Author Topic: ความเชื่อผิดผิดเกี่ยวกับไอน์สไตน์และผลงานโดดเด่นของไอน์สไตน์  (Read 5675 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 576
  • จิตพิสัย 28
วันนี้เป็นวันเกิดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (14 มีนาคม)นักฟิสิกส์ชั้นแนวหน้าของโลกเทียบได้กับเซอร์ไอแซคนิวตันในยุคโบราณ ผมขอนำเรื่องความเชื่อผิดผิดเกี่ยวกับไอน์สไตน์บางอย่างและผลงานโดดเด่นของไอน์สไตน์มาให้ชมนะครับ

ความเชื่อผิดผิดเกี่ยวกับไอน์สไตน์บางอย่างคือ“ไอน์สไตน์ตอนเป็นเด็ก  แสนจะโง่ทึ่มเรียนรู้ได้ช้า  สอบตกแทบทุกวิชา”

ข้อชี้แจง
         ใครที่ชอบอ่านประวัติของอัจฉริยบุคคลคงจะเคยพบว่า  บ่อยครั้งที่หนังสือต่างๆ จะเล่าว่า  อัจฉริยะท่านนั้นในวัยเด็กมักจะเรียนหนังสือไม่เก่ง  ดูเหมือนโง่  หัวทึบ ฯลฯ  และเนื่องจากไอน์สไตน์เป็นหนึ่งในบรรดาอัจฉริยะทั่วโลกคุ้นเคยกันมากที่สุด  จึงมักจะเป็นตัวอย่างยอดนิยมที่ถูกกล่าวถึงในทำนองนี้อยู่เสมอ

         ทั้งนี้  ข้อกล่าวหาที่หนักหน่วงที่สุดเท่าที่ค้นพบเป็นลายลักษณ์อักษร ก็คือ    ไอน์สไตน์เกิดมามีหัวกะโหลกบูด ๆ เบี้ยว ๆ  ทำให้พูดได้ช้ากว่าปกติ  และพอเข้าโรงเรียน  ก็เป็นนักเรียนที่เรียนไม่ดีและมีพฤติกรรมก้าวร้าวกับครูอีกด้วย !

         แต่น่าสงสัยไหมละว่า  หากไอน์สไตน์มีหัวกะโหลกบูดเบี้ยวจริง ทำไมเขาถึงได้สร้างสรรค์งานทางวิทยาศาสตร์ไว้อย่างยิ่งใหญ่เมื่อมีอายุเพียง 26 ปี   ในปี ค.ศ. 1905  ซึ่งถือกันว่าเป็นปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์  (Einstein’ Miraculous  Year)

         เรื่องที่ว่าไอน์สไตน์พูดได้ค่อนข้างช้านั้น  ฝรั่งเองก็เชื่อกันมาก ถึงขนาดที่บางคนเรียกอาการที่เด็กฉลาด  แต่พูดได้ช้าว่ากลุ่มอาการไอน์สไตน์ (Einstein Syndrome)  ประเด็นนี้มีเกร็ดสั้น ๆ เล่าว่าสุภาพสตรีที่ทำงานรับใช้ในครอบครัวของไอน์สไตน์ออกปากว่าไอน์สไตน์นั้นโง่ เพราะเธอสังเกตเห็นว่าไอน์สไตน์มักจะทวนประโยคพูดซ้ำ ๆ 2 ครั้งเสมอ

         แต่คนที่ศึกษาประวัติของไอน์สไตน์แบบเจาะลึก  เช่น ไมเคิล  ฮาวอี (Michael J.A. Howe)   แห่งมหาวิทยาลัยเอกซีเทอร์ (Exeter University)  กลับมองเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่งว่า  พูดซ้ำก็ไม่จำเป็นต้องโง่ซะหน่อย  แถมยังตีความว่า  นี่เป็นยุทธวิธีในการทบทวนคำพูดของหนูน้อยไอน์สไตน์  เพื่อให้แน่ใจว่าทุกประโยคที่หลุดออกจากปากนั้นถูกต้อง  100 เปอร์เซ็นต์  (มองกันแง่ดีแบบสุด ๆ )  และในช่วงวัยนี้เองก็มีหลักฐานว่า  ไอน์สไตน์ชอบเล่นเกมปริศนา แถมยังฉายแววความมุ่งมั่นในการทำเรื่องหนึ่ง ๆ ให้เสร็จสิ้นอีกด้วย  อย่างเช่น  เล่นตัวต่อ  ก่อไพ่เป็นรูปบ้าน

         นอกจากนี้ ยังมีจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งเขียนโดยคุณยายของไอน์สไตน์เองระบุว่า  ขณะที่หนูน้อยไอน์สไตน์อายุเพียง 2 ขวบกับ 8 เดือน  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น้องสาวชื่อ มายา (Maja) ถือกำเนิดขึ้นนั้น  ผู้ใหญ่พูดกับไอน์สไตน์ว่ากำลังจะมีเพื่อนเล่นใหม่แล้วนะ   ทำให้หนูน้อยไอน์สไตน์ถามกลับด้วยความสงสัยว่า  “แล้วล้อของ  “ของเล่น”  ชิ้นใหม่นี้อยู่ตรงไหนล่ะ?!   (น้องสาว  = ของเล่น และของเล่นก็ควรจะมีล้อจะได้วิ่งได้)  จุดนี้เองที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า  หากเด็กอายุไม่ถึง 3 ขวบสามารถคิดและพูดได้ขนาดนี้แล้ว  จะเรียกว่าเขามีพัฒนาการช้าได้หรือ?

         พอไอน์สไตน์อายุได้ 4-5 ขวบ  ก็มีเหตุการณ์ประทับใจที่ทำให้เขาจดจำไปชั่วชีวิต  นั่นคือ  คุณพ่อได้มอบเข็มทิศให้ขณะที่เขากำลังล้มป่วยอยู่   ไอน์สไตน์รู้สึกทึ่งเหลือเกินว่า  ทำไมเข็มทิศถึงได้ชี้ทิศเหนืออยู่ตลอดเวลา?  มันต้องมีพลังอะไรสักอย่างที่เรามองไม่เห็น  รู้สึกก็ไม่ได้  ที่ทำให้เข็มทิศมีพฤติกรรมเช่นนั้น  นี่คือความประทับใจทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกของเขา  ซึ่งเชื่อกันว่ามีผลต่อความมุ่งมั่นในการค้นหาสัจจะแห่งธรรมชาติตลอดชั่วชีวิตของเขา

         อีกเรื่องหนึ่งที่ไอน์สไตน์โดนกล่าวหาก็คือ  เขาเก่งแต่คณิตศาสตร์แต่สอบตกวิชาอื่นหมด  รวมทั้งภาษาก็ไม่ได้เรื่องอีกด้วย  เรื่องนี้น่าคิดเพราะประวัติที่ค้นได้บ่งว่า  เขาชื่นชมภาษาละตินเหลือเกิน  เนื่องจากภาษาละตินมีกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ที่งดงาม  ส่วนเรื่องการเขียนรายงานนั้น  ก็มีหลักฐานของทางโรงเรียนว่าเขาทำรายงานได้ดีเช่นกัน

         พออายุได้  11  ปี  ไอน์สไตน์วัยโจ๋ก็สนใจอ่านเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์กับศาสนา  และก็เริ่มคิดว่าเรื่องราวทางศาสนาหลายเรื่องนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้  ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง  ไอน์สไตน์ก็เริ่มสนใจคณิตศาสตร์   และสามารถพิสูจน์ทฤษฎีบทของพิทากอรัสได้ด้วยตนเอง  แม้ว่าจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ก็ตามที  (อย่าลืมว่าไอน์สไตน์เรียนรู้เองตอนอายุเพียง  11 ปีเท่านั้น)

         พออายุได้ 12  ปี คุณลุงของไอน์สไตน์ซึ่งเป็นวิศวกร  ก็ได้มอบหนังสือเรขาคณิตให้เขาใช้ศึกษา  ไอน์สไตน์รู้สึกประทับใจในความเรียบง่ายและความงดงามของเรขาคณิตของยูคลิดมาก  และแนวทางของยูคลิดนี่เอง (“เรียบง่าย” + “งดงาม”)   ที่เชื่อกันว่ามีผลต่อการคิดค้นทฤษฎีต่าง ๆ ทางฟิสิกส์ของเขาในเวลาต่อมา

        ได้รู้ประวัติในวัยเด็ก (ถึงวัยรุ่น)  ในอีกแง่มุมหนึ่งอย่างนี้แล้วยังคงคิดว่าไอน์สไตน์ตอนเด็กโง่ทึ่มอีกไหม?

http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/5/einstein1/einstein2.htm
« Last Edit: March 14, 2012, 01:23:13 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 576
  • จิตพิสัย 28
และผลงานโดดเด่นของไอน์สไตน์คือ

ในปี ค.ศ.1905 (พ.ศ. 2448) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 26 ปี ได้สร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการที่ปฏิวัติแนวคิดพื้นฐานในวงการฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ทั้งมวล โดยการตีพิมพ์บทความสำคัญ 5 บทความด้วยกัน

      บทความแรก ("On a Heuristic Point of View Concerning the Production and Transformation of Light") ได้เสนอแนวคิดว่า แสงสามารถแสดงสมบัติของอนุภาคได้ในปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก (photoelectric effect) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อิเล็กตรอนหลุดออกจากโลหะเมื่อมีแสงมาตกกระทบ แนวคิดนี้ท้าทายความคิดของนักวิทยาศาสตร์แทบทุกคนในยุคนั้นที่เชื่ออย่างสนิทใจว่า แสงเป็นคลื่นและสามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์ด้วยทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

      ปรากฏการณ์ที่คลื่น (เช่น แสง) สามารถแสดงสมบัติของอนุภาคได้นี้ เป็นส่วนหนึ่งของสภาวะที่เรียกว่า ทวิภาพของคลื่นและอนุภาค (wave-particle duality) ซึ่งเป็นแก่นความคิดของกลศาสตร์ควอนตัม (quantum mechanics) กลศาสตร์ควอนตัมนี้เองที่เป็นรากฐานของความรู้ความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับสสารและการแผ่รังสี และเป็นทฤษฎีพื้นฐานของอุปกรณ์ไฮเทคที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ แสง และแม่เหล็ก รวมทั้งนาโนเทคโนโลยี (nanotechnology) ซึ่งมีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

      บทความที่สอง ("A New Determination of Molecular Dimensions") เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของไอน์สไตน์ ซึ่งไอน์สไตน์ได้เสนอวิธีการใหม่ในการวัดขนาดของโมเลกุล ที่นอกจากจะบ่งเป็นนัยว่าอะตอมและโมเลกุลมีจริงแล้ว ยังสามารถใช้คำนวณหาเลขอาโวกาโดร (Avogadro number) ซึ่งเป็นปริมาณพื้นฐานที่มีความสำคัญในวิชาเคมีและวิทยาศาสตร์ทั้งมวลอีกด้วย

      ในบทความที่สาม ("On the Motion of of Small Particles Suspended in Liquids at Rest Required by the Molecular-Kinetic Theory of Heat") ไอน์สไตน์ ได้นำเสนอทฤษฎีอธิบายการเคลื่อนที่ของอนุภาคเล็กๆ ที่แขวนลอยในของเหลวโดยอาศัยทฤษฎีจลน์โมเลกุลของความร้อน ซึ่งทำให้เราเข้าใจเกี่ยวกับการแพร่ (diffusion) อย่างลึกซึ้ง และที่สำคัญคือ ทฤษฎีนี้บ่งเป็นนัยว่าอะตอมมีจริงด้วยเช่นกัน

      สำหรับบทความที่สี่ ได้แก่ "On the Electrodynamics of Moving Bodies" ไอน์สไตน์ได้นำเสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับที่ว่าง (space) และเวลา (time) ซึ่งต่อมาเรียกว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (Special Theory of Relativity) ซึ่งทำให้มนุษย์เข้าใจอย่างถูกต้องว่า ที่ว่างและเวลาไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์ที่ทุกๆ คนสังเกตเห็นตรงกันหมด และในบทความสุดท้าย ("Does the Inertia of a Body Depend on Its Energy Content?") ไอน์สไตน์ได้แสดงให้โลกเห็นว่าแท้จริงแล้ว สสารกับพลังงานมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งตามสมการ E = mc2 ที่มักจะมีการกล่าวถึงกันอยู่เสมอๆ นั่นเอง

      ผลงานวิจัยแต่ละชิ้นของไอน์สไตน์ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1905 ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญยิ่งยวด และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ และถึงแม้เวลาจะผ่านมาร่วมศตวรรษแล้วก็ตาม ผลงานที่ไอน์สไตน์ได้มอบเป็นมรดกไว้ให้นั้น ก็ยังคงมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความคิดของมนุษย์ รวมทั้งพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้เอง จึงถือกันว่า ปี ค.ศ. 1905 เป็นปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์ (Einstein's Miraculous Year หรือ Annus Mirabilis ในภาษาละติน)

      ในวาระโอกาสครบ 100 ปี แห่งปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์นี้เอง สหภาพสากลแห่งฟิสิกส์บริสุทธิ์และประยุกต์ (The International Union of Pure and Applied Physics : IUPAP) จึงได้ประกาศให้ปีนี้เป็น "ปีฟิสิกส์โลก" (World Year of Physics) และองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ก็ได้ประกาศให้ปีนี้เป็น "ปีฟิสิกส์สากล" (International Year of Physics) อีกทั้ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นบุคคลที่ทั่วโลกยกย่องว่าเป็นบุคคลแห่งศตวรรษที่ 20 และเป็นสัญลักษณ์ของนักวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่น ดังนั้น ทั่วโลกจึงต่างให้ความสำคัญในการจัดกิจกรรมเพื่อฉลองวาระสำคัญดังกล่าว โดยเน้นกิจกรรมที่มีสาระทางฟิสิกส์เกี่ยวเนื่องกับไอน์สไตน์เป็นสำคัญ

จาก ฟิสิกส์ราชมงคล


 

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 576
  • จิตพิสัย 28
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พูดถึงมารี คูรี(MARIE CURIE)ผู้ได้รับรางวัลโนเบล2ครั้งในสาขาฟิสิกส์และเคมีและเป็นสตรีหญิงสายวิทยาศาสตร์ที่ได้รับเกียรติยศให้กระดูกถูกบรรจุพร้อมสามีในมหาวิหารแพนธีออน(PANTHEON)อันยิ่งไหญ่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีข้อความว่า
• Marie Curie is, of all celebrated beings, the only one whom fame has not corrupted. - Albert Einstein
ในหมู่ผู้มีชื่อเสียงทั้งมวล มารี คูรี เป็นคนเดียวที่ไม่เสียคนเพราะชื่อเสียง-อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

-------------------------------------------------------------------------------------------
นางมารี คูรี(MARIE CURIE)พูดถึง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ในปีคศ.1911อันเป็นปีที่มารี คูรีได้รางวัลโนเบลครั้งที่2สาขาเคมีว่า

If we consider that Mr. Einstein is still very young, we are right to have great hope in him, and to see him as one of the leading theoreticians of the future.-MARIE CURIE
ถ้าพวกเราพิจารณานายไอน์สไตน์ที่ยังคงหนุ่มแน่นเลือดร้อนอยู่ พวกเราหวังที่จะได้เห็นเขาเป็นหนึ่งในนักทฤษฏีทางฟิสิกส์ชั้นนำแนวหน้าของโลกแห่งโลกอนาคต

ข้อความนี้อ้างอิงจากจดหมายของมารี คูรีคือ
Paris, November 17, 1911

Dear Sir,

I have just received your letter, in which you asked for my personal impression of Mr. Einstein, whom I recently had the pleasure to meet. You also say that Mr. Einstein wishes very much to return to Zurich and could soon have the opportunity to do so.

I have often admired the papers published by Mr. Einstein on issues dealing with modern theoretical physics. Moreover, I believe that theoretical physicists agree that these papers are of the highest order. In Brussels, where I participated in a scientific conference in which Mr. Einstein also took part, I was able to appreciate the clarity of his mind, the extent of his documentation and the depth of his knowledge. If we consider that Mr. Einstein is still very young, we are right to have great hope in him, and to see him as one of the leading theoreticians of the future. I think that the scientific institution willing to give Mr. Einstein the work he desires, either by appointing him an existing chair or by creating for him the chair in the conditions he deserves, could be greatly honored by such a decision and would certainly be providing a great service to science.

If, by offering my opinion, I could by a small measure contribute to the solution desired by Mr. Einstein, I would be extremely pleased.

Accept, I beg of you, dear Sir, the assurance of my best wishes.

M. Curie

Faculty of Sciences, Paris
(General Physics Laboratory)
----------------------------------------------------
เซอร์ ฮาโรลด์หรือฮาร์รี่ โครโต(SIR  HAROLD OR HARRY KROTO)หนึ่งในสามผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมีปีคศ.1996จากการค้นพบโครงสร้างคาร์บอน60หรือC60ที่เรียกว่าฟูลเลอรีนอันแตกต่างจากเพชรและแกรไฟต์ และเซอร์ฮาโรลด์ โครโตพูดถึง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ว่า
Harold Kroto made a good point that the Einstein who made all the brilliant discoveries is not the old Einstein with the mad hair, but the normal-looking young man
ฮาโรลด์ โครโตให้ทัศนะที่ดีว่าไอน์สไตน์ผู้ซึ่งค้นพบความจริงทางวิทยาศาสตร์มากมายอันสุดยอดเยี่ยมไม่ใช่ไอน์สไตน์ที่แก่ชราและมีทรงผมแปลกแปลกแต่เป็นชายหนุ่มที่มีท่าทางปกติที่สุด

ข้อความนี้อ้างจากงานปีโลกแห่งฟิสิกส์คศ.2005คือ
One panelist bemoaned the fact that "normal people feel that physics is not for them." The unfortunate implication, which is probably not what the speaker intended, is that physicists are not "normal people." It isn't really surprising that the public thinks physicists are not normal people, especially when we continue to promote the image of Einstein, the mad-looking genius with his crazy hair, as a mascot for physics. People might admire Einstein, but it is hard to identify with him. Yesterday Harold Kroto made a good point that the Einstein who made all the brilliant discoveries is not the old Einstein with the mad hair, but the normal-looking young man in the patent office, and perhaps we should emphasize that image more.
-----------------------------
สำหรับเซอร์ ฮาโรลด์ โครโต(SIR HAROLD KROTO)ท่านนี้ ท่านเคยมาประเทศไทยปีพศ.2556หรือคศ.2013cและปี2559หรือ2016เซอร์ฮาโรลด์ โครโตได้เสียชีวิตแล้วเมื่อเดือนเมษายนพศ.2559และในwikipedia.orgภาษาอังกฤษบอกว่า ฮาโรลด์ โครโตได้รับปริญญากิติมศักดิ์สาขาเคมีจากมหาวิทยาลัยนเรศวรของประเทศไทยด้วยมาจากhttps://en.wikipedia.org/wiki/Harry_Kroto
ม.นเรศวร มอบปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ฯ แก่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล
เมื่อวันที่ 28 มกราคม พศ.2556ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยนเรศวร มอบปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเคมี ให้แก่ ศาสตราจารย์เซอร์ ฮาร์โรลด์ โครโต้ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล สาขาวิชาเคมี  เพื่อก่อให้เกิดการสานต่อความร่วมมือด้านงานวิจัย ด้านวิชาการทางด้านสาขาวิชาเคมีระหว่างสถาบันและประเทศชาติต่อไป ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ
« Last Edit: May 11, 2016, 01:49:32 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 576
  • จิตพิสัย 28
วันที่ 7 เดือนมิถุนายน ปี 1935 แอร์วิน ชเรอดิงเง่อร์ (Erwin Schroedinger) เขียนจดหมายแสดงความยินดีถึงอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) เกี่ยวกับการตีความปัญหาสำคัญประการหนึ่งในกลศาสตร์ควอนตัม (ต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนาม EPRparadoxหรืออีพีอาร์(EPR)พาราดอกซ์)

หลังจากที่นีล บอร์(NIEL BOHR)และคนอื่น ๆ ได้ร่วมกันตีความควอนตัมแบบโคเปนเฮเกนที่กล่าวว่าสถานะของระบบควอนตัมจะยังไม่ถูกกำหนดจนกว่าจะมีการวัดเกิดขึ้นนั้น ทั้งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, บอริส โปโดลสกี้และนาธาน โรเชนได้มองเห็นว่าจะนำมาซึ่งสิ่งที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ว่าจะทำให้ระบบมีการสื่อสารกันได้อย่างทันที่ทันใด ซึ่งไอน์สไตน์มองว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ปัญหาความขัดแย้งนี้รู้จักในนามของ EPR พาราดอกซ์และEPRพาราดอกซ์นี้กล่าวว่าหากระบบประกอบไปด้วยอนุภาคสองตัวที่อนุภาคตัวหนึ่งมีสปินชี้ “ขึ้น” และอีกตัวหนึ่งจะมีสปินชี้ “ลง” จากการตีความแบบโคเปนเฮเกนได้กล่าวไว้ว่า อนุภาคทั้งสองตัวจะยังไม่มีการระบุว่าอนุภาคตัวใดที่สถานะ “ชี้ขึ้น”หรือ ชี้ลง จนกว่าสปินของอนุภาคตัวใดตัวหนึ่งจะถูกวัดและหากอนุภาคตัวใดถูกวัดสปินแล้วก็จะทำให้อนุภาคอีกตัวหนึ่งรู้ได้ว่าจะต้องมีสถานะสปินในทิศตรงกันข้าม อนุภาคอีกตัวนี้จะรู้ได้โดยทันที่ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลจากอนุภาคตัวที่ถูกวัดมากเพียงใดก็ตาม การรับรู้โดยทันทีนี้ขัดกับหลักสัมพัทธภาพพิเศษของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่กล่าวว่าข้อมูลข่าวสารจะส่งถึงกันได้เร็วมากที่สุดด้วยอัตราเร็วแสงเท่านั้น ปัญหานี้ยังไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์จวบจนปัจจุบันนี้

การสื่อสารข้อมูลด้วยคลื่นวิทยุ ถือเป็นวิธีการสื่อสารที่เร็วที่สุดที่มนุษย์พึงกระทำได้ เพราะไม่ได้ขัดกับข้อเท็จจริงในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ แต่ทว่า การค้นพบหลักความพัวพันทางควอนตัม ทำให้เกิดสิ่งที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง คือ จะทำให้ระบบมีการสื่อสารกันได้อย่างทันทีทันใด หรือเรียกว่าการเคลื่อนย้ายควอนตัม ซึ่ง Einstein มองว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้ามันทำได้จริงก็แสดงว่ามันเร็วกว่าแสง และมันจะละเมิดกฎของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งภายหลังปัญหานี้ได้ถูกตั้งชื่อว่า EPR Paradox (A. Einstein, B. Podolsky, N. Rosen, 1935)



Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 576
  • จิตพิสัย 28
ดร.อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า"การเมืองนั้นแสนสั้น แต่สมการคงอยู่ชั่วนิรันดร์"หรือ“Politics is for the moment and equation is for eternity.”หรือ“Equations are much more important to me, because politics is for the present, while … an equation is for eternity”
ถ้าเราดูประวัดไอน์สไตน์เราจะเห็นว่าเขาผ่านหลายสัญชาติมากเลยครับคือ
- ไอน์สไตน์ เป็นคน ถือหลายสัญชาติเพราะเกิดในช่วงที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงเขตแดนในยุโรปรวม
   ถึงเกิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้ชาวยิวแบบ ไอน์สไตน์ นั้นต้องสังเวยชีวิตไปหลายล้านคน
   เขาจึงต้องลี้ภัยไปอยู่ สหรัฐอเมริกา สัญชาติของ ไอน์สไตน์ มีดังนี้

ราชอาณาจักรเวือร์ทเทมแบร์ก (1879–1896)

ไร้สัญชาติ (1896–1901)

สวิตเซอร์แลนด์ (1901–1955) ถือสัญชาตินี้จนเขาเสียชีวิต

จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี (1911–1912)

จักรวรรดิเยอรมัน (1914–1918)

สาธารณรัฐไวมาร์ (1919–1933) อีก 6 ปีต่อมาเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2

สหรัฐอเมริกา (1940–1955) ตั้งแต่ช่วงสงครามโลก จนจบ 1945 และจนตลอดชีวิตของเขา
ถือ 2 สัญชาติ สุดท้ายคือ สวิส และอเมริกา
-----------------------------------------------------------

---------------------------
และไอน์สไตน์ยังกล่าวด้วยว่า“Politics is more difficult than physics”หรือ"การเมืองยากกว่าวิชาฟิสิกส์"หรือ“[When asked “Dr. Einstein, why is it that when the mind of man has stretched so far as to discover the structure of the atom we have been unable to devise the political means to keep the atom from destroying us?”] “That is simple, my friend. It is because politics is more difficult than physics.”


----------------------------------------
วันที่24มีนาคม2562เป็นวันเลือกตั้งของประเทศไทยของพวกเรากันนะครับ  ผมขอให้พลังแห่งพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติจงสถิตย์แก่พวกเราชาวพุทธกันนะครับ
« Last Edit: March 09, 2019, 02:43:16 AM by yesterday »