Author Topic: ใครมีบทความเรื่องตลาดหุ้น เทคนิคหุ้น ขอเชิญนำมาลงรวมกันได้นะครับเชิงวิชาการ  (Read 5855 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 549
  • จิตพิสัย 25
หลักการซื้อขายหุ้นของโจเซฟ แกรนด์วิลล์ (Grandvill’s BUYING AND SELLING RULES)
หลักการซื้อขายหุ้นของโจเซฟ แกรนด์วิลล์ (Grandvill’s BUYING AND SELLING RULES)
ภาวะตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา  ได้สร้างความระส่ำระสายให้แก่บรรดานักลงทุนรายย่อย (โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งจะกระโจนเข้าสู่ตลาดเป็นครั้งแรก) เป็นอย่างมาก  และต้องการหาทางออกที่ถูกต้องว่าควรจะเป็นไปในทางใด  เรื่องนี้ใครที่ติดยอดดอยหรือเชิงดอยจงตั้งสติให้ดี  ทำใจให้หนักแน่น  พร้อมกันนั้นก็หันมาสำรวจตรวจสอบวิธีการลงทุนของตนที่ผ่านมาว่ามันมีข้อที่ จะต้องปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง  บนเส้นทางของการ “เล่น” หุ้นนั้น  ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ราบรื่น” จนกว่าเราจะเข้าใจทิศทางการขึ้นลงของตลาด  รู้ว่าอะไรคือ “ปัจจัย” หรือ “ตัวแปร” ที่จะทำให้ตลาดขึ้นเป็นกระทิง  หรือลงเป็นหมี  และมองเห็นกระบวนการหรือรูปแบบการขึ้นลงในแต่ละช่วงของภาวะตลาด “กระทิง” หรือตลาด “หมี” ว่าน่าจะดำเนินไปในรูปใด   ถ้าสามารถทำความเข้าใจได้เป็นพื้นฐาน  ก็จะช่วยให้เราตัดสินใจเข้าซื้อหรือขายได้ถูกต้อง  ลดโอกาสขาดทุน  เพิ่มโอกาสกำไรให้กับตนเอง  เสริมสร้างความั่นใจในการลงทุนยิ่งขึ้น  ซึ่งหมายถึงความสำเร็จของการเป็นนักลงทุนหุ้น
หลักการซื้อขายของโจเซฟ  แกรนด์วิลล์
ได้รับการยอมรับอย่างกว้างในวงการลงทุน ของประเทศอเมริกา  เป็นกลยุทธ์ในระดับ     “แม่บท” ของบรรดานักลงทุนมืออาชีพ  ที่จะต้องทำความเข้าใจและนำไปใช้ชี้นำการตัดสินใจซื้อขายหุ้นโดยเฉพาะ  มีทั้งหมดเพียง 8 ข้อเท่านั้น
หลักการซื้อ
1.     หากปรากฏชัดเจนแล้วว่า  ตลาดได้เข้าสู่ภาวะ  “ขาขึ้น” แน่นอนแล้ว  จงเข้าซื้อทุกครั้งที่ราคาหุ้นปรับตัวลง
“หลักฐาน” ที่แสดงให้รู้ว่าตลาดรวมขึ้นแน่ ไปยาวแน่ ถ้าใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคคือ  เส้นราคารายวันได้เจาะทะลุ (จากเบื้องล่าง) ผ่านเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้น (อาจเป็น 10 วัน) ขึ้นไปได้สำเร็จ  ในแง่คิดนี้  หมายความว่าถ้าเส้นฯ 10 วันสามารถตัดเส้นฯ 25 วันขึ้นไปจนสามารถยืนเหนือเส้นฯ 75 วันได้ ตลาดหุ้นจะมีทิศทางเป็นขาขึ้น
แกรนด์วิลล์ไม่ได้ให้หลักสังเกตุด้านวอลุ่ม การซื้อขายประจำวันแต่ตรงนี้  ขอตั้งสังเกตุส่วนตัวเสนอแก่คุณ  พิจารณาประกอบ  ซึ่งอาจจะไม่ถึงกับเป็นหลักการมาตรฐาน เป็นเพียง “ข้อสังเกตุ” เท่านั้น  คือในตลาดหุ้นไทยปัจจุบันนี้  กลุ่มกองทุนรวมมีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำหนดทิศทางของตลาดรวม  ดังนั้น  หากช่วงไหนเราสังเกตุได้ว่าแรงซื้อหลักมาจากบรรดากองทุนรวมหรือกองทุนจาก ต่างประเทศ  โอกาสที่ตลาดจะไปต่อก็มีมาก  แต่หากช่วงไหนที่แรงซื้อหลักมาจากนักลงทุนรายย่อยที่ “แห่” กันเข้ารับของจากการเทขายของกองทุน  โอกาสที่ตลาดจะปรับตัวลงอย่างฮวบฮาบก็เป็นไปได้มาก
วิธีการสังเกตุทั้งสองกรณีนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องยากเลย
กรณีแรกที่กลุ่มกองทุนรวมพากันเข้าซื้อ  จะเป็นช่วงที่ตลาดยังเย็นอยู่  นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ยังไม่ “อยาก” ที่จะเข้าซื้อ แต่จู่ๆ ระดับราคาหุ้นก็แกร่งขึ้น  โดยมีวอลุ่มการซื้อขายหนาแน่นพอสมควร (แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพอง) ส่วนกรณีหลังนั้น  ราคาหุ้นขึ้นแบบร้อนแรงและหวือหวา  แบบไม่มีเหตุผล (อาจถึงกับ “บ้าคลั่ง”) และนักลงทุนส่วนใหญ่พากัน “อยาก” เข้ากันเต็มแก่ วอลุ่ม “พอง” สุดๆ ทำสถิติใหม่ ทุกวันดังนั้น  ถ้าเราจับ “กระบวนท่า” ของบรรดากองทุนรวม “บิ๊กๆ” ได้  โอกาสที่เราจะเล่นหุ้นแล้วรวยก็เป็นไปได้มาก
จงซื้อเมื่อพบว่าแรงซื้อหลักมาจากกองทุนรวมต่างชาติ
2.     หากภาวะตลาดรวมยังไม่ได้บอกชัดว่า  ได้เป็นตลาดขาลงแล้ว   จงเข้าซื้อหุ้นทุกครั้งที่มันปรับตัวลง  ข้อนี้ถ้าใช้เส้นราคารายวันกับเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่มาวัด  ก็หมายถึงว่า  ตราบใดที่เส้นราคารายวันยังอยู่เหนือเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้น  ก็จงเข้ารับซื้อทุกครั้งที่ราคาหุ้นปรับตัวลง  (ภาษาห้องค้าเรียกว่า “ช้อนซื้อ”) ในการปรับตัวช่วงกลางของตลาดขาขึ้น  มักจะดำเนินไปอย่างรุนแรงมาก  ถึงกับทำให้เส้นราคารายวันตกทะลุเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นลงมาได้  แต่ในที่สุดก็จะดีดกลับ  และเดินหน้าต่อไป
หลักการขาย
3.     หากปรากฎชัดแล้วว่า  ตลาดรวมได้เปลี่ยนจาก “ขาขึ้น” มาเป็น “ขาลง” แน่นอนแล้ว  จงขายทุกครั้งที่ราคาหุ้นดีดกลับ  ถ้าวิเคราะห์ด้วยเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ ก็คือเส้นราคารายวันได้เจาะทะลุเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ลงมาแล้ว  และเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้น  ก็ได้เจาะทะลุเส้นระยะกลางลงมาแล้ว  ยิ่งเส้นระยะสั้นเจาะทะลุเส้นระยะกลาง  ระยะยาวลงมาแล้ว  ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าภาวะตลาดได้ “ลงหลุม” เรียบร้อยแล้ว  มีแต่ต้องขายออกอย่างเดียว  ในทุกครั้งที่ราคาดีดขึ้น
4.       ตราบใดที่ตลาดยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นตลาด ขาขึ้น  จงขายออกทุกครั้งที่ราคาหุ้นเด้งขึ้น  การเด้งขึ้นของราคาหุ้นในระยะนี้  เป็นเพียงการสว่างวาบขึ้นของแสงหิ่งห้อยในความมืดมิด  เหมาะสำหรับผู้ที่เกาะติดห้องค้า  ซื้อขายหุ้นเป็นอาชีพ  ทำกำไรรายวันได้  แต่ไม่ถึงกับรวย (จะรวยหุ้นก็ต้องรอเข้าซื้อในจังหวะที่เป็นตลาดขาขึ้น  โดย “โถม” สุดตัวรอจนราคาหุ้นไต่ขึ้นไปสุดๆ จึง “ถอน” ทั้งยวง)
ข้อควรระวัง
5.       ตราบใดที่ภาวะตลาดยังไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นตลาด “ขาขึ้น” จริงๆ ก็ไม่ควรเข้าไปรับซื้อหุ้นที่ราคากำลังปรับตัวต่ำลงมา  เพราะราคาที่ว่าต่ำแล้ว  อาจจะยิ่งต่ำลงไปอีก  (หากตลาดยังอยู่ในภาวะขาขึ้น  แต่เป็นช่วงของการปรับตัวลงเท่านั้น  ก็สามารถเข้าช้อนซื้อได้และควรเข้าช้อนซื้อเป็นอย่างยิ่ง)
6.       ภายหลังจากที่ตลาดได้เข้าสู่ภาวะ “ขาลง” แน่นอนแล้ว  อย่าเข้าตลาดซื้อหุ้นเด็ดขาด  จงอย่า “ฝืน” ตลาด อย่า “อวดดี” กับตลาด อย่า “ท้าทาย” ตลาด
7.       ตราบใดที่ตลาดยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะ “ขาลง” เวลาเห็นราคาหุ้นพุ่งก็อย่าขาย  กอดหุ้นไว้ให้แน่น  ถือต่อไป อดทนและ “เหนียว” จนถึงที่สุด ไม่ยอม “หลุด” ให้กับราคาอันแสนสวยนั้นง่ายๆ แล้วคุณก็จะรวยอย่างไร้ขีดจำกัด
8.      หากตลาดเข้าสู่ภาวะ “ขาขึ้น” แน่นอนแล้ว  จงอย่าขายหุ้นทิ้งแม้แต่หุ้นเดียว (เว้นแต่ทำการเปลี่ยนตัวหุ้น  จากตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่งซึ่งประเมินว่าจะต้องดีกว่าแน่)
หลักการทั้ง 8 นี้  จะเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งในการผลักดันให้คุณสนใจในการมอง “ภาพรวม” ตลาดหุ้น  มองทิศทางใหญ่ของตลาด  มีความสำคัญระดับ “ยุทธศาสตร์” ยิ่งถ้าคุณมีความรู้ความชำนาญในด้านการใช้วิธีการเหล่านี้ได้คล่องแคล่วแพรวพราว (ยุทธวิธี) สองด้านนี้รวมกันเข้า  เสริมกันเข้า  คุณก็จะอยู่ในฐานะนักลงทุนหุ้นผู้ยิ่งยงได้
กระนั้นก็ตาม  หลักการทั้ง 8 ของแกรนด์วิลล์นี้  ถ้าวัดกับภาวะเปลี่ยนแปลงจริงของตลาดหุ้นไทยในทุกวันนี้  ก็ยังมีส่วนที่ “ขาด” อยู่บ้าง  อย่างเช่นเวลาหุ้นพุ่งขึ้นรุนแรงนั้น  แทบจะไม่เห็นการ “ปรับตัวลง” เกิดขึ้นเลย  จะมีเพียงบางวันที่ราคาหุ้น “ชะงัก” หรือ “ทรงตัว” อยู่ในระดับใกล้เคียงกับราคาปิดวันก่อนเท่านั้น  แม้ในที่สุดจะถึงวันที่ราคา “วูบ” ลงมาอย่างเห็นได้ชัด  แต่ก็เป็นเขต      “ร้อนแรง” จนน่ากลัวเสียแล้ว  มีแต่ผู้ที่ไม่กลัวความสูงเท่านั้นที่กล้าเข้าซื้อ
ที่เห็นๆ กันจนชินตาก็คือ  พอราคาหุ้นเริ่มออกวิ่ง  ก็พากันกระโดดเกาะกันเป็นแถว  ทำตัวเป็นเสือปืนไว  ราคายิ่งวิ่งก็ยิ่งไล่เกาะ  ไม่รอให้ราคาปรับตัวลงมาหรอก  ถือว่า “ไม่ทันกิน” แน่นอนวิธีการ “ลงทุน” เช่นนี้  ย่อมมีความเสี่ยงสูงเป็นเงาตามตัว  ทำไงจึงจะใช้วิธีที่เป็นแม่บทของ         แกรนด์วิลล์ได้ดี  ก็จึงเป็นหน้าที่ของคุณเองแล้ว
และน่าจะเป็นคติประจำใจสำหรับคุณว่า  ในการใช้วิธีหรือกลยุทธ์ลงทุนซื้อขายหุ้นนั้น  จะต้องสามารถนำหลักการพื้นฐานที่สรุปมาแล้วเรียบร้อยนั้น  ประสานกับสภาพเป็นจริงของตลาดหุ้นบ้านเรา  และตัวคุณเอง  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจักต้องไม่ลืมการใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของตัวหุ้นนั้นๆ มาประกอบด้วย
เปรียบเทียบจำนวนหุ้นขึ้นกับหุ้นลงในแต่ละวัน (DAILY HIGH/LOW INDICATOR)
เวลาหุ้นตก  เชื่อว่าคุณจะพลอยใจคอวูบวาบตกตามไปด้วย  และอยากรู้เหลือเกินว่า  อีกนานเท่าไรมันจึงหยุดตก  แล้วเชิดหัวขึ้นมาใหม่  หรือบางระยะ  ตลาดขึ้นๆ ลงๆ วับๆ แวมๆ ก็ไม่รูว่าเมื่อไหร่มันจะ “จริง” ส่วนใหญ่แล้วจะ “เบลอ” อาจต้อง “รอดูก่อน” ไปอีกสักระยะหนึ่ง  อาจทำให้เสีย “โอกาส” ไปอย่างน่าเสียดาย  วิธีนี้อาจสามารถช่วย “ถม” ช่องว่างนี้ให้แก่คุณได้บ้าง
โจเซฟ  แกรนวิลล์ (Joseph Granville) คือผู้คิดค้นวิธีนี้  วิธีการของโจเซฟ  ง่ายชนิดที่คนทั่วไปคาดไม่ถึง  เขาเพียงแต่คัดเลือกหุ้นที่ขึ้นและลงต่อในแต่ละวันมาเปรียบเทียบกันว่าส่วน ไหนจะมากกว่ากัน  และสะสมเพิ่ม ในอัตราเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร หากปรากฏว่าจำนวนสะสมของหุ้นที่ราคาขึ้น “เพิ่มมากขึ้น” ก็แสดงว่าตลาด “ขึ้น” แน่ แต่หากจำนวนสะสมของหุ้นที่ราคาตก “เพิ่มมากขึ้น” ก็แสดงว่าตลาดตกแน่
เขาเปรียบเทียบตลาดหุ้นว่าเหมือนกับอ่างอาบน้ำ  จำนวนหุ้นที่ราคาขึ้นลงอย่างต่อเนื่องเป็นเหมือนน้ำในอ่าง  ถ้าหากระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ เราก็ตักตวงได้เต็มที่  ตรงกันข้าม  หากระดับน้ำลดลงจนเหือดแห้งเราก็ไม่มีน้ำอาบ  หมดโอกาสทำกำไร  หรือแม้ทำได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ
จากสมมติฐานดังกล่าว  เมื่อใดที่ภาวะตลาดปรับตัวสูงขึ้น  จำนวนสะสมของหุ้นที่ราคาขยับสูงขึ้นต่อเนื่องจากวันก่อน  ก็จะ “เพิ่มมากขึ้น” ด้วย  เป็นเงาตามตัว  ตรงนี้คุณจะต้องระวังด้วยว่า  ตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นนั้น  จะต้องเป็นตัวเลข “เพิ่มสะสม” ไม่ใช่เฉพาะตัวเลข “มากกว่า” หรือ “น้อยกว่า”
อย่างเดียว หมายความว่า  จะต้องสะท้อนให้เห็นความต่อเนื่องของภาวะตลาดอย่างชัดเจน ถ้าจับตรงนี้ได้  คุณก็จับกระแสใหญ่ของตลาดได้
เมื่อใดที่คุณคำนวณได้ว่า  จำนวนสะสมของหุ้นที่ราคาสูงขึ้น (ผลรวมในแต่ละวันของจำนวนหุ้นที่ราคาขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังหักจำนวนหุ้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว) เริ่มเพิ่มมากขึ้น  คือเริ่มเห็นเด่นชัดขึ้น  แสดงว่าภาวะตลาดเริ่มฟื้นตัวแล้ว  และหากเหตุการณ์ยังดำเนินต่อไปอีก  ในลักษณะนั้น  ก็เป็นอันชัดเจนว่า  ตลาดได้ก้าวเข้าสู่ระยะ “ขึ้น” แล้ว  กระทิงเริ่มส่ายหัวไปมา  หายใจฟืดฟาด  ทำท่าจะออกวิ่งแล้ว  สามารถชี้ลงไปได้เลยว่า ตลาด “ไป” แน่  ตรงข้าม เมื่อใดที่จำนวนหุ้นที่ราคาตกมีมากกว่าหุ้นที่ราคาขึ้น  และ “สะสมเพิ่มขึ้น” ก็หมายความว่า ตลาด “ลง” แน่
ด้วยวิธีการนี้ เราสามาถจับกระแสตลาดได้ทั้งหมด 4 ทางด้วยกันคือ
1.  ถ้าจำนวนสะสมของหุ้นราคาขึ้น  เพิ่มมากขึ้น  ตลาดไปแน่
2.  ถ้าจำนวนสะสมของหุ้นราคาตก  เพิ่มมากขึ้น  ตลาดลงแน่
3.  ถ้าจำนวนสะสมของหุ้นราคาขึ้น  เพิ่มมากขึ้น  แต่เพิ่มในอัตราที่ต่ำลง (ส่วนต่างระหว่างจำนวนหุ้นที่ราคาขึ้นอย่างต่อเนื่องกับที่ตกอย่างต่อเนื่อง หดแคบลงเรื่อยๆ ) แสดงว่าตลาดที่มาแรงนั้นเริ่มแผ่วใกล้ถึงจุดหักเห  อาจพลิกไปเป็นตลาดขาลงในอีกไม่นานนัก
4.  ถ้าจำนวนสะสมของหุ้นราคาตก  เพิ่มมากขึ้น  แต่เพิ่มในอัตราที่ต่ำลง  แสดงว่าตลาดหมีกำลังจะสิ้นสุดลง  ตลาดจะไม่ตกต่อไปอีกแล้ว
หลักการใช้
ถ้าจะใช้วิธีการนี้ได้ดี  คุณต้องลงแรง  ทำสถิติจำนวนหุ้นที่ราคาขึ้นและตกต่อในแต่ละวัน  หาจำนวนแตกต่างของหุ้นสองชนิดนี้และรวมรวมสะสมเป็นดัชนีชี้นำการวิเคราะห์ ภาวะตลาดด้วยตนเอง  ไม่นานก็จะใช้เป็นใช้คล่องสร้างโอกาสทำกำไรให้แก่ตนเองมากขึ้นกว่าเดิมได้ อีกด้วย
บทความทั้งหมดนี้คัดจากหนังสือแม่ไม้หุ้น ของลุ้น พารวย ผลงานกลุ่มเบี้ยฟ้า

Offline หยุดไปด้วยกัน

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 114
  • จิตพิสัย 40
  • Gender: Male
  • แด่พระที่จำพรรษาสงบนิ่ง ณ กลางกายของเราทุกคน
ที่เอามาลงอันนี้คือการลงทุนแบบ Daytrade ใช่มั้ยครับ

แต่ผมชอบแบบ Value Investor มากกว่า เลือกตัวพื้นฐานดี ๆ ปันผลสม่ำเสมอ แล้วถือไปยาว ๆ เลย ไม่ต้องเสียเวลามานั่งเทรดหุ้น
ที่นี่ เว็บบอร์ดวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ไม่มีดราม่า ไม่มีเฟล มีแต่หยุดในหยุด

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 549
  • จิตพิสัย 25
ถ้ามีความรู้อย่างไร ก็หาบทความ เทคนิค หรือวีไอ ก็ได้ครับ ในเชิงวิชาการ มาลงรวมกันครับ เทคนิคในกระทู้ผมของแกรนด์วิลล์ ใช้ระยะกลางก็ได้ครับ ไม่จำเป้นต้องเดย์เทรดอย่างเดียว  ครับ  ก็มีความรู้อะไรก็นำมาลงได้ครับแบบตัวอย่างในกระทู้ครับ ไม่เจาะจงทำนายอะไร นอกจากแนวทางกว้างกว้างครับ  ส่วนใครจะนำไปใช้ก็ต้องใช้วิจารณญาณส่วนตัวครับอย่างเสรีแต่ กระทู้ผมจะพยายามรวมแค่แนวทางกว้างกว้างเชิงวิชาการเท่านั้นครับ ถ้ามีเวลาจะหาวิธีมาให้อ่านเล่นเพิ่มเติมกันนะครับ ทุกคนหาเนื้อหามารวมลงกันในกระทู้ได้ครับ

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 345
  • จิตพิสัย 23
วันนี้ผมขอนำเอาเทคนิคการขอคืนภาษีจากเครดิตหุ้นปันผลแบบง่ายง่ายมาฝากนะครับ เป็นผลดีแก่น้กลงทุนรายย่อยด้วยครับ
--------------------------------------------------------------------------------
ตัวอย่าง ปี 52 ได้เงินปันผลจาก DTAC ตัวเดียวจำนวน 6,000 หุ้น
โดยปันผลหุ้นละ 1.50 บาท
เป็นเงิน 9,000 บาท
โดนหัก ณ ที่จ่ายไป 900 บาท
ได้รับจริง 8,100 บาท

อย่างนี้จะขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืนได้หรือไม่ ?
ถ้าได้ จะได้เท่าไร ?
แล้วถ้าได้ จะต้องทำอย่างไรบ้าง สามารถทำเรื่องทางอินเตอร์เน็ทได้หรือไม่ หรือต้องไปที่สรรพากรด้วยตนเอง ?

เริ่มกันเลย

ต้องไปดูที่ใบบันผลว่า DTAC จ่ายภาษีกี่ % ก่อนครับ เช่น 20%, 25% หรือไม่จ่ายภาษีเนื่องจากได้รับการยกเว้น  0%

ให้เอาเงินปันผลไปคูณกลับตัวเหล่านี้

0%   > * 0/100 = 0
20% > * 20/80 = 1/4
25% > * 25/75 = 1/3
30% > * 30/70 = 3/7

ผมยกตัวอย่างเช่นถ้า DTAC ปันผล 8,100 เเละบริบัทจ่ายภาษี ที่ 30%
ดังนั้น เครดิตภาษีคือ  8100 * 3/7 = 3471.42 + 900 = 4371.42

ตัวเลข 3471.42 ก็คือ ภาษีที่ DTAC จ่ายไปนั่นเอง  (8100+3471.42)*0.3 = 3471.42

พอได้เเล้วเอาตัวเลข 4371.42 บาท ไปกรอกใน ภงด.90 ครับ ซึ่งก็คือภาษีที่เราซึ่งเป็นเจ้าของ DTAC จ่ายให้กรรมสรรพากรไปเเล้ว บวกกับ 10% ที่หักไว้ครับ มันเหมือนหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้ เเต่จะได้เงินคืนเท่าไหร่ ก็เเล้วเเต่ฐานภาษีของเราครับ เช่นถ้าเราจ่ายอยู่ ที่ 10% เราก็ควรได้คืนประมาณ 2 ส่วน ของ 4371.42 บาทครับ ประมาณนี้ ถ้ายื่นเเบบ online มันจะมี popup ตารางให้กรอกเลย ไม่ต้องคำนวนเอง

สมมุติว่า…
บริษัท A จ่ายปันผลให้เรา 70 บาท
ในใบแจ้งระบุ หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% คือเงิน 7 บาท
ดังนั้น เงินที่เราได้รับสุทธิ คือ 63 บาท

ทีนี้ไปที่ประเด็นภาษี
บริษัท A เสียภาษีในอัตรา 30%
ความจริงคือ บริษัท A จ่ายปันผลจากกำไร
หลักหักภาษีนิติบุคคล 30%
แสดงว่าเงินปันผลที่บริษัท A จ่ายให้เรา 70 บาท
มีเงินส่วนนึงเป็นภาษีที่ส่งสรรพากรไปแล้ว 30%
ซึ่งก็คือเครดิตภาษีที่บริษัท A จ่ายไปแล้ว = 70 x 30/(100-70)
หรือ 70 x (3/7) = 30 บาท

ดังนั้น เงินปันผลก่อนหักภาษีของบริษัท A = เงินที่ A จ่าย + เครดิต
= 70 + 30 = 100 บาท

เวลาคำนวณภาษี ในภงด.
เราก็ดึงกลับเอาเครดิตภาษีไปรวมเป็นเงินได้ของเรา คือ 30 บาท
มารวมกับเงินได้ ที่เป็นเงินปันผล 70 บาท

เสร็จแล้วคำนวณภาษีที่เราต้องจ่ายจริงใหม่
เช่น เงินได้สุทธิ เท่ากับ 4 แสนบาท
ต้องเสียภาษี 10% จาก 1.5-5 แสน = ( 4แสน – 1.5แสน ) x 10% = 2.5หมื่น

จากนั้นในขั้นสุดท้าย
ให้เอาภาษีที่เราจ่ายไปแล้วทั้งหมด รวมเครดิตภาษี
(ที่บริษัท A จ่ายไปให้ก่อนจ่ายปันผลให้เรา)
เอามาหักคืนออกจากยอด 2.5 หมื่นอีกที

งงไหม..?

สุดท้าย เราจะได้เงินคืน เพราะเงินเครดิตภาษีถูกดึงกลับมาให้เราครับ
แล้วคิดภาษีจ่ายใหม่จากเงินได้จริงที่เอาเครดิตมารวมคำนวณใหม่ครับ

ต้องขอบคุณท่านทั้งหลาย ด้านล่างนี้ครับ สำหรับความรู้เรื่องการเครดิตภาษีปันผล

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=40549

----------------------------------------------------------------------------------------
ถ้าคุณยื่นเอกสารด้วกระดาษ
ทดในกระดาษว่า
30
25
20
ไม่เสีย
Boi
แล้วแยกปันผลตามนั้นเลย
30.  รวมปันผล                   เครดิตภาษี3/7
25.  รวมปันผล.                  เครดิตภาษี1/3
20    รวมปันผล.                 เครดิตภาษี1/4
ไม่เสีย รวมปันผล.                ไม่สามารถเครดิตภาษี
Boi.   รวมปันผล.                ไม่สามารถเครดิตภาษี
รวม ต้องเท่ากับปันผลที่ได้รับ.   รวมเครดิตภาษีได้
Boi. ไม่ต้องกรอกเป็นรายได้
เครดิตภาษี หมายถึงบริษัทที่จ่ายปันผลได้ชำระภาษีแล้วเสมือนเราชำระ
ดังนั้นหากเราต้องชำระเพิ่มก็จะกลายเป็ำระซ้ำซ้อน
ดังนั้นเราจึงรวมภาษีที่เราชำระแล้วทั้งหมดหักกับที่ควรชำระที่เหลือ
อาจขอคืนหรือชำระเพิ่มก็ได้
-------------------------------------------------------------
คือเราเห็นว่า….ช่วงนี้เป็นเทศกาลยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี
และมีผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับ…..การใช้เครดิตภาษีเงินปันผล….เข้ามาเป็นระยะ
จึงอยากบอกเล่าเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ สู่กันฟัง

1. ปรัชญาของเครดิตภาษีเงินปันผล

1.1 บริษัทส่วนใหญ่ทำมาหาได้ มีกำไร และต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
จากกำไรก้อนดังกล่าวอยู่แล้ว ดังนั้น … เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผล
จากกำไรดังกล่าวมาให้กับผู้ลงทุน …. และผู้ลงทุนนำเงินปันผลดังกล่าว
มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อีก… ก็จะเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน
จากกำไรก้อนเดียวกัน …

1.2 เพื่อสนับสนุนให้ ประชาชน ลงทุนในบริษัท
เป็นการช่วยให้เศรษฐกิจของชาติขยายตัว

ดังนั้นเครดิตภาษีเงินปันผล จึงเกิดขึ้น โดยกฎหมายให้ทางเลือก
ว่าจะนำเงินปันผลมารวมคำนวณ …. เป็นเงินได้ใน … ภงด.
หรือจะเลือกถูกหัก ณ ที่จ่าย แล้วไม่ต้องนำมารวมคำนวณในแบบ ภงด. อีก …..
แต่ถ้านำมารวมคำนวณใน ภงด. ก็ต้องนำรายได้ เงินปันผล … ทุกก้อน
มาคำนวณ …. จะเลือกเฉพาะบางบริษัทมารวมไม่ได้
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
2. เทคนิคคร่าว ๆ ว่า… จะเลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผล หรือไม่ พิจารณา จาก :-

2.1 ถ้าผู้ใดมีเงินได้สุทธิ…ที่ต้องเสียภาษีใน rate 20% ขึ้นไป ก็ขอให้ลืมเรื่องนี้ไปซะ
เพราะเงินปันผลหักภาษี ณ ที่จ่าย เพียง 10% เอง ดังนั้นเลือกไม่ใช้เครดิตภาษี
เงินปันผล เราจะได้ประโยชน์มากกว่า …. ดังนั้น
เวลายื่นแบบ ภงด. เพื่อเสียภาษี ก็ไม่ต้องนำ
รายได้เงินปันผลเข้ามารวมคำนวณอีก …..
แต่ทั้งนี้ก็ไม่แน่เสมอไป ขอให้พิจารณา ปัจจัยข้อ 3.1.2 ที่จะกล่าวต่อไป

2.2 ถ้าผู้ใดมีเงินได้สุทธิ … อยู่ใน rate 5% และ 10% ก็น่าจะ
เลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผล เนื่องจากมีโอกาสได้รับเงิน
ภาษีคืน
-------------------------------------------------------------------

« Last Edit: May 15, 2011, 02:07:56 AM by laichazeng »

Offline ผู้มาเยือน

  • Jr. Member
  • **
  • Posts: 76
  • จิตพิสัย 16
Daytrade หรือเฝ้าหุ้นมาก ระวังหลงบ่วงมารนะครับ
จิตใจจะอยู่แต่กับหน้าจอ หุ้นตกหุ้นขึ้น จิตใจถูกชักนำไปกับตลาดได้ง่าย ๆ

ถ้า VI หรือถือแบบเป็นการลงทุน นั่นน่าจะปลอดภัยกับการรักษาใจตัวเองมากกว่า

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 345
  • จิตพิสัย 23
เรื่องเทคนิคเดย์เทรด กับวีไอ บางคนใช้อย่างฉลาดและใช้เป็นก็ทำให้พวกเขาไม่หลงบ่วงมารได้พอพอกันครับ แต่เดย์เทรดอาจมีความเครียดและผันผวนสูงกว่ามาก พวกเดย์เทรดบางคนจึงมีรูปพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ไว้ข้างข้างหน้าจอด้วยไงครับ เผื่อตายหน้าจอก็อย่างน้อยมีรูปพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์อยู่ข้างจอให้จำได้ก่อนตายครับอาจจะมีรูปครอบครัวเสริมมาได้บ้าง พวกเดย์เทรดก็เหมือนทหารอยู่นะคือ พวกเดย์เทรดชาวพุทธจะคอยดูแลเรื่องการมีส่วนแบ่งการดึงเงินจากพวกเดย์เทรดชาวศาสนาอื่นให้มาเป็นของหมุนเวียนในสังคมพุทธชาวบ้านด้วย
-----------------------------------------
เออ ผมคิดว่าพระสงฆ์บางรูปอาจจะมีพื้นฐานด้านการเรียนวิชาการเงินมาก่อน ...ที่นี่พวกเขาจะใช้พวกรู้นี้อย่างไรเพื่อให้ความรู้แก่ชาวบ้านชาวพุทธได้ให้เหมาะสมที่สุด...พระสงฆ์บางรูปนี้ ผมคิดว่าอนาคตน่าจะพัฒนาเทคนิคเดย์เทรดและวีไอได้ในแบบวิชาการในตอนค่ำเป็นงานอดิเรกวันละ2-3ชมได้ครับแล้วสามารถนำเอาเทคนิคนี้ลงประกาศเผยแพร่ในงานวิชาการกับอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ด้วยและเผยแพร่ให้ชาวพุทธทางโลกทุกฐานะให้รู้เท่าเทียมกันโดยพระสงฆ์บางรูปนั้นท่านไม่ทำนายอะไรเลยนะครับเพียงแต่ศึกษาความจริงด้านเดย์เทรดแล้วนำมาพัฒนาเป็นเทคนิคใหม่ได้จนเผยแพร่เทคนิคใหม่ได้เท่านั้นที่มีความน่าจะเป็นเหมาะสมแล้วให้ชาวพุทธทุกอาชีพไปประยุกต์ใช้อย่างฉลาดเอง(พระสงฆ์บางรูปแค่ศึกษาเพื่อพัฒนาเทคนิคนั้นไม่ได้เอาเงินไปทดลองจริงหุ้นตกขึ้นอย่างไรพระสงฆ์ไม่หลงบ่วงมารแน่นอนครับเพราะไม่ได้ใช้เงินจริงกำไรขาดทุนจึงไม่เกิดจริง) ....ทำนองแบบ นักบวชในศาสนาอื่นก็มีบางคนได้โอกาสมีส่วนสำคัญในการพัฒนาทฤษฎีวิทยาศาสตร์ด้านดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ได้จากการคำนวณนั่นเองครับ หรืออย่าง นักบวชเกรเกอร์ เมนเดล เรื่องยีนในกฏของเมนเดล เป็นต้น สิ่งนี้ดีนะครับ ยิ่งสามเณรไม่ดังอะไรเลยที่มีอายุมากแก่มาก ยิ่งน่าจะมีเวลาทำเรื่องนี้ได้มากด้วย ทำให้พวกสามเณรแบบนี้มีโอกาสใช้เวลาเงียบเงียบมีประโยชน์รังสรรค์คุณค่าทางวิชาการได้ให้แก่สังคมครับ อาจเกิดทฤษฏีเทคนิคหุ้นเดย์เทรดแบบใหม่ของพระสามเณรพุทธชื่อนั้น ให้แก่วงการการเงินหลักทรัพย์ทั่วโลกได้ยอมรับในประสิทธิภาพการคำนวณก็เป็นได้ครับในอนาคตให้เล่าขานไปนานแสนนาน ........  นี่คงยังอีกไกลมากครับ และเป็นเรื่องที่ผมคิดไว้ว่าพระเถรวาทบางรูปมีความสามารถทำได้ครับ ถ้าเราชาวพุทธเห็นคุณค่าและให้ท่านมีเวลาลองทำงานวิชาการทุกด้านดูบ้างถ้าท่านอยากทำครับและไม่ผิดศีลเถรวาทด้วยครับ........ไม่รู้ว่าผมคิดอธิบายแบบนี้ มีวิชั่นวิสัยทัศน์ดีหรือเปล่านะครับต่อสังคมพุทธในอนาคตเพราะมีแค่พระบางรูปเท่านั้นหรือนานมากจึงมีพระที่พอทำแบบนี้ได้จริงครับ  สายธรรมกายของเราพอมีแบบนี้ได้หรือเปล่าในอนาคตต้องคอยดูปรับปรุงต่อไปครับสายธรรมกายเราเป็นแนวหน้าและแนวหลังอย่างเข้มแข็งแก่สังคมพุทธอยู่ครับ ;) ;) ;) ;) ::) ::)

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 549
  • จิตพิสัย 25
7 วิธีดูหุ้นของ 'นพ.ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ'
จากหมอสูติ-นรีเวช ก้าวสู่เส้นทาง “เซียนหุ้นวีไอ” ต้องการมีอิสระภาพทางการเงิน นายแพทย์ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ คุณหมอวัยกลางคนวัย 43 ปี เคยล้มเหลวจากการลงทุนเพราะยึดนโยบาย “ไม่ขาย ไม่ขาดทุน” ทำให้ “ขาดทุน” จากวอร์แรนท์ตัวหนึ่งถือไว้จนราคาหุ้นแทบเป็น "ศูนย์" จากนั้นก็หยุดเล่นหุ้นไปพักใหญ่ก่อนจะกลับมาซื้อขายอีกครั้งในปี 2544 ด้วยแนวทาง Value Investor อย่างเต็มตัว ปัจจุบันคุณหมอเป็นเจ้าของพอร์ตหุ้นหลักเท่าไร “ไม่รู้” เพราะเจ้าตัวกอดความลับนี้ไม่ยอมเปิดเผย บอกเพียงว่าไม่แตกต่างอะไรจากคณะกรรมการสมาคมวีไอคนอื่นๆ...ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า "พอร์ตคงใหญ่ไม่ใช่เล่น"
หมอมุขเจ้าของชื่อล็อกอิน Paul vi ในเว็บไซต์ไทยวีไอ เปิดเผยกลยุทธ์การลงทุนส่วนตัวให้ฟังว่า หลักๆ จะเน้นดู 7 ข้อ คือ



--------------------------------------------------------------------------------


ข้อ 1.หุ้นตัวนั้นต้องมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) สูง 15-20% ขึ้นไป ROE จะบ่งบอกความสามารถของผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น “ยิ่งสูง ยิ่งดี” แต่บางครั้งก็มีตัวหลอกเหมือนกัน หากบริษัทนั้นมีหนี้สินจำนวนมาก ฉะนั้นต้องดูดีๆ อย่ารีบเชื่อทันที!



--------------------------------------------------------------------------------


ข้อ 2. หุ้นตัวนั้นต้องมีอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) สูงกว่า 10%



--------------------------------------------------------------------------------


ข้อ 3.ต้องมี PEG ratio น้อยกว่า 1 เท่า คือการเทียบค่า P/E ratio กับการเจริญเติบโตของกำไรสุทธิ (Growth) หาโดยเอาค่า P/E ratio ตั้งหารด้วยเปอร์เซ็นต์การเจริญเติบโตนั้น บริษัทใดที่ราคาหุ้นต่ำจะน่าซื้อ ถ้าค่า PEG ratio เกิน 1 แสดงว่าราคาหุ้นสูงเกินไป



--------------------------------------------------------------------------------


ข้อ 4.ต้องมีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) อยู่ในระดับ 3.5-4% ขึ้นไป ถามว่าทำไมต้องเป็นตัวเลขนี้ เพราะเป็นตัวเลขที่มากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่ปกติจะอยู่ระดับ 3%



--------------------------------------------------------------------------------


ข้อ 5. หุ้นตัวนั้นต้องมีกระแสเงินสดสูงๆ ยิ่งไม่ต้องจ่ายหนี้ "ผมจะชอบมากเป็นพิเศษ"



--------------------------------------------------------------------------------


ข้อ 6. ผู้บริหารต้องไว้ใจได้ (โปร่งใส) พูดแล้วทำได้จริง ซึ่งเราต้องไปคุยกับผู้บริหารบ่อยๆ ยิ่งเขาถือหุ้น 20-25% ผมยิ่งชอบเพราะมันจะบ่งบอกว่า เขาจะทุ่มเทในการทำงานมากขนาดไหน



--------------------------------------------------------------------------------


ข้อสุดท้าย (7) จะดูปัจจัยทางกายภาพ ธุรกิจนี้มีความแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน โอกาสเติบโตของรายได้และกำไรเป็นอย่างไร สินค้าหรือธุรกิจหลักจะเติบโตไปตามชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ และลูกค้านิยมชมชอบสินค้ามากหรือน้อยแค่ไหน ที่สำคัญจะดูว่าคู่แข่งของเขามีใครบ้าง หากจะมีคู่แข่งเกิดขึ้นใหม่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ได้ง่ายหรือยาก



--------------------------------------------------------------------------------


“ผมไม่นิยมดูเส้นเทคนิคและไม่เคยนำมาประยุกต์ใช้ เพราะไม่เข้าใจในหลักการ ส่วนใหญ่จะดูเพียงราคา ณ ปัจจุบัน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าที่ประเมินไว้ว่ามันมีส่วนลด (Margin of Safety) เป็นที่น่าพอใจหรือไม่ เช่น ถ้ามีส่วนลด 40-50% จากมูลค่าที่คิดไว้ก็พอใจที่จะซื้อแล้ว”

เซียนหุ้นคุณพ่อลูกสอง กล่าวต่อว่า ในพอร์ตมีหุ้นที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ประมาณ 4-5 เท่า อยู่ใน 3 กลุ่มหลักๆ คือ 1.กลุ่มโมเดิร์นเทรด (ไม่บอกชื่อหุ้น) ตัวนี้ชอบมากที่สุด เพราะเป็นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดค่อนข้างมาก มีอำนาจการต่อรองกับซัพพลายเออร์สูง ที่สำคัญการขยายสาขาส่วนใหญ่จะใช้โมเดลเดิมๆ ใช้เงินลงทุนไม่มากสามารถทำซ้ำๆ ได้ตลอดเวลา

ข้อดีของหุ้นโมเดิร์นเทรดตัวที่ลงทุนเขายังสามารถขยายสาขาได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตามจังหวัดหัวเมืองขนาดใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา และหาดใหญ่ รวมถึงหัวเมืองรองๆ เช่น ราชบุรี และนครปฐม เป็นต้น ฉะนั้นเมื่อโมเดิร์นเทรดรายใหญ่ไปเปิดสาขาใหม่ พวกโมเดิร์นเทรดเล็กๆ ก็จะตามไปเปิดด้วย

รองลงมา คือ กลุ่มที่จะได้ผลประโยชน์จากการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ เช่น กลุ่มสื่อสาร โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย เพราะเขาจะมีอำนาจการต่อรองกับผู้บริโภคสูง และมีแนวโน้มจะเติบโตไปตามวิถีชีวิตของประชาชน

“จุดเด่นของหุ้นสื่อสารตัวนี้ (ที่ลงทุน) คือเขาจะมีกระแสเงินสดเยอะ ลูกค้ามีความจงรักภักดีต่อยี่ห้อสูงไม่ค่อยเปลี่ยนค่าย รวมถึงได้เปรียบในความใหญ่ ที่สำคัญสเปกทางการเงินของเขาตรงใจผมทุกอย่าง (หัวเราะ)"

กลุ่มที่สาม คือ หุ้นเทิร์นอะราวด์ กลุ่มนี้เคยสร้างผลตอบแทนได้ดีมาก โดยมักจะเข้าไปซื้อในช่วงที่ไม่มีนักลงทุนรายใดสนใจ หลังพบว่าธุรกิจนั้นเกิดความผิดพลาดเพียงชั่วคราวหากศึกษาแล้วพบว่าอนาคตเขากำลังจะดีขึ้นจะเข้าไปซื้อไว้ จากการตรวจสอบของกรุงเทพธุรกิจ BizWeek พบว่า นพ.ประมุข เคยเข้าไปลงทุนในหุ้นเทิร์นอะราวด์ อาทิ หุ้นทาพาโก้, ไดเมท (สยาม), พรีบิลท์ และ ซิงเกอร์ประเทศไทย เป็นต้น

“นอกจากนี้ผมก็ชอบลงทุนหุ้นปันผลที่ให้ผลตอบแทน 7-10% เพราะมันจะทำให้พอร์ตของผมมั่งคงมากขึ้น ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนของผมอยู่ในรูปเงินสด หุ้นกู้ และสินทรัพย์อื่นๆ 10-20% ที่เหลือ 80% จะลงทุนในหุ้น โดยจะเน้นลงทุนหุ้นเติบโต 80% อีก 10-20% จะลงทุนหุ้นปันผล"

หมอมุข เล่าต่อว่า ตอนนี้มีหุ้นอยู่ในพอร์ต 8 ตัว ปกติจะถือลงทุนไม่เกิน 10 ตัว มากกว่านี้จะดูไม่ทัน หลังจากที่ซื้อหุ้นตัวไหนแล้วก็จะถือไปจนกว่าราคาหุ้นจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง ถ้าราคาหุ้นขึ้นมาถึงราคาที่เหมาะสมแล้วแต่ยังหาตัวใหม่ที่ดีกว่าไม่ได้ ก็จะยังไม่ขาย บางตัวเคยถือนาน 2-3 ปี ระยะสั้นที่สุด 8 เดือน

"ตั้งแต่ผมเปลี่ยนมาลงทุนแนว VI "ผมไม่เคยขาดทุน" เพราะราคาที่ซื้อจะพิจารณาด้วยความระมัดระวัง ไม่ค่อยไล่ราคา..ผมรอได้ ไม่อยากติดบนรถไฟนานๆ (หัวเราะ) อีกอย่างราคาที่ซื้อคิดแล้วไม่แพงเกินไป และทุกครั้งที่ซื้อหุ้นตัวไหนผมจะจดไว้เสมอว่า ซื้อเมื่อไร ซื้อเพราะอะไร ราคาเป้าหมายเท่าไร และจะขายเมื่อไร”

นพ.ประมุข บอกว่า เมื่อราคาหุ้นขึ้นไปถึงเป้าหมาย ก็จะย้อนกลับไปดูว่าหุ้นตัวนั้นขึ้นเพราะเหตุผลนี้(ที่จดไว้)หรือไม่ ถ้าขึ้นมาเร็วเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบของนักลงทุน แต่ราคายังไม่ถึงเป้าหมายก็อาจจะขายออกไปก่อน แล้วอาจกลับมาซื้อใหม่ถ้าราคาลดลง ตรงกันข้ามหากราคาหุ้นขึ้นเพราะจะมีข่าวดีที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนก็จะถือต่อไป การลงทุนจะถือคติว่า “การเป็นนักลงทุนแนว VI ไม่จำเป็นต้องซื้อจุดต่ำสุด ขายจุดสุงสุดเสมอไป”

คุณหมอ อธิบายยุทธวิธีการซื้อหุ้นของตัวเองให้ฟังว่า หากมั่นใจ 100% จะเข้าซื้อหุ้นตัวนั้น 30% ของพอร์ต (ไม่เกินนี้) วิธีการซื้อจะไม่ซื้อครั้งเดียว 30% แต่จะแบ่งซื้อเป็น 5-10 ไม้ ไม้ละ 10-20% มีทั้งเคาะซื้อทันที และตั้งรอ (ช่อง Bid) เพื่อเฉลี่ยต้นทุนและเพื่อความปลอดภัย เพราะถ้าซื้อทีเดียวบางครั้งความคิดเราอาจยังไม่ตกผลึกพอ แม้จะทำการบ้านมาดีแค่ไหนก็มีโอกาสพลาดได้

"บางคนใจร้อนไม่ยอมรอ..อาจพลาดได้ เวลาซื้อหุ้นกรุณาใจเย็นๆ จงให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้นก่อนเสมอ ทุกครั้งที่ผมลงทุนถ้ามีความมั่นใจ 100% มักจะได้กำไร 3-4 เท่า แต่หากมั่นใจหุ้นตัวนั้นเพียง 50% ผมจะซื้อเพียง 10% ของพอร์ต เน้นซื้อแบบตั้งรับ (ตั้งรอ) ไม่ซื้อทันที โดยจะถอยไป 2-3 ช่องราคา บางครั้งก็ไม่ซื้อเลย ขอดูเรื่อยๆ ขอต่อรองราคา ผมจะไม่รู้สึกเสียดายถ้าตกรถไฟ เพราะถ้าเราไม่เข้าใจธุรกิจ..อย่าซื้อ!!”

จากสถิติการลงทุนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คุณหมอได้รับผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจมาก ในปี 2553 ได้กำไร 100% ปี 2554 ทำกำไรได้ประมาณ 75% น้อยกว่าปี 2553 เพราะราคาหุ้นหลายตัวขึ้นมาสูงแล้ว และหาหุ้นดีๆ ได้ยากขึ้น รวมถึงมูลค่าพอร์ตเริ่มใหญ่ขึ้น ส่วนในปี 2555 ตอนต้นปีตั้งเป้าผลตอบแทนไว้ 40-50% แต่มาถึง ณ วันนี้ กำไรเกินมามากแล้ว เจ้าตัวบอกถ้าเฉลี่ยแต่ละปีได้กำไร 20% ก็ถือว่า “หรู” มากแล้ว

ส่วนคำถามประจำ..คุณหมอมีพอร์ตลงทุนเท่าไร? ความลับนี้เจ้าตัวไม่ยอมเปิดเผยโดยบอกเพียงว่า ทุกวันนี้ได้พบกับ “อิสระภาพทางการเงิน” แล้ว (อยู่ได้โดยให้เงินทำงานให้) คุณหมอบอกว่า กำลังค้นหา "หุ้นที่โลกลืม" ที่มีแนวโน้มจะเติบโตสูงในอนาคต ถ้าใครค้นพบหุ้นลักษณะนี้จะให้ผลตอบแทนที่สูงมาก บางครั้งได้กำไร 3-4 เด้ง ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปีครึ่ง นั่นเป็นเพราะไม่มีใครสนใจ

"ผมเคยซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เขาเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้น เพราะงบการเงินเขาตรงสเปกผมทุกอย่าง โดยเฉพาะในแง่ของกระแสเงินสด เขามีเยอะมาก ตอนนั้นมีคนบอกผมว่า ประเมินหุ้นตัวนี้ยากนะ แต่หลังจากผมหาข้อมูลจนครบถ้วนก็ซื้อเลยเพราะเชื่อว่าหุ้นตัวนี้ไปได้ไกลแน่นอน สุดท้ายก็เป็นจริง"

สำหรับหุ้นที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยเลย นพ.ประมุข กล่าวว่า หุ้นที่มีการฟ้องร้องทางกฎหมายมีคดียาวเป็นหางว่าว รวมถึงหุ้นที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง และหุ้นที่มีปัญหาด้านศีลธรรม ยิ่งเป็นหุ้นที่มีผู้บริหารไม่โปร่งใสออกแนวสีเทาๆ "ผมไม่ซื้อเลย"

"ผมไม่ค่อยชอบพวกหุ้นโรงงานที่มีการลงทุนเยอะๆ และหุ้นวัฎจักร เช่น คอมมูนิตี้ น้ำมัน และเหล็ก เพราะคาดการณ์ลำบาก ต้องติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา แต่หากเป็นธุรกิจที่มีวัฎจักรยาวๆ เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์บางตัวที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่า ก็ยังพอลงทุนได้"

แม้ชีวิตจะพบกับอิสระภาพทางการเงินแล้ว แต่คุณหมอและภรรยาจะยังยึดอาชีพ "หมอรักษาคนไข้" ต่อไป แต่อาจลดเวลาการทำงานลงบ้างตามอายุ ทุกวันนี้คุณหมอจะสอนลูกทั้ง 2 คน (ผู้หญิงคนโตอายุ 14 ปี และลูกชายอายุ 8 ปี) เกี่ยวกับการลงทุนโดยคนโตเริ่มซึมซับบางแล้ว ส่วนลูกๆจะเลือกเดินทางไหนทั้งสองหมอให้อิสระเต็มที

สุดท้าย นพ.ประมุข ฝากบอกนักลงทุนมือใหม่ว่า นักลงทุนที่ดีควรจะเป็น “นักสำรวจ” ที่ดีด้วย ต้องหมั่นไปดูสินค้าที่เราเป็นเจ้าของ เช่น ไปเยี่ยมชมเคาน์เตอร์ หรือไปดูสินค้าตามห้าง และไปถามว่าเขาขายดีหรือไม่ เราจะได้กลับมาประเมินอนาคตของหุ้นตัวนั้นได้ถูก
"หนทางนี้จะนำท่านไปสู่คำว่า "อิสระภาพทางการเงิน" ได้หรือไม่..อยู่ที่ตัวของท่านเองแล้ว” คุณหมอกล่าวปิดท้าย


จากคุณ : superman2007  แห่งห้องสินธร เวปพันทิพย์ดอทคอม   
เขียนเมื่อ : 28 ส.ค. 55 11:05:07   
 







Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 549
  • จิตพิสัย 25
 เอามาจากหลายเวปนะครับน่าประทับใจมากและใช้ได้ดีอยู่นะครับ ดังนี้

ข้อคิดเรื่องหุ้นเช่น"การซื้อหุ้นตามนักลงทุนชื่อดังด้วยความมืดบอดเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเลย"จาก Cr : Rakesh Jhunjhunwala

ข้อคิดเรื่องหุ้นเช่น"นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้น มักจะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี และคอยจับจ้องหาโอกาสอยู่เสมอ"จากCr : Rakesh Jhunjhunwala

เทคนิคหาหุ้น 10 เด้ง แบบ Rakesh Jhunjhunwala
Rakesh Jhunjhunwala เริ่มต้นจากเงินลงทุนในคร้งแรกเพียง 100 เหรียญ เมื่อปี 1985 ผ่านไป 30 ปี ตอนนี้ เขามีทรัพย์สินมากกว่า 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในนิตยสาร Forbes ปี 2010 เขาติดอันดับคนที่รวยที่สุดในอินเดีย อันดับ 51 และ อันดับโลกที่ 1062 และนี่คือกฎการลงทุนของ Rakesh
Tip No. 1: Don’t Look For Multi-baggers
เขียนไม่ผิดครับ เทคนิคแรกสำหรับการมองหาหุ้นสิบเด้ง ก็คือ "อย่ามองหาหุ้นสิบเด้ง"
Rakesh บอกว่า อย่ายึดติดว่าเราจะต้องซื้อหุ้น 2 เด้ง 3 เด้งหรือ 10 เด้งเท่านั้น เราเพียงแค่ต้องทำการบ้าน โดยการหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเติบโตในอนาคต พอร์ตของคุณก็จะเติบโตหลายเด้งเองเมื่อเวลาผ่านไป
Tip No. 2: Don’t Look for Profits; Look For Sources Of Profits
"อย่ามองที่กำไร จงมองหาแหล่งที่มาของกำไร"
Rakesh ให้ข้อคิดที่ว่านักลงทุนทั่วไป มักจะยึดติดเกินไปกับยอดขายและกำไรรายไตรมาสและ Focus กำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราหลุดจากการมองภาพใหญ่ได้ Rakesh แนะนำว่าให้ใส่ใจแหล่งที่มาของกำไร ปัจจัยอะไรที่จะทำให้กำไรของบริษัทสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
Tip No. 3: Forget ‘Large Cap, Small Cap’ Nonsense – Look For Scalability Of Operations:
เลิกสนใจว่าเป็นหุ้นใหญ่ หรือหุ้นเล็กซะ มันไร้สาระมาก! จงมองหาสิ่งที่มันเติบโตได้ต่างหาก
Tip No. 4: Give it Time, Be Patient:
จงอดทนและให้เวลามันได้เติบโต
Tip No. 5: Don’t get carried away by short-term aberrations:
อย่าใส่ใจมากนักกับการเบี่ยงเบนในระยะสั้น
นักลงทุนทั่วไปมักสนใจแนวโน้มระยะสั้น เช่นผลประกอบการรายไตรมาส แต่ Rakesh มักไม่ให้ความสนใจ
มากนักกับผลประกอบการรายไตรมาส ส่งที่เขาจะทำคือ การมองหาแนวโน้มผลประกอบการในระยะยาว
Tip No. 6: Invest in a business that you can understand:
จงลงทุนในธุรกิจที่คุณเข้าใจ
Tip No. 7: Don’t worry about the macro stuff like fiscal deficit, inflation etc which are unknowable. Focus on what is knowable:
อย่ากังวลกับปัจจัยมหภาคมากนัก เช่น การขาดดุลการคลัง เงินเฟ้อ อื่นๆที่ไม่สามารถรู้ได้ จงสนใจกับสิ่งทีสามารถรู้ได้
Rakesh แนะนำว่า อย่าสนใจกับสิ่งที่ไม่สามารถรู้ได้ หรือถึงจะรู้ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี แต่จงมุ่งมั่นทุ่มเทพลังงานของคุณทั้งหมดไปกับสิ่งที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ดีเพียงพอ เช่น ธุรกิจของบริษัทที่คุณลงทุน
Tip No. 8 : Don’t Try To Time The Market:
อย่าจับจังหวะตลาด
อย่าจับจังหวะตลาด เพราะคุณจะไม่สามารถหาจุดต่ำสุดของตลาดได้ ถ้าคุณหาหุ้นที่ถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าแท้จริง จงซื้อมันซะ!
Tip No. 9 : If it’s cheap, buy it- Don’t pass up something cheap today in the hope that it will get cheaper tomorrow:
ถ้ามันถูกก็ซื้อมันซะ อย่าปล่อยให้ ความคิดที่ว่า ราคาพรุ่งนี้อาจถูกกว่าวันนี้ ทำให้คุณพลาดโอกาสดีๆไป
ถ้าคุณเห็นโอกาสในวันนี้ จงคว้ามันไว้ซะ! โอกาสดีเยี่ยมหลายครั้งหลุดลอยไปเพียงเพราะการผลัดวันประกันพรุ่ง
Tip No. 10 : Don’t buy stocks that have a fixed return:
อย่าซื้อหุ้นที่มีรายได้คงที่
คำแนะนำอันนี้ ตอนแรกดูเหมือนเรื่องตลก แต่พบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่กับมองข้ามข้อแนะนำนี้
Rakesh ยกตัวอย่างหุ้นจำพวกนี้ ได้แก่ หุ้นไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภค ที่ไม่สามารถที่จะมีกำไรมากกว่าที่กฏหมายกำหนดไว้เท่านั้น
Tip No. 11: Ride your winners!!
ปล่อยให้หุ้นวิ่งทำกำไร
Rakesh แนะนำว่า อย่าขายหุ้นสิบเด้งของคุณทิ้งไปเพียงเพราะคุณคิดว่าหุ้นสิบเด้งของวันนี้จะไม่สามารถเป็นหุ้นยี่สิบเด้งได้ในวันพรุ่งนี้
Tip No. 12: Concentrate, concentrate & concentrate!!
เน้น เน้น และเน้นเท่านั้น
Rakesh แนะนำให้ลงทุนในสิ่งที่เรามั่นใจเท่านั้น เค้าไม่สนใจการกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายตัวเพียงเพราะต้องการปกป้องพอร์ต
หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อนักลงทุนมือใหม่ไม่มากก็น้อย ^^
เครดิต kotaro thaivi