Author Topic: ตีแผ่ "วัดป่า"  (Read 176 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline cheseco12

  • Newbie
  • *
  • Posts: 2
  • จิตพิสัย 0
ตีแผ่ "วัดป่า"
« on: November 12, 2018, 03:32:31 PM »
เห็นกระแสวัดธรรมกายแรงมาก มีแต่คนออกมาตีแผ่  ฮี่ๆๆ  ก็เลยอยากตีแผ่เรื่องราวของวัดอีกสายให้ทุกคนได้รู้จัก
เรื่องที่จะนำมาตีแผ่ ล้วนเป็นประสบการณ์ตรงของ จขกท.ทั้งสิ้น  โปรดใช้วิจารณญาณ อาจจิมี bias เกิดขึ้นได้ ^^

อย่าเชื่อในสิ่งที่ จขกท.เล่า แต่ควรไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง อิอิ

>> วัดป่าส่วนใหญ่บรรยากาศจะร่มรื่น  ใกล้ชิดธรรมชาติแบบสวดๆ  ถึงต้นไม้จะเยอะ ใบไม้จะร่วงขนาดไหน แต่ใบไม้หรือจะสู้ความขยันของพระได้  ท่านจะทำความสะอาดเสนาอาสนะทุกวัน  ดังนั้นเวลาเรามองไปทางซ้ายก็ดี ทางขวาก็ดี จะสะอาดเอี่ยมอ๋องเลย ^^

พระวัดป่าท่านจะฉันท์มื้อเดียว  เวลาฉันท์ก็จะเอากับข้าวหลายๆอย่างรวมลงกันในบาตร คิดว่าน่าจะเป็นอุบายเพื่อละความยึดติด  พอฉันท์เสร็จท่านก็จะแยกย้ายกันไปภาวนา ต่างองค์ก็ต่างกลับกุฏิไม่ได้มาคลุกคลีกับญาติโยม 

ถ้าหวังลาภสรรเสริญ หวังทรัพย์สินเงินทอง อย่ามาบวชวัดป่าเด็ดขาด เพราะท่านจะไม่มีกิจอย่างอื่นนอกจากการภาวนา  ไม่มีรับนิมนต์ไปงานแต่ง งานศพ งานปอยใดๆทั้งสิ้น  ขนาดมีโยมเอาเงินใส่บาตรในตอนเช้า ท่านยังไม่จับเลย ถึงขนาดคว่ำบาตรกองไว้ แล้วให้เด็กวัด(เราเอง ฮี่ๆ)เก็บเอาปัจจัยส่วนนี้ไปถวายหลวงปู่เพื่อเป็นของสงฆ์ต่อไป ท่านจะเคร่งพระวินัยกันมาก  เท่าที่เราสัมผัสพระวัดป่าท่านไม่ได้สนใจกับเรื่องพวกนี้เลย เชื่อว่าทุกคนต่างก็มีเป้าหมายเพื่อการพ้นทุกข์ทั้งสิ้น   ไม่ใช่คนที่ล้มเหลวในชีวิตแล้วหันหน้ามาซบธรรมะ  ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในทางโลกทั้งสิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นวิศวะ บางคนก็เป็นหมอ บางคนก็เป็นกัปตันเครื่องบิน บางคนก็เป็นถึงระดับอภิมหาเศรษฐี  น่านับถือท่านเหล่านั้นจริงๆที่สามารถละทิ้งสมมุติของโลก แล้วมาอยู่วัด ต้องตื่นแต่เช้าไปบิณฑบาตร ได้ฉันท์ข้าวแค่มื้อเดียว  มานอนกุฏิเก่าๆ  มาใส่จีวรสีกรัก 

ในขณะที่หลายๆคนดิ้นรนหาแทบตาย แล้วทำไมคนจำนวนนี้ถึงพากันทิ้งทุกอย่าง
มันต้องมีเหตุผลสักอย่าง สงสัยกันไหมค่ะ ??

เราทุกคนต่างก็รู้ดีว่าทุกชีวิตต้องเจอการเกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ตาย 
เราทุกคนต่างก็รู้ดีว่าในเวลาสุดท้ายของชีวิตต่อให้มีเงินมากองอยู่ตรงหน้ามากแค่ไหน ก็ไม่สามารถใช้ต่อรองกับพญามัจจุราชได้
เราทุกคนต่างก็รู้ดีว่าบุกุศลเท่านั้นที่จะติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ

มันก็แค่รู้แต่ปล่อยวางไม่ได้

ความอยากยังมีอยู่เต็ม4ห้องหัวใจ เห็นเงินมากองอยู่ข้างหน้า ความอยากก็เดือดผุดๆขึ้นในใจแล้ว
นั่นถูกต้องแล้ว เป็นธรรมดา เพราะการปล่อยวางไม่ใช่แค่การบอกตัวเองว่าปล่อยวางดิ เห้ย ปล่อยวาง
การปล่อยวาง การละกิเลสต้องเกิดจากการภาวนา ปัญญาทางโลกกับปัญญาทางธรรมมันคนละส่วนกัน ^^

ตอนนี้เราเองก็ยังเป็นแค่ผู้ฝึกตน กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลทางธรรม  ยังเป็นเด็กเอ๋ยเด็กน้อยอยู่
หากมีวันหยุดก็จะไปภาวนาที่วัด  หลบโลกวุ่นๆไปซบอ้อมกอดของธรรมชาติ  ไปซบอ้อมกอดของธรรรมะ

อยู่สบายดีๆไม่ว่าดีอยากไปใช้แรงงานอยู่วัด อยากไปอดหลับอดนอน อยากไปนอนพื้นแข็งๆ อยากไปกินข้าวมื้อเดียว อยากไปอาบน้ำเย็นๆ

ตอนเช้าๆก็ต้องช่วยเตรียมกับข้าวถวายพระ ถัดจากนั้นก็ต้องปัดกวาดเช็ดถู ทำความสะอาดโรงครัว  ล้างถ้วยทีกองเท่าภูเขา ล้างไปมองกองถ้วยไป น้ำตาจิไหล   ล้างจนมือลอกทั้งมือเลยนิ แต่ขอเม้าส์ตอนนี้ขั้นเทพแบ้ว ฮ่าๆๆ โรงครัวของวัดป่าจะเนี๊ยบมาก  ขนาดตูดหม้อก็ห้ามดำนะจ๊ะ  ขัดแล้วขัดอีกอยู่นั่น  เมื่อก่อนเราทำอะไรไม่เป็น แต่ตอนนี้ทำเป็นหลายอย่างเลย อัพ levelขึ้นเรื่อยๆ ได้สารพัดเทคนิคจากบรรดาป้าๆที่วัด เชฟกะทะเหล็กก็เชฟกะทะเหล็กเถอะ  5555

พอเสร็จทางครัวแล้วก็ไม่มีอะไรแล้ว  ก็นั่งสมาธิไป เดินจงกรมไป สวดมนต์ไป แค่นั้น 
หยุดเขี่ยโทรศัพท์ชั่วขณะ ได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง  ทบทวนตัวเองไป 
จิตนคร+กายนคร มีอะไรมากมายรอให้เราเรียนแล้วแล้วทำความเข้าใจ ^^
ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่ใครหลายๆคนคิดนะค่ะ 

ตกเย็นมาหลวงปู่ท่านก็จะพาสวดมนต์  แล้วก็ถาม ตอบปัญหาธรรมะกับลูกศิษย์ลูกหา ใครติดปัญหาด้านการภาวนาตรงไหนก็สอบถามได้
อยู่กันเป็นแบบครอบครัว  คนที่วัดจะรู้จักใกล้ชิดกันมาก    ไม่ใช่แม่ก็เหมือนแม่ ไม่ใช่พ่อก็เหมือนพ่อ ไม่ช่ยายก็เหมือนยาย ไม่ใช่พี่น้องก็เหมือนพี่น้อง  ครอบครัวญาติธรรมที่นี่น่ารักมากค่ะ  รู้สึกโชคดีมากที่ได้มาอยู่ในครอบครัวนี้ 

เวลานอนก็จะกางเต๊นท์นอนตรงลาน  นอนบนพื้นซีเมนต์นี่แหละ  แค่มีหมอนสักใบ มีผ้าห่มสักผืนก็อยู่ได้แล้ว  ตอนกลางคืนจะมีดาวเต็มท้องฟ้าเลย จริงๆแค่นอนมองดาวแล้วก็นอนฟังเสียงจิ้งหรีด นอนฟังเสียงสัตว์ร้องระงมลั่นป่าก็มีความสุขแล้ว  พยายามมีสติรู้ตัวในทุกๆลมหายใจเข้าออก การอยู่กับปัจจุบันเป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุด  เวลาอยู่วัดปกติเราจะนอนประมาณวันละ 3 ชั่วโมง บางทีก็หลับๆตื่นๆ นั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง สลับกันไป 

ตอนกลางคืนที่วัดจะไม่ใช้ไฟฟ้านะค่ะ จะใช้ตะเกียง  เวลามองไปตามกุฏิพระตอนดึกๆจะเห็นแสงตะเกียงสว่างเกือบทั้งคืนเลย บางทีเราก็สงสัยว่าท่านไม่หลับไม่นอนกันบ้างหรอ ฮ่าๆ  เห็นเดินจงกรมตะคุ่มๆกันอยู่จนดึกดื่นเลย   บรรยากาศการภาวนาตอนกลางคืนจะครึกครื้นมาก  ญาติโยมก็จะพากันเดินจงกรม นั่งสมาธิเต็มไปหมด  ตอนดึกๆหลวงปู่ก็จะถือไฟฉายเดินตรวจทั่ววัดเลย   บางทีเราแอบหลับ ท่านก็เอาไฟฉายส่องเข้ามาในเต๊นท์เลย  กระเด้งตัวตื่นแทบไม่ทัน ฮ่าๆๆ  สนุกดีนะ 5555

น่าแปลกถึงจะทำงานหนัก แล้วก็พักผ่อนน้อย แต่เชื่อไหมแทบไม่รู้สึกเพลียเลย แถมยังสดชื่นม๊ากก  ^^
ที่สำคัญไม่ป่วยด้วย  อิอิ ขนาดช่วงหน้าหนาว นอนกลางลานโล่งเกือบ 2 อาทิตย์  หวัดก็ยังไม่มาเยือนเลย

เราเสพติดความสุขใจตรงนี้มาก  พอว่างปุ๊บก็จะไปวัดปั๊บ ไปจนคนรอบข้างพากันเป็นห่วง ฮ่าๆ แต่มันก็อธิบายยากเราก็เลยเลี่ยงๆไม่ตอบ
วันจันทร์-ศุกร์ เราก็กลับมาใช้ชีวิตทางโลกเหมือนเดิม ก็ลั๊ลล๊า ร่าเริง สนุกสนานไปตามประสาเหมือนเดิม
ถ้าเราไม่เล่าก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราฮาร์ตคอเรื่องวัดเรื่องวาขนาดไหน 
เล่าไปเด่วเค้าไม่เข้าใจจะหาว่าเราบ้า ฮ่าๆ เงียบไว้เถิดจะเกิดผล  ทุกวันนี้จะขึ้นคานก็เพราะไปแต่วัดเนี๊ยแหละ 555

การปฏิบัติธรรมที่ดีก็คือควรทำในทุกๆวัน ทำในทุกๆกาล พยายามมีสติรู้ตัวในทุกขณะๆ  ฝึกอยู่กับปัจจุบันให้มาก
นอกจากนั้นการจะปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้าควรมีศีลเป็นพื้นฐาน
ส่วนการไปอยู่วัดก็เป็นเพียงแค่การเร่งความเพียรเท่านั้น 

ตอนนี้เริ่มได้สัมผัสบ้างแล้วว่าใจที่ดีที่สุดคือ ใจที่เป็นอิสระกับทุกสิ่ง
กำลังอยู่ในขั้นตอน ทำความรู้จักตัวเอง ส่วนไหนที่ดีก็รักษาไว้ ส่วนสิ่งไหนที่ไม่ดีก็ปรับให้ดี
พอเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจผู้อื่นด้วย  เราจะเกิดเมตตากับผู้คนอย่างเท่าเทียม ^^
แทงบอลชุด
*******************************************************************
ไม่ต้องพกเงินมาสักบาทค่ะ  ข้าวก็ฟรี ที่นอนก็ฟรี  ฟรีทุกอย่าง  พกแค่ใจมาก็พอ ^^
ลองมาพิสูจน์ด้วยตัวเองนะค่ะ  แล้วจะได้เห็นใจโล่งๆ ใจเบาๆ ใจสบายๆ
มาลงทุนด้วยกันเถอะค่ะ มาสร้างอริยะทรัพทย์กัน จะเป็นทรัพทย์ที่ติดตัวเราข้ามภพข้ามชาติ
เพราะลองพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าดีแล้ว จึงนำมาบอกต่อ 5555
เหมือนโฆษณาขายของเลยเนอะ 

*****วัดป่าเป็นโลกอีกใบที่ซ่อนตัวอยู่ในโลกวุ่นๆใบนี้*****
**วัดป่าเป็นโลกอีกใบที่ควรค่าแก่การเข้าไปทำความรู้จัก**

หวังว่าจะเกิดประโยชน์กับใครหลายๆคน
ไม่จำเป็นต้องรอให้ความทุกข์มาเยือนถึงเข้าวัด  สุขกายสบายใจก็เข้าวัดได้

ถ้าหากสิ่งที่เขียนไปนี้ กระทบกิเลสผู้ใดก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนะค่ะ ^^

เด็กวัด

edit ครั้งที่ 1 : ย้ำอีกครั้งนะค่ะ  ว่าทั้งหมดนี่คือประสบการณ์ตรงที่ จขกท.พบเจอมา  ตั้งใจเขียนด้วยเจตนาอันดี
หากมีความอยากที่จะพูดวาจาใดที่ไม่เหมาะสม กรุณาสำรวจดูใจตัวเองก่อนที่จะ comment
สังเกตดูใจดีๆว่ามันร้อนไหม มันเดือดไหม มันขุ่นไหม
ถามตัวเองก่อน "จะทำเพื่ออะไร"

ในโลกนี้หาได้ยากที่อะไรจะเลวแท้หรือดีแท้
ดังนั้นจึงไม่ปฏิเสธว่า ถึงจะขึ้นชื่อว่าวัดป่าก็ต้องมีด้านมืดด้านสว่างเหมือนกัน

ดังนั้น

อย่าให้ศรัทธานำปัญญา  เวลาจะไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหาวัดไหน ควรใช้ปัญญาตรวจสอบดูก่อน
วิธีดูพระที่ง่ายที่สุดคือ ดูว่าท่านทำตามข้อวัตรเคร่งไหม   ศีล 227 ข้อท่านรักษาได้ครบไหม  แค่นี้จบ !!

ส่วนพระองค์ใด พระรูปใดที่เราได้ยินคนเล่ามาในทางเสียๆหายๆ  แค่เค้าเล่ามาว่าเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ แต่เราไม่ได้เห็นกับตาตัวเองก็อย่าเพิ่งตัดสิน  การตัดสินคนจากลมปากเป็นสิ่งที่น่าเขลายิ่งนัก ยิ่งนำไปเล่าต่อในทางเสียๆหายๆยิ่งบาปไปใหญ่  อย่างไรเสียท่านก็มีศีลที่มากกว่าเรา  หากท่านทำผิดจริงท่านก็จะได้รับกรรมในส่วนของท่านอยู่แล้ว อย่าไปแบ่งกรรมมาเลย ไม่ใช่แค่พระแม้กับคนทั่วๆไปการนำเรื่องของคนอื่นไปเล่าเสียๆหายๆก็เป็นบาปเหมือนกัน  หากสังเกตใจดีๆขณะที่เล่าเรื่องของผู้อื่นในทางเสียๆหายๆใจจะขุ่นขึ้น  บอกตัวเองไปเราเองดีพอหรือยังที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น  เพ่งโทษคนอื่นให้น้อยลง เพ่งโทษตัวเองให้มาก  ^^

ขออภัยอีกครั้ง หากสิ่งที่เราพิมพ์ลงไปกระทบกิเลสผู้ใดเข้า ขออโหสิกรรม ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

edit ครั้งที่ 2 : มีหลังไมค์เข้ามาสอบถามชื่อวัดเป็นจำนวนมาก 
ต้องขออภัยจริงๆที่ไม่สามารถบอกชื่อวัดได้ด้วยเหตุผลบางประการ
หากมีบุญสัมพันธ์กันคงได้เจอกันที่วัดนะค่ะ ต้องขออภัยจริงๆ

ขอตอบกว้างๆ ดังนี้

วัดป่าที่ จขกท.ไปทำบุญ จะอยู่จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเรียนอยู่ที่นี่ ยังเป็นเด็กมหาลัยอยู่เลยค่ะ   ^^
นอกจากวัดที่ จขกท.ได้กล่าวถึง ยังมีอีกหลายๆวัดที่มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ปฏิบัติดีปฏิชอบอยู่ แต่ จขกท.ยังไม่ได้มีวาสนาไปกราบ

หากเป็นแถวอำเภอ แม่แตงก็จะเป็นวัดอรัญวิเวก วัดป่านาบุญ วัดป่าหมู่ใหม่ วัดป่าพระอาจารย์ตื้อ วัดป่าสะลวง วัดดอยพระเจ้าตนหลวง
หากเป็นแถวเชียงดาวก็จะเป็นวัดถ้ำผาปล่อง
หากเป็นแถวเมืองก็จะเป็นวัดสันป่าสักวรอุไร วัดสันติธรรม

ย้ำ !!! หากจะเข้าไปกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ควรเช็คตารางเวลาก่อนว่าท่านจะลงโปรดญาติโยมเวลาไหนบ้าง  หากเป็นเวลาที่ท่านพักแล้วไม่ควรเข้าไปรบกวนท่าน แต่ละวัดก็จะมีกฏกติกาที่แตกต่างกันไป ดังนั้นควรทำตามกฏที่ทางวัดตั้งไว้เช่น บางวัดห้ามถ่ายรูปพ่อแม่ครูบาอาจารย์  บางวัดห้ามให้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ปลุกเสกวัตถุมงคล เป็นต้น  ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อช่วยกันรักษาธาตุขันธ์ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ แล้วก็เป็นการป้องกันการทำกรรมแบบไม่รู้ตัว 

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆท่านนะค่ะ  ^^