถูกหลวงพ่อเสริมชัยสอนทำสมาธิในพระอุโบสถวัดตอนค่ำด้วยครับโดยสอนรวมกับคนที่อยู่นอนที่วัดในเวลาอดีตนั้นครับและจากใจผมที่ผมมีจากความทรงจำอันไม่เคยลืมเลือนเลยในนิตยสารธรรมกายปีที่9ฉบับที่2เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน พุทธศักราช2537หรืออาจจะเรียกว่าฉบับเล่มสะสมเล่มที่32หรือฉบับเปิดพระนิพพานนั่นเองครับ

ผมไม่ได้กลับไปเยี่ยมวัดหลายปีเลยและคงอาจจะไม่ได้ไปเยี่ยมวัดอีกหลายปีหลังจากนี้แต่ผมก็ติดตามข่าวสารจากวัดตลอดเสมอมาครับและจะติดตามข่าวต่อต่อไปด้วยครับ ผมยิ่งเขียนก็ยิ่งน้อมอาลัยหลวงพ่อเสริมชัยมากมากครับ บรรยายไม่หมดครับเพราะหลวงพ่อเสริมชัยท่านมีพระคุณต่อพระพุทธศาสนาและโลกในยุคปัจจุบันมากเหลือเกินครับ และผมขอจดจำพระพุทธลักษณะของพระธรรมกาย3ลักษณะที่สายตรงวิชชาธรรมกายเผยแพร่ไว้ครับคือลักษณะของธรรมกายในตัวแต่ละคนและลักษณะของธรรมกายที่เข้านิพพานถอดกายและลักษณะของธรรมกายที่เป็นนิพพานเป็นหรือเข้านิพพานเป็นตามพระพุทธเจ้าองค์ต้นธาตุต้นธรรมนะครับเพื่อบูชาการสอนวิชชาธรรมกายที่ถูกต้องของหลวงพ่อเสริมชัยให้แข็งแรงมั่นคงต่อไปในอนาคตกาลครับ
Pages: [1] 2 3 ... 10