Author Topic: ปัจจุบันธรรมกับการเข้าถึงพระธรรมกาย  (Read 658 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline สิบศูนย์

  • Newbie
  • *
  • Posts: 27
  • จิตพิสัย 8
ก่อนหน้านี้เคยเข้าใจว่า การที่จะเข้าถึงดวงธรรมและกายภายใน ต้องรวมใจให้หยุดนิ่ง เห็นจำคิดรู้รวมเป็นจุดเดียวอย่างสมบูรณ์ อย่างที่หลวงปู่สดสอน

และการเข้าถึงกายในกาย สภาวะธรรมในขณะนั้น ก็น่าจะเป็นธรรมเดียวกับกายที่เข้าถึง

ปฏิบัติถึงดวงศีล สมาธิ ปัญญา คือมรรค แล้วก็จะหลุดพ้นด้วยดวงวิมุติ และรู้ว่าหลุดพ้นแล้วสำหรับกายนั้นๆด้วย วิมุติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายใหม่

เคยเข้าใจว่า เมื่อถึงกายทิพย์ อารมณ์ตอนนั้นก็เป็นทิพย์ ถึงกายพรหม สภาวะจิตตอนนั้นก็คือพรหมธรรม ถึงธรรมกาย จิตก็น่าจะถึงความดับเย็น

แต่ หลังจากที่ผมได้มีโอกาสสนทนากับหลายท่านที่เข้าถึงพระธรรมกาย บางคนบอกว่า ตอนที่คุยกับผมอยู่เขาก็ยังเห็นธรรมกาย หรือบางคนที่บอกว่าถึงธรรมกาย ลักษณะนิสัยภายนอกก็กลับเป็นคนพูดแรง พูดหยาบคายตลอดเวลา

สรุปว่า ธรรมกายคืออะไร มีผลกับผู้เข้าไปเห็น รู้ เข้าถึง และเป็นยังไงครับ

Offline BunRaksa

  • Jr. Member
  • **
  • Posts: 95
  • จิตพิสัย 32
  • Gender: Male
 :) ;) :D ;D... คุณสิบศูนย์มีความคิดว่า..."คนเห็นธรรมกาย" ต้องเป็นคนสุขุม ลุ่มลึก อ่อนโยน สุภาพ..ฯลฯ เหมือนผมตอนเด็กๆ เลยครับ (ผมเข้าใจความคิดและความรู้สึก)

ตอนนี้ผมหายสงสัยแล้ว ไม่ตรึกตรองหาคำตอบแล้ว ไม่วิเคราะห์แล้วละครับ
คำพูดละเอียดละออรอให้คุณต้นไม้เมตตามาสาธยายแล้วกันครับ... ผมตอบสั้นๆะพอให้นึกภาพออก หรือจินตนาการเอารางๆ..แล้วกัน

"โลกมนุษย์" รูปร่างคนก้อเห็นๆกันอยู่ มีมือมีเท้า มีแขนมีขา เดินไปเดินมา รู้ไหมใครดีใครชั่ว?
- คนชั่ว โลภอยากได้กำไรมากๆ หลอกให้คนซื้อของ ไม่อยากให้ใครด่าว่า ใช้คำพูดดีครอบตัวเองไว้ว่า มันคือ "กลยุทธทางการค้า"
- คนชั่ว มกหมุ่นในกิเลสกาม ชอบถ่ายภาพโป้เปื่อย ไม่อยากให้ใครด่าว่า ใช้คำพูดดีครอบตัวเองไว้ว่า "มันเป็นศิลปะ"

"โลกทิพย์" เสวยสมบัติละเอียดประณีต ยังมีความอิจฉาริษยา ไม่อยากเห็นใครได้ดีกว่า ท้าวสันตดุสิตจะตรัสรู้ธรรมวิเศษ ท้าววัสสวดี พาพวกไปขัดขวาง ไม่ให้ได้ดี

ฯลฯ

ธรรมที่ละเอียดๆเข้าไป (ธรรมกาย) ตีเนียน ปลอมดำเป็นขาว หลอกขาวว่า ฉันก้อขาวนะ...
เพราะข้างในมันอย่างนี้ มนุษย์หยาบๆ ที่เราเห็นๆ ก้อคือ คนชั่วแสร้งเป็นคนดี ตีเนียนปนๆไปในกลุ่มคนได้โอกาสชั่วๆ มันก็เล่นซะ...(มนุษย์ หรือคนน่ะ มันก็แค่มีหัว มีผม มีแขน มีขา เดินไปเดินมาแค่นั้นละ)

เป็นต้นนะ


สิทธิ

Offline ธนกฤต สกลธีรกุล

  • Newbie
  • *
  • Posts: 34
  • จิตพิสัย 1
คนที่เข้าถึงธรรมกายจริงๆ (ไม่ใช่แค่นึกได้) จะสงบ..สว่าง..เย็น..เบา..สบาย คนเหล่านี้สติจกับปัญญาจะแก่กล้า  สติจะรู้ทันความคิด  ปัญญาจะกำกับว่าไหนผิดไหนถูก  จึงควบคุมอารมณ์ได้
ส่วนคนที่เพียงนึกองค์พระได้  สติกับปัญญายังไม่แก่กล้าพอ  พอมีอะไรมากระทบย่อมระเบิดได้ง่าย  ยิ่งสมาธิแ่ก่กล้าเท่าไร..จะยิ่งระเบิดอารมณ์ไวเท่านั้น

Offline ธนกฤต สกลธีรกุล

  • Newbie
  • *
  • Posts: 34
  • จิตพิสัย 1
การที่เราจะเข้าไปเป็นธรรมกายได้นั้น..ต้องเริ่มจากการเข้าสิบตกศูนย์  เข้าถึงดวงปฐมมรรคให้ได้เสียก่อน  ใครที่เคยเข้าถึงจุดนี้..จะเห็นว่าเราละกายหยาบไปละ..จะเห็นความสงบ..สว่าง..เย็น..เบา..สบาย
แล้วการเข้ากลางของกลาง..เพียงประคองใจให้หยุดเท่านั้น..ยิ่งใจหยุดมากเท่าใด..จะยิ่งเข้ากลางเร็วเท่านั้น  ไม่ใช่เรานึกดวงแก้วขยายใหญ่..แล้วว่างหายไป..แล้วนึกดวงใหม่ขึ้นมาอีก..แล้วนึกขยายใหญ่..แล้วว่างหายไป..ทำอย่างนี้ไปเลื่อยๆ..อย่างนี้ไม่ใช่การเข้ากลางของกลาง..นิมิตคือนิมิต..อย่างไรเราก็เข้ากลางนิมิตไม่ได้..จะเข้ากลางได้..เพียงทำใจหยุดที่ดวงปฐมมรรคเท่านั้น
คำว่าหยุด..หลวงพ่อสดท่านเคยพูดไว้ในมรรคผลพิศดารเล่มแรกคือ "ถ้ารู้เห็น  รู้จำ  รู้คิด  รวมกันถึงจะดับ แต่ถ้ายังเห็น  จำ  คิด  รู้  อยู่มันก็ไม่ดับ"  คำว่า "รู้"  สำคัญมาก
ส่วนหลวงพ่อภาวนาเคยกล่าวไว้ว่า..สมถะกรรมฐานจะประกอบด้วย..บริกรรมนิมิต..บริกรรมภาวนา..ที่ตั้งของใจ 3 อย่างนี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
ส่วนในวิสุทธิมรรคกล่าวไว้ว่า  "พอถึงณาน 8  ถอยมาที่ ณาน 4  แล้วเอาณาน 4 จับไปอยู่ที่จิต  เปรียบเสมือนเราเดินตามงู  เราจะรู้ที่อยู่ของงู" ทำไมต้องณาน 4  เพราะณาน 4  สติกับสมาธิเสมอกัน
ส่วนณานจะประกอบด้วย  สติ  สมาธิ  ปัญญา
สมาธิ - เพียงเรานึกดวงแก้วกลมใส
สติ - ระลึกรู้ประคองจิตไม่ให้มีนิวร
ปัญญา - พอสมาธิกับสติระลึกรู้สามารถประคองใจให้หยุดได้แล้ว..จะเห็นความสว่างโพง..นี่หรือเปล่าที่เค้าเรียกว่าปัญญาคือแสงสว่าง