Author Topic: ท่องเมืองนรก เปิดบัญชีบุญ-บาป แม่ชีอาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น  (Read 13558 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline nut33

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 359
  • จิตพิสัย 54
  • Gender: Male
  • http://www.dhammakaya.tv
ท่องเมืองนรก เปิดบัญชีบุญ-บาป
         แม่ชีอาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น ตั้งแต่รู้ข่าวหลวงพ่อวัดปากน้ำ(ภาษีเจริญ) ท่านไปเทศน์โปรดสัตว์นรก และรู้ช่องทางที่จะไปแล้วก็เริ่มทำสมาธิ และฝึกหัด “ม้าแก้ว” คล่องแคล้วอยู่ทุกวัน รอโอกาสที่จะหนีหลวงพ่อไปนรกบ้าง
         วันหนึ่ง สบโอกาสเหมาะหลวงพ่อท่านถูกนิมนต์เข้ากรุงเทพฯ แม่ชีอาจารย์ สั่งเพื่อนในห้องฝึกหัดกรรมฐานว่า “อย่าให้ใครมายุ่งกับร่างกายของฉันนะ”
แล้วก็เข้าที่ทำ “สัมมา อะระหัง” เดินฌานจนดิ่งเงียบสงบดีแล้วจึงอธิฐานขอไปเที่ยวเมืองนรกบ้าง แล้วก็ขึ้นขี่ม้าแก้วห้อออกไปจากวัด
         แม่ชีอาจารย์เล่าว่าพริบตาเดียวเท่านั้นถึงเมืองนรกนี้ไม่ไกลเลย รูปร่างของเมืองมองเห็นกำแพงแต่ไกล เป็นกำแพงเก่าๆ มีคนเฝ้าแต่ม้าแก้วห้อเร็วเหลือเกิน พอคนอ้าปากถามเท่านั้น แม่ชีอาจารย์ยังไม่ทันตอบว่ากระไร ม้าแก้วก็กระโดดพรึบไปแล้ว
         ภายในกำแพงมองเห็นบ้านเรือน 2-3 หลัง แต่เป็นหลังใหญ่ๆ ผู้คนมีทั้งชายและหญิง ร่างกายหน้าตาเหมือนมนุษย์เราดีๆนี่เองแต่ไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นหนึ่งติดตัว
         แม่ชีอาจารย์บ่นกับม้าแก้วดังๆว่า “พวกนี้บัดสีจริงๆ ดูซิเดินแก้ผ้าล่อนจ้อน ไม่อับอายใครๆบ้างเลยแน่ะ! ว่ายังหันมามองตาโตทะเลิ่กทะลั่กอีก ไม่รู้จักอายจริงๆเห็นไหมวิ่งมากันใหญ่แล้ว” ม้าแก้วร้องว่า “หนีเถอะๆ” “ไปหนีมันทำไม” “ประเดี๋ยวมันจะจับเราแก้ผ้าบ้างนะซีอาจารย์ บอกไม่เชื่อ หนีเถอะน่ะ” ม้าแก้วร้องเตือน
         พอดีพวกในเมืองนรกก็วิ่งมาถึง ต่างตนเข้าล้อมหน้าล้อมหลัง อีก 4-5 ตน เข้าจับม้าไว้ อีก 4-5 ตน ฉุดแขนอาจารย์ให้ลงจากหลังม้า อาจารย์ไม่ยอมลง พวกเขาก็พาออกแรงอุ้มให้ลง
         แม่ชีอาจารย์บอกว่า โมโหจริงๆ จะใช้จักรแก้วขว้างมัน มันก็จับมือไว้ ม้าก็ดิ้นทั้งเตะทั้งโขก แต่สู้พวกเมืองนรกไม่ไหว เขาพากันฉุดอาจารย์ผ่านไปตามบ้านเก่าๆโกโรโกโส เหมือนกระท่อมจวนจะพังหลายหลัง แม่ชีอาจารย์ก็มองเข้าไปในกระท่อมเหล่านั้น บางแห่งก็แลเห็นผู้หญิงเปลือยกายอยู่กับสุนัขตัวผู้ บางแห่งก็แลเห็นคนผู้ชายเปลือยกายอยู่กับสุนัขพันธ์ใหญ่ตัวเมีย ในสภาพที่นอนอยู่ในที่เดียวกัน เหมือนสามีภรรยา และบางแห่งก็แลเห็นคนอยู่กับหมู ม้า แพะ แกะ โค กระบือ
         แม่ชีอาจารย์มองแล้วแปลกใจและตกใจ จึงถามพวกนรกที่ฉุดไปว่า “ทำไมพวกนั้นจึงอยู่กับหมา เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน”
สัตว์นรกตอบว่า “มันชอบของมันอย่างนั้น ก็ต้องตามใจมัน” แม่ชีอาจารย์ถามอีกว่า “แล้วนี่พวกแกจะจับกุมฉันไปไหน?” เขาตอบว่า “นายสั่งให้จับไปให้นาย”


 
         แม่ชีอาจารย์จึงออกอุบายว่า “ไม่ต้องจับมือถือแขนดอก ปล่อยเถอะฉันเดินไปเอง ฉันนึกออกแล้ว นายของพวกเธอชื่อ ยมบาล เป็นเพื่อนสนิทกับหลวงพ่อฉันเอง ฉันตั้งใจจะมาเยี่ยม ปล่อยฉันเถอะ”
        พวกสัตว์นรกยอมฟัง จึงปล่อยมือ แม่ชีอาจารย์เดินตาม เขาก็พาเดินตรงไปยังเรือนหลังใหญ่ ท่าทางโอโถงกว่าทุกๆแห่งที่ผ่านมา
        มองเห็นทหารถือขวานเล่มใหญ่เท่าหมอนอิง ยืนท่าทางขึงขัง อยู่หน้าสองตน ข้างในมีโต๊ะตัวใหญ่ มีคนนั่งอยู่ ๓ คน คนกลางอายุประมาณห้าสิบเศษๆ หวีผมตั้ง อ้วนล่ำใหญ่โตผิวดำเป็นประกาย หน้าผากกว้าง จมูกแบนใหญ่ ไม่สวมเสื้อ แต่นุ่งผ้าอย่างดี คนนั่งข้างขวากำลังเปิดบัญชีเล่มใหญ่ ได้ยินเสียงบอกวันเกิด วันตายของผู้ที่ถูกจับมา เขาตะโกนบอกดังๆ
        แม่ชีอาจารย์ได้ยินแล้ว อยากรู้เรื่องจึงบอกกับพวกนั้นว่า “ยมบาลไม่ว่าง ฉันจะนั่งข้างๆศาลนี่แหละ ไว้ท่านว่างแล้วฉันจึงจะเข้าไปหา พวกแกไปทำอะไรก่อนก็ไปเถอะ ฉันไม่หนีหรอก เพราะฉันไม่ได้ถูกจับเข้ามา”
        พวกนั้นก็เชื่อจึงปล่อยมือ แม่ชีอาจารย์ก็เข้าไปนั่งแอบข้างประตู เพื่อจะดูว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร
        สักครู่หนึ่งก็เห็นพวกทหารผีจับผู้ชายคนหนึ่งไปมัดมือด้วยโซ่ที่คอก็มีโซ่เส้นใหญ่สวมอยู่ เขาถูกลากครึ่งจูงเข้ามาที่หน้าบันลังก์ เสมียนคนนั่งทางขวามือถามชื่อและวันเกิด แล้วถามยมบาลว่าใช่ตัวจริงไหม ยมบาลพยักหน้า
        เสมียนที่นั่งทางซ้ายมือก็ถามขึ้นว่า “แกประพฤติตัวเลวทรามมาก ข่มขืนผู้หญิงใช่ไหม” คนโทษตอบว่า “เปล่า” ในทันใดนั้นเอง ก็มีผู้หญิงสาวสองคนวิ่งมาจากห้องทางด้านหลังมาชี้หน้าผู้ชายที่ถูกจับมาแล้วร้องว่า “แกโกหก ต่อหน้ายมบาลแกยังกล้าโกหก” แล้วผู้หญิงคนนั้นก็หันมาฟ้องยมบาลว่า “ท่านเจ้าค่ะ ไอ้คนนี้แหละที่บังคับหนูกินยาเม็ดๆไป 4-5 เม็ด แล้วบังคับหนูนอน แล้วทำร้ายหนูค่ะ”
        แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ร้องไห้รำพันว่า “โธ่! หนูอุตส่าห์ยอมลำบากมา ทนเป็นลูกจ้างมัน เพื่อจะเอาเงินไปให้แม่ซื้อยารักษาตัว มันยังทำหนูได้”
พอชายคนนั้นจะเถียงอีก เขาก็สะดุ้งขึ้นจนสุดตัวเหมือนถูกทำร้าย เขาร้อง “โอ๊ย!” เสียงดังลั่น
        และในทันใดนั้น ปากของเขาก็ฉีกออกไป ลักษณะของแผลเหมือนถูกเสือตะปบ เลือดออกท่วมปากทันที เสียงเขาร้องครางอย่างเจ็บปวด และว่า “ผมทำผิดแล้ว ขอโทษด้วยๆ”
         ยมบาลร้องสั่งทันทีว่า “เอาไป เอามันไป ปากแข็งนัก ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับ กลางวันให้เอาหอกแทงปากทะลุถึงท้อง กลางคืนให้นอนกับหมาป่า”

         แล้วยมบาลหันมาพูดกับหญิงสาวอย่างมีเมตตา “เจ้าเป็นคนดี มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ แต่มีกรรมเก่ามาตามทัน จึงต้องเสียชีวิตก่อนอายุขัย เราจะให้เจ้าไปพักที่ปราสาทก่อน รอกำหนดที่จะจุติไปชั้นดาวดึงส์ ไปเถิดไปสู่ที่เป็นสุข”
        แม่ชีอาจารย์เล่าว่า พอยมบาลให้พรเสร็จเท่านั้น แทบไม่น่าเชื่อ แม่ชีอาจารย์ต้องกระพริบตาดูใหม่อีกทีว่า จะใช่ผูหญิงคนนั้นหรือไม่ เพราะรูปร่างหน้าตาก็คล้ายๆกันกับคนเก่า แต่ทุกอย่างสวยขึ้น ละเอียดขึ้น เสื้อผ้าหยาบๆ ซึ่งผู้หญิงคนนั้นสวมมาแต่แรกก็กลับเป็นใหม่และสวยงามขึ้นหลายสิบเท่า แต่การตัดเย็บเป็นแบบเก่าเท่านั้นเอง แต่สวยงามขึ้นมาก แล้วก็มีผู้หญิงสวยๆมาต้อนรับเชื้อเชิญให้ไปอยู่ด้วยกัน
       พอเขาไปกันแล้ว แม่ชีอาจารย์ทองสุก ก็นึกในใจว่า ไปเป็นสุขๆเถอะแม่คุณ คนมีความกตัญญูเลี้ยงพ่อแม่ รักษาพ่อแม่ ตายแล้วจะได้ไปเกิดเป็นนางฟ้า จะให้เขาเขียนลงในหนังสือด้วย คนอื่นๆจะได้รู้ทั่วๆกันจะได้ทำความดีต่อพ่อแม่ด้วย

       สักประเดี๋ยวหนึ่ง ก็มีทหารของยมบาล ๔ ตน ฉุดกระชากลากชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งเข้ามา เสมียนก็บอกความผิดว่า คนทั้งสองนี้หนีพ่อแม่ไปทำความผิดด้วยกัน พ่อแม่ว่ากล่าวก็เลยกินยาตายทั้งคู่
       เสียงยมบาลถามว่า “ทำไมจึงกินยาฆ่าตัวตายพร้อมกัน” เขาตอบว่า “เรารักกันมากครับ พ่อแม่ไม่ยอม เราจึงกินยาฆ่าตัวตายพร้อมกัน คิดว่าจะได้มาอยู่ด้วยกันในเมืองนี้” “สัตว์ผู้โง่เขลา!” ยมบาลดุเสียงดังแล้วว่า “เจ้าคิดว่าเจ้าทำความชั่วแล้วจะได้มาอยู่ด้วยกันอย่างสบายในเมืองเรา เจ้าเป็นคนไม่มีความกตัญญูทำให้พ่อแม่ทุกข์โศก บาปของเจ้าไม่เสมอกัน เจ้าจะอยู่ภูมิเดียวกันอย่างไรได้” ยมบาลว่าแล้วก็หันไปถามเสมียนว่า “บาปของมันต่างกันอย่างไรบ้าง” เสมียนก้มหน้าลงอ่านในสมุดเล่มใหญ่ที่สุดแล้วบอกว่า “คนผู้ชายนั้นขโมยเงินพ่อแม่ และสูบยาเสพติดด้วย ไม่เคยทำบุญทำทานเลย ส่วนผู้หญิงนั้น เวลาแม่ว่าก็ด่าแม่และกระทืบเท้า ไม่ค่อยทำบุญ แม่เรียกให้ลุกขึ้นหุงข้าวใส่บาตรก็ไม่ยอมทำให้ แต่เคยช่วยคนแก่ที่เป็นลม โดยให้ยาและพาส่งให้หมอรักษาจนหาย” ยมบาลสั่งเสียงดังว่า “แยกมันไปคนละขุม” พวกทหารก็ตรงเข้ากระชากมือออกจากกันแล้วลากไปโดยเร็ว เสียงคนทั้งสองร้องเรียกหากันอย่างโหยหวน
        พอยมบาลลุกขึ้น จะกลับเข้าข้างใน ก็สั่งทหารที่เฝ้าหน้าศาลว่า “ลูกศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญมาแอบดูอยู่คนหนึ่ง จงอนุญาตให้แกดู จะได้จำไปบอกเล่าแก่ชาวมนุษย์ จะได้ไม่กล้าทำบาปหยาบช้า นรกกี่ขุมๆก็เต็มล้นหมดแล้ว เพราะคนใจบาปมากเหลือเกิน” สั่งแล้วก็เข้าไป
        ทหารก็ให้ผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางจัดจ้านเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ในเมืองนรกคนหนึ่งมาพาแม่ชีอาจารย์ บอกว่า “ไปเที่ยวดูขุมต่างๆกันเถอะ”

       แม่ชีอาจารย์อยากดูอยู่แล้ว ก็รีบลุกขึ้นตามเขาไปอย่างว่าง่าย เขาพาเดินมาถึงห้องขังที่มีคนอยู่กับหมา แม่ชีอาจารย์จึงถามเขาว่า “ทำไมจึงเอาคนไปไว้กับหมา”
       เขาตอบว่า “คนเหล่านี้มีโทษ ในเรื่องขืนใจหมา คือหมาบางตัวก็มีจิตใจดี ซื่อตรงต่อสามีหรือภรรยาของมัน แต่คนต้องการอยากจะได้ลูกไว้ขาย ก็บังคับหรือล่อให้มันกินยาเพิ่มความกำหนัด แล้วบังคับให้ผสมพันธุ์กับตัวอื่นๆที่มันไม่รัก ทำให้มันได้รับความเจ็บปวด ครั้นเวลามันตายมันก็มาฟ้อง จึงต้องจับขังไว้กับหมา หมามันจะกัดทุกวันและทุกเวลาที่จะนอนหลับ”
        แม่ชีอาจารย์ฟังแล้วก็ตกใจ มองไปก็แลเห็นคนที่ถูกจับขังอยู่กับหมานั้น ต้องเที่ยวหลบเขี้ยวหมาอยู่อย่างวุ่นวาย เพราะหมาตัวใหญ่เกือบเท่าลูกม้าและดุร้ายมาก กัดตามหน้าและคอของคน
         แม่ชีอาจารย์เห็นแล้วมีความกลัวจึงถามว่า “หมาตัวนี้หรือที่ถูกข่มเหง” ผู้หญิงผู้คุมตอบว่า “ไม่ใช่ นี่เป็นหมาของยมบาลมีไว้สำหรับลงโทษผู้ทำผิด ไม่ใช่หมาคู่เวรคู่กรรมกัน”
        แม่ชีอาจารย์ฟังแล้วก็นึกในใจว่า เมื่อขามาผ่านกรงขังเห็นคนอยู่กับหมาบ้าง แพะบ้าง สัตว์ต่างๆบ้าง ถ้าจะมีกรรมเพราะขืนใจมัน ก็เป็นอาชีพที่ทุจริตเหมือนกัน
        แล้วแม่ชีอาจารย์ก็เดินตามเจ้าหน้าที่เขาต่อไป พอถึงทางเลี้ยวจะออกไปทางเก่าก็ปะทะเข้ากับคนกลุ่มใหญ่ แม่ชีอาจารย์ตกตลึง มองดูคนกลุ่มนั้น เห็นหัวแตกก็มี แขนหัก ขาหัก อกทะลุไม้ปักอกก็มี อีกคนหนึ่งมีอะไรวงกลมๆทับ หรือกระแทกติดอยู่ที่หน้าอก โลหิตโชกไปหมดทั้งตัว
        เสียงเจ้าหน้าที่ถามว่า “อะไรกัน ทำไมจับมาพร้อมกันมากมาย” เสียงทหารผีตอบว่า “มันไปเที่ยวสำมะเลเทเมา รถคว่ำเลยจับมาเป็นหมู่ใหญ่” เสียงผู้คุมหญิงพูดว่า “ดีเหมือนกันไม่ต้องจับทีละคน”
         เมื่อพวกทหารผีของยมบาล จับพวกรถคว่ำมามากมายแล้ว แต่ละคนก็หัวแตก แขนหัก อกทะลุ ร้องโอดโวยวาย
        แม่ชีอาจารย์รู้สึกตกใจกลัว จึงบอกเจ้าหน้าที่ผู้หญิงซึ่งยมบาลสั่งให้พาเที่ยวดูสัตว์นรกนั้นว่า “แหม! น่ากลัวจริงๆตายเป็นหมู่ๆอย่างนี้ เขามีบาปหนักอะไรบ้าง”
        เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนนั้นเขาก็ตอบว่า “เดินเลี้ยวไปทางซ้ายมือเดี๋ยวก็รู้ เพราะเมืองนี้เป็นวงกลม เดินอ้อมไปประเดี๋ยวก็พบศาลตัดสินผู้ที่ถูกจับมาใหม่ เหมือนที่แม่ชีอาจารย์เข้ามา”
        เจ้าหน้าที่พาแม่ชีอาจารย์เดินผ่านไปหลายแห่งพอมาถึงหน้าศาลก็หยุด แม่ชีอาจารย์ทองสุขมองไปในศาล แลเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด บัลลังก์ก็สวยงามใหญ่โตเป็นสง่า เสมียนซ้ายขวาแต่งตัวเหมือนข้าราชการนายทหารผู้ใหญ่ นั่งวางท่าสง่าหนวดโง้ง ทหารรักษาประตูมีเป็นกองร้อย ล้วนเข้มแข็ง ถืออาวุธ ยมบาลแต่งตัวเหมือนพระเจ้าแผ่นดิน สวยงามมากเป็นสง่าน่ากลัว ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด

        แม่ชีอาจารย์จึงถามเจ้าหน้าที่ว่า “นี่เป็นศาลใหม่หรือ” เขาตอบว่า “ไม่ใช่ เป็นศาลเก่า แต่วันนี้สัตว์ผู้ถูกจับมาใหม่คงจะเป็นเจ้านายใหญ่โตทางเมืองมนุษย์ ยมบาลจึงเนรมิตทุกสิ่งทุกอย่างในศาลให้ดูน่าสะพรึงกลัว ใหญ่โตเต็มไปด้วยอำนาจราชศักดิ์ และเกียรติศักดิ์เพื่อให้ผู้ถูกจับมาจะได้เกรงขาม ยมบาลท่านแปลงตัวได้ทุกอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติก็ได้ ให้แปลกประหลาดพิสดารก็ได้ ถ้าจับคนใจร้ายดุดันเป็นจอมโจรมา ท่านก็แปลงตัวเป็นดุร้ายหน้าตาเหมือนยักษ์ทำอำนาจตวาดและกระทืบบาทดังสนั่นหวั่นไหว ให้ดูน่ากลัว ยิ่งกว่าจอมโจรนั้นๆหลายพันเท่า”
        “ทั้งนี้เพื่อเป็นการปราบพยศสัตว์ต่างๆเสียแต่แรกพบ มนุษย์ทุกคนเมื่อไปสู่เมืองยมบาลแล้ว ถึงจะเคยใหญ่โตแค่ไหน ยมบาลหรือเจ้าหน้าที่ในเมืองนั้นก็เรียกว่า “สัตว์นรก”ทั้งนั้น และการลงโทษก็ไม่เห็นแก่หน้ากัน ถึงเป็นญาติกันมาก็ไม่ผ่อนผัน ทุกคนต้องได้รับโทษไปตามกรรม”
        แม่ชีอาจารย์ฟังเจ้าหน้าที่เขาอธิบายแล้วจึงว่า เธอจะไปไหนก่อนก็ไปเถิด ฉันจะดูยมบาลท่านตัดสินพวกรถคว่ำก่อนถึงจะกลับ แล้วก็ค่อยๆเดินกลับไปนั่งที่เก่า
        สักครู่หนึ่งก็แลเห็นยมทูตพาพวกที่ตายเพราะรถคว่ำเข้ามาเป็นแถว เสมียนซ้ายขวาก็เปิดบัญชี ถามชื่อและสถานที่อยู่เพื่อสอบดูว่าจะใช่ตัวคนหมดอายุจริงหรือไม่
        คนแรก มีไม้กลมๆ แม่ชีอาจารย์ดูเป็นนานจึงรู้ว่าเป็นพวงมาลัยอัดแน่นติดกับหน้าอก เลือดหยดมาเป็นทาง ยมบาลสอบถามได้ความว่า เขาเป็นคนมียศใหญ่ในเมืองมนุษย์ ขับรถส่วนตัวพาเพื่อนๆไปหานางโลมและกินเหล้าเมาจึงขับรถชนรถคนอื่น ตัวเขาเองถูกพวงมาลัยกระแทกเข้ากับอกจึงตาย
เสมียนเปิดบัญชีแล้วว่า “อาชีพของเขาทำราชการก็ไม่สุจริต มีการโกงกินกับพ่อค้า ค้าของร้ายคืออาวุธประหัตประหาร แอบขายปืนเถื่อน ทำให้ผู้ร้ายชุกชุม ตัวเขาเองเคยสั่งลูกน้องให้แอบฆ่าคน แล้วยังไม่ได้รับโทษทางเมืองมนุษย์เลย”
         ยมบาลทรงพิโรธตวาดว่า “เจ้าสัตว์ผู้มัวเมา เจ้ากระทำความผิดอย่างมากมาย เจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร ข้าเห็นเจ้าอ้าปากอยู่ตลอดเวลา” ชายคนนั้นตอบว่า “ผมไม่ได้ทำผิด ถ้าทำผิดศาลทางเมืองมนุษย์เขาก็ตัดสินลงโทษแล้ว”
เสมียนตอบว่า “แกต้องมีความผิดแน่ เพราะผู้ตรวจสอบความประพฤติของมนุษย์มารายงานทุกครั้ง” แต่ชายผู้นั้นก็ยังปฏิเสธอยู่นั้นเอง
         เสมียนจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่อีกพวกหนึ่งไปตามโจทก์มา คราวนี้มีคนมากลุ่มใหญ่ มีผู้หญิงชี้หน้าว่าชายผู้นั้นล่อลวง ล่อลวงว่าจะให้ทำงานและจะให้เงินเดือนและผลที่สุดก็ทำลายความบริสุทธิ์ ทำลายแล้วก็ให้ลูกน้องพาไปเข้าซ่องหาเงินต่อไป

         อีกคนหนึ่ง สวยมาก เข้ามายืนยันว่าชายผู้นั้นหลอกลวงว่าจะเอาไปให้เจ้านาย แต่ผลที่สุดก็ทำลายเสียก่อนแล้วจึงนำไปส่ง ได้รับความทารุณจนต้องกินยาตาย พวกผู้ชายก็มายืนยันว่า ชายคนนี้มีการค้าของผิดกฎหมายและแอบฆ่าเขาเพื่อเป็นการปิดปาก เมื่อมีโจทก์มายืนยันเข้าจริงๆจังๆชายคนนั้นก็เถียงไม่ได้ ยมบาลจึงให้ไปลงขุมซึ่งมีไฟนรกไหม้อยู่ตลอดวันตลอดคืน
« Last Edit: August 05, 2008, 05:14:28 PM by nut33 »
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เว็บไซด์เพื่อเผยแพ่ร www.dhammakaya.biz และ www.dhammakaya.tv
https://drive.google.com/drive/folders/0B5reTWVk2cAZYlA3UVl5NFhPcTghttp://mediafire.com/dhammakayahttp://youtube.com/user/sopanut33

Offline nut33

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 359
  • จิตพิสัย 54
  • Gender: Male
  • http://www.dhammakaya.tv
พอชายคนนั้นถูกทหารของยมบาลพาตัวไปแล้ว ทหารก็พาคนโทษมาใหม่อีกคนหนึ่ง แม่ชีอาจารย์เห็นแล้วตกใจ เพราะว่าเป็นทิดสึกใหม่ ผมยังสั้นเกรียนอยู่ จึงตั้งใจคอยฟังดูว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกัน ก็ได้ยินเสียงยมบาลตวาดว่า “สัตว์ผู้โง่เขลา ทำไมบวชแล้ว จึงยังทำชั่ว เวลาอุปัชฌาย์อาจารย์สอนให้ปลงอสุภ พิจารณา เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ไม่ได้ทำดอกหรือ” เขาบอกว่า “ผมว่าตามเมื่อเวลาจะบวชเพียงครั้งเดียว บวชแล้วไม่ได้เคยเข้ากรรมฐานพิจารณาตัวเลย พอลาสิกขาบทเพื่อนชวนไปหานางโลมและเสพสุรา จึงไปกับเพื่อน พอดีรถชนกันเลยคอหักตาย”
          ยมบาลท่านก็สอนว่า “นี่แหละ เข้าใกล้พระธรรมแต่ไม่ทำตาม จึงเป็นอย่างนี้ ตลอดเวลาที่บวชก็มีความผิดต้องสังฆาทิเสสบ่อยๆ ไม่สำรวมระวังในพระวินัยของพระสงฆ์ ผิดแล้วไม่สารภาพรับผิด จึงต้องลำบากมาก”
          แล้วแม่ชีอาจารย์ทองสุขท่านก็เห็นยมบาลท่านหันไปพูดอะไรค่อยๆกับเสมียนอยู่หลายคำ แล้วจึงได้ยินท่านสั่งว่า “กรรมของสัตว์ผู้นี้ยังไม่หมด มาก่อนเป็นเวลา ๒ ปี เจ้าจงรับเป็นคำสัจว่า จะกลับไปสั่งสอนคนอื่นๆ ให้ประพฤติตัวอยู่ในศีล ๕ – ศีล ๘ ได้หรือไม่”
          ทิดสึกใหม่ก็รีบรับคำ ยมบาลท่านใจดี ท่านบอกว่า “ให้ทหารพาไปดูขุมนรกที่ลงโทษคนกินเหล้าและบ้ากามให้ดูนานๆ แล้วรีบพาไปส่งเพราะร่างจะเน่าเสียก่อนยังเหลืออีก ๒ ปี แต่ถ้าทำดีจะได้อยู่ถึง ๒๐ ปี อายุ ๔๔ จึงค่อยมาใหม่”

            พอทหารพาทิดสึกใหม่ออกไป ทหารอีกพวกหนึ่งก็พาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา เสมียนฟ้องว่า “เป็นคนมีสามีแล้ว แต่ยังแอบไปหาชู้ตามโรงแรม” ยมบาลถามว่า “จริงหรือ” ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า “จริงค่ะ” ยมบาลท่านตวาดว่า “เจ้าสัตว์ผู้โง่เขลา ทำไมเจ้าทำผิดอย่างเลวทรามอย่างนั้น เจ้าไม่กลัวต้องขึ้นต้นงิ้วหรือ” ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า “กลัวมากค่ะ แต่สามีสอนว่าเวลาทำบุญทอดกฐินให้เอาขวานไปถวายพระด้วย หนามงิ้วมันกลัวคมขวาน ถ้ายมบาลให้ขึ้นต้นงิ้วก็ให้เอาขวานไปด้วย”
            ยมบาลท่านตวาดว่า “เจ้าพูดเหลวไหลทำไมผัวเจ้าจึงสอนอย่างนั้น” ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า “เพราะผัวให้ออกไปหาเงินตามโรงแรมเอามาใช้จ่ายในบ้าน ด้วยเขาไม่มีงานทำ และเงินก็ไม่มีใช้ เขาก็ป่วยไข้และติดยาเสพติด ลูกก็ถูกครูเร่งค่าเล่าเรียน ไม่มีให้เขา เขาก็จะไม่ให้สอบ”
แม่ชีอาจารย์ฟังแล้วก็ยกผ้าเช็ดปากขึ้นเช็ดน้ำตา ตั้งใจว่าจะต้องช่วยสร้างโรงเรียนเด็กคนจนให้สำเร็จจนได้

           ยมบาลท่านฟังหญิงผู้ถูกกล่าวหาว่ามีสามีแล้ว แต่ยังชอบขายตัวตามโรงแรม ครั้นหญิงนั้นให้การว่า สามียากจนไม่มีงานทำและทั้งติดยาเสพติด ลูกก็ต้องค้างค่าเล่าเรียน สามีจึงใช้ให้ไปขายตัวเอามาเลี้ยงครอบครัว
          แม่ชีอาจารย์ทองสุขฟังแล้วแอบเช็ดน้ำตา สงสารหัวอกลูกผู้หญิงต้องลำบากถึงเพียงนี้ ใครเลยหนอจะอยากทำชั่ว ความจำเป็นผัวเขาใช้ก็ต้องทำ กำลังเป็นห่วงสงสารว่า ผู้หญิงคนนั้นจะต้องไปถูกลงโทษอยู่กับพวกขึ้นต้นงิ้ว ก็พอดีได้ยินเสียงยมบาลท่านหันไปถามจากเสมียนที่จดความประพฤติว่า “ดูทีหรือว่าผัวยอมให้ทำจริงหรือไม่” เสมียนดูละเอียดแล้วตอบว่า “ผัวยอมเป็นบางครั้ง แต่บางครั้งก็ไปขายตัวเอง” ยมบาลจึงถามว่า “บางครั้งก็ยอมไปขายตัวเองจริงหรือไม่” หญิงนั้นตอบว่า “จริงเจ้าค่ะ เมื่อลูกคนเล็กเจ็บหนักเป็นโรคปอดบวม พ่อเขาก็ไม่อยู่ ดิฉันไม่มีเงินไปให้หมอก็จำต้องทำชั่ว เมื่อพ่อเด็กเขากลับมา ดิฉันก็บอกเขาและขอโทษเขาแล้ว เขาก็ไม่ถือโทษดิฉันค่ะ”
          ยมบาลฟังแล้วนิ่งอึ้งพลางให้เสมียนดูในด้านการกุศลต่อไปว่า หญิงนั้นทำบุญไว้บ้างหรือเปล่า เสมียนบอกว่า “เคยช่วยงานก่อสร้างโรงเรียนและโบสถ์วิหารหลายครั้ง และเคยส่งเสียให้ยายบ้าง เมื่อมีเงินให้ลูกเลี้ยงเรียนหนังสือเหมือนลูกตัวเอง”
          ยมบาลฟังแล้วจึงว่า “เจ้าว่าเจ้าทำชั่วเพราะผัวยอมให้ทำและเจ้าทำบุญมาหลายครั้ง จงไปอยู่ทางเรือนพักชั่วคราว ประกอบแต่ความดีและจะได้ไปเกิดใหม่ จะมีความสุขไม่ยากจน เจ้าจงทำแต่ความดีอันเป็นกุศลเถิด”
          ยมบาลสั่งสอนด้วยความเมตตาเป็นอย่างยิ่ง หญิงนั้นก้มลงกราบแล้วกราบอีก จึงค่อยๆลาจากไปกับเจ้าหน้าที่ผู้หญิง

          ต่อมาเจ้าหน้าที่ก็นำชายหนุ่ม ๒ คน เข้ามา แข้งขาหักทั้งคู่ ได้ความว่าเป็นพี่น้องกัน เสมียนรายงานว่า สองคนพี่น้อง พ่อแม่ให้เรียนหนังสือก็ไม่ขยันเรียน ให้บวชก็ไม่ยอมบวช เอาแต่เที่ยวเตร่กินเหล้า เที่ยวผู้หญิง สูบยาเสพติด เวลาขอเงิน แม่ไม่ให้ก็ทำท่าทางจะเตะบ้าง จะชกบ้าง ว่าแม่เจ็บๆแสบๆ งานการไม่ช่วยทำเลย มีแต่รบกวนพ่อแม่ทุกวัน จนพระภูมิทนไม่ไหว ต้องฟ้องร้องเทพผู้ไปตรวจกรรมมนุษย์เสมอ บางครั้งของแม่จัดหาไว้ใส่บาตรก็แอบกินเสียก่อน และไม่ชอบให้แม่ทำบุญ หาว่าแม่ชอบพระ ถูกยาเสน่ห์ พูดให้แม่เสียหาย ฯลฯ
           ยมบาลถามว่า “เจ้าผู้โง่เขลา ทำอย่างนี้จริงหรือไม่” เขาทั้งสองนิ่งไม่รับแต่ก็ไม่เถียง ยมบาลท่านจึงว่า “นี่แหละกรรมของเจ้าทันตาเห็น เจ้าอยากจะเตะแม่เมื่อขอเงินไม่ได้ จึงต้องขาหัก อยากจะชกแม่ก็ต้องเป็นคนแขนหัก เจ้าเป็นคนอกตัญญู จงไปอยู่ขุม ‘ยันตปาสาณนรก’ เถิด เจ้าจะต้องอยู่ระหว่างหินใหญ่ทั้งสอง ซึ่งหินใหญ่คู่นี้จะกระทบกระแทกกันตลอดวันตลอดคืน เจ้าอยู่ระหว่างกลางเมื่อหินกระแทกกันครั้งไรเจ้าพี่น้องก็จะต้องแหลกละเอียดไปด้วย เมื่อหินห่างกันออกมา เจ้าจะกลับเป็นร่างกายสมบูรณ์ดีอย่างเก่า แล้วก็ต้องถูกหินกระแทกละเอียดไปอีกอย่างนี้เป็นเวลาพันปีมนุษย์ นี่แหละคือผลแห่งความอกตัญญูต่อพ่อแม่ เจ้าจะต้องรับโทษอย่างนั้น”

           พอเจ้าหน้าที่พาชายหนุ่มสองคนออกไปแล้ว เจ้าหน้าที่อีกสองคนก็ฉุดผู้หญิงพวกหนึ่งเข้ามาเป็นจำนวน ๕ คน ล้วนแต่หน้าฉีก ปากฉีก เลือดออกแดงฉานไปทั้งนั้น แม่ชีอาจารย์ทองสุขเบือนหน้าหนีไม่อยากมองในใจก็นึกว่า แม่พวกนี่แต่งตัวก็ยั่วยวน นี่ไปยั่วยวนกับอะไรมา จึงหน้าตาเป็นแบบนี้ เสียงร้องโอดครวญดังลั่นไปทั้งศาล ได้ยินเสียงท่านยมบาลท่านตวาด หันไปดูก็เห็นท่านกระทืบเท้า มองไปที่เท้าแล้วตกใจ ทำไมเท้ายมบาลจึงโตเท่าเกือบรถยนต์ กระทืบลงไปทีเดียวศาลแทบพัง รู้สึกตัวโยกเหมือนแผ่นดินไหว พวกผู้หญิง ๕ คนนั้นหยุดเงียบทันทีไม่กล้าร้องไม่กล้าเถียงอีกต่อไป
            เสมียนเขารายงานว่า “คน ๕ คนนี้ ชอบกินเหล้าประพฤติตัวเป็นคนเสเพล ยุแหย่ให้ผู้อื่นกินเหล้าเมายาแล้วทำชั่ว” ยมบาลท่านสั่งให้ไปอยู่นรกขุม “ตามโทพนรก” ในขุมนี้แม่ชีอาจารย์ทองสุขเล่าว่า เมื่อเดินกลับได้แลเห็นสัตว์นรกต้องดื่มน้ำทองแดง ซึ่งละลายออกมาด้วยไฟเผาและสัตว์นรกก็ต้องดื่มอย่างกระหาย กินแล้วก็ตายไปตายไปแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ และต้องกินน้ำทองแดงตลอดปีตลอดชาติจนกว่าจะหมดเวร ซึ่งเห็นแล้วแทบสลบแทนสัตว์นรกนั้นๆ

           พอหมดพวกรถคว่ำตายแล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่พาผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาอายุประมาณ ๖๐ ปี ท่าทางหยิ่งๆ
           เสมียนบอกว่า “ชายคนนี้เป็นคนฉ้อโกงที่ดินของราษฎร พวกราษฎรจนๆ ไปพึ่งพาอาศัยขอยืมข้าวเปลือกไปตกกล้า เพื่อจะได้ทำนา เขาก็ให้อาศัยพักค้างคืนอยู่ในบ้านของเขา และใช้อำนาจทำมิดีมิร้ายแก่หญิงเป็นกำไรเสียก่อน การให้ยืมข้าวถัง ๔ ถัง ต้องใช้ ๑๒ ถังบ้าง ๑๖ ถังบ้าง แล้วแต่คนไหนสวย ถ้าสวยหน่อยยอมเสียตัวให้ก็คิดเอาข้าวน้อยหน่อย เขาออกเงินกู้ให้กู้ยืม ชาวนามากู้ยืม ๒,๐๐๐ บาท ต้องลงในใบกู้ว่า ๔,๐๐๐ บาท ถ้าตรงไหนเป็นนาดี เวลาเจ้าของจะเอาเงินไปไถ่คืน เขาก็ไม่ต้อนรับ ทำเป็นว่าไม่อยู่บ้าง ไม่ให้พบบ้าง จนหมดกำหนด เขาก็ริบเอาเสียเลย เขาโกงด้วยเล่ห์เหลี่ยมอุบายต่างๆ จนมีที่ดินหลายหมื่นไร่ กรรมตามทัน ทำให้ตัวเองเป็นโรคที่กินข้าวไม่ได้ ต้องนอนกินรำมาแล้ว ๓ – ๔ ปี จึงตาย
           โกงที่ดินรีดนาทาเร้นจากคนยากคนจนจนกระทั่งมีที่นาตั้งหลายหมื่นไร่ แต่เมื่อจวนจะตายก็เป็นโรคเบาหวานอย่างหนัก กินข้าว กินขนม ไม่ต้องกินรำแทนข้าว ครั้นเมื่อตายแล้วก็ต้องไปพบยมบาล พวกภูตฤทธิ์ฉุดกระชากลากไปเหมือนคนต้องโทษหนัก”

           ยมบาลท่านให้เสมียนเปิดบัญชีอ่านความชั่วของเขาให้ตัวเขาฟังเอง เขาฟังแล้วทำหน้าตาเฉยบอกว่า “เขาไม่ได้โกงพวกราษฎรเจ้าของที่ดิน เขาจำนำไว้แล้วไม่มาไถ่เอง”
           พอเขาพูดจบประตูทางด้านขวามือก็เปิดออก มีคนทั้งผู้หญิงผู้ชายเดินออกมาหลายร้อยคน จนแน่นศาลไปหมด คนเหล่านั้น แต่งตัวเหมือนชาวนา พูดเสียงคล้ายๆ คนจังหวัดราชบุรี เมืองเพชร บ้านโป่ง และทางหนองปลาดุก
         แม่ชีอาจารย์ทองสุขเล่าว่า พวกเจ้าของนาที่ตายไปด้วยความอดอยากยากจนเพราะถูกโกงที่ดินหมดก็พยาบาท จึงแอบคอยดูว่าเมื่อไร คนโกงคนนั้นจะย่างเหยียบเข้ามาในแดนตัดสินบ้าง เขาคอยโอกาสอยู่ไม่นานคนโกงก็เข้ามา เขาจึงรุมฟ้องยมบาลว่า คนโกงคนนั้นได้โกงเขาอย่างไรใช้อุบายต่างๆกันอย่างไร นอกจากโกงที่ดินแล้ว ยังเคยแอบฆ่าคนเสียหลายศพ เพราะไม่ชอบใคร พอบอกว่า “ไม่อยากเห็นหน้า” เท่านั้น เป็นอันรู้กัน ลูกน้องของเขาจะไปจัดการยิงหรือแทงให้ทันที
         คนที่ถูกฆ่าตายเล่าให้ยมบาลฟังว่า “ตัวเขาชื่อ ฮวด ได้ถูกคนโกงคนนั้นใช้ให้ไปฆ่าคน แต่ไม่ไป เขาพูดตอบดีๆว่า ‘นาย อย่าให้ผมทำเลยผมมีลูกแล้ว ๒ คน กำลังเล็กๆอยู่ แม่มันก็ขี้โรค หาเลี้ยงลูกไม่ไหว’ ผมบอกเขาดีๆ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็ให้ลูกน้องมายิงผมตาย เพราะใครรู้เรื่องเขาแล้ว ถ้าเขาใช้ไม่ทำก็ต้องตายเหมือนกัน”
         ยมบาลฟังโจทก์ฟ้องแล้วก็หันไปถามเสมียนว่า “เรื่องที่นาย ฮวด ฟ้องนี้มีอยู่ในบัญชีหรือไม่” เสมียนคนนั่งทางซ้ายมือเปิดบัญชีไปอีก ๓ – ๔ หน้า แล้วตอบว่า “มี เป็นเรื่องจริงที่นาย ฮวด กล่าว”
         ยมบาลหน้าบึ้งตึงทันที ตวาดว่า “เจ้ามนุษย์คนชั่ว เจ้าก่อกรรมทำเข็ญถึงเพียงนี้ ดูซิวิญญาณมาคอยเจ้าอยู่แน่นศาลไปหมด เจ้าจงไปสู่กรรมของเจ้าในบัดนี้”
         พอยมบาลท่านสั่งเท่านั้น ก็มีเปรตตนใหญ่ยื่นมือมากางออกข้างละยาวเลยวา รวบเอาตัวคนโกงไปทันที

         แม่ชีอาจารย์ทองสุขเห็นแล้วกลัวจนตัวสั่น พอดีจิตเต้นตึ้กขึ้นก็รู้ว่าหลวงพ่อคงเรียกแล้ว จึงรีบลุกขึ้นค่อยๆ เดินแอบย่องออกไปหาเจ้าหน้าที่ผู้หญิง บอกกับเขาว่า “หลวงพ่อเรียกแล้วจะขอลากลับไปก่อน ไว้หลวงพ่อเผลอ หรือท่านไม่ใช้จึงจะแอบหนีลงมาใหม่”
        เจ้าพนักงานคนนั้นก็ใจดีพาเดินมาส่ง จึงเดินมาด้วยกันตามทางตรง พอจะออกประตูก็แลเห็นเปรตตนหนึ่งสูงใหญ่ เดินคอแข็งเหมือนแบกอะไรไว้บนหัว แม่ชีอาจารย์ทองสุขจึงเงยหน้าขึ้นมองจนคอตั้งบ่าจึงได้สังเกตเห็นว่า เปรตนั้นแบกแผ่นดินใหญ่เท่าบ้านไว้บนหัว พลั้งปากออกไปว่า “นั่นแบกแผ่นดินไว้จะไปขายที่ไหน” เปรตตนนั้นไม่ตอบ แต่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงตอบแทนว่า “ไม่ใช่เขาจะเอาแผ่นดินไปขาย เปรตตนนั้นเมื่อเป็นมนุษย์อยู่เป็นผู้มีความโลภ โกงกินที่ดินวัด ตายแล้วจึงต้องมาตกนรก ครั้นพ้นโทษหนัก แล้วก็ต้องมารับโทษเบาคือ เป็นเปรตเดินแบกแผ่นดินอย่างนี้ อีก ๕,๐๐๐ ปีมนุษย์ จึงจะหมดกรรม”
        แม่ชีอาจารย์ทองสุขเล่าว่าฟังแล้วคออ่อน แผ่นดินเท่าบ้าน เปรตเดินแบกอยู่ ๕,๐๐๐ ปี น่ากลัวคอจะหักเสียวันละหลายๆร้อยครั้ง

        ครั้นเดินมาพ้นเขตนรกแล้วทางก็ราบรื่นสดสวยไปด้วยดอกไม้ใบไม้การปลูกและดูแลรักษาดีมาก มีเรือนหลังสวยๆ เป็นแถวทุกๆเรือน น่ารักกะทัดรัดน่าอยู่ มีสวนดอกไม้อยู่หน้าบ้านเหมือนๆกัน เรือนทุกหลังมีผ้าบังตาสวยๆ อยู่ที่หน้าต่างเหมือนในบ้านเมืองมนุษย์ด้วย แม่ชีอาจารย์บอกว่าคนที่อยู่ในเรือนเหล่านั้น รูปร่างสวยงาม สะอาด หน้าตาผ่องใสน่ารัก เล่นกันเป็นหมู่ ดูผิวหน้ายิ้มแย้มเหมือนผู้มีความสุข เมื่อแลเห็นแม่ชีอาจารย์เดินผ่าน เขาก็มองและยิ้มแย้มด้วยดี
         แม่ชีอาจารย์ถามเจ้าหน้าที่ผู้หญิงว่า “คนเหล่านี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายดูมีความสุข เจาเป็นอะไรจึงไม่ต้องโทษ” เจ้าหน้าที่ตอบว่า “คนเหล่านั้นพ้นโทษแล้ว กำลังรอเวลาจะจุติ” แม่ชีอาจารย์ถามว่า “จะจุติที่ไหน” เจ้าหน้าที่ตอบว่า “บางคนจะจุติเป็นมนุษย์และบางคนจะจุติเป็นเทวดานางฟ้า” แม่ชีอาจารย์ทองสุขฟังแล้วสงสัยจึงถามว่า “คนที่จะไปจุติเป็นมนุษย์กับคนที่จะจุติไปเป็นเทวดานางฟ้านั้นต่างกันอย่างไร”
         พนักงานหญิงในยมโลกตอบว่า “ต่างกันที่บุญกุศลซึ่งได้ทำมาแต่ชาติก่อน แม้คนที่จะได้ไปเกิดในเมืองมนุษย์ด้วยกัน ก็ยังแตกต่างกันอีกเป็นหลายสิบจำพวก บางคนไปเกิดในตระกูลพ่อแม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ร่ำรวยอย่างมหาศาล แต่เมื่อได้เข้าไปในท้องแม่แล้ว พอโตหน่อยก็ต้องกลายเป็นคนพิการไป หรือบางคนไม่พิการแต่ประพฤติตัวเหลวไหล ใช้จ่ายเงินทองที่พ่อแม่ให้อย่างย่อยยับหมดตัวเองกลับต้องลำบากยากจนลงอีกก็เคยมีเสมอ บางคนไปเข้าท้องคนชาวนาอย่างยากจน แต่พอโตขึ้นมีคนไปรับเลี้ยงให้เล่าเรียนดีก็ได้เป็นใหญ่เป็นโต มีความสุขสำราญ ทุกชีวิตเป็นไปตามกรรมของเขาที่ได้สร้างสมมาทั้งสิ้น”
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เว็บไซด์เพื่อเผยแพ่ร www.dhammakaya.biz และ www.dhammakaya.tv
https://drive.google.com/drive/folders/0B5reTWVk2cAZYlA3UVl5NFhPcTghttp://mediafire.com/dhammakayahttp://youtube.com/user/sopanut33