Author Topic: มาอ่านความรู้กัน!!เรื่องจิตวิทยาแก้ใขความขัดแย้ง...นะครับ  (Read 8196 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 349
  • จิตพิสัย 24
จิตวิทยาการแก้ไขความขัดแย้ง ตามหลักของ”จิตสมอง”คนมีวิชาชีพเป็นนักจิตวิทยาต้องมีสมองซีก 3 เด่นกว่าอีก 3 ซีก ความที่ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ต้องมีความเข้าใจลึกเข้าไปในความรู้สึกที่เป็นปัญหาของผู้ทุกข์หรือผู้มีปัญหา หรือ ผู้มารับคำปรึกษา ต้องมีความเห็นใจในปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ทุกข์ และเป็นผู้ต้องที่มีความสามารถในการให้กำลังใจแก่ผู้ทุกข์ยามกำลังขาดหรืออ่อนแอได้และเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาหรือความขัดแย้งในใจที่เกิดขึ้นกับผู้ทุกข์ได้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับคนเรา ก็มี 2 ด้านใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ ความขัดแย้งภายในใจตัวเอง กับ ความขัดแย้งภายนอกกับคนอื่น ส่วนใหญ่ คือ กับคนภายนอกที่บุคคลมีความสนิทแนบแน่นใกล้ชิดกันมากที่สุด หรือกับคนที่แทบไม่รู้จักกัน ไม่ต้องเคยมีความสัมพันธ์ผูกพันด้านใดๆมาก่อนก็ได้ นิยามคำว่า “ความขัดแย้ง” จึงคือ ความขัดแย้งระหว่างความนึกคิดกับอารมณ์ความรู้สึกหรือพฤติกรรมการกระทำของตัวเราเอง และความเข้าใจกันไม่ได้ หรือเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างจุดมุ่งหมายของบุคคล 2 คน หรือ 2 ฝ่ายขึ้นไป ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่อสภาพชีวิตตนเอง หรือ ต่อฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง หรือความได้เปรียบ-เสียเปรียบของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด การแก้ไขปัญหาหรือความขัดแย้งต่างๆที่ตรงที่สุด คือ การเข้าใจสิ่งซึ่งเป็นความปรารถนาลึกๆ ที่อยู่ภายในใจซึ่งกันและกัน ที่ฝรั่งเรียกว่า Yearning หรือ จุดมุ่งหมายปลายทางที่อยู่บนจิตสำนึกของบุคคลว่าต้องการอะไรมากที่สุด ที่ฝรั่งว่า esire เพื่อจะได้ไม่ให้ความขัดแย้งนั้นๆ มันบานปลายจนกลายเป็นปัญหาที่แก้กันไม่ออก คิดกันไม่ตก ง่ายๆ เลย ก็มีทฤษฎีการให้คำปรึกษากันขึ้นมา ที่ฝรั่งว่า Counseling คือ การช่วยให้ผู้ทุกข์เกิดตระหนักรู้ในตนเองว่า ตนเองต้องการอะไรอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่ ฉันรู้สึกอย่างนี้ (I feel….) ฉันคิดอย่างนี้ (I think….) ฉันต้องการอย่างนั้น (I want......) ฉันจำเป็นต้องได้อย่างนั้น (I need....) ไปจนถึงสิ่งที่ฉันปรารถนาที่สุด (I desire.....) รวมไปถึงความสามารถในการเข้าใจถึงสิ่งที่ปรารถนาที่สุดของผู้อื่นด้วยในความสัมพันธ์ของจังหวะช่วงขณะนั้นๆ ที่เรียกให้เท่หน่อย ก็ว่า บริบท ถ้าความขัดแย้งนั้นๆ มันมีเหตุผล พอมองเห็นว่าอาจแปลงพลังด้านลบนั้นๆ ให้เป็นด้านบวกได้ ก็เรียกว่า วิธีการการจัดการความขัดแย้ง ที่ฝรั่งเรียกว่า Conflict Management โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับมือกับสภาวะการขัดแย้งแต่ละด้านไปในทางสร้างสรรค์ เชิง ติเพื่อก่อหรือโต้แย้งเพื่อการพัฒนา ได้ถึงซึ่งคำตอบที่ต้องการ ถ้าเป็นความขัดแย้งที่มีต่อผู้อื่นโดยตรง มีคู่กรณีเห็นกันชัดๆต่อหน้าต่อตา ก็มีทฤษฎีการเจรจาต่อรอง ที่ว่า Negotiation เพื่อให้ได้มาถึงซึ่งผลประโยชน์ที่เรียกร้องกันของแต่ละฝ่าย เป็นลักษณะตัวต่อตัว หรือระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์นั้นๆ หนักข้อ มากความ หนักอก มากเรื่อง ก็ใช้วิธีการไกลเกลี่ย ที่กำลังฮิตการอบรมกันอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ ที่ฝรั่งเรียกว่า Mediation คือ ต้องมีคนกลางทำหน้าที่คอยประสานผลประโยชน์ หรืออำนาจการต่อรอง เพื่อให้ได้ถึงซึ่งข้อตกลงที่ตอบสนองความต้องการ ความจำเป็นที่ต้องได้ ต้องมี ต้องเอา ต้องเป็นกันให้ได้ในทุกฝ่าย สี่วิธีการนี้ ยังเอากันไม่อยู่ ยุติกันไม่ลง ก็จำต้องใช้สมองซีก 2 ซีกของความเที่ยงตรง ความมั่นคงเข้าไปยุติธรรม หรือยุติการกระทำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองข้างกันไปเลย ที่เรียกกันว่า อนุญาโตตุลาการ (Arbitration) คือ การให้อำนาจแก่คนกลางเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดลงไปเลยว่า ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด หรือผิดทั้งคู่ คือ ต้องมีฝ่ายหนึ่งถูกหรือชนะ อีกฝ่ายผิดหรือต้องจำแพ้ ที่ว่า Win-Lose หรือ Lose-Lose แทน Win-Win ของสี่วิธีการแรก เป็นการใช้สมองซีก 2 ขึ้นมาแทนซีก 3 กันนั่นเอง แม้จะจริงที่ว่า ส่วนใหญ่ที่เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนเรื้อรังนั้น มักเกิดจากปัญหา คือ ถูกทั้งคู่ หรือมักจะถูกทั้งสองฝ่ายก็ตาม แต่วิธีการไหนก็แก้กันไม่ออก เอากันไม่อยู่ ถ้าทั้งสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย มีความต้องการที่จะทำลายล้างกันมากกว่า 5 ล้างนี้ขึ้นไป คือ ทำกันขึ้นเพื่อหนึ่ง-ล้างแค้น สอง-ล้างตา สาม-ล้างหนี้ สี่-ล้างอาย ห้า-ล้างคดี หก-ล้างคาว เจ็ด-ล้างบาง แปด-ล้างสมอง และเก้า-ล้างโคตร ถ้าผู้ไม่คิดจะล้างใครในอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เขียนไว้อย่างนี้ ก็ให้ไปอาบน้ำเย็นล้างหน้าล้างตา รวมทั้งล้างหู ล้างปาก เพื่อล้างมือให้สะอาด สบาย สงบ สง่า สุข แทน จะคอยรวบขี้เหล่านี้เข้ามากองไว้ใหม่เพื่อที่จะเล่นกันต่อไปอย่างสนุกที่ว่า ล้างไพ่
*************************************
************************************
http://webdb.dmsc.moph.go.th/radiation/center_news.asp?div=&id=319&page=1
วันที่ : 7 ตุลาคม พ.ศ.2551
งาน : งาน อื่นๆ
เกี่ยวข้องกับ : การแก้ไขความขัดแย้ง
เสนอข่าวโดย : ฝ่ายบริหารทั่วไป
ที่มา : หนังสือ at officemate ฉบับเดือนตุลาคม 51

Offline Ozone

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 102
  • จิตพิสัย 4
กล่าวถึงเรื่องนี้ ผมเลยอยากแนะนำเพิ่มเติมครับว่า มีแบบทดสอบเรื่องพหุปัญญา ของ Howard Gardner
ซึ่งเขาบอกว่าความฉลาดของเราไม่ได้แยกแค่ ๒ ด้าน ตามที่เราเข้าใจในสมัยก่อน คือ ด้านตรรกะ กับ ศิลป์
แต่การศึกษาของเขาบ่งชี้ว่า มีอย่างน้อย ๘ ด้าน (ซึ่งปัจจุบันเขาศึกษาได้ ๘ ด้าน แต่คาดว่ามีอีก)

น่าสนใจนะครับ ลอง download แบบทดสอบมาทำดูก็ได้ แแบบภาษาไทยก็มี
จากการสังเกต ผมคิดว่า คนที่มีการปฏิบัติธรรม (ไม่มากก็น้อย) จะมีความฉลาดด้านการเข้าใจธรรมชาติ และการรู้จักตนเองที่ค่อนข้างสูง
ไม่รู้ว่าจริงแท้แค่ไหน ถ้าได้ผลยังไงก็ลองบอกกันนะครับ

เพราะ Gardner เอง ก็ยังยอมรับว่า ความฉลาดด้านการเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และเข้าใจธรรมชาติ
มีน้ำหนักของความสำคัญมากกว่าด้านอื่นๆ เช่น ตรรกะ ถาษา การเคลื่อนไหว เป็นต้น
อุปสรรค ก็เหมือนกับกำแพง กำแพงไม่ใช่ประตูจะได้เดินเข้าได้ง่ายๆ บางคนอาจจะเดินอ้้อม อาจจะปีนข้าม หรือพังมันเข้าไปเลย แต่ถ้าเดินหนีไปทางอื่นชีวิตนี้ก็มีทางตันเพิ่มอีกทางหนึ่งแล้ว