Author Topic: วิธีการอ่านและวิเคราะห์จิตใจคน  (Read 39355 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 559
  • จิตพิสัย 25
วิธีการอ่านและวิเคราะห์จิตใจคน

หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ
การอ่านคนจากน้ำเสียง
อ่านคนจากลักษณะการพูดจา
หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ


1. มองหารูปแบบของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ

พฤติกรรมซ้ำ ๆ หมายถึง รูปแบบการกระทำที่ใช้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกหรือสถานการณ์เกิดขึ้นเป็น ประจำจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัย เช่น เป็นคนกระตือรือร้น หรือเฉื่อยชา , เป็นคนชอบท่องเที่ยวหรือชอบอยู่เฉย ๆ เป็นต้น
ดังนั้น เราไม่ควรสรุปผู้อื่นจาก

· พฤติกรรมในครั้งแรกที่รู้จักกัน ( First Impression )
· พฤติกรรมในทาง Negative ที่นาน ๆ เกิดครั้งหนึ่ง

2. หาพฤติกรรมที่เป็นนิสัยของเขาจริง ๆ ( เกิดขึ้นตามธรรมชาติ )

ตามหลักพื้นฐาน พฤติกรรมของมนุษย์สามารถ แยกได้ 2 ประเภท คือ

1.) พฤติกรรมที่สร้างขึ้น อาจจะเพื่อบทบาทหน้าที่การงานในสังคม หรือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง เป็นต้น

2.) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คือ พฤติกรรมที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น " นิสัย " อาจมีสาเหตุจากการเลี้ยงดู หรือถูกหล่อหลอมจากสภาพสังคม เป็นต้น

คำถาม : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพฤติกรรมที่คน ๆ นั้นแสดงเป็นของจริงหรือสร้างขึ้น ?

สังเกตจาก " ระดับความเข้มข้นของพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน " ปกติคนเราอาจมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปบ้าง แต่จะไม่ต่างจากลักษณะนิสัยเดิม ๆ มากนัก แต่ถ้าเบี่ยงเบนแบบสุดกู่ แสดงว่าเป็นพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น เมื่อแยกได้แล้ว ไม่ต้องสนใจพฤติกรรมที่สร้างขึ้น ให้คอยสังเกต " จุดเปลี่ยน " เพื่อที่เราจะได้เลือกพฤติกรรมที่จะแสดงออกได้อย่างเหมาะสม

3. ต้องสรุปให้ได้ว่าบุคคลผู้นั้น " คบได้ " หรือ " ไม่น่าคบ "

· ลักษณะของคนที่น่าคบ มีนิสัยที่จัดอยู่ในประเภท " คนเมตตาผู้อื่น " คือ ใจกว้าง, ยุติธรรม, ดูจริงใจ , พร้อมที่จะให้อภัยผู้อื่น เป็นต้น

· ลักษณะของคนที่ไม่น่าคบ หรือคบได้แต่ต้องระวัง คือ พวกที่ทำอะไรหวังผลประโยชน์เพื่อตัวเองฝ่ายเดียว , มีความอาฆาตต้องการลงโทษผู้อื่น เป็นต้น

ข้อสังเกต : คน ๆ หนึ่งจะเป็นได้เพียงหนึ่งลักษณะเท่านั้น คือ เมตตา หรือ ไม่เมตตา

4. มองหาจุดแตกต่าง

ต้องแยกให้ออกว่า การกระทำหรือบุคลิกลักษณะภายนอกอะไรบ้างที่ขัดแย้งกับภาพรวมทั้งหมดของคน ๆ นั้น เพราะภายใต้ความแตกต่างนั้น ย่อมมีเหตุสำคัญบางประการ และถ้าเราค้นพบที่มาของความแตกต่างนั้นได้ จะทำให้เรารู้จักคน ๆ นั้นได้อย่างลึกซึ้งและถูกต้องตามความจริง

สรุป : การที่เราจะอ่านความคิดผู้อื่นได้ถูกต้องตามสถานการณ์ หรือ ณ เวลานั้น ๆ เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า อะไรคือพฤติกรรมซ้ำซากแท้จริงที่ถูกหล่อหลอมจน กลายเป็น " นิสัย " ของเขา เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถอ่านความคิดของผู้อื่นได้

อ่านคนจากลักษณะการพูดจา

1. วิธีการตอบคำถาม

· นิ่ง : ผู้ที่ถูกกล่าวหาแล้วนิ่งให้สงสัยไว้ก่อนว่า มีส่วนในความผิดนั้นจริง
· พูดยืดยาว : แสดงว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่รู้เรื่องนั้น

2. พูดจาหยาบคาย หรือชอบสาบานตลอดเวลา

· เป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ หรือตื่นเต้นตกใจง่าย
· จิตใจโหดร้าย, ชอบข่มขู่ผู้อื่น

3. เปลี่ยนเรื่องพูด อาจมาจากสาเหตุ ดังนี้

· เบื่อเรื่องที่กำลังสนทนาอยู่
· ปกปิดความจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นจึงไม่อยากพูด

ข้อสังเกต : ความเกี่ยวโยงของเรื่องที่เปลี่ยน ถ้าไม่มีความเชื่อมโยงของเรื่องที่เปลี่ยนแสดงว่ากำลังปกปิดความจริง

4. คนที่เปิดเผยตัวมาก

· เขาสนในเราจึงยอมเปิดข้อมูลเยอะ หรือ
· อาจต้องการสร้างภาพ

5. คนที่ชอบพูดคำว่า ลุย

· เป็นคนค่อนข้างก้าวร้าว

ขอบคุณ teenee.com 


Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 559
  • จิตพิสัย 25
เอาเรื่องจิตวิทยาในเวปพันทิพย์ห้องศาสนามาให้อ่านนะครับคือ

การแสดงออกของ "คนเสียหน้า"     

ปฏิกิริยาของคน 10 จำพวก เมื่อต้องเผชิญกับภาวะไม่ได้ดั่งใจ

เคยสังเกตปฏิกิริยาของคนรอบข้างหรือแม้แต่ตัวคุณเองบ้างมั้ยว่าเวลาที่ต้องเจอกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้หรือเวลาทำอะไรแล้วมีอุปสรรค คนเหล่านั้นหรือตัวคุณหาทางออกให้ตัวเองอย่างไร...?

มีนักจิตวิทยาได้จำแนกพฤติกรรมของคนเราเมื่ออยู่ในภาวะคับข้องใจ คือ ตั้งใจทำอะไรหรืออยากได้อะไรแล้วมีอุปสรรคก็จะแสดงอาการออกมาต่างๆกันไป แต่แยกได้ 10 ลักษณะได้แก่

                   1.เข้าข้างตัวเอง (Rationalization)ประเภทองุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน ปลอบใจตัวเองว่า ไอ้สิ่งที่ต้องการแล้วไม่ได้น่ะจริงๆแล้วก็ไม่ใช่ของดิบดีอะไรนักหนาหรอก ไม่ได้มาก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย (แต่ถ้าได้มาก็ดีนะ!)

          2. เก็บกด (Repression) คนพวกนี้จะไม่แสดงอาการผิดหวังออกมาให้ใครเห็นหรือรับรู้แต่อาจจะรอวันระเบิดฟูมฟายออกมาทีเดียวเลย

3. หาสิ่งอื่นมาทดแทน (Displacement) มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี  ด้านดี คือเปลี่ยนเป้าหมายไปหาสิ่งอื่นแทนที่จะมัวงมงายกับเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้แต่ถ้าตรงข้าม คือ การหาแพะรับบาป โดยไม่ยอมรับความจริงว่าที่ทำไม่ได้หรือที่มันไม่เป็นไปตามคาดหมายนั้นเกิดจากตัวเอง แต่กลับหาคนหรือสิ่งอื่นใดมารับผิดแทน

4.ลอกเลียนแบบผู้ที่ดีกว่า (Identification) เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมซึ่งถ้าคนที่เป็นไอดอลที่ไปลอกเลียนแบบนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีก็ดีไปแต่ถ้าตรงข้ามก็อาจจะเป็นผลเสียได้และ ผู้ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ก็อาจจะไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเท่าที่ควร

5.การชดเชยสิ่งที่ขาด (Compensation) เช่นคนที่เรียนไม่ค่อยเก่ง ก็เติมเต็มช่องว่างด้วยการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมอื่นๆที่เป็นประโยชน์ เป็นต้นวิธีนี้นักจิตวิทยาบอกว่าเป็นวิธีทางบวกมากกว่าวิธีอื่นๆ

6. ไม่นำความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง (Intellectualization) แบบว่าคิดและมองโลกด้วยเหตุผลล้วนๆ แบบนักวิทยาศาสตร์เลยแต่ก็คงหายากนะ...คนที่จะใช้วิธีนี้เป็นทางออกของปัญหาน่ะ

7. ปฏิกิริยากลบเกลื่อน  (Reaction-formation) อันนี้คงเห็นกันบ่อย ประเภท ปั้นหน้ายิ้มระรื่นทั้งที่ข้างในเจ็บระบม กลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองไว้อาจไม่ถึงขั้นเก็บกดแต่ก็ใกล้เคียงแล้วหล่ะ

8.  ถอยหลังเข้าคลอง (Regression) คือคิดว่า ในเมื่อก้าวไปข้างหน้าแล้วมันไม่ใช่ทางที่ตัวเองอยากเดินก็ขอถอยหลังกลับไปที่เดิมดีกว่าความคิดนี้ค่อนข้างจะเป็นอุปสรรคตัวร้ายกาจต่อความเจริญก้าวหน้าโดยเฉพาะสำหรับคนทำงาน ที่หลายๆครั้งไม่ใช่งานที่ตัวเองชอบ แต่จำใจต้องทำ

9. โยนความผิดให้คนอื่น (Projection) ข้อนี้ต่างจากการหาแพะรับบาปในข้อ3.อยู่นิดหน่อย คือ พฤติกรรมในข้อ 3.นั้น ตัวเองพอจะรู้อยู่บ้างว่าต้นเหตุแห่งความไม่สมหวังมาจากตัวเอง เพียงแค่ไม่กล้ายอมรับตรงๆเลยต้องหาคนมา(ร่วม)รับความผิดแต่ข้อนี้ คือหลับหูหลับตาโยนความผิดทั้งหมดให้คนอื่นไม่ยอมรับความจริงใดๆทั้งสิ้น

10. การไม่รับรู้ความจริง (Denial)เป็นพฤติกรรมที่อยู่ในระดับรุนแรงที่สุด คือ ไม่ใช่แค่ไม่ยอมรับความจริง แต่ไม่ยอมรับรู้ใดๆเลยหลบหนีจากปัญหาในโลกแห่งความจริงเข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการส่วนตัว
ที่คุณคงเคยดูในหนังละคร หรือMV เพลงเศร้าที่ตัวละครผิดหวังอย่างรุนแรงจนเสียสติ เป็นคนบ้าไป

จาก....http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y11698501/Y11698501.html


Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 559
  • จิตพิสัย 25
ความฝันในทัศนะของคาร์ล กุสตาฟ จุง (Karl Gustav Jung : ค.ศ.1875 -1967)อ้างจากบทความในอินเตอร์เน็ตที่เขียนโดยJasmine ที่ 23.9.54 นะครับ
Jung เป็นทั้งนักจิตวิทยา และแพทย์ชาวสวิสที่ได้รับอิทธิพลจากฟรอยด์ Jung เห็นว่า
ความฝัน เป็นเรื่องที่เปิดเผยของกิจกรรมทางจิตใจ หรือเป็นความในใจของมนุษย์ ค่อนข้างจะมีลักษณะที่เฉพาะ เข้าใจยาก มักแสดงออกมาเป็นภาพและสัญลักษณ์ จึงต้องมีการแปลความหมายของสัญลักษณ์และตีความ ความหมายที่แฝงมาในความฝันนั้น

Jung แบ่งความฝันออกเป็น 2 ชนิดคือ

1. ความฝันของบุคคล (Personal Dreams) มาจากจิตไร้สำนึก หรือส่วนลึกของผู้ฝันเป็นสำคัญ เนื้อเรื่องมักโยงกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้ฝันเสมอ

2. ความฝันของส่วนรวม (Collective Dreams) มาจากจิตไร้สำนึกรวมของผู้ฝันที่สั่งสมเหตุการณ์ทุกอย่างตั้งแต ่บรรพบุรุษ
หรือบรรพกาล การจะรู้ความหมายต้องอาศัยการสืบสวนและวิเคราะห์ภูมิหลัง เพราะมีสาระเชื่อมโยงกับผู้อื่นด้วย

Jung เชื่อว่า ความฝันเป็นการชดเชยทางจิตใจของผู้ฝัน
ภาพที่ปรากฏเป็นการระบายความเก็บกดทางอ้อม (จากจิตไร้สำนึก) ใช้การ
พูด เขียน วาดภาพ และวิธี Free association เพื่อเข้าใจสัญลักษณ์และภาพฝัน
ต้องตีความภาพฝันให้สัมพันธ์กับลักษณะ ท่าที ความคิด ความเชื่อของผู้ฝัน
สุดท้าย ความฝันเป็นพฤติกรรมสร้างสรรค์จากจิตไร้สำนึก

ตามแนวคิดทางตะวันตก ให้ความสำคัญของความฝันหลายอย่างคือ

1. ฝันที่สะท้อนความจริง ความฝันและความจริงต่างกันอย่างไร ?

นักปราชญ์ชาวอังกฤษ ท่านเบอร์ทรัล รัสเซล (1982 - 1970) เขียนไว้ว่า
“เป็นไปอย่างชัดเจนว่า ชีวิตยามตื่น เป็นเพียงความไม่ปกติ และฝันร้ายเท่านั้น”
และกล่าวต่อไปว่า
“ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า ข้าพเจ้ากำลังฝันอยู่ในขณะนี้ แต่ข้าพเจ้าก็พิสูจน์ไม่ได้ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ฝัน”

นักปราชญ์ทั้งหลายพยายามจะตอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเวลาตื่นนั้น ดูเหมือนจะแจ่มชัดและเป็นเหตุเป็นผล

ดังที่นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ เรอ เน เดส์การ์ท (1596 - 1650) กล่าวว่า
“ความจำไม่สามารถจะต่อเนื่องกับความฝันจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเ รื่องหนึ่ง หรือกับชีวิตของเราทั้งหมดได้เลย เหมือนกับที่มันรวมเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเราขณะที่ตื่นอยู่”

หรือที่ รัสเซล กล่าวอย่างขวานผ่าซากว่า
“รูปแบบที่แน่นอนชัดเจน ขณะตื่นนั้น ต่อเมื่อปรากฏในฝัน มันแปรไปได้”

บางสังคมเชื่อว่า ความฝันและความจริงเป็นอันเดียวกัน เขาเชื่อว่า ระหว่างที่เขาหลับ วิญญาณจะออกจากร่าง และเข้าไปอยู่ในโลกของความฝัน และเขารู้ดีว่า จะเป็นอันตรายเพียงใดหากปลุกคนที่หลับให้ตื่นโดยที่วิญญาณยังไม่กลับมา จึงมีการลงโทษรุนแรงต่อผู้ปลุกคนหลับ
บางสังคมก็พยายามจะทำฝันให้เป็นจริงให้ได้

2. ฝันเพื่อการพยากรณ์ ที่เป็นความเชื่อมาเนิ่นนาน

1. ฝันเพื่อการเยียวยา ในวัฒนธรรมเอเชียกลาง มีบันทึกไว้ในคัมภีร์ของบาบิโลนและอียิปต์ โบสถ์ในกรีกไม่น้อยกว่า 600 แห่งที่ให้การบริการเช่นนี้ ซึ่งจะมีป้ายหินอ่อนแขวนให้เห็นชัดเจน

2. ฝันเพื่อเสริมชีวิตยามตื่น แม้ในยุคแรก ๆ ของประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็เชื่อว่า
ฝันเป็นตัวสะท้อนชีวิตยามตื่นของคนเรา สะท้อนประสบการณ์ อารมณ์ และความต้องการออกมา
นักปราชญ์อย่างอริสโตเติล (384 - 322 ก่อนคริสตกาล) ซิกมันด์ ฟรอยด์ (1859 - 1934) ก็เชื่อว่า ประสาทสัมผัสทำงานน้อยลงขณะหลับ
แพทย์ชาวฝรั่งเศสชื่อ อัลเฟรด มัวรี ได้ศึกษาความฝันของคนถึง 3,๐๐๐ ความฝัน
และสรุปว่า ฝันเกิดจากแรงเร้าภายนอก ประสานกับความประทับใจ


สภาพของความฝัน (State of Dream)

ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ที่นักคิดทั้งหลายแสดงทัศนะขัดแย้งกันอย่ างหนัก เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่ถูกต้องว่า สภาพของความฝันมีความสัมพันธ์อยู่กับสิ่งใด เหตุการณ์ที่ประสบขณะตื่นมีความสัมพันธ์อยู่กับความฝันหรือไม่ ? ประเด็นนี้พอสรุปทัศนะได้เป็น 2 กลุ่มคือ

1. สภาพของความฝันคือความอิสระ
ความฝันมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้เราเป็นอิสระจากการดำเนินชีวิ ตประจำวันเหล่านั้น
เพราะในชีวิตประจำวัน สมองเราถูกอัดแน่นด้วยเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งอาจประสบกับความเสียใจอย่างสุดซึ้ง หรือไม่ก็ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาปัญหาอย่างรอบคอบ แต่ในฝันเราไม่ต้องทำอะไร
นอกจากเดินไปสู่ความสุขสมบูรณ์แห่งอารมณ์…

Burdach กล่าวว่า
ความฝันช่วยเคลื่อนย้ายเราไปให้หลุดพ้นจากโลกของวิญญาณที่กำลัง ตื่น ในความฝัน
ความทรงจำของเราจะดับหายไป ใจของเราเกือบไม่มีความทรงจำ
เนื่องจากถูกตัดขาดไปจากเนื้อหาสาระและเรื่องราวของชีวิตที่กำลังตื่น ซึ่งเป็นของธรรมดา

2. สภาพของความฝันสัมพันธ์อยู่กับเรื่องราวขณะตื่น
ความฝันคือตัวการที่สืบต่อชีวิตที่กำลังตื่น ความฝันของเราสัมพันธ์อย่างแน่นอนอยู่กับความคิด
ที่ฝังแน่นอยู่ในวิญญาณของเรามาก่อน ความฝันจึงไม่ใช่ตัวผลักดันให้เราเป็นอิสระจากชีวิตธรรมดาสามัญ นั่นหรอก แต่ความฝันคือตัวผลักดันให้เรากลับเข้าหาชีวิตเหล่านั้นต่างหาก เล่า

การตั้งคำถาม "ทำไมเราจึงฝัน" ทำให้อยู่ไม่ติด ต้องหาคำตอบ การค้นหาคำตอบทำให้ได้พบทฤษฎีของ ดร.คาร์ จุง และ "สัญลักษณ์ทั้งเจ็ด" บอกได้คำเดียวว่าตื่นใจ และจะนำมาลงในคราวต่อไปสำหรับผู้ที่สนใจอยากอ่านค่ะ

--------------------------
สัญลักษณ์ทั้งเจ็ด รูปแบบแรกเริ่มของความฝัน โดย คาร์ล กุสตาฟ จุง
บทความครั้งที่แล้วเกิดจากการตั้งคำถาม “ทำไมเราจึงฝัน” ข้าพเจ้าเริ่มศึกษาทฤษฏีเกี่ยวกับความฝันของ ซิกมุนต์ ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ศาสตร์ แกนความคิดหลักจากหนังสือของเขา “การตีความความฝัน (The Interpretation of Dream)” ซึ่งนำพาข้าพเจ้ามาทำความคุ้นเคยกับทฤษฎีของ คาร์ล กุสตาฟ จุง นักจิตวิทยาและแพทย์ชาวสวิส (1875-1967) เกินกว่าการรู้จักกันอย่างผิวเผินที่ผ่านมา

จุงเป็นศิบย์เอกของฟรอยด์ เขาเชื่อว่าความฝันเป็นการชดเชยทางอารมณ์เช่นกันกับฟรอยด์ แต่ไม่เห็นด้วยว่ามาจากแรงผลักในเรื่องเพศเท่านั้น จุงเชื่อว่า การช่วยเหลือของจิตใต้สำนึกผ่านค วามฝันมาจากความปรารถนาหลายหลา กของคนเรา บ่อยครั้ง ความฝันยังทำหน้าที่บอกกล่าวผู้ฝันถึงความปรารถนาที่คนฝันเองก็ ยังไม่รู้ หรือเก็บกดไว้จนลืมเลือนไป

ทฤษฏีความฝันของคาร์ล จุง บ่งชี้ว่า “ความฝันเป็นการชดเชยจิตใจ (Compensation Function) เพื่อให้เกิดภาวะของจิตใจที่สมบูรณ์”


ที่นี้เราก็มาถึงเนื้อหาที่ทำให้ข้าพเจ้าตื่นใจที่สุด "สัญลักษณ์ทั้งเจ็ด"

จุงบันทึกสัญลักษณ์ที่แน่นอนของความฝัน มีความหมายเป็นสากลใช้ได้กับทั้งหญิงและชายซึ่งเขาเรียกว่า “จิตไร้สำนึกสะสม” (collective unconscious) ในขณะที่ความฝันเป็นเอกเทศ ประสบการณ์ส่วนบุคคลมักสัมผัสสัญลักษณ์และแก่นสารที่เหมือนๆกัน แม้ในผู้คนที่มีความแตกต่างทางขนบธรรมเนียมประเพณี ความคิด ความเชื่อและความศรัทธา

จุงระบุสัญลักษณ์เจ็ดชนิดที่เป็นลักษณะแรกเริ่มหลักของความฝันไ ว้ดังนี้

1. ตัวตนสาธารณะ (The Persona) ความเป็นตนที่สร้างขึ้น คือภาพที่เราแสดงต่อโลกในขณะตื่น เป็นหน้ากากสาธารณะ

ในโลกของความฝัน ความเป็นตนถูกแทนด้วยคำว่า Self ซึ่งอาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนตัวจริงของเราทั้งด้านกายภาพหรือพ ฤติกรรม

ตัวตนของเราในฝันอาจทำหรือไม่ทำสิ่งที่เราจะทำ ตัวตนสาธารณะอาจปรากฏในรูปของหุ่นไล่กาหรือขอทานในความฝัน แต่เรารู้ว่า ตัวตนในความฝันนั่นคือตัวเราเอง

2. เงา (The Shadow) คือตัวเราที่ถูกเราปฏิเสธหรือถูกเก็บกักกดเอาไว้ เป็นส่วนของตัวเราที่เราไม่ต้องการให้โลกเห็นเพราะมันสกปรก ไม่น่าดู เป็นตัวแทนของความอ่อนแอ ความกลัว หรือ ความโกรธ

ในความฝัน เงาจะปรากฏเป็นผู้สะกดรอย ฆาตกร อันธพาล ผู้บุกรุก หรืออาจแทนด้วยรูปร่างลักษณะที่น่ากลัว หรือเป็นเพื่อนหรือญาติ

บุคคลในฝันเหล่านี้บีบบังคับให้เราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไ ม่อยากพบเจอ ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน เพื่อให้คนที่ฝันต้องพยายามเรียนรู้ที่จะยอมรับส่วนที่เป็นเงาข องเรา ข่าวสารที่มากับฝันก็เพื่อประโยชน์ของเราเอง ถึงแม้ความหมายหรือการจัดการของจิตไร้สำนึกจะไม่แจ่มแจ้งชัดเจน อย่างทันทีทันใด

3. ความเป็นอีกเพศที่แฝงอยู่ (The Anima/Animus) เรามีความเป็นเพศตรงข้ามแฝงอยู่ในตัว ความเป็นหญิงในชาย และ ความเป็นชายในหญิง

ในความฝัน เรากลับกลายเป็นอีกเพศหนึ่ง ภาพที่ปรากฏขึ้นในความฝันขึ้นอยู่กับความสามารถของเราที่จะผสมผ สานคุณลักษณะของความเป็นหญิงเป็นชายในตัวเราได้ดีเพียงใด

ความฝันชนิดนี้เตือนเราให้เรียนรู้และรับรู้เพื่อเราจะแสดงออกซึ่งความเป็นชายหรือความเป็นหญิงได้อย่างเหมาะสมพอดี

4. เด็กน้อยผู้สูงส่ง (The Divine Child) ตัวตนแท้จริงของเราในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด เด็กน้อยผู้สูงส่งไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของความไร้เดียงสา ความรู้สึกเปราะบาง และการช่วยเหลือตนเองไม่ได้ของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แทนความปรารถนาและศักยภาพเต็มเปี่ยม เปิดเผยต่อเราว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ในความฝันจะปรากฏในร่างเด็กทารกหรือเด็กเล็ก

5. คนชราผู้ฉลาด (The Wise Old Man /Woman) คือผู้ช่วยในความฝันของเรา ถูกแทนด้วยครู พ่อ หมอ นักบวช หรือผู้มีอำนาจที่เราไม่รู้จัก เขาเหล่านี้มานำทางหรือให้คำแนะนำอย่างฉลาด พวกเขาปรากฏในความฝันเพื่อประคับประคองและนำเราไปในทิศทางที่ถู กต้อง

6. แม่ผู้ยิ่งใหญ่ (The Great Mother) ผู้เลี้ยงดู ผู้ดูแล อาจปรากฏในความฝันเป็นแม่ของเราเอง ยาย ย่า หรือผู้ดูแลอื่นๆ เขาเหล่านี้จะให้คำยืนยันในทางบวก แต่ในทางตรงกันข้าม ลักษณะเหล่านี้อาจปรากฏในร่างแม่มดหรือหญิงชรา บางครั้งอาจเกี่ยวโยงกับการยั่วยวน การครอบครองและความตาย การไล่เรียงนี้มาจากความเชื่อที่ว่า แม่ผู้ให้กำเนิด ผู้ให้ชีวิตแท้จริง มีความหวงที่ลูกเติบโตออกไปจากตัวเธอ

7. นักมายากล (The Trickster) จะเล่นตลกให้เราลดความเคร่งเครียดจริงจังที่มีมากเกินไป พวกเขาจะปรากฏในฝันเมื่อเราล้มเหลว หรือตัดสินสถานการณ์ผิด หรือเมื่อเรายังไม่แน่ใจต่อการตัดสินใจในบางเรื่อง หรือเมื่อเราเกิดคำถามว่าจะนำพาชีวิตไปในทางใด นักเล่นกลมักทำให้เราอึดอัดหรือกระดากอาย บางครั้งจะเย้าแหย่ ล้อเลียนหรือเปิดเผยความอ่อนแอของเรา เขาอาจมาในรูปร่างบางๆเบาๆ และบางครั้งจะเปลี่ยนรูปร่างไปหลากหลายรูปแบบ

ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์นี้ สัญลักษณ์ทั้งเจ็ดล้ วนเป็นสิ่งที่มาช่วยเหลือเราผู้ฝันในทางใดท างหนึ่งเสมอ ไม่ว่าจะเป็นฝันร้ายหรือฝันดี นั่นคือการหาสมดุลในจิตใจ เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปและขจัดความเกินพอดี

ความฝันคือการช่วยเหลือของจิตไร้สำนึก สนับสนุนเราให้ทำความรู้จักกับตนเองในทุกๆด้าน แม้แต่ด้านที่เราปฏิเสธ ปิดหูปิดตาไม่อยากทำความรู้จัก ไม่อยากรับรู้

ความฝันเป็นทั้งการปลุกปลอบ การกำราบ คำปรึกษา ติติง ยั่วเย้า เหยียดหยามดูหมิ่น ให้กำลังใจ
ด้วยความช่วยเหลือของจิตไร้สำนึกของเรา เราได้ทำความรู้จักกับตัวเราในแง่มุมที่ตัวตนสาธารณะเข้าไม่ถึง เพราะข้อกำหนดกฎเกณฑ์นานาประการ

ความฝันมอบเสรีภาพผ่านจิตไร้สำนึกให้เรามองดู มองเห็นเพื่อทำความเข้าใจและยอมรับตัวเราและเหตุการณ์ที่เกิดขึ ้นในความเป็นจริงได้อย่างเหมาะสมพอดี

ดังนั้นคำว่า ราตรีสวัสดิ์ ขอให้ฝันดี จึงเป็นคำที่มีความหมายแฝงเร้นที่ดีอย่างเต็มรูปแบบโดยเราไม่ต้ องตัดคำสุดท้ายออกไป และคำพูดที่ว่า ฝันร้ายกลายเป็นดี ก็เป็นเสมือนการบอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีฝันใดที่ไม่ดี

“ขอให้ฝัน”กันทุกคน

---------------------------------------
Quote: Dr.Carl Jung

When the fantasies reach a certain level of intensity, they begin to break through into consciousness and create a conflict situation that becomes perceptible to the patient himself, splitting him into two personalities with different characters.

เมื่อความเพ้อฝันเข้มข้นไปถึงระดับหนึ่ง
พวกเขาก็เริ่มฝ่าเข้าไปในจิตสำนึก
และสร้างสถานการณ์ขัดแย้งที่คนไข้รับรู้
สิ่งนี้จะแยกเขาให้มีสองบุคลิกที่ต่างกัน
(ดร.คาร์ล จุง)
---------------------------------------------
« Last Edit: May 09, 2018, 12:14:11 AM by yesterday »