Author Topic: ขอกราบถวายความอาลัยยิ่งพระเทพญาณมงคลหลวงพ่อเสริมชัยตามข่าววันที่7ตุลาคม2561ครับ  (Read 855 times)

0 Members and 2 Guests are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 349
  • จิตพิสัย 24

กระผมไล่ฉาเจิงหรือlaichazengขอน้อมไว้อาลัยอย่างยิ่งแด่พระเทพญาณมงคลหรือหลวงพ่อเสริมชัย ชยมังคโล ผู้มีสัมมาทิฏฐิและผู้มีมหาสติปัฏฐาน4และมีมรรค8ที่ถูกต้องตรงตามพระพุทธเจ้ามากที่สุดและถูกต้องตามวิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้าตามการสอนของพระมงคลเทพมุนีหรือหลวงพ่อสด จันทสโรแห่งวัดปากน้ำภาษีเจริญและพระราชพรหมเถระหรือหลวงพ่อวีระ คณุตตโมแห่งวัดปากน้ำภาษีเจริญมากที่สุดครับ

จากใจผมไล่ฉาเจิงหรือlaichazengผู้เคยอยู่นอนที่วัดพระธรรมกายปทุมธานีและผู้เคยอยู่นอนที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามแห่งนี้ด้วยครับและช่วงเคยอยู่นอนที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายรามแห่งนี้ผมก็ได้รับเมตตาจากหลวงพี่ในวัดพาผมไปกราบหลวงพ่อเสริมชัยในกุฏิตอนค่ำเป็นการเฉพาะด้วยครับและผมเคยถือถังอาหารปลาให้หลวงพ่อเสริมชัยด้วยเพื่อให้หลวงพ่อเสริมชัยให้อาหารปลาในตอนเย็นบนสะพานในวัดครับและผมก็เคยถูกหลวงพ่อเสริมชัยสอนทำสมาธิในพระอุโบสถวัดตอนค่ำด้วยครับโดยสอนรวมกับคนที่อยู่นอนที่วัดในเวลาอดีตนั้นครับและจากใจผมที่ผมมีจากความทรงจำอันไม่เคยลืมเลือนเลยในนิตยสารธรรมกายปีที่9ฉบับที่2เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน พุทธศักราช2537หรืออาจจะเรียกว่าฉบับเล่มสะสมเล่มที่32หรือฉบับเปิดพระนิพพานนั่นเองครับ

ผมไม่ได้กลับไปเยี่ยมวัดหลายปีเลยและคงอาจจะไม่ได้ไปเยี่ยมวัดอีกหลายปีหลังจากนี้แต่ผมก็ติดตามข่าวสารจากวัดตลอดเสมอมาครับและจะติดตามข่าวต่อต่อไปด้วยครับ ผมยิ่งเขียนก็ยิ่งน้อมอาลัยหลวงพ่อเสริมชัยมากมากครับ บรรยายไม่หมดครับเพราะหลวงพ่อเสริมชัยท่านมีพระคุณต่อพระพุทธศาสนาและโลกในยุคปัจจุบันมากเหลือเกินครับ และผมขอจดจำพระพุทธลักษณะของพระธรรมกาย3ลักษณะที่สายตรงวิชชาธรรมกายเผยแพร่ไว้ครับคือลักษณะของธรรมกายในตัวแต่ละคนและลักษณะของธรรมกายที่เข้านิพพานถอดกายและลักษณะของธรรมกายที่เป็นนิพพานเป็นหรือเข้านิพพานเป็นตามพระพุทธเจ้าองค์ต้นธาตุต้นธรรมนะครับเพื่อบูชาการสอนวิชชาธรรมกายที่ถูกต้องของหลวงพ่อเสริมชัยให้แข็งแรงมั่นคงต่อไปในอนาคตกาลครับ
« Last Edit: October 12, 2018, 04:07:16 AM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 349
  • จิตพิสัย 24

------------------------------------------------------------
ข่าวนี้ย่อมาจากhttp://www.banmuang.co.th/news/education/127546
หลวงป๋าวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามรณภาพแล้ว
วันที่ 7 ต.ค.2561 พระเทพญาณมงคล  (เสริมชัย ชยมงฺคโล, ป.ธ.6, รศ.พิเศษ) ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์ราชบุรี เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารา มรณภาพแล้ว ด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 89 ปี

ทั้งนี้เพจศิษย์หลวงพ่อภาวนาและหลวงป๋า ได้แจ้งว่า ขอกราบสักการะหลวงป๋าผู้ประดุจบิดาบังเกิดเกล้าของเหล่าศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย การจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วนของหลวงป๋า หาใช่แต่ความสูญเสียกับเพียงคณะศิษย์วัดหลวงพ่อสดฯ เท่านั้น หากแต่เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการคณะสงฆ์ไทย และวงการวิปัสสนาวิชชาธรรมกายอีกด้วย ขอเรียนเชิญศิษย์หลวงป๋าทุกท่าน ร่วมกันน้อมบุญกุศลปฏิบัติบูชาท่านด้วยการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาตามแนวทางที่หลวงป๋าเมตตาสั่งสอนและถ่ายทอดไว้  กำหนดการพระราชทานน้ำหลวงสรงศพและกำหนดการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย เพจศิษย์หลวงพ่อภาวนาและหลวงป๋าจะได้นำมาแจ้งในโอกาสต่อไป

พระเทพญาณมงคล วิ. นามเดิม เสริมชัย พลพัฒนาฤทธิ์ ฉายา ชยมงฺคโล เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เจ้าสำนักและอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี ผู้จัดการโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีประจำจังหวัดราชบุรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์ราชบุรี ประธานศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) ประธานศูนย์ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ประจำวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม (ศสค.) Director, Wat Luang Phor Sodh Buddhist Meditation Institute, an Affiliated Institution of the World Buddhist University

พระเทพญาณมงคล หรือ "หลวงป๋า" เดิมชื่อ เสริมชัย พลพัฒนาฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2472 ณ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นบุตรคนที่ 4 ของคุณพ่อทองดี และคุณแม่บุญนาค พลพัฒนาฤทธิ์ ท่านมีพี่น้องร่วมมารดาบิดา 6 คน

ภายหลังจากที่ท่านสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนบุรีรัมย์วิทยาลัยและเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยแล้ว เข้ามาทำงานเป็นพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยอยู่ชั่วระยะเวลา 2-3 ปี ท่านได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนสำเร็จปริญญาตรีเมื่อปี พ.ศ. 2498 ทำงานแล้วได้ศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญารัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต (เกียรตินิยม "ดี") ในปี พ.ศ. 2508

ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2512 ท่านได้สำเร็จการศึกษาหลักสูตร "ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์" จาก Institute of Social Research, The University of Michigan, Ann Arbor สหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาอบรมหลักสูตรการควบคุมระบบงานคอมพิวเตอร์ จัดโดยกองฝึกอบรม สำนักข่าวสารอเมริกัน สำนักงานใหญ่อเมริกา

พระเทพญาณมงคล ก่อนบวชทำงานเป็นพนักงานต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ประจำอยู่ที่สำนักข่าวสารอเมริกัน แห่งสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำกรุงเทพฯ ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญฝ่ายการวิจัย (Research Specialist)

ระหว่างที่อยู่ที่สำนักข่าวสารอเมริกันนั้น งานในหน้าที่ระดับหัวหน้าฝ่ายวิจัยฯ ทำให้มีความเคร่งเครียดในการทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่านจึงหาเวลาศึกษาและปฏิบัติธรรม ร่วมกับเพื่อน ๆ ที่ทำงานอยู่ที่เดียวกัน โดยใช้เวลาพักกลางวัน ปิดประตูห้องทำงาน นั่งสมาธิกันประมาณวันละ 15-30 นาที และไปปฏิบัติธรรมที่วัดธาตุทองได้ 7 วันก่อนที่จะต้องเดินทางไปอเมริกา

 หลังจากพักอยู่ที่อเมริกาได้ระยะหนึ่ง พอให้สิ่งต่าง ๆ เข้าที่เข้าทางดีแล้ว  ก็เริ่มปฏิบัติภาวนาต่อ ทุก ๆ คืนก่อนเข้านอน วันละ 1 ชั่วโมง มิได้ขาด จนปรากฏผลของสมาธิในระดับหนึ่ง สามารถเห็นภรรยาที่ประเทศไทยกำลังทำงานบ้านอยู่ได้ และได้จดหมายสอบถามดู ก็ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริง

จากนั้นมาอาจารย์เสริมชัย โดยการแนะนำของพระอาจารย์ณัฐนันท์ กุลสิริ ได้ฝากตนเข้าเป็นศิษย์ของพระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) รองเจ้าอาวาสและพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ทำหน้าที่สืบทอดวิชชาธรรมกายจากหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ท่านได้ต่อวิชชาธรรมกายชั้นกลาง และชั้นสูงให้กับอาจารย์เสริมชัยเป็นครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2516 ตรงกับวันขึ้น 11 ค่ำ เดือนอ้าย เวลา 17.30 น. ทันทีที่อาจารย์มงคลบุตรกราบนมัสการถวายตัวเป็นศิษย์ของท่าน พระราชพรหมเถรได้กล่าวแก่อาจารย์มงคลบุตรเพียงสั้น ๆ แต่มีความล้ำลึกว่า หาตัวมานานแล้ว เพิ่งพบ ดีแล้วที่มา เกือบจะสายไป คือท่านเห็นด้วยใจมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมาพบตัวจริงในคราวนี้

เผยแผ่วิชชาธรรมกาย

 เมื่อได้พบของจริงในศาสนาพุทธเช่นนี้แล้ว ท่านจึงได้จัดตั้งโครงการพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย และโครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชนขึ้น เพื่อเผยแพร่ธรรมปฏิบัตินี้ ทางสื่อมวลชน ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ

ในปี พ.ศ. 2524 ได้ก่อตั้งมูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย และสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เพื่อบริหารโครงการทั้งสองนั้น แล้วได้จัดอบรมพระกัมมัฏฐานแด่พระภิกษุสามเณร และสาธุชนทั่วไปในปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบัน

อุปสมบท

ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2529 ณ พัทธสีมา วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้รับฉายาว่า "ชยมงฺคโล" โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) วัดสามพระยา กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (สมัยที่ดำรงสมณศักดิ์เป็นที่พระพรหมคุณาภรณ์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ (สมัยดำรงสมณศักดิ์เป็นที่พระธรรมธีรราชมหามุนี) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

 
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม

ในปี 2534 เมื่อท่านได้บริหารกิจการเผยแผ่พระสัทธรรมให้เจริญขึ้นแล้ว ก็ได้ดำเนินขั้นตอนมาเป็นลำดับ จนกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งเป็นวัดขึ้นในพระพุทธศาสนาขึ้น ชื่อ "วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม" เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

 ครั้นถึงเวลาอันเหมาะสม เมื่อท่านอุปสมบทได้ 5 พรรษา อายุได้ 62 ปี ได้ศึกษาภาคปริยัติจากสำนักเรียนวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จนสำเร็จเปรียญธรรม 3 ประโยค และนักธรรมชั้นเอก เป็นพระมหาเปรียญ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 ท่านจึงได้กราบลา[[สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ มารับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา วันที่7ตุลาคม2561ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ

--------------------------------------
Ven. Master Assoc. Prof. Sermchai Jayamanggalo or The Most Venerable Phra Thepyanmongkol(1929 - 2018)
Biography of Venerable Master Assoc. Professor Sermchai Jayamanggalo or The Most Venerable Phra Thepyanmongkol
The Most Venerable Phra Thepyanmongkol was born on 6 March 1929.  While he was a layman, he worked as a research specialist at the United States Information Services (USIS) in Bangkok.  Also, he was a visiting lecturer in research methodology, research and evaluation, and public opinion surveys to various academic institutions in Thailand.  Sermchai began practicing meditation in 1970.  After he made an attainment according to the Dhammakaya Meditation, he furthered his meditation to the advanced level with the Most Venerable Master Phrarajbrahmathera (Veera Kanuttamo), the vice abbot and head of Vipassana Meditation department of Wat Paknam in Bangkok, who studied the superknowledge of Dhammakaya directly with the Most Venerable Grand Master Phramongkolthepmuni (Luang Por Wat Paknam).  After his achievement in meditation, Sermchai entered Buddhist monkhood on 6 March 1986.  As a Buddhist monk, he spent years studying Buddhist doctrine and Pali language until he completed the advanced level of Dhamma study and level six of Pali curriculum.  In 1991, he established Wat Luang Phor Sodh Dhammakayaram to be a center for Dhamma study and meditation practice in Rajaburi Province.  In 1996, he became a certified Buddhist preceptor.  As a recognition to his works which benefit Buddhism and the society, Venerable Sermchai was promoted for the first time to the ecclesiastical title of Phra Bhavana Visutthikhun in 1998.  In 2004, he was promoted to the title of Phra Rajyanvisith.  He was promoted again to the higher ecclesiastical title of Phra Thepyanmongkol in 2011.  Throughout years of his monkhood, the Most Venerable Sermchai has promoted Dhamma study and Dhammakaya Meditation practice in order to create peace among human societies.  With his qualified knowledge gained from the modern education system and profession as well as knowledge about Dhamma doctrine and meditation experience, the Most Venerable Sermchai has authored many books on Buddhism and meditation.  In addition, as the abbot of Wat Luang Phor Sodh Dhammakayaram, he has organized meditation retreat and training for both Thais and foreigners.  Venerable Master Sermchai initiated many projects which benefit Buddhism and the propagation of Dhammakaya Meditation which includes the establishment of Buddhist college located within the area of his temple in Rajaburi Provice. Consequently, with his work achievement and qualification, in July 2018, Venerable Master Sermchai (Phrathepyanmongkol) was granted the title of 'Associate Professor' by Mahachulalongkornrajavidyalaya University (MCU) which is the prominent Buddhist University in Thailand. And on sunday 7 october 2018 The Most Venerable Phra Thepyanmongkol or Luangphor Sermchai or Luang Pa passed away peacefully in the hospital.
« Last Edit: October 12, 2018, 05:07:55 AM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 349
  • จิตพิสัย 24

ผมไล่ฉาเจิงหรือLAICHAZENGวันนี้ผมขอแต่งกลอนเพื่อถวายความอาลัยแด่พระเดชพระคุณพระเทพญาณมงคลหรือหลวงพ่อเสริมชัย ชยมังคโลหรือหลวงป๋านะครับ โดยกลอนที่แต่งนี้ก็ให้อ่านแบบกลอนแปดหรืออ่านแบบ3คำเป็นจังหวะได้ครับและกลอนที่ผมแต่งนี้อาจไม่ไพเราะเท่าไหร่ก็อย่าถือสากันนะครับ ผมแต่งกลอนแบบบ้านบ้านนะครับ  ผมขอเรียกกลอนชุดนี้ว่ากลอนขอกราบถวายความอาลัยแด่พระเทพญาณมงคลหรือหลวงพ่อเสริมชัย ชยมังคโลและกลอนนี้มี7บทนะครับ ดังนี้
กลอนขอกราบถวายความอาลัยแด่พระเทพญาณมงคลหรือหลวงพ่อเสริมชัย ชยมังคโลที่มีจำนวน7บทโดยไล่ฉาเจิงหรือlaichazengนะครับมีความว่า

1---เจ็ดตุลาคมปีสองห้าหกหนึ่ง :blank:ข่าวเรื่องหนึ่งว่าพระดังละสังขาร
นามพระเทพญาณมงคลยอดอาจารย์ :blank:แห่งวงการพระสงฆ์วิปัสสนา
2---พระเทพญาณมงคลเริ่มก่อตั้งวัด :blank:นำทางวัดหลวงพ่อสดฯนานนักหนา
ฉายาท่านชยมังคโลนาม :blank:และชื่อท่านพระเสริมชัยครูสอนธรรม
3---หลวงพ่อเสริมชัยสมัยฆราวาส :blank:ท่านทำงานก้าวหน้าทางโลกสมหวัง
ท่านเรียนสิบแปดกายของวัดปากน้ำ :blank:เพื่อมุ่งมั่นเห็นนิพพานของพุทธา
4---พระสายตรงหลวงพ่อสดชื่อวีระ :blank:ทำวิชชาธรรมกายเก่งนักหนา
เป็นครูใหญ่วัดปากน้ำสอนวิชชา :blank:เป็นอาจารย์สอนธรรมหลวงพ่อเสริมชัย
5---หลวงพ่อเสริมชัยตอนนามมงคลบุตร :blank:ท่านเป็นสุดยอดครูสอนธรรมขาวใส
สอนพระไตรปิฎกให้คนเข้าใจ :blank:เรื่องกายใจมรรคผลได้พิสดาร
6---หลวงพ่อเสริมชัยเขียนหนังสือหลายเล่ม :blank:บางเล่มเด่นท่านให้แปลหลายภาษา
หลวงพ่อหล่อพระหลายเนื้อให้บูชา :blank:เพื่อบูชาพุทธศักดิ์สิทธิ์และความดี
7---เสียงหลวงพ่อเสริมชัยมากมีมนต์ขลัง :blank:หลวงพ่อหวังให้โลกคนสัตว์สุขศรี
กายคนหยาบของหลวงพ่อสิ้นชีวี :blank:ทุกนาทีขอกราบท่านด้วยอาลัย

---------จบจำนวน7บทแล้วนะครับ-----------

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 565
  • จิตพิสัย 27
ฉัตรสุมาลย์ : ไม่ได้กราบลาหลวงป๋า-ข่้อความจากhttps://www.matichonweekly.com/column/article_144789

พระภิกษุไทย ถ้าอายุคราวพ่อ เราก็จะเรียกท่านว่า หลวงพ่อ อายุคราวปู่เราก็เรียกว่า หลวงปู่ หนุ่มน้อย เราก็เรียกท่านว่าหลวงพี่ เป็นต้น

แต่ก็มีที่เราเรียกต่างไป เช่น หากตอนที่ท่านเป็นฆราวาส ลูกเรียกป๋า พอบวช ลูกๆ ก็เรียกว่า หลวงป๋า ถ้าเป็นเชื้อจีนก็เรียกหลวงเตี่ย เช่น อดีตสมเด็จวัดสระเกศ (สมเด็จเกี่ยว) เราก็จะเรียกท่านด้วยความสนิทสนมว่า หลวงเตี่ย บางครั้งเฉพาะลับหลัง แต่บางครั้งก็เรียกแม้ต่อหน้า

ที่จังหวัดราชบุรี ก็มีหลวงป๋าค่ะ ทั้งจังหวัดก็มีรูปเดียวนี่แหละ ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ท่านไปบุกเบิกเองเลยทีเดียว จนเป็นวัดที่ใหญ่โตในจังหวัดราชบุรีปัจจุบัน

ท่านมรณภาพอย่างกะทันหัน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา (2561) ตอน 11 โมง ท่านยังเทศน์สอนอยู่เป็นปกติ ข่าวไม่ได้ยืนยัน คือทราบจากแม่ค้าที่หลวงป๋าเคยไปซื้อของในตลาดปฐมมงคล ว่า ท่านล้มในห้องน้ำ ตอนบ่ายสามโมง และมีอาการเสลดติดคอ ส่งโรงพยาบาลดำเนินสะดวก ท่านไปมรณภาพที่นั่น สิริรวมอายุ 89 ปี 31 พรรษา

การล้ม ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเสลดติดคอ และเสลดติดคอก็ไม่ใช่เหตุของการล้มนะคะ ฟังหูไว้หู ความมันยังไม่ค่อยลงตัว บางคนที่ล้มแล้วเส้นเลือดในสมองแตก มักจะเป็นเพราะเส้นเลือดในสมองแตกแล้วจึงล้ม ขอให้ทางวัด หรือทางลูกหลานของท่านออกมาชี้แจงจะดีที่สุด

ท่านธัมมนันทาทราบข่าวว่าหลวงป๋ามรณภาพทางเฟซบุ๊กของศิษย์ท่านคนหนึ่งที่เคยบวชที่วัดนั้น เขาขึ้นรูปหลวงป๋า และขอแสดงความอาลัย

ผู้เขียนก็ยังไม่แน่ใจ เพราะการโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กบางทีก็เชื่อไม่ได้ อย่างเช่นในกรณีของท่านพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร ที่มีการโพสต์เรื่องราวแสดงความอาลัยทั้งๆ ที่ท่านยังนอนอยู่โรงพยาบาลตำรวจ เป็นต้น

ท่านธัมมนันทาขอการยืนยันจากลูกศิษย์คนที่โพสต์ข้อความ ยืนยันว่าเป็นจริงตามนั้น เราคอยฟังข้อมูลที่มาโดยตรงจากทางวัด

 ในที่สุด วันที่ 9 จึงมีข้อมูลว่าจะมีการสรงน้ำวันที่ 10 ตุลาคม อาจจะเป็นเพราะวันที่ 9 เป็นวันพระใหญ่ บรรดาพระสงฆ์จะไม่สะดวก เพราะต้องลงปาฏิโมกข์ และอาจจะเป็นเพราะต้องรอน้ำหลวงอาบศพ ซึ่งจะมาวันที่ 10

เราจึงไปร่วมงานสวดอภิธรรมคืนแรก คือวันที่ 10 ก่อนสวดอภิธรรม คืนนั้น พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี) จากวัดราชโอรสาราม เป็นพระผู้ใหญ่ที่มีความเมตตามาเทศน์หน้าศพ

ทางฝ่ายบ้านเมืองก็มีตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัดราชบุรีมากันพร้อมหน้าพร้อมตา

ทางฝั่งสงฆ์ มีท่านเจ้าคณะภาค ที่เป็นเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ มาเป็นประธาน แต่ไม่เห็นเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ยินเจ้าหน้าที่ประกาศ

คณะภิกษุณีสงฆ์เบียดกันไปในรถตู้ที่เช่ามาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ไปช้า แต่อาคารชั้น 3 อันเป็นที่ตั้งศพก็เต็มแน่น ด้านหน้า เป็นรูปพระพุทธเจ้า ตั้งศพหลวงป๋าไว้ที่ด้านซ้ายของพระประธาน พระสงฆ์สวดอภิธรรม 8 รูปนั่งเรียงกันลงมา

พระสงฆ์ที่มาหันหน้าเข้าหาศพ มีพระผู้ใหญ่นั่งเต็มจนยันประตู อีกล็อกหนึ่ง พระสงฆ์นั่งหันหน้าเข้าหาพระประธาน จัดเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นพระสงฆ์ อีกฝั่งหนึ่งเป็นญาติโยม ใส่ขาวหมดค่ะ คำนวณด้วยสายตาน่าจะประมาณ 400 รูป/คน

ภิกษุณีสงฆ์นั่งอยู่ข้างนอกทางฝั่งขวาของพระประธาน ที่จัดเก้าอี้เพิ่มสำหรับสงฆ์ มีพระภิกษุบางรูปทักทายท่านธัมมนันทาด้วยความคุ้นเคย รูปหนึ่งเข้ามาทักเพราะเคยอ่านหนังสือของท่าน

 หลังจากเสร็จพิธีแล้ว เจ้าหน้าที่ประกาศให้พระภิกษุได้กราบหลวงป๋า บรรดาพระผู้ใหญ่ทยอยกลับ พระภิกษุพากันเข้าไปกราบที่หน้าศพ ที่จัดอย่างเรียบง่าย โลงเป็นไม้ น่าจะเป็นไม้สักเรียบ การจัดดอกไม้ยังไม่ลงตัวเพราะเป็นคืนแรก

ภิกษุณีสงฆ์รอจังหวะท้ายขบวน ก่อนที่ฆราวาสจะเข้ากราบศพ จึงได้ไปกราบลาหลวงป๋า น้อมใจขอขมาท่านที่ไม่ได้เข้ามากราบท่านเลยในช่วงสองปีสุดท้าย เจ้าหน้าที่ประกาศว่า จะมีสวดพระอภิธรรมให้หลวงป๋าไปเรื่อยๆ

ทีนี้ จะเล่าว่า ทำไมถึงต้องเขียนถึงหลวงป๋า
มารดาของผู้เขียน เข้าไปศึกษาวิชาธรรมกายจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ (สด) ตั้งแต่ พ.ศ.2497 ผู้เขียนเองเข้าไปเรียนวิชาสัมมาอรหัง พ.ศ.2498 ส่วนหลวงป๋านั้น สมัยเป็นฆราวาส ท่านชื่อเสริมชัย ท่านจบปริญญาโท และทำงานกับสถานทูตสหรัฐในประเทศไทย ท่านเคยเล่าว่า ท่านยังได้รับบำนาญจากรัฐบาลอเมริกันอยู่เลย

ท่านออกบวชเมื่ออายุ 57 รวมเวลาที่ท่านรับใช้พระศาสนาจนมรณภาพ 32 ปี สมณศักดิ์สุดท้าย ท่านเป็นพระเทพญาณมงคลค่ะ งานที่ท่านสร้างทำที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามที่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ไม่ใช่ธรรมดาถ้าไม่มีบารมี

นอกจากการสร้างวัดแล้ว ท่านยังได้วางระบบการศึกษาให้พระเณรอีกด้วย ขอติดตามอ่านรายละเอียดจากทางวัดโดยตรงจะสมบูรณ์กว่า

เมื่อผู้เขียนออกบวช พ.ศ.2544 ท่านธัมมนันทาก็โดนกระหน่ำจากเสียงของผู้ที่ไม่เห็นด้วย หลวงป๋าเป็นภิกษุรูปแรกที่มาเยี่ยมถึงที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี ขณะนั้น พระภิกษุณีวรมัยยังมีชีวิตอยู่อายุ 93 แต่ไม่ได้ออกรับแขกหลายปีแล้ว

หลวงป๋าขึ้นไปเยี่ยมถึงห้องนอน และทักว่า ธาตุขันธ์ท่านละเอียดมาก หนังที่หลังมือของท่านใสเหมือนพลาสติก มองเห็นเส้นเลือดดำแดงได้ชัดเจน หลวงป๋าท่านถือว่าภิกษุณีวรมัยเป็นลูกศิษย์ผู้พี่

ท่านกำชับให้ลูกๆ ดูแลท่านให้ดีๆ ท่านเอาเงินใส่ซองให้ 10,000 บาท แล้วเขียนจดหมายมีความยาว 6 หน้ากระดาษฟุลสแก๊ป คนสมัยใหม่อาจจะไม่รู้จักนะคะ เป็นหน้ากระดาษยาว มีเส้น ท่านเขียนด้วยปากกาหมึกซึม สั่งสอนว่า ลูกผู้หญิงที่ออกบวชนั้นพึงทำอย่างไร

ประทับใจผู้เขียนมาก ท่านเขียนมาก่อนแล้ว พอไปถึงท่านก็เอาซองส่งให้ลูกที่รับรองท่านให้มอบให้กับท่านธัมมนันทา ซึ่งไม่ได้อยู่รับจดหมายจากท่านด้วยตัวเอง

 

วันที่ 24 มิถุนายน 2546 เมื่อภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ มรณภาพเมื่ออายุ 95 ท่านมานั่งเป็นเพื่อนศพเป็นหลักใจให้บรรดาลูกๆ เพราะท่านธัมมนันทาอยู่ต่างประเทศ กำหนดกลับในวันเดียวกันนั้น

บุญคุณนี้มิอาจทดแทน

หลวงป๋าจึงเป็นผู้ที่ผู้เขียนรู้สึกเคารพนับถืออย่างยิ่ง

แต่เนื่องจากการเป็นภิกษุณีเป็นเรื่องที่ทางการและคณะสงฆ์ยังไม่ยอมรับ จึงทำให้ท่านไม่สามารถแสดงออกนอกหน้าได้

แม้เมื่อพาภิกษุณีต่างชาติไปเยี่ยม ท่านให้การรับรอง โดยนั่งบนเก้าอี้รับรองเสมอกัน แต่ขอร้องว่า อย่างให้รูปออกไปปรากฏทางสื่อ

เราก็เข้าใจและเคร่งครัดในเรื่องนี่มาตลอดด้วยความเคารพท่านอย่างยิ่ง

 

ครั้งหนึ่ง สมเด็จเกี่ยวมีกำหนดการจะไปเททองพระพุทธรูปที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ท่านส่งข่าวมาว่า ให้ลูกภิกษุณีไปกราบสมเด็จเกี่ยวในงาน พอไปถึง ท่านก็เป็นผู้นำเข้าไปกราบสมเด็จเกี่ยวเอง

เช่นนี้ นับเป็นบุญคุณอย่างเหลือล้น

ในงานการหล่อรูปหลวงพ่อสดขนาดหน้าตัก 5-6 นิ้วที่ทางวัดทำออกมานั้น บางรุ่นไม่เหมือนหลวงพ่อสดเท่าไรนัก ท่านธัมมนันทาก็เลยเอารูปหล่อที่ทางวัตรทรงธรรมฯ เคยทำนานแล้วไปถวาย หลวงป๋าถูกใจมาก บอกว่า “เออ รูปนี้เหมือนหลวงพ่อ”

ด้วยความสัมพันธ์ที่อบอุ่นเช่นนี้ เมื่อหลวงป๋าจากไป เราได้แต่น้อมกราบแทบเท้าด้วยความคารวะและอาลัยยิ่ง

…บัดนี้ไม่มีหลวงป๋าแล้ว…

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1088
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร

อนุโมทนาสาธุ นี้แหละใจพระโพธิสัตว์

แว๊บแรกที่ใครๆพบหลวงป๋า จะเจอน้ำเสียงที่ขึงขัง จริงจัง ระเบียบจัด กระฉับกระเฉง ไม่เหมือนพระหลวงปู่หลวงตาทั่วๆไป ที่จะเชื่องช้า และนิ่มนวล ตามวัยสังขาร

ฉนั้น แรกพบ หลายๆคน จะเกรงๆหลวงป๋า อาจไม่ทุกกรณีนะ

.....

แต่ถ้าได้อยู่กับท่านนานพอสมควร ใครๆก็รักท่าน และชื่นชอบบุคคลิกของท่านเป็นอย่างยิ่ง หลายๆคนยอมให้ท่านดุด่าว่ากล่าว ว่าเป็นการให้พร

เพราะบุุคคลิก ขึงขัง เสียงดังกังวาล จริงจัง และกระฉับกระเฉง ล้วนเป็นบุคคลิกของท่านที่มีบารมีน่าเกรงขาม และท่านมักจะกระตุ้นเตือนให้ทุกๆคนรอบๆตัวท่าน กระฉับกระเฉงอยู่เสมอ ทำให้ศิษย์ล้วนมีบุคคลิกที่ตื่นตัวและเบิกบาน มีประสิทธิภาพกันอยู่เสมอๆ

และสิ่งที่ได้สัมผัสจริงๆก็คือ หลวงป๋าท่านเมตตามากๆ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รวยจน ท่านล้วนแสดลออกเสมอเหมือนกันหมด แถมยังใส่ใจศิษย์ทุกๆคนด้วย

หลายๆท่านมีประสบการณ์ที่หลวงป๋าคอยช่วยเหลือญาติพี่น้องพ่อแม่ ที่ไม่สบาย หรือคอยบำบัดทุกข์บำรุงสุข และการภาวนาเอาใจช่วยในเรื่องต่างๆให้สมปราถนา

ทั้งหลวงป่ายังห่วงสารทุกข์สุกดิบของลูกศิษย์อยู่เสมอๆ

หลายๆท่านมีประสบการณ์ที่ได้พบเจอท่านเช่นนี้แล

ความรักที่ลูกศิษย์มีให้ท่าน ไม่ได้มีตามกระแสความนิยม หรือเพราะหลวงป๋าคือเจ้าอาวาส คือครูบาอาจารย์ แต่ทุกคนรักท่าน เพราะประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้พบเจอและสัมผัสกับท่านนั่นเอง

ต่อไปนี้ไม่มีท่านแล้ว ผู้เป็นเสมือนพ่อแม่อีกท่านหนึ่งทางใจของเรา ใจหาย แต่ก็ต้องทำใจ ถึงแม้หลายๆท่าน จะพบเจอท่านได้ในสมาธิอยู่เป็นปกติก็ตาม


Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 565
  • จิตพิสัย 27
เมื่อหลายปีก่อนก่อนก่อนนะครับ เก่ามากครับ ผมก็เคยอ่านข่าวที่มีภาพหลวงพ่อเสริมชัย ชยมังคโล ไปดูใจของท่านแม่พระวรมัย กบิลสิงห์ ครั้งสุดท้ายที่วัดทรงธรรมกัลยาณี ครับ ซึ่งในภาพนั้นหลวงพ่อเสริมชัย และท่านแม่พระวรมัย ต่างเปี่ยมด้วยสุขแห่งธรรมกันมากมากครับ และที่น่าประทับใจมากคือท่านแม่พระวรมัย กบิลสิงห์สามารถรักษาการเห็นดวงเห็นกายที่ถูกต้องได้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตการบวชทางมหายานของท่านแม่พระวรมัยครับ  จะเห็นว่าหลวงพ่อเสริมชัยและครูอาจารย์สายวิชชาธรรมกายต่างให้กำลังใจกันในทางละเอียดอยู่เสมอซึ่งคนทั่วไปที่ยังไม่เห็นธรรมไม่สามารถเข้าใจได้เลยครับ