Author Topic: บางคนที่เกี่ยวข้องกับไท่ผิงเทียนกว๋อหรืออาณาจักรสวรรค์สันติสุข  (Read 82 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
เผยด้านมืดไท่ผิงเทียนกว๋อ พ่ายแพ้เพราะ “เน่าใน”
หนึ่งในวีรบุรุษของซุนยัตเซ็นเมื่อวัยเยาว์คือ หงซิ่วเฉวียน ผู้นำกบฏไท่ผิง เทียนกว๋อที่สามารถสู้รบปรบมือกับราชวงศ์ชิงอยู่ได้ถึง 15 ปี มีกองกำลังแพร่ขยายไปถึง 17 มณฑล แต่ที่สุดอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อ เมืองแมนแดนสันติ ก็ล่มสลาย หลายคนคิดว่านี่เป็นเพราะการจู่โจมอย่างหนักของกองทัพชิง ภายใต้การนำของเจิงกว๋อฟาน แต่ที่จริงแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความฟอนเฟะในอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อเอง

หงซิ่วเฉวียน 洪秀全 ( ค.ศ. 1814 - 1864 ) บัณฑิตที่ผิดหวังจากระบอบการสอบไล่เป็นขุนนาง เลยหันไปนับถือศาสนาคริสต์ จนเชื่อว่าตัวเองเป็นน้องชายพระเยซูคริสต์ (จึงเท่ากับตนเองเป็น โอรสสวรรค์ ไม่ต่างจากฮ่องเต้) เขารวบรวมสาวกและไพร่พลจนก่อตั้งอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อ 太平天国 ขึ้นในปี 1851 สถาปนาตัวขึ้นเป็น “กษัตริย์สวรรค์ 天王” โดยมี เทียนจิง 天京 (นานกิงในปัจจุบัน) เป็นเมืองหลวง

แรกเริ่มเดิมที ชื่อเสียงของไท่ผิงเทียนกว๋อเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว เพราะเชื่อว่า หงซิ่วเฉวียนลงมาปราบทุกข์เข็ญ โค่นล้มแมนจู พาผู้คนสู่ชีวิตใหม่ ไท้ผิงเทียนกว๋อป่าวประกาศไปทั่วว่า นี่คือ การเริ่มต้นยุคสมัยอันดีงาม

“正是万国來朝之候,大兴土木之时。”

มีการเสนอแนวคิดปฏิรูปที่ดินเทียนเฉาเถียนหมู่ 天朝田亩 และให้หญิง-ชายเท่าเทียม เป็นต้น

แต่พอถึงจุดหนึ่ง อำนาจเงินทองก็ทำให้คนเปลี่ยน จาก อุดมการณ์ กลายเป็น อุดมโกง และ อุดมกิน ภายใต้ภาพลักษณ์อันดีงามของไท่ผิงเทียนกว๋อ แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยการหักหลังคดโกง ราคะและการเข่นฆ่า นักประวัติศาสตร์จีนบางคนกล่าวว่า รัฐบาลไท่ผิงเทียนกว๋อในช่วงหลังคือ “รัฐบาลสามไม่ 三无” คือ

ไม่มีคุณธรรม
ไม่มีเสรีภาพ
ไม่มีศักดิ์ศรี

นับแต่ตั้งเมืองหลวงเทียนจิง ก่อสร้างพระราชวังใหญ่โตโอฬาร หงซิ่วเฉวียนก็ไม่เคยออกไปรบทัพจับศึกอะไรอีก เขาแต่งตั้งญาติพี่น้องและคนสนิทขึ้นเป็นเจ้ามากมาย เมื่อเป็นเจ้าก็ย่อมเจ้ายศเจ้าอย่าง ไล่ที่สร้างวัง ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เกณฑ์ผู้คนเป็นข้าช่วงใช้ จนมีคำกล่าวในหมู่ประชาชนในเมืองเทียนจิงตอนนั้นว่า

“王爷遍地走,小民泪直流。
ทุกที่มีแต่อ๋อง ชาวบ้านร้องไห้หลั่งน้ำตา”

ไท่ผิงเทียนกว๋อประกาศว่าจะให้หญิง-ชายเท่าเทียม ทุกคนเป็นพี่น้องกัน 天下多男子全是兄弟之辈,天下女子尽是姊妹之群。

แต่เอาเข้าจริงแล้ว ผู้หญิงของไท่ผิงเทียนกว๋อ ก็ยังคงมีสถานะเพียงเครื่องบำเรอกาม หลังจากไท่ผิงเทียนกว๋อล่มสลาย หงเทียนกุ้ยฟู่ 洪天贵福 ลูกชายของหงซิ่วเฉวียนที่ถูกจับได้ให้ปากคำกับกองทัพชิงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

“ข้าอายุ 16 ปี กษัตริย์สวรรค์เป็นบิดาของข้า ข้ามีแม่ทั้งหมด 88 คน ข้าเป็นบุตรชายคนที่สองที่เกิดจากนางไล่ซื่อ ตอน 9 ขวบ ข้ามีภรรยา 4 คน”

จากปากคำนี้ หงซิ่วเฉวียนมีนางสนมถึง 88 คน เมื่อเทียบกับฮ่องเต้ราชสำนักที่ปกติจะมีนางในทั้งหมดประมาณ 72 ตำแหน่ง นี่ก็ต้องนับว่าหงซิ่วเฉวียนเหนือกว่า

เมื่อพูดถึงความโหดแล้ว หงซิ่วเฉวียนก็ไม่เป็นรองทรราชย์อื่นในประวัติศาสตร์ เขาจัดการความขัดแย้งที่มีกับบรรดาคนใกล้ชิดอย่างเหี้ยมโหด ยุยงเว่ยชางฮุยฆ่าล้างโคตรหยางซิ่วชิง 杨秀清 แม่ทัพที่ร่วมก่อตั้งไท้ผิงเทียนกว๋อมาด้วยกัน แล้วปล่อยให้สือต๋าไค เว่ยชางฮุย เข่นฆ่ากันเอง สุดท้ายแม้หงซิ่วเฉวียนจะกำจัดคนที่เขาไม่ไว้วางใจได้ แต่เขาก็ขาดคนดีมีความสามารถไว้ใช้งานในเวลาเดียวกัน

ไม่เท่านั้น หงซิ่วเฉวียนยังปล่อยให้ญาติพี่น้องที่ไร้ความสามารถเข้ามามีส่วนบริหารบ้านเมือง ในขณะที่กองทัพชิงรุกไล่ปราบปรามใกล้เข้ามาทุกขณะ ท่านอ๋องหงเหยินฟา หงเหยินต๋า กลับทำเรื่องไร้เหตุผลโดยเข้าควบคุมการเข้าออกประตูเมือง ใครจะเข้าออกต้องมีใบอนุญาตตระกูลหง 洪氏票 ทำให้การออกไปหาเสบียงเข้ามาสะสมในเมืองเป็นเรื่องลำบาก ว่ากันว่า แม้แต่แม่ทัพคู่บุญอย่างหลี่ซิ่วเฉิงจะยกทัพออกนอกเมืองไปเคลื่อนย้ายกำลังพลยังต้องควักเงินจ่ายให้กับอ๋องทั้งสอง สุดท้าย ในเมืองไร้เสบียง ไพร่พลอดยากปากหมอง หงซิ่วเฉวียนประกาศให้ไพร่พลกินหญ้าแทนข้าว โดยประดิษฐ์คำสวยหรูว่า กิน “น้ำค้างหวาน 甜露” ถึงที่สุด แม้แต่หงซิ่วเฉวียนก็ยังต้องลงมากินหญ้าเอง!

และจุดนี้เองที่นักประวัติศาสตร์บางคน สรุปว่า เพราะการกินหญ้าทำให้หงซิ่วเฉวียนล้มป่วยจนเสียชีวิต แต่ถ้าดูจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งจากปากคำของแม่ทัพฝ่ายไท่ผิงเทียนกว๋ออย่าง หงเหรินก้าน หลี่ซิ่วเฉิง ที่เจิงกว๋อฟานให้ทำเป็นหนังสือกราบทูลราชสำนัก ต่างพูดตรงกันว่า หงซิ่วเฉวียนกินยาพิษฆ่าตัวตายไปตั้งแต่วันที่ 27 เดือนสี่ ปี 1864
แต่ปิดข่าวไว้จนมาประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เดือน 6 ค.ศ. 1864

ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอน คือสิ่งที่บ่อนเซาะให้อาณาจักรไท้ผิงเทียนกว๋อล่มสลาย ไม่ใช่แค่ศึกนอกอย่างกองทัพชิง แต่เป็น”สนิมที่เกิดในตน” นั่นเอง
อ้างข้อมูลจาก สมชาย จิว หรือhttp://www.gypzyworld.com/article/view/860
--------------------------------------------------------------------------------
ภาพประกอบนี้มาจากเวปอื่นอื่นในอินเตอร์เน็ตครับ


Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
ตามประวัติศาสตร์จีน มีทหารไท่ผิงเทียนกว๋อที่รอดชีวิตจากโทษประหารนั้นมีจำนวนน้อยมาก ถ้าใครมีข้อมูลทหารไท่ผิงเทียนกว๋อที่รอดชีวิตจากโทษประหารว่ามีกี่คนในประวัติศาสตร์จีนก็ช่วยบอกข้อมูลกันด้วยนะครับ สำหรับผม ผมหาทหารไท่ผิงเทียนกว๋อที่รอดชีวิตจากโทษประหารได้แค่2คนคือท่านไล่ฮั่นยิงหรือLAIHANYINGหรือ賴漢英 หรือ赖汉英และท่านเฝิงส่วงกวนหรือFENG SHUANGGUANหรือ冯爽观แต่ผมหาข้อมูลของท่านเฝิงส่วงกวนได้ยากมากเลย ผมจึงขอลงแต่ข้อมูลจากเว็ปอื่นอื่นจากอินเตอร์เน็ตเรื่องของท่านไล่ฮั่นยิงเท่านั้นนะครับและเป็นข้อมูลภาษาอังกฤษให้อ่านเอาเองนะครับดังนี้คือ
The Deputy Prime Minister Lai Hanying government officer
Lai Hanying is the movement of the Taiping Heavenly Kingdom leader Hong Xiuquan and his wife Lai Hanlian was his brother, said lai. He is the first in Guangdong to do business at the same time practice rescue, during the Jintian uprising he and several brothers directly involved, soon promoted to Deputy Prime Minister and official summer, after several capture several city, also successfully rescued the siege of Yangzhou. Since then Lai Hanying has been at the centre of power of the Taiping Heavenly Kingdom in the vortex, because my sister relationship, he belongs to the Hong Xiuquan King School, so end in Tianjing incident, he persuaded Hong Xiuquan had resolved to remove Dong Wang, also is famous in the history of the offer in addition to East king, but his firm did not save a lot of contradictions the Taiping Heavenly Kingdom rule, finally the farmer regimes or fall apart.
The death of Lai Hanying in the history of a lot of controversy, some say he died on 1865, Yang Wei infighting, others say he died of the virus line incident. But according to the history of the most major record Lai Hanying died in 1909, after returning home at that time, his age has been very large.
No matter how the Taiping Heavenly Kingdom with vigour and vitality finally ended, and the death of Lai Hanying for the whole thing painted by the end of last, Lai Hanying and his wife are buried in Tanbu four Jiao Wei Ling Xia ma. Now people go to Guangzhou, but also in the town of Huadu District to find the name of the movement of the Taiping Heavenly Kingdom, one of the leaders of the cemetery.
Tomb of Lai Hanying
Lai Hanying tomb is located in the hills of Guangzhou City gold hook and loop today, he and his wife buried together, after finishing, grave 1.4 meters high, 2.2 meters deep grave face. 0.75 meters high monument engraved on the Taiping Xia officer Deputy Prime Minister Lai Tomb of the public English taboo.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
เที่ยวบ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียนในฤดูร้อน

ช่วงอากาศร้อนปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวซีอาร์ไอมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมบ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียน (洪秀全故居, Former Residence of Hong Xiuquan) ผู้นำกบฏชาวนาในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) ในเขตฮวาตู เมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง ในปัจจุบันที่แห่งนี้เป็นโบราณสถานระดับชาติ เป็นแหล่งอบรมสั่งสอนลัทธิรักชาติระดับเมืองและระดับมณฑล

บ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียน อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชื่อว่าหมู่บ้าน "กวนลู่ปู้" (官禄㘵) หง ซิ่วเฉวียนเติบโต เล่าเรียน จนเป็นครูสอนหนังสือที่บ้านเดิมแห่งนี้ ก่อนจะไปเป็นผู้นำการลุกขึ้นต่อสู้ของชาวนาที่ต่างถิ่น

ภายในบ้านเดิมหลังนี้ ลักษณะเป็นบ้านแบบพื้นเมืองของท้องถิ่น ก่อด้วยอิฐ มีต้นลำไยอายุเกือบ 200 ปี บ่อน้ำตระกูลหงที่มีอายุเก่าแก่ ศาลเจ้าตระกูลหง นิทรรศการเกี่ยวกับชีวประวัติของหง ซิ่วเฉวียน ตลอดจนขนบธรรมเนียมพื้นบ้าน ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ต้นลำไยอายุเกือบ 200 ปีที่หง ซิ่วเฉวียนปลูกไว้ในช่วงวัยหนุ่ม กำลังออกผลดก ลูกลำไยห้อยอยู่เต็มต้นและสุกพอรับประทานได้ นับเป็นวิวสวยอีกแบบหนึ่งเพราะว่า หากมาช่วงอื่นๆ ก็จะไม่เห็นผลลำไยเต็มต้นเช่นนี้

นอกจากนี้ ในปี 2014 ในโอกาสครบรอบ 200 ปีชาตะกาลของหง ซิ่วเฉวียน มีการสร้างหอรำลึกหง ซิ่วเฉวียนขึ้นมาข้างๆ บ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียน เป็นอาคารขนาดใหญ่ 2 ชั้น นำเสนอประวัติช่วงไท่ผิงเทียนกั๋ว (太平天国, Taiping Kingdom of Heaven, ปี ค.ศ. 1851—1864) ที่หง ซิ่วเฉวียนก่อตั้งขึ้น สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมมาก



หง ซิ่วเฉวียน (洪秀全) เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น เมื่อไปถึงเขตฮวาตู เมืองกว่างโจว หากถามชาวท้องถิ่นว่า มีแหล่งท่องเที่ยวอะไรบ้าง ชาวบ้านก็จะบอกอย่างภาคภูมิใจว่า มีบ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียน เนื่องจากเขาเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ ทางการท้องถิ่นยังได้ตั้งชื่อสถานที่หลายแห่งตามชื่อเขาด้วย เช่น เขื่อนหง ซิ่วเฉวียน (洪秀全水库) โรงเรียนมัธยมซิ่วเฉวียน (秀全中学) สวนซิ่วเฉวียน (秀全公园) และชุมชนซิ่วเฉวียน (秀全街道) เป็นต้น

ชีวประวัติโดยสังเขปของหง ซิ่วเฉวียน

หง ซิ่วเฉวียนใช้ชีวิตระหว่างปี ค.ศ.1814-1864 สมัยราชวงศ์ชิง เป็นผู้นำ "กบฏชาวนา" หรือ "การลุกขึ้นสู้ของชาวนา" ในยุคใกล้ของจีน เป็นบุคคลใฝ่หาสัจธรรมจากประเทศตะวันตก เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติและสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชน เมื่ออายุ 7 ขวบ เขาเรียนในหมู่บ้านกวนลู่พู่ ครั้นเมื่ออายุ 18 ปี เขาได้เริ่มสอนหนังสือในหมู่บ้าน เขาเคยสอบบัณฑิตมาหลายครั้งแต่ล้วนสอบตก ทำให้เขารู้สึกผิดหวังมาก เขาจึงเลิกนับถือลัทธิขงจื่อ และหันมานับถือศาสนาคริสต์แทนในปี ค.ศ.1836 โดยเชื่อว่าตัวเองเป็นบุตรของพระเยซู ที่จุติหรือลงมาเกิดในโลกเพื่อปราบปรามมาร ตอนนั้นเขาอายุ 22 ปี

จากนั้น หง ซิ่วเฉวียนกับเพื่อนๆ เคยไปเผยแพร่ศาสนาคริสต์ที่เขตกว่างซีมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง และก่อตั้ง "กลุ่มป้ายซ่างตี้ฮุ่ย" แปลว่า "กลุ่มนับถือพระเจ้า" วางแผนโคล่นล้มราชวงศ์ชิง บทความหลายบทของเขาเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการลุกขึ้นสู้ เพื่อสร้างประเทศที่มีความสุขสวัสดิ์ถ้วนหน้า



วันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1851 สมัยจักรพรรดิเสียนเฟิง ราชวงศ์ชิงหง ซิ่วเฉวียนปลุกระดมการลุกขึ้นสู้ที่เมืองจินเถียน เขตปกครองตนเองชนเผ่าจ้วงกว่างซี โดยตั้งชื่ออาณาจักรว่า "ไท่ผิงเทียนกั๋ว" (太平天国, Taiping Kingdom of Heaven, ปี ค.ศ. 1851—1864) ซึ่งหมายความว่า "แดนสวรรค์อันสุขสวัสดิ์" และตั้งชื่อตัวเองว่า "เทียนหวัง" (天王) ซึ่งหมายความว่า "จักรพรรดิฟ้า" โดยในปีนั้นเขาอายุ 37 ปี

ปี ค.ศ.1853 กบฏชาวนาที่นำโดยหง ซิ่วเฉวียนตั้งเมืองหลวงที่หนานจิง โดยเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "เทียนจิง" หมายความว่า "กรุงสวรรค์" ประเทศ "ไท่ผิงเทียนกั๋ว" มีเพลงชาติ ตราประจำกษัตริย์ มีอาณาจักรหลายเมืองหลายมณฑล เป็นกบฏชาวนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด นานที่สุด และส่งผลกระทบมากที่สุด

ปี ค.ศ.1864 หลังจากหง ซิ่วเฉวียนเสียชีวิต ลูกของเขาได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทน แต่ในปีเดียวกัน ก็ถูกราชวงศ์ชิงจับตัวไป กบฏ "ไท่ผิงเทียนกั๋ว" จึงถือว่าพ่ายแพ้ไป อย่างไรก็ตาม หง ซิ่วเฉวียนยังคงเป็นบุคคลที่กระตุ้นชนรุ่นหลังให้ต่อสู้เพื่อการสร้างชาติให้มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นใหม่



บ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียนมีพื้นที่ราว 25,000 ตารางเมตร มีซุ้มประตู ศาลเจ้าตระกูลหง (洪氏宗祠) บ้านที่เป็นอาคารชั้นเดียว โรงเรียน บ่อน้ำตระกูลหง (洪氏古井) ที่มีอายุกว่า 200 ปี ต้นลำไยอายุเกือบ 200 ปี และต้นไม้เก่าแก่อีกหลายต้น

บ้านเดิมนี้เคยถูกราชวงศ์ชิงเผาไปในปี ค.ศ.1854 และ ค.ศ.1864 ปัจจุบันยังมีซากปรักหักพังหลงเหลืออยู่ให้เห็นบางส่วน ส่วนศาลเจ้าตระกูลหงได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1911 และบ้านที่หง ซิ่วเฉวียนเคยอาศัยอยู่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1961 เป็นบ้านแถวก่อด้วยอิฐ ประกอบด้วย ห้องพัก 5 ห้อง และห้องรับแขก 1 ห้อง ทั้ง 6 ห้องติดกัน แต่ละห้องมีพื้นที่ราว 13 ตารางเมตร ลูกชายคนโตของหง ซิ่วเฉวียนเกิดที่นี่ ภายในห้องมีการจัดวางเตียง โต๊ะ และเก้าอี้ไว้แบบเรียบง่าย



บริเวณหน้าบ้านของหง ซิ่วเฉวียนเป็นบึงน้ำ สมัยก่อนเรียกว่า "บึงปลา" แต่ปัจจุบันไม่มีการเลี้ยงปลา บึงน้ำแห่งนี้สามารถสะท้อนเงาของหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านและภูเขายาซาน (丫山倒影) ที่ห่างไกลจากหมู่บ้าน 5 กิโลเมตร ซึ่งชาวบ้านบอกว่า ฮวงจุ้ยดี

เมื่อเดินชมบ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียนในอากาศร้อนอบอ้าวแล้ว ก็หาแหล่งหลบร้อนได้ที่หอรำลึกหง ซิ่วเฉวียน ซึ่งอยู่ติดกัน เป็นอาคาร 2 ชั้น ภายในมีเครื่องปรับอากาศติดตั้ง ทำให้เดินชมภาพถ่าย เอกสารทางประวัติศาสตร์ได้เป็นชั่วโมงอย่างสบายๆ การไปเยี่ยมชมครั้งนี้ทำให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับหง ซิ่วเฉวียน ผู้นำกบฏชาวนา อาณาจักร "ไท่ผิงเทียนกั๋ว" และราชวงศ์ชิงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังอิ่มเอมไปด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์ยุคใกล้ของจีน
อ้างข้อมูลจากhttp://thai.cri.cn/247/2018/08/09/227s269869.htm

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
曾国藩家书 จดหมายของเจิงกั๋วฟาน

เมื่อเอ่ยถึงชื่อ เจิงกั๋วฟาน (曾国藩) อาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ นักคิด

และนักการศึกษา ในบรรดาขุนนางสำคัญ 4 คนในยุคปลายราชวงศ์ชิง อาจถือได้ว่าเขาอยู่ในแนวหน้า มีผู้กล่าวกันว่า ในการปกครองครอบครัว การสั่งสอนบุตรหลาน การทำความรู้จักคน การใช้คน เจิงกั๋วฟานถือว่าเป็นผู้ที่มีฝีมือยอดเยี่ยม ความปราดเปรื่องและประสบการณ์อันมากมายของเขาทั้งหมดถือว่า รวบรวมอยู่ในจดหมายของเขาที่มีถึงสมาชิกในครอบครัวของเขากว่า 1,500 ฉบับ

เจิงกั๋วฟาน เกิดที่หมู่บ้านเซียง (湘乡) มณฑลหูหนาน (湖南省)นอกจากเขาจะมีฐานะเป็น 1 ใน 4 ขุนนางสำคัญแล้ว เขายังเป็นปรมาจารย์ทางวิทยาศาสตร์และนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ จดหมายของเจิงกั๋วฟานที่ได้รับการยกย่องจากบุคคลทั่วไปครอบคลุมทั้งที่เขียนให้กับพ่อแม่ พี่น้อง และ บุตรหลาน เป็นต้น จดหมายของเขาใช้ข้อความที่เรียบง่ายแต่มีหตุผลอย่างลึกซึ้ง โดยนำเอาความปราดเปรื่องแห่งชีวิตของเขาในการครองตน การดูแลครอบครัว การปกครองประเทศ และ การรักษาความสงบแห่งแผ่นดิน หลอมรวมไว้ในจดหมายทั้งหมด อันเป็นการกล่าวถึงประสบการณ์การสอนบุตรหลานและผู้ที่เป็นพ่อแม่ใช้ประโยชน์เป็นบทเรียนได้

มุมมองในการสั่งสอนบุตรหลานที่สุดของ เจิงกั๋วฟาน ยืดถือหลักการของลัทธิขงจื้อ เขาเคยกล่าวในจดหมายถึงลูกๆ ว่า “คนทั่วไปคาดหวังให้บุตรหลานมีตำแหน่งใหญ่โต แต่ตัวข้าฯ​ไม่ ข้าฯ เพียงแต่หวังให้เป็นบุรุษผู้เรียนหนังสือและเข้าใจเหตุผล” เขาเห็นว่าการเรียนหนังสือเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้

เจิงกั๋วฟาน เริ่มเรียนหนังสืออายุ 6 ขวบกับอาจารย์ที่สอนเป็นส่วนตัว 8 ขวบเรียนหนังสือหลัก 4 เล่ม (四书อันได้แก่ 大学,中庸,论语,孟子) และคัมภีร์ 5 เล่ม (五经อันได้แก่ 诗经,书经,易经,礼记,春秋) 14 ขวบเรียนมารยาทแบบโจว (周礼) และบันทึกประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ (史记) 27 ขวบสอบได้ระดับสูงสุดของการสอบในพระบรมมหาราชวัง (คนไทยรู้จักกันว่า “จอหงวน” แต่ระดับสูงสุดนี้ยังแบ่งออกเป็น 3 คน 3 อันดับ “จอหงวน” เป็นอันดับ 1) เขาทำงาน 10 ปีย้ายตำหน่ง 7 ครั้ง และเลื่อนระดับ 10 ขั้น และได้เป็นผู้ช่วยเจ้ากรมพิธีการ (礼部侍郎) เมื่ออายุ 37 ปี (ระดับตำแหน่งเทียบกับ C10) ต่อมาเขาเป็นข้าราชการฝ่ายบุ๋นคนแรกที่จัดตั้งกองทัพเซียง (湘军) เพื่อปราบกบฏชาวนาที่เรียกว่า ไท่ผิงเทียนกั๋ว (太平天国) ให้แก่ราชวงศ์ชิง ทั้งยังเริ่มต้นทำการปฏิรูปจีนให้ทันสมัยตลอดจนถึงกิจการต่างประเทศ เขาเป็นผู้เสนอให้สร้างเรือเดินสมุทรสมัยใหม่เป็นลำแรกและเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนการทหารและวิศวกรรม เขาสั่งให้จัดพิมพ์หนังสือที่แปลจากภาษาต่างประเทศเป็นรุ่นแรกและจัดการให้มีนักเรียนไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาเป็นรุ่นแรก

ทั้งๆ ที่เขาประสบความสำเร็จจากระบบการสอบของราชการ (ซึ่งเริ่มตั้งแต่ระดับหมู่บ้านถึงพระบรมมหาราชวัง) แต่กลับมีวิธีปฏิบัติต่อบุตรหลานแตกต่างออกไป เมื่อลูกชายคนโตของเขา เจิงจี้เจ๋อ (曾纪澤) ล้มเหลวในการสอบเพียงระดับหมู่บ้านและไม่คิดจะสอบต่อไป เขาไม่โกรธเพียงแต่เขียนจดหมายให้ลูกมีใจความสำคัญว่า “การสอบไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต แต่การเรียนหนังสือและการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของชีวิต การเรียนหนังสือไม่ได้ทำเพื่อการสอบ การไม่สอบเป็นเรื่องที่ทำได้ เพียงแต่อยากทราบว่าลูกอยากเรียนอะไร” ปรากฏว่าลูกชายเขาอยากเรียนวิชาการทางตะวันตกอย่างสังคมศาสตร์และภาษาศาสตร์ ต่อมาลูกชายคนรองก็ตามอย่างบ้าง แต่เขาขอเรียนคณิตศาสตร์กับกลศาสตร์ และกลายมาเป็นผู้ที่เขียนตำราวิชาไฟฟ้าภาษาจีนเป็นคนแรก ส่วนลูกชายคนโตกลายเป็นนักการทูตชั้นแนวหน้าของจีนที่สามารถเจรจากับรัสเซียที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กให้คืนดินแดนที่ยึดครองได้

แม้ว่า เจิงกั๋วฟาน จะให้อิสระเสรีแก่ลูกในการเลือกแนวทางของตนเอง แต่ในเรื่องของความเข้มงวดเขาก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าแนวทางแบบจีนสักเท่าไร ตัวอย่างเช่น เขาสั่งให้ลูกๆ ทุกคนต้องชงน้ำชาด้วยตนเอง ปลูกผักด้วยตนเอง และหาบสิ่งปฏิกูลมารดแปลงผักด้วยตนเอง เป็นต้น

จดหมายของ เจิงกั๋วฟาน ที่มีถึงลูกๆ เป็นเรื่องของการศึกษาเสียส่วนใหญ่ แต่จดหมายที่มีถึงน้องๆ เป็นเรื่องของชีวิต เข่น เขาสอนว่า “ความสำเร็จล้มเหลวของชีวิตล้วนเกี่ยวข้องกับความดีเลวของเพื่อน” เขายังมีกลอนบทหนึ่งที่สอนวิธีดูคนดังนี้

邪正看眼鼻,真假看嘴唇,功名看气概,富贵看精神;

主意看指爪,風波看脚筋,若要香条理,全在語言中。

แปลว่า “ดีเลวดูที่ตาจมูก จริงแท้ดูที่ริมฝีปาก ความสำเร็จดูที่สง่าราศรี ความร่ำรวยดูที่ชีวิตชีวา ความคิดดูที่นิ้วมือ อุปสรรคดูที่เส้นเอ็น หากจะดูระเบียบ ล้วนอยู่ในคำพูดจา”

ครั้งหนึ่งหลี่หงจาง (李鸿章) อยากจะรับผู้เคยเป็นโจร 3 คนมาไว้ในกองทัพฮ่วย (淮) ที่เขารับผิดชอบอยู่ จึงได้พาทั้ง 3 คนมาพบเจิงกั๋วฟาน เจิงกั๋วฟานแกล้งให้สามคนคอยทั้งวันโดยไม่ให้พบ แถมยังให้มาวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อสังเกตอากัปกิริยาของทั้งสามคน เมื่อถึงมื้อเที่ยงก็เลี้ยงเพียงบัวลอยเม็ดเล็กถ้วยเล็กๆ หนึ่งถ้วย ในบรรดาสามคนนี้ มีหลิวหมิงฉวน (刘铭传) เท่านั้นที่นับจำนวนเม็ดบัวลอยได้ถูกต้อง ต่อมาหลิวหมิงฉวนเป็นเพียงผู้เดียวที่รบชนะฝรั่งเศสที่เกาะไต้หวันและได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการมณฑลไต้หวันเป็นคนแรก

ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงการดูลักษณะคน เจิงกั๋วฟานยังเก่งในการใช้คนได้ถูกต้องด้วย เขาเคยเขียนจดหมายให้น้องชายเกี่วกับการใช้คนดังนี้

馭将之道,最贵推诚,不贵权术。

แปลว่า การใช้นายทหาร สำคัญที่ความซื่อสัตย์ ไม่สำคัญที่กลยุทธ์

หลี่หงจางถือเป็นลูกน้องคนสำคัญของเจิงกั๋วฟาน แต่ก็ตีจากไปถึง 3 ครั้ง 3 ครา ทั้งด้วยความต้องการที่จะเป็นใหญ่เสียเองและด้วยความไม่ต้องการตายพร้อมเจ้านายในยามที่ตกอยู่ในความลำบาก แต่ตราบใดที่หลี่หงจางยังไม่เปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม เจิงกั๋วฟานก็ยังให้อภัยเสมอ ในตอนท้ายสุดยังตั้งให้เป็นใหญ่ที่เซี่ยงไฮ้และให้คำแนะนำต่อมาโดยตลอดจนประสบความสำเร็จ เจิงกั๋วฟานยังเป็นผู้แต่งตั้ง หยงหง (容闳) และมอบเงินให้ 68,000 ตำลึงไปจัดซื้อเครื่องจักรและจัดการเริ่มต้นกิจการนักเรียนทุนรัฐบาลจีนทั้งหมดที่สหรัฐอเมริกา ในภายหลังหยงหง กลายเป็นกำลังสำคัญของเจิงกั๋วฟานในการจัดการงานด้านต่างประเทศทั้งหมด ตัวอย่างทั้งสองข้างต้นเป็นสิ่งที่แสดงถึงการให้ความสำคัญแก่เรื่องความซื่อสัตย์และอุดมการณ์ที่ตรงกัน

ท่าทีของเจิงกั๋วฟานต่อชีวิต การดำรงชีวิต และบุคคลอื่นในชีวิต ใช้หลักการ 忍 (อ่านว่า “เหริ่น) หรือความอดทนมาตลอด ครั้งหนึ่งแม้ว่าเขาจะได้รับโปรดแกล้าฯให้ทำการปรับปรุงการปกครองในมณฑลหูหนาน แต่ข้าราชการท้องถ่ินไม่ให้ร่วมมือ เขาก็ยังอดทน โดยไปทำการฝึกกองทหารของเขาเพื่อให้มีอำนาจในมือเสียก่อน เมื่อเขามีตำแหน่งที่สูงขึ้นท่าทีของเขาเปลี่ยนจาก 忍เป็น 韧 (อ่านว่า “เริ่น”) ซึ่งหมายถึง การยืนหยัด ไม่ย่อท้อ ไม่ลดละ มุ่งมั่นในจุดยืน นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผู้คนไม่น้อยหันมาร่วมงานร่วมอุดมการณ์กับเขา กลายเป็นแสงสว่างเล็กๆ ในยุคที่ราชวงศ์ชิงหมดหวังเสียแล้ว

ในชีวิตของเขา เจิงกั๋วฟานมีปรัชญาชีวิตที่สำคัญอย่างยิ่งอันแสดงถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งถึงแก่นแท้แห่งชีวิตและหัวใจของนักปราชญ์ ดังนี้

不为圣贤,便为禽兽,莫问收获,但回耕耘。

ซึ่งมีความหมายว่า “หากไม่เป็นผู้ประเสริฐเลิศเลอ ก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน อย่าถามถึงการเก็บเกี่ยว แต่ให้สนใจการทำไร่ไถนา” ในที่นี้เจิงกั๋วฟานอยากจะบอกว่า จุดยืนในชีวิตคนเรามีความสำคัญยิ่ง อาจทำให้ชีวิตคนเราเป็นได้ทั้งผู้ประเสริฐ หรือ สัตว์เดรัจฉาน ส่วนการดำเนินชีวิตก็ให้มุ่งที่ความพยายามไปสู่เป้าหมายมากกว่าผลสุดท้ายแห่งเป้าหมาย

ประวัติศาสตร์จีนที่เรียนกันในสมัยก่อนบอกแต่เพียงว่า เจิงกั๋วฟานเป็นขุนนางคนสำคัญผู้รับใช้พระจักรพรรดิในปลายราชวงศ์ชิงที่อ่อนแอ เหลวแหลก เป็นหนึ่งในขุนนางคนสำคัญที่ปราบกบฏชาวนา และ เป็นหนึ่งในขุนนางที่รบพ่ายแพ้ประเทศจักรวรรดินิยมจนหมดรูป แต่เบื้องหลังแห่งชีวิตของเจิงกั๋วฟานทำให้เกิดภาพพจน์คนละด้านอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าคุณูปการของเขาอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของประเทศจีนในยุคนั้นได้ก็ตาม
อ้างข้อมูลจากดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรมหรือhttps://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/639843