Author Topic: สงสัยคำว่าชีวะกับสรีระจะเป็นคนละอย่างกันก็ไม่ใช่  (Read 69 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline ต้นลูกแก้ว

  • Newbie
  • *
  • Posts: 2
  • จิตพิสัย 0
คำว่า ชีวะ กับ สรีระ จะเป็นคนละอย่างกัน ก็ไม่ใช่ นั้น พอจะมีท่านใดช่วยอธิบาย แก้ไขความคับข้องใจครับ ว่า ทำไม คือ ไม่ใช่ว่า จะบอก คนละอย่างกันไปเลย ได้หรอกหรือครับ

ขออภัยที่ชื่อผมมีความเหมือนกับท่านผู้อธิบายได้ดีในเว็บแต่ไม่ได้มีเจตนาจะไปเทียบเคียงครับ

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 552
  • จิตพิสัย 25
ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรนะครับแต่เรื่องชีวะและสรีระมันสงสัยกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้วและมันก็ถูกใช้เป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างปรัชญาเพื่อถามตอบสำหรับคนที่ต้องการเป็นเจ้าลัทธิศาสนาแบบโลกโลกต่างต่างนานาเพื่อข่มกันไปมา นี่เป็นมานานแล้วและจะเป็นอีกต่อไปในโลกที่ยังเวียนว่ายในวัฏฏสังสารนี้นะครับบ พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจและป้องกันไม่ให้เรื่องการถามตอบแบบนี้มาครอบงำความจริงทางพุทธศาสนาได้และทางสายวิชชาธรรมกายตามที่ผมอ่านและเรียนรู้มาผมก็มั่นใจว่าทางสายวิชชาธรรมกายยุคปัจจุบันเริ่มจากหลวงพ่อสดและหลวงพ่อวีระและหลวงพ่อเสริมชัยท่านก็ไม่ยอมให้เรื่องการถามตอบแบบนี้มาครอบงำความจริงทางพุทธศาสนาและวิชชาทางพุทธศาสนาได้นะครับ คงต้องให้คนตั้งกระทู้อธิบายด้วยว่าคนตั้งกระทู้เข้าใจชีวะกับสรีระอย่างไรจริงจริงมาตอบก่อนด้วยเพื่อไม่ให้สับสนกัน ส่วนตัวผมคิดว่าพระพุทธเจ้าท่านเข้าใจเรื่องสรีระของพระองค์เองได้ลึกซึ้งที่สุดไม่มีใครเข้าใจได้ดีเท่าพระพุทธเจ้าผู้ทรงวิชชาสามอย่างน้อยแน่นอนครับ สุดท้ายผมขอยกเนื้อหาบทความจากเน็ตที่เกี่ยวกับชีวะและสรีระมาให้อ่านง่ายง่ายก็แล้วกันนะครับดังนี้--------------
-----------------------
รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ..?

อัพยากตาปัญหา เป็นปัญหาที่มีมาในจูฬมาลุงกยสูตร เป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์เกี่ยวกับความจริง ๑๐ อย่าง ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบเพราะจุดมุ่งหมายของพุทธปรัชญาไม่ใช่การโต้แย้งโต้ตอบ แต่มุ่งที่การปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงตอบปัญหาทางอภิปรัชญา คำสอนทางพุทธปรัชญาเป็นเรื่องการวิเคราะห์อย่างถึงแก่น (วิภัชวาที) และประสบการณ์ทางการปฏิบัติ มากกว่าการโต้เถียงหาข้อสรุปอย่างไร้สาระ และพระองค์กล่าวว่าถึงรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ต่อผุ้นั้น ไม่เอื้อประโยชน์เกื้อกูลในทางตรัสรู้ นั่นเอง มาดูกันว่าปัญหาทั้ง ๑๐ มีอะไรกันบ้าง

๑.โลกเที่ยงหรือ
๒.โลกไม่เที่ยงหรือ
๓.โลกมีที่สุดหรือ
๔.โลกไม่มีที่สุดหรือ
๕.ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันหรือ
๖.ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันหรือ
๗. หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกหรือ
๘.หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีกหรือ
๙ หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือ
๑๐. หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ

เหตุผลที่ไม่ทรงตอบคำถามทางอภิปรัชญา
ไม่เป็นประโยชน์ โต้เถียงกันกว่าจะได้คำตอบก็อาจจะตายไปก่อน
ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์จึงเสียเวลาเปล่าที่จะโต้เถียง
ไม่ใช่เรื่องด่วน เรื่องด่วนคือการดับทุกข์
ไม่ใช่เพราะพระองค์ไม่ทรงทราบคำตอบ

ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงนิ่งเฉยเสีย ไม่ทรงตอบว่า “ใช่” เพราะจะตกอยู่ในข่ายของสัสสตวาทะ (วิญญาณเที่ยง) และไม่ทรงตอบว่า “ไม่ใช่” เพราะจะตกอยู่ในข่ายของ อุจเฉวาทะ (วิญญาณขาดสูญ)
พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่า เมื่อมีความเห็นว่า “โลกเที่ยง” จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ เมื่อมีความเห็นว่า “โลกไม่เที่ยง” จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ แม้เมื่อมีความเห็นว่า “โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง” ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็ยังคงมีอยู่ตามปกติ พระองค์จึงทรงบัญญัติเฉพาะการกำจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ในปัจจุบันเท่านั้น

ตามทรรศนะนี้ถือว่า พระพุทธศาสนามิได้คัดค้านหลักความจริงทางอภิปรัชญา แต่ต้องรู้ให้จริง รู้ให้ถึงแก่นของอภิปรัชญาเท่านั้น การรู้แจ้ง จะไม่ทำให้หลงยึดติด เมื่อไม่หลงยึดติด ทิฏฐิเหล่านี้ก็ไม่อาจผูกพันให้หลงวนอยู่ในข่ายแห่งอภิปรัชญาเหมือนปลาติดแห ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร คัมภีร์ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (พระไตรปิฎก เล่ม ๙)

ท่าทีในการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้า

เอกังสพยากรณ์ – ตอบตรงๆว่าใช่ หรือไม่ใช่
วิภัชชพยากรณ์ – ตอบแบบวิเคราะห์
ปฏิปุจฉาพยากรณ์ – ตอบแบบย้อนถามว่าหมายถึงอะไร
ฐปนียพยากรณ์ – บางคราวต้องยกปัญหาเอาไว้ก่อน
พระสูตรเกี่ยวกับปัญหาอภิปรัชญาในจูฬมาลุงกยสูตร
พระสูตรที่ว่าด้วยปัญหาทางอภิปรัชญา นอกจากในอัพยากตสังยุตแล้ว ยังมีใน จูฬมาลุงกยสูตร ในคัมภีร์มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๓) มีสาระโดยย่อดังนี้
พระมาลุงกยบุตร ได้เกิดความไม่พอใจขึ้น จากการที่พระพุทธองค์ไม่ทรงตอบปัญหา ๑๐ ประการ และคิดจะเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาเหล่านี้อีกครั้ง หากทรงตอบ ก็จะประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป แต่ถ้าไม่ทรงตอบอีก ก็จะลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์

เมื่อพระมาลุงกยบุตรได้โอกาสทูลถามและแจ้งถึงความประสงค์ในใจ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า พระองค์ทรงให้คำมั่นสัญญาไว้หรือว่า ถ้าพระมาลุงกยบุตรมาประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ พระองค์จะทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ท่านพระมาลุงกยบุตรทูลตอบว่า ไม่ทรงให้คำมั่นสัญญาไว้ ตรัสถามต่อไปว่า พระมาลุงกยบุตรได้กราบทูลพระองค์ไว้ก่อนหรือว่า ถ้าพระองค์ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ตนจะมาประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ ท่านพระมาลุงกยบุตรทูลตอบว่า ไม่ได้กราบทูลไว้ก่อน จึงทรงสรุปว่า “โมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอเป็นใคร จะมาทวงอะไรกับใคร” ตรัสยืนยันว่า บุคคลใดกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ตนจะไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ ต่อให้บุคคลนั้นตายไป พระองค์ก็ไม่ทรงตอบ ทรงอุปมาด้วยบุคคลผู้ต้องศร ญาติของเขาไปหาแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมาให้การรักษา แต่เขาห้ามไว้ บอกว่า ให้รอไปก่อนจนกว่าเขาจะรู้ว่า ใครเป็นคนยิง ลักษณะเป็นอย่างไร ธนูและศรทำจากอะไร ทรงสรุปว่า กว่าจะได้คำตอบของคำถามเหล่านี้ บุรุษนั้นต้องตายไปก่อน ข้อนี้ ฉันใด บุคคลใดกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านั้น ตนจะไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ ต่อให้บุคคลนั้นตายไป พระองค์ก็ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน

วิเคราะห์อภิปรัชญาในพระไตรปิฎก

พระพุทธเจ้าทรงนำแนวความคิดทางอภิปรัชญาของสมณพราหมณ์นอกพระพุทธศาสนามาแสดง และทรงวิเคราะห์ไว้ตามบริบทต่าง ๆ ดังปรากฏในพระสูตรต่าง ๆ จำนวนมาก ในที่นี้ขอนำมาแสดงพอเป็นตัวอย่าง ดังนี้

๑. ทรงแสดงทิฏฐิ ๖๒ ไว้ในพรหมชาลสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๙)
๒. ทรงวิเคราะห์ทิฏฐิ ๖๒ ไว้ในปัญจัตตยสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔)
๓. ทรงแสดงทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลก ตามทรรศนะของสมณพราหมณ์นอกพระพุทธศาสนาไว้ในปาฏิกสูตร และตามแนวพุทธไว้ในอัคคัญญสูตร (ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๑๑)
๔. ทรงแสดงเรื่องลัทธิครูทั้ง ๖ ในสามัญญผลสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)
๕. ทรงวิเคราะห์หลักกรรมของลัทธินิครนถ์นาฏบุตรไว้ในเทวทหสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔)
๖. ทรงวิเคราะห์ทิฏฐิที่ขัดแย้งกัน ๕ คู่ ไว้ในอปัณณกสูตร (มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๓)
๗. ทรงวิเคราะห์พรหมของศาสนาพราหมณ์ไว้ในเตวิชชสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)
๘. ทรงวิเคราะห์กฎแห่งกรรมตามหลักมหากัมมวิภังค์ ไว้ในมหากัมมวิภังคสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์)
ที่มา...เว็บไซด์พุทธบูชา
--------------------------