Author Topic: นิพพาน พระนิพพาน อายตนะนิพพาน ... คืออะไร ?  (Read 16301 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118

นิพพาน  พระนิพพาน  อายตนะนิพพาน ... คืออะไร ?




“นิพพาน” คือ “สภาวะ” หรือ “คุณสมบัติของจิตที่บริสุทธิ์จากกิเลส”
...ตามระดับของผู้ที่เจริญ “อริยมรรค มีองค์ ๘”
หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “สภาวะของจิตที่บริสุทธิ์จากกิเลสของ...พระอริยเจ้า”
ผู้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์
พระปัจเจกพุทธเจ้า และ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า






“พระนิพพาน” คือ “ธรรมกายที่บรรลุพระอรหัตผล”
เป็น “ผู้ทรงสภาวะ” หรือ คุณสมบัติของนิพพาน

“ธรรมกาย” เป็นกายในกายที่สุดละเอียด
ที่เบิกบานขึ้นมาจากธาตุธรรมที่สะอาดบริสุทธิ์ ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม
เป็น “วิสุทธิขันธ์” ปราศจากตัณหาสมุทัยปรุงแต่ง
เป็น “วิราคธาตุ วิราคธรรม” ล้วนๆ  เป็น  “วิสังขาร”
หรือ “อสังขตธาตุ อสังขตธรรม” คือ ธาตุธรรมอันไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง
จึงไม่ต้องตกอยู่ในอาณัติแห่ง “พระไตรลักษณ์”

“ธรรมกาย” นับตั้งแต่ ธรรมกายพระโสดา ธรรมกายพระสกิทาคา ธรรมกายพระอนาคา
ถึง ธรรมกายพระอรหัต และ ธรรมกายอรหัตที่ละเอียด ๆ จนสุดละเอียดนั้นเอง คือ “ผู้ตรัสรู้”
ผู้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ... ตามระดับคุณธรรมที่ปฏิบัติได้



กล่าวคือ ถ้าละ “สัญโญชน์” กิเลสเครื่องร้อยรัดให้ติดอยู่กับโลก
เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ , วิจิกิจฉา , สีลพตปรามาส  
ก็บรรลุมรรคผล เป็นพระอริยบุคคลขั้น “พระโสดาบัน”

ถ้ากิเลส “ราคะ โทสะ โมหะ” ... เบาบางลงมากแล้ว
ก็บรรลุมรรคผล เป็นพระอริยบุคคลขั้น “พระสกิทาคามี”

ถ้าละ สัญโญชน์เบื้องต่ำ ได้อีก ๒ ประการ คือ ปฏิฆะ , กามราคะ
ก็บรรลุมรรคผล เป็นพระอริยบุคคลขั้น “พระอนาคามี”

ถ้าละ สัญโญชน์เบื้องสูง ได้อีก ๕ ประการ คือ
รูปราคะ , อรูปราคะ , มานะ , อุทธัจจะ และ อวิชชา ...ได้โดยเด็ดขาด
ก็บรรลุมรรคผล เป็นพระอริยบุคคลขั้น “พระอรหันต์”


“ธรรมกายที่บรรลุพระอรหัตผล” แล้วนี้เอง
คือ ผู้ทรงสภาวะ หรือ คุณสมบัติของนิพพาน ชื่อว่า “พระนิพพาน”

ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118



“อายตนะนิพพาน” คือ สถานที่ หรือ แดนที่ประทับของ “พระนิพพาน”
คือ ธรรมกายที่บรรลุพระอรหัตผลแล้ว


แต่เราไม่กล่าวว่า อายตนะนิพพานเป็นภพ
เพราะ “ภพ” เป็นที่อุบัติอยู่ของสัตว์โลก...ซึ่งยังมี “อวิชชา” เป็นมูลรากฝ่ายเกิด

ส่วน “อายตนะนิพพาน” เป็นที่อุบัติ และ สถิตอยู่ของธรรมกาย ซึ่งเป็น “ธรรมขันธ์”
หรือ “วิสุทธิขันธ์” เป็น “วิราคธาตุ วิราคธรรม”
เป็น “ธาตุล้วน ธรรมล้วน” ... อันไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง
กล่าวคือ ปราศจาก อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน...อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายนั้นเอง

อายตนะนิพพาน ก็มีหยาบ มีละเอียด...ไปจนสุดละเอียด
จะสัมผัสให้รู้ เห็น หรือได้ยินได้ ก็แต่โดยอายตนะภายในของ “ธรรมกาย”
ซึ่งเป็น “กายพ้นโลก” ... ที่สุดละเอียดเท่านั้น





“อายตนะนิพพานถอดกาย” เป็นที่ประทับรวมของ “พระนิพพาน” (ธรรมกายที่บรรลุพระอรหัตผลแล้ว)
เมื่อขันธ์ ๕ ของพระอรหันต์ หรือ พระพุทธเจ้า...แตกดับ (ตาย) แล้ว
ประทับเข้านิโรธ สงบตลอดกันหมด

“ธรรมกายพระนิพพาน” ใน ... อายตนะนิพพานถอดกาย
มีพุทธลักษณะเหมือนพระพุทธปฏิมากร “เกตุดอกบัวตูม”
ครองจีวรม้วนลูกบวบเข้าด้านใน หรือ “ม้วนขวา”
ขาว ใส บริสุทธิ์ และ รัศมีสว่างยิ่งนัก

อนึ่ง “รัศมี” จากธรรมกายพระนิพพานแต่ละองค์...ที่ไม่เท่ากันนั้น
แสดงถึง “พระบารมี” ที่สร้างสมอบรมมาก่อนแต่จะตรัสรู้ ...ไม่เท่ากัน



ธรรมกายพระนิพพานของ “สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ใน อายตนะนิพพานถอดกาย
ประทับอยู่บน “องค์ฌาน” และมี “รัตนบัลลังก์” รองรับอยู่อีกทีหนึ่ง

ส่วน “พระอรหันตสาวก” ประทับอยู่บน “องค์ฌาน” เฉย ๆ
และประทับอยู่รอบ ๆ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในลักษณะเวียนขวา





“อายตนะนิพพานเป็น” เป็นที่ประทับของ “พระนิพพานกายเนื้อ”
ซึ่งบรรลุพระอรหัตผล เป็น พระอรหันต์
หรือบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็น พระพุทธเจ้า
แล้วเสด็จเข้าอายตนะนิพพานด้วย “พระนิพพานพระวรกายเนื้อ” อันใส บริสุทธิ์ ดั่งแก้วผลึก

อายตนะนิพพานนี้ละเอียดยิ่งไปกว่า “อายตนะนิพพานถอดกาย” มากนัก

พระพุทธลักษณะของ “พระนิพพานพระวรกายเนื้อ”
...ก็เหมือน “พระสงฆ์กายเนื้อ” โดยทั่วไป
ครองจีวรม้วนลูกบวบเข้าใน หรือ “ม้วนขวา”
วรรณะขาว ใส บริสุทธิ์ ... ประดุจเพชรน้ำดีเลิศ
มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกาย...สว่างยิ่งนัก
ประทับอยู่บน “องค์ฌาน” เข้านิโรธ สงบตลอดกันหมดอีกเช่นกัน



และมีข้อสังเกตว่า
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอายตนะนิพพานเป็น ... ไม่มีรัตนบัลลังก์รองรับ
เหมือนอย่าง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...ในอายตนะนิพพานถอดกาย



“การบำเพ็ญบารมี” เพื่อการบรรลุ พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หรือ พระอรหัตผล
ด้วย “พระนิพพานกายเนื้อ” เพื่อเข้าสู่ ... “อายตนะนิพพานเป็น”
จักต้องบำเพ็ญบารมีมากกว่า ผู้ปรารถนาพุทธภูมิ หรือ พระอรหัตผล
ด้วย “พระนิพพานธรรมกาย” เพื่อเข้าสู่ “อายตนะนิพพานถอดกาย” ... มากมายนัก


« Last Edit: August 29, 2011, 06:40:51 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118


พึงเข้าใจว่า สัตว์โลกทั้งหลายทั้งมนุษย์ และ อมนุษย์
ต่างก็ไม่ปรารถนาความทุกข์ และ ต่างก็ปรารถนาความสุขอันถาวรด้วยกันทั้งสิ้น

นั่นก็หมายความว่า สัตว์โลกทั้งหลายเหล่านั้น
ต่างก็ปรารถนา “นิพพาน” อันเป็นสภาวะของความสิ้นกิเลส และ ความทุกข์ทั้งปวง
ทั้งเครื่องรองรับสภาวะนั้น คือ “พระนิพพาน”
และทั้งปรารถนาเข้าสู่แดน หรือ สถานที่สถิต อันเป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง
คือ “อายตนะนิพพาน” ด้วยกันทั้งสิ้น



แต่ความเข้าใจแนวทางปฏิบัติ
... เพื่อความเข้าถึง “นิพพาน” “พระนิพพาน” และ “อายตนะนิพพาน”
และ จุดมุ่งหมายที่ตนปรารถนา
คือ ความสิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวงจริง ๆ นั้นแหละ ... ที่ไม่เท่ากัน



เพราะเหตุที่ “ภาคมาร” (ฝ่ายบาปอกุศล อันให้ผลเป็นความทุกข์) หรือ “ธรรมภาคดำ”
เขาสอดละเอียด “อวิชชา” ของเขาเข้ามา...เอิบ อาบ ซึม ซาบ ปน เป็น
...อยู่ในธาตุธรรม “เห็น จำ คิด รู้” ของสัตว์โลกทั้งหลาย
ให้รู้ผิด , เห็นผิด , คิดผิด , พูดผิด
ประพฤติปฏิบัติตนผิด ๆ และ นำทางผู้อื่นผิด ๆ


จึงอยู่ห่างจาก “นิพพาน” อันเป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของตน
... มากน้อยตามส่วนที่ “ภาคมาร” เขาจะสอดละเอียด “อวิชชา” ของภาคเขา
เข้ามาในธาตุธรรม “เห็น จำคิด รู้” ของสัตว์นั้น ๆ
มิให้รู้สภาวะที่แท้จริง ... ของพระสัจจธรรมตามธรรมชาติที่เป็นจริงได้




หากสัตว์ใดปฏิบัติธรรม มี “วิชชาของภาคพระ” หรือ “ธรรมขาว” (ฝ่ายบุญกุศล)
ธรรมปฏิบัติเครื่องกำจัดอวิชชาของภาคมาร ... ได้แก่กล้าเพียงใด
ก็จะมีโอกาสเจริญปัญญา จากการที่ได้ทั้ง “รู้ และ เห็น” พระสัจจธรรม
ตามที่เป็นจริง ... ได้มากเพียงนั้น

และก็จะมีโอกาสช่วยตนเอง และช่วยผู้อื่นปฏิบัติให้ถึง “นิพพาน”
ทั้งในแง่ “สภาวะ”  
“เครื่องรองรับสภาวะ”  
กับทั้งในแง่ที่เป็น “อายตนะ หรือ แดนที่สถิตของพระนิพพาน”
อันเป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง ... ได้มากเพียงนั้น






*** คัดลอกบางตอนจาก
หนังสือ อานุภาพธรรมกาย
โดย มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย
ใน โครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
และ โครงการพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
พิมพ์เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๒๗

« Last Edit: August 29, 2011, 08:28:32 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline Apita

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 121
  • จิตพิสัย 9
อนุโมทนาบุญครับ

นี่คือเรื่องที่ผู้ศึกษาวิชชาธรรมกาย ควรรู้ ควรทราบ ควรศึกษา

และผู้เผยแผ่วิชชาธรรมกาย ควรให้การสั่งสอน

หากทำได้แบบนี้แล้ว ย่อมได้ชื่อว่า ยังวิชชาธรรมกาย ของธรรมภาคขาวให้คงอยู่อย่างแท้จริง

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1088
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
สาธุครับ

เรียกอีกอย่างว่า "พระนิพพาน ๓ นัย"

เป็นธรรมวิจัยในวิชชาธรรมกาย ที่เจ้าคุณหลวงป๋าทำมาตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๑๗ ครับ และธรรมวิจัยเหล่านี้ได้ใช้งานในสถานการณ์จริงๆตลอดมา
................

นี่แหละครับ ลุยงานภาคปราบ และธรรมวิจัยในหลักวิชชาของจริงมาตลอดเวลา และก็ได้ใช้กอบกู้วิธีปฏิบัติดั่งเดิม และแก้ต่างให้วิชชาธรรมกายมานับครั้งไม่ถ้วนมาแล้ว อันเป็นที่ยอมรับของนักวิชชาการและนักปฏิบัติอย่างกว้างขวาง

สำหรับสำนักที่ได้รับการถ่ายทอดโดยแม่ชีอาจารย์ทั้งหลาย จะไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้ และมักเกิดปัญหาในเชิงวิชชาการมาโดยตลอด แม้ในปัจจุบัน
« Last Edit: August 30, 2011, 12:19:19 AM by ต้นไม้เมตตา »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1088
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
Quote
และมีข้อสังเกตว่า
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอายตนะนิพพานเป็น ... ไม่มีรัตนบัลลังก์รองรับ
เหมือนอย่าง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...ในอายตนะนิพพานถอดกาย

สำนักอื่นๆ เห็นรัตนบัลลังก์เป็นเช่นไรบ้าง เคยทราบมาจากบางสำนักว่า เห็นเหมือนของธรรมกายองค์อื่นๆ แค่เรียกชื่อไม่เหมือนกัน ความจริงแล้วไม่เหมือนกันหรอกนะครับ

ผมไม่ต้องการเฉลยหรอก และศิษย์สายพระก็ไม่ควรเฉลยหน้าเวปด้วยนะครับ เดี๋ยวผู้อ่านอาจจะปรุงแต่งกันไป

Offline หลับอยู่

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 207
  • จิตพิสัย 6
  • Gender: Male

Offline หลับอยู่

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 207
  • จิตพิสัย 6
  • Gender: Male
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
 
 

กัณหมรรคสูตร
             [๑๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่เป็นมรรคาดำและธรรมที่
เป็นมรรคาขาวแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ธรรมที่เป็นมรรคาดำเป็นไฉน มิจฉาทิฐิ ฯลฯ มิจฉาวิมุติ นี้เรียกว่าธรรม
ที่เป็นมรรคาดำดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่เป็นมรรคาขาวเป็นไฉน สัมมาทิฐิ
ฯลฯ สัมมาวิมุติ นี้เรียกว่าธรรมที่เป็นมรรคาขาว
จบสูตรที่ ๒
             เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔  บรรทัดที่ ๕๗๖๘ - ๕๗๗๕.  หน้าที่  ๒๔๙.
 http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=24&A=5768&Z=5775&pagebreak=0