Author Topic: บางคนที่เกี่ยวข้องกับไท่ผิงเทียนกว๋อหรืออาณาจักรสวรรค์สันติสุข  (Read 202 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
เผยด้านมืดไท่ผิงเทียนกว๋อ พ่ายแพ้เพราะ “เน่าใน”
หนึ่งในวีรบุรุษของซุนยัตเซ็นเมื่อวัยเยาว์คือ หงซิ่วเฉวียน ผู้นำกบฏไท่ผิง เทียนกว๋อที่สามารถสู้รบปรบมือกับราชวงศ์ชิงอยู่ได้ถึง 15 ปี มีกองกำลังแพร่ขยายไปถึง 17 มณฑล แต่ที่สุดอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อ เมืองแมนแดนสันติ ก็ล่มสลาย หลายคนคิดว่านี่เป็นเพราะการจู่โจมอย่างหนักของกองทัพชิง ภายใต้การนำของเจิงกว๋อฟาน แต่ที่จริงแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความฟอนเฟะในอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อเอง

หงซิ่วเฉวียน 洪秀全 ( ค.ศ. 1814 - 1864 ) บัณฑิตที่ผิดหวังจากระบอบการสอบไล่เป็นขุนนาง เลยหันไปนับถือศาสนาคริสต์ จนเชื่อว่าตัวเองเป็นน้องชายพระเยซูคริสต์ (จึงเท่ากับตนเองเป็น โอรสสวรรค์ ไม่ต่างจากฮ่องเต้) เขารวบรวมสาวกและไพร่พลจนก่อตั้งอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อ 太平天国 ขึ้นในปี 1851 สถาปนาตัวขึ้นเป็น “กษัตริย์สวรรค์ 天王” โดยมี เทียนจิง 天京 (นานกิงในปัจจุบัน) เป็นเมืองหลวง

แรกเริ่มเดิมที ชื่อเสียงของไท่ผิงเทียนกว๋อเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว เพราะเชื่อว่า หงซิ่วเฉวียนลงมาปราบทุกข์เข็ญ โค่นล้มแมนจู พาผู้คนสู่ชีวิตใหม่ ไท้ผิงเทียนกว๋อป่าวประกาศไปทั่วว่า นี่คือ การเริ่มต้นยุคสมัยอันดีงาม

“正是万国來朝之候,大兴土木之时。”

มีการเสนอแนวคิดปฏิรูปที่ดินเทียนเฉาเถียนหมู่ 天朝田亩 และให้หญิง-ชายเท่าเทียม เป็นต้น

แต่พอถึงจุดหนึ่ง อำนาจเงินทองก็ทำให้คนเปลี่ยน จาก อุดมการณ์ กลายเป็น อุดมโกง และ อุดมกิน ภายใต้ภาพลักษณ์อันดีงามของไท่ผิงเทียนกว๋อ แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยการหักหลังคดโกง ราคะและการเข่นฆ่า นักประวัติศาสตร์จีนบางคนกล่าวว่า รัฐบาลไท่ผิงเทียนกว๋อในช่วงหลังคือ “รัฐบาลสามไม่ 三无” คือ

ไม่มีคุณธรรม
ไม่มีเสรีภาพ
ไม่มีศักดิ์ศรี

นับแต่ตั้งเมืองหลวงเทียนจิง ก่อสร้างพระราชวังใหญ่โตโอฬาร หงซิ่วเฉวียนก็ไม่เคยออกไปรบทัพจับศึกอะไรอีก เขาแต่งตั้งญาติพี่น้องและคนสนิทขึ้นเป็นเจ้ามากมาย เมื่อเป็นเจ้าก็ย่อมเจ้ายศเจ้าอย่าง ไล่ที่สร้างวัง ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เกณฑ์ผู้คนเป็นข้าช่วงใช้ จนมีคำกล่าวในหมู่ประชาชนในเมืองเทียนจิงตอนนั้นว่า

“王爷遍地走,小民泪直流。
ทุกที่มีแต่อ๋อง ชาวบ้านร้องไห้หลั่งน้ำตา”

ไท่ผิงเทียนกว๋อประกาศว่าจะให้หญิง-ชายเท่าเทียม ทุกคนเป็นพี่น้องกัน 天下多男子全是兄弟之辈,天下女子尽是姊妹之群。

แต่เอาเข้าจริงแล้ว ผู้หญิงของไท่ผิงเทียนกว๋อ ก็ยังคงมีสถานะเพียงเครื่องบำเรอกาม หลังจากไท่ผิงเทียนกว๋อล่มสลาย หงเทียนกุ้ยฟู่ 洪天贵福 ลูกชายของหงซิ่วเฉวียนที่ถูกจับได้ให้ปากคำกับกองทัพชิงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

“ข้าอายุ 16 ปี กษัตริย์สวรรค์เป็นบิดาของข้า ข้ามีแม่ทั้งหมด 88 คน ข้าเป็นบุตรชายคนที่สองที่เกิดจากนางไล่ซื่อ ตอน 9 ขวบ ข้ามีภรรยา 4 คน”

จากปากคำนี้ หงซิ่วเฉวียนมีนางสนมถึง 88 คน เมื่อเทียบกับฮ่องเต้ราชสำนักที่ปกติจะมีนางในทั้งหมดประมาณ 72 ตำแหน่ง นี่ก็ต้องนับว่าหงซิ่วเฉวียนเหนือกว่า

เมื่อพูดถึงความโหดแล้ว หงซิ่วเฉวียนก็ไม่เป็นรองทรราชย์อื่นในประวัติศาสตร์ เขาจัดการความขัดแย้งที่มีกับบรรดาคนใกล้ชิดอย่างเหี้ยมโหด ยุยงเว่ยชางฮุยฆ่าล้างโคตรหยางซิ่วชิง 杨秀清 แม่ทัพที่ร่วมก่อตั้งไท้ผิงเทียนกว๋อมาด้วยกัน แล้วปล่อยให้สือต๋าไค เว่ยชางฮุย เข่นฆ่ากันเอง สุดท้ายแม้หงซิ่วเฉวียนจะกำจัดคนที่เขาไม่ไว้วางใจได้ แต่เขาก็ขาดคนดีมีความสามารถไว้ใช้งานในเวลาเดียวกัน

ไม่เท่านั้น หงซิ่วเฉวียนยังปล่อยให้ญาติพี่น้องที่ไร้ความสามารถเข้ามามีส่วนบริหารบ้านเมือง ในขณะที่กองทัพชิงรุกไล่ปราบปรามใกล้เข้ามาทุกขณะ ท่านอ๋องหงเหยินฟา หงเหยินต๋า กลับทำเรื่องไร้เหตุผลโดยเข้าควบคุมการเข้าออกประตูเมือง ใครจะเข้าออกต้องมีใบอนุญาตตระกูลหง 洪氏票 ทำให้การออกไปหาเสบียงเข้ามาสะสมในเมืองเป็นเรื่องลำบาก ว่ากันว่า แม้แต่แม่ทัพคู่บุญอย่างหลี่ซิ่วเฉิงจะยกทัพออกนอกเมืองไปเคลื่อนย้ายกำลังพลยังต้องควักเงินจ่ายให้กับอ๋องทั้งสอง สุดท้าย ในเมืองไร้เสบียง ไพร่พลอดยากปากหมอง หงซิ่วเฉวียนประกาศให้ไพร่พลกินหญ้าแทนข้าว โดยประดิษฐ์คำสวยหรูว่า กิน “น้ำค้างหวาน 甜露” ถึงที่สุด แม้แต่หงซิ่วเฉวียนก็ยังต้องลงมากินหญ้าเอง!

และจุดนี้เองที่นักประวัติศาสตร์บางคน สรุปว่า เพราะการกินหญ้าทำให้หงซิ่วเฉวียนล้มป่วยจนเสียชีวิต แต่ถ้าดูจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งจากปากคำของแม่ทัพฝ่ายไท่ผิงเทียนกว๋ออย่าง หงเหรินก้าน หลี่ซิ่วเฉิง ที่เจิงกว๋อฟานให้ทำเป็นหนังสือกราบทูลราชสำนัก ต่างพูดตรงกันว่า หงซิ่วเฉวียนกินยาพิษฆ่าตัวตายไปตั้งแต่วันที่ 27 เดือนสี่ ปี 1864
แต่ปิดข่าวไว้จนมาประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เดือน 6 ค.ศ. 1864

ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอน คือสิ่งที่บ่อนเซาะให้อาณาจักรไท้ผิงเทียนกว๋อล่มสลาย ไม่ใช่แค่ศึกนอกอย่างกองทัพชิง แต่เป็น”สนิมที่เกิดในตน” นั่นเอง
อ้างข้อมูลจาก สมชาย จิว หรือhttp://www.gypzyworld.com/article/view/860
--------------------------------------------------------------------------------
ภาพประกอบนี้มาจากเวปอื่นอื่นในอินเตอร์เน็ตครับ


Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
ตามประวัติศาสตร์จีน มีทหารไท่ผิงเทียนกว๋อที่รอดชีวิตจากโทษประหารนั้นมีจำนวนน้อยมาก ถ้าใครมีข้อมูลทหารไท่ผิงเทียนกว๋อที่รอดชีวิตจากโทษประหารว่ามีกี่คนในประวัติศาสตร์จีนก็ช่วยบอกข้อมูลกันด้วยนะครับ สำหรับผม ผมหาทหารไท่ผิงเทียนกว๋อที่รอดชีวิตจากโทษประหารได้แค่2คนคือท่านไล่ฮั่นยิงหรือLAIHANYINGหรือ賴漢英 หรือ赖汉英และท่านเฝิงส่วงกวนหรือFENG SHUANGGUANหรือ冯爽观แต่ผมหาข้อมูลของท่านเฝิงส่วงกวนได้ยากมากเลย ผมจึงขอลงแต่ข้อมูลจากเว็ปอื่นอื่นจากอินเตอร์เน็ตเรื่องของท่านไล่ฮั่นยิงเท่านั้นนะครับและเป็นข้อมูลภาษาอังกฤษให้อ่านเอาเองนะครับดังนี้คือ
The Deputy Prime Minister Lai Hanying government officer
Lai Hanying is the movement of the Taiping Heavenly Kingdom leader Hong Xiuquan and his wife Lai Hanlian was his brother, said lai. He is the first in Guangdong to do business at the same time practice rescue, during the Jintian uprising he and several brothers directly involved, soon promoted to Deputy Prime Minister and official summer, after several capture several city, also successfully rescued the siege of Yangzhou. Since then Lai Hanying has been at the centre of power of the Taiping Heavenly Kingdom in the vortex, because my sister relationship, he belongs to the Hong Xiuquan King School, so end in Tianjing incident, he persuaded Hong Xiuquan had resolved to remove Dong Wang, also is famous in the history of the offer in addition to East king, but his firm did not save a lot of contradictions the Taiping Heavenly Kingdom rule, finally the farmer regimes or fall apart.
The death of Lai Hanying in the history of a lot of controversy, some say he died on 1865, Yang Wei infighting, others say he died of the virus line incident. But according to the history of the most major record Lai Hanying died in 1909, after returning home at that time, his age has been very large.
No matter how the Taiping Heavenly Kingdom with vigour and vitality finally ended, and the death of Lai Hanying for the whole thing painted by the end of last, Lai Hanying and his wife are buried in Tanbu four Jiao Wei Ling Xia ma. Now people go to Guangzhou, but also in the town of Huadu District to find the name of the movement of the Taiping Heavenly Kingdom, one of the leaders of the cemetery.
Tomb of Lai Hanying
Lai Hanying tomb is located in the hills of Guangzhou City gold hook and loop today, he and his wife buried together, after finishing, grave 1.4 meters high, 2.2 meters deep grave face. 0.75 meters high monument engraved on the Taiping Xia officer Deputy Prime Minister Lai Tomb of the public English taboo.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
เที่ยวบ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียนในฤดูร้อน

ช่วงอากาศร้อนปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวซีอาร์ไอมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมบ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียน (洪秀全故居, Former Residence of Hong Xiuquan) ผู้นำกบฏชาวนาในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) ในเขตฮวาตู เมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง ในปัจจุบันที่แห่งนี้เป็นโบราณสถานระดับชาติ เป็นแหล่งอบรมสั่งสอนลัทธิรักชาติระดับเมืองและระดับมณฑล

บ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียน อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชื่อว่าหมู่บ้าน "กวนลู่ปู้" (官禄㘵) หง ซิ่วเฉวียนเติบโต เล่าเรียน จนเป็นครูสอนหนังสือที่บ้านเดิมแห่งนี้ ก่อนจะไปเป็นผู้นำการลุกขึ้นต่อสู้ของชาวนาที่ต่างถิ่น

ภายในบ้านเดิมหลังนี้ ลักษณะเป็นบ้านแบบพื้นเมืองของท้องถิ่น ก่อด้วยอิฐ มีต้นลำไยอายุเกือบ 200 ปี บ่อน้ำตระกูลหงที่มีอายุเก่าแก่ ศาลเจ้าตระกูลหง นิทรรศการเกี่ยวกับชีวประวัติของหง ซิ่วเฉวียน ตลอดจนขนบธรรมเนียมพื้นบ้าน ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ต้นลำไยอายุเกือบ 200 ปีที่หง ซิ่วเฉวียนปลูกไว้ในช่วงวัยหนุ่ม กำลังออกผลดก ลูกลำไยห้อยอยู่เต็มต้นและสุกพอรับประทานได้ นับเป็นวิวสวยอีกแบบหนึ่งเพราะว่า หากมาช่วงอื่นๆ ก็จะไม่เห็นผลลำไยเต็มต้นเช่นนี้

นอกจากนี้ ในปี 2014 ในโอกาสครบรอบ 200 ปีชาตะกาลของหง ซิ่วเฉวียน มีการสร้างหอรำลึกหง ซิ่วเฉวียนขึ้นมาข้างๆ บ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียน เป็นอาคารขนาดใหญ่ 2 ชั้น นำเสนอประวัติช่วงไท่ผิงเทียนกั๋ว (太平天国, Taiping Kingdom of Heaven, ปี ค.ศ. 1851—1864) ที่หง ซิ่วเฉวียนก่อตั้งขึ้น สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมมาก



หง ซิ่วเฉวียน (洪秀全) เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น เมื่อไปถึงเขตฮวาตู เมืองกว่างโจว หากถามชาวท้องถิ่นว่า มีแหล่งท่องเที่ยวอะไรบ้าง ชาวบ้านก็จะบอกอย่างภาคภูมิใจว่า มีบ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียน เนื่องจากเขาเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ ทางการท้องถิ่นยังได้ตั้งชื่อสถานที่หลายแห่งตามชื่อเขาด้วย เช่น เขื่อนหง ซิ่วเฉวียน (洪秀全水库) โรงเรียนมัธยมซิ่วเฉวียน (秀全中学) สวนซิ่วเฉวียน (秀全公园) และชุมชนซิ่วเฉวียน (秀全街道) เป็นต้น

ชีวประวัติโดยสังเขปของหง ซิ่วเฉวียน

หง ซิ่วเฉวียนใช้ชีวิตระหว่างปี ค.ศ.1814-1864 สมัยราชวงศ์ชิง เป็นผู้นำ "กบฏชาวนา" หรือ "การลุกขึ้นสู้ของชาวนา" ในยุคใกล้ของจีน เป็นบุคคลใฝ่หาสัจธรรมจากประเทศตะวันตก เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติและสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชน เมื่ออายุ 7 ขวบ เขาเรียนในหมู่บ้านกวนลู่พู่ ครั้นเมื่ออายุ 18 ปี เขาได้เริ่มสอนหนังสือในหมู่บ้าน เขาเคยสอบบัณฑิตมาหลายครั้งแต่ล้วนสอบตก ทำให้เขารู้สึกผิดหวังมาก เขาจึงเลิกนับถือลัทธิขงจื่อ และหันมานับถือศาสนาคริสต์แทนในปี ค.ศ.1836 โดยเชื่อว่าตัวเองเป็นบุตรของพระเยซู ที่จุติหรือลงมาเกิดในโลกเพื่อปราบปรามมาร ตอนนั้นเขาอายุ 22 ปี

จากนั้น หง ซิ่วเฉวียนกับเพื่อนๆ เคยไปเผยแพร่ศาสนาคริสต์ที่เขตกว่างซีมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง และก่อตั้ง "กลุ่มป้ายซ่างตี้ฮุ่ย" แปลว่า "กลุ่มนับถือพระเจ้า" วางแผนโคล่นล้มราชวงศ์ชิง บทความหลายบทของเขาเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการลุกขึ้นสู้ เพื่อสร้างประเทศที่มีความสุขสวัสดิ์ถ้วนหน้า



วันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1851 สมัยจักรพรรดิเสียนเฟิง ราชวงศ์ชิงหง ซิ่วเฉวียนปลุกระดมการลุกขึ้นสู้ที่เมืองจินเถียน เขตปกครองตนเองชนเผ่าจ้วงกว่างซี โดยตั้งชื่ออาณาจักรว่า "ไท่ผิงเทียนกั๋ว" (太平天国, Taiping Kingdom of Heaven, ปี ค.ศ. 1851—1864) ซึ่งหมายความว่า "แดนสวรรค์อันสุขสวัสดิ์" และตั้งชื่อตัวเองว่า "เทียนหวัง" (天王) ซึ่งหมายความว่า "จักรพรรดิฟ้า" โดยในปีนั้นเขาอายุ 37 ปี

ปี ค.ศ.1853 กบฏชาวนาที่นำโดยหง ซิ่วเฉวียนตั้งเมืองหลวงที่หนานจิง โดยเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "เทียนจิง" หมายความว่า "กรุงสวรรค์" ประเทศ "ไท่ผิงเทียนกั๋ว" มีเพลงชาติ ตราประจำกษัตริย์ มีอาณาจักรหลายเมืองหลายมณฑล เป็นกบฏชาวนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด นานที่สุด และส่งผลกระทบมากที่สุด

ปี ค.ศ.1864 หลังจากหง ซิ่วเฉวียนเสียชีวิต ลูกของเขาได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทน แต่ในปีเดียวกัน ก็ถูกราชวงศ์ชิงจับตัวไป กบฏ "ไท่ผิงเทียนกั๋ว" จึงถือว่าพ่ายแพ้ไป อย่างไรก็ตาม หง ซิ่วเฉวียนยังคงเป็นบุคคลที่กระตุ้นชนรุ่นหลังให้ต่อสู้เพื่อการสร้างชาติให้มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นใหม่



บ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียนมีพื้นที่ราว 25,000 ตารางเมตร มีซุ้มประตู ศาลเจ้าตระกูลหง (洪氏宗祠) บ้านที่เป็นอาคารชั้นเดียว โรงเรียน บ่อน้ำตระกูลหง (洪氏古井) ที่มีอายุกว่า 200 ปี ต้นลำไยอายุเกือบ 200 ปี และต้นไม้เก่าแก่อีกหลายต้น

บ้านเดิมนี้เคยถูกราชวงศ์ชิงเผาไปในปี ค.ศ.1854 และ ค.ศ.1864 ปัจจุบันยังมีซากปรักหักพังหลงเหลืออยู่ให้เห็นบางส่วน ส่วนศาลเจ้าตระกูลหงได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1911 และบ้านที่หง ซิ่วเฉวียนเคยอาศัยอยู่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1961 เป็นบ้านแถวก่อด้วยอิฐ ประกอบด้วย ห้องพัก 5 ห้อง และห้องรับแขก 1 ห้อง ทั้ง 6 ห้องติดกัน แต่ละห้องมีพื้นที่ราว 13 ตารางเมตร ลูกชายคนโตของหง ซิ่วเฉวียนเกิดที่นี่ ภายในห้องมีการจัดวางเตียง โต๊ะ และเก้าอี้ไว้แบบเรียบง่าย



บริเวณหน้าบ้านของหง ซิ่วเฉวียนเป็นบึงน้ำ สมัยก่อนเรียกว่า "บึงปลา" แต่ปัจจุบันไม่มีการเลี้ยงปลา บึงน้ำแห่งนี้สามารถสะท้อนเงาของหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านและภูเขายาซาน (丫山倒影) ที่ห่างไกลจากหมู่บ้าน 5 กิโลเมตร ซึ่งชาวบ้านบอกว่า ฮวงจุ้ยดี

เมื่อเดินชมบ้านเดิมของหง ซิ่วเฉวียนในอากาศร้อนอบอ้าวแล้ว ก็หาแหล่งหลบร้อนได้ที่หอรำลึกหง ซิ่วเฉวียน ซึ่งอยู่ติดกัน เป็นอาคาร 2 ชั้น ภายในมีเครื่องปรับอากาศติดตั้ง ทำให้เดินชมภาพถ่าย เอกสารทางประวัติศาสตร์ได้เป็นชั่วโมงอย่างสบายๆ การไปเยี่ยมชมครั้งนี้ทำให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับหง ซิ่วเฉวียน ผู้นำกบฏชาวนา อาณาจักร "ไท่ผิงเทียนกั๋ว" และราชวงศ์ชิงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังอิ่มเอมไปด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์ยุคใกล้ของจีน
อ้างข้อมูลจากhttp://thai.cri.cn/247/2018/08/09/227s269869.htm

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
曾国藩家书 จดหมายของเจิงกั๋วฟาน

เมื่อเอ่ยถึงชื่อ เจิงกั๋วฟาน (曾国藩) อาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ นักคิด

และนักการศึกษา ในบรรดาขุนนางสำคัญ 4 คนในยุคปลายราชวงศ์ชิง อาจถือได้ว่าเขาอยู่ในแนวหน้า มีผู้กล่าวกันว่า ในการปกครองครอบครัว การสั่งสอนบุตรหลาน การทำความรู้จักคน การใช้คน เจิงกั๋วฟานถือว่าเป็นผู้ที่มีฝีมือยอดเยี่ยม ความปราดเปรื่องและประสบการณ์อันมากมายของเขาทั้งหมดถือว่า รวบรวมอยู่ในจดหมายของเขาที่มีถึงสมาชิกในครอบครัวของเขากว่า 1,500 ฉบับ

เจิงกั๋วฟาน เกิดที่หมู่บ้านเซียง (湘乡) มณฑลหูหนาน (湖南省)นอกจากเขาจะมีฐานะเป็น 1 ใน 4 ขุนนางสำคัญแล้ว เขายังเป็นปรมาจารย์ทางวิทยาศาสตร์และนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ จดหมายของเจิงกั๋วฟานที่ได้รับการยกย่องจากบุคคลทั่วไปครอบคลุมทั้งที่เขียนให้กับพ่อแม่ พี่น้อง และ บุตรหลาน เป็นต้น จดหมายของเขาใช้ข้อความที่เรียบง่ายแต่มีหตุผลอย่างลึกซึ้ง โดยนำเอาความปราดเปรื่องแห่งชีวิตของเขาในการครองตน การดูแลครอบครัว การปกครองประเทศ และ การรักษาความสงบแห่งแผ่นดิน หลอมรวมไว้ในจดหมายทั้งหมด อันเป็นการกล่าวถึงประสบการณ์การสอนบุตรหลานและผู้ที่เป็นพ่อแม่ใช้ประโยชน์เป็นบทเรียนได้

มุมมองในการสั่งสอนบุตรหลานที่สุดของ เจิงกั๋วฟาน ยืดถือหลักการของลัทธิขงจื้อ เขาเคยกล่าวในจดหมายถึงลูกๆ ว่า “คนทั่วไปคาดหวังให้บุตรหลานมีตำแหน่งใหญ่โต แต่ตัวข้าฯ​ไม่ ข้าฯ เพียงแต่หวังให้เป็นบุรุษผู้เรียนหนังสือและเข้าใจเหตุผล” เขาเห็นว่าการเรียนหนังสือเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้

เจิงกั๋วฟาน เริ่มเรียนหนังสืออายุ 6 ขวบกับอาจารย์ที่สอนเป็นส่วนตัว 8 ขวบเรียนหนังสือหลัก 4 เล่ม (四书อันได้แก่ 大学,中庸,论语,孟子) และคัมภีร์ 5 เล่ม (五经อันได้แก่ 诗经,书经,易经,礼记,春秋) 14 ขวบเรียนมารยาทแบบโจว (周礼) และบันทึกประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ (史记) 27 ขวบสอบได้ระดับสูงสุดของการสอบในพระบรมมหาราชวัง (คนไทยรู้จักกันว่า “จอหงวน” แต่ระดับสูงสุดนี้ยังแบ่งออกเป็น 3 คน 3 อันดับ “จอหงวน” เป็นอันดับ 1) เขาทำงาน 10 ปีย้ายตำหน่ง 7 ครั้ง และเลื่อนระดับ 10 ขั้น และได้เป็นผู้ช่วยเจ้ากรมพิธีการ (礼部侍郎) เมื่ออายุ 37 ปี (ระดับตำแหน่งเทียบกับ C10) ต่อมาเขาเป็นข้าราชการฝ่ายบุ๋นคนแรกที่จัดตั้งกองทัพเซียง (湘军) เพื่อปราบกบฏชาวนาที่เรียกว่า ไท่ผิงเทียนกั๋ว (太平天国) ให้แก่ราชวงศ์ชิง ทั้งยังเริ่มต้นทำการปฏิรูปจีนให้ทันสมัยตลอดจนถึงกิจการต่างประเทศ เขาเป็นผู้เสนอให้สร้างเรือเดินสมุทรสมัยใหม่เป็นลำแรกและเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนการทหารและวิศวกรรม เขาสั่งให้จัดพิมพ์หนังสือที่แปลจากภาษาต่างประเทศเป็นรุ่นแรกและจัดการให้มีนักเรียนไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาเป็นรุ่นแรก

ทั้งๆ ที่เขาประสบความสำเร็จจากระบบการสอบของราชการ (ซึ่งเริ่มตั้งแต่ระดับหมู่บ้านถึงพระบรมมหาราชวัง) แต่กลับมีวิธีปฏิบัติต่อบุตรหลานแตกต่างออกไป เมื่อลูกชายคนโตของเขา เจิงจี้เจ๋อ (曾纪澤) ล้มเหลวในการสอบเพียงระดับหมู่บ้านและไม่คิดจะสอบต่อไป เขาไม่โกรธเพียงแต่เขียนจดหมายให้ลูกมีใจความสำคัญว่า “การสอบไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต แต่การเรียนหนังสือและการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของชีวิต การเรียนหนังสือไม่ได้ทำเพื่อการสอบ การไม่สอบเป็นเรื่องที่ทำได้ เพียงแต่อยากทราบว่าลูกอยากเรียนอะไร” ปรากฏว่าลูกชายเขาอยากเรียนวิชาการทางตะวันตกอย่างสังคมศาสตร์และภาษาศาสตร์ ต่อมาลูกชายคนรองก็ตามอย่างบ้าง แต่เขาขอเรียนคณิตศาสตร์กับกลศาสตร์ และกลายมาเป็นผู้ที่เขียนตำราวิชาไฟฟ้าภาษาจีนเป็นคนแรก ส่วนลูกชายคนโตกลายเป็นนักการทูตชั้นแนวหน้าของจีนที่สามารถเจรจากับรัสเซียที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กให้คืนดินแดนที่ยึดครองได้

แม้ว่า เจิงกั๋วฟาน จะให้อิสระเสรีแก่ลูกในการเลือกแนวทางของตนเอง แต่ในเรื่องของความเข้มงวดเขาก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าแนวทางแบบจีนสักเท่าไร ตัวอย่างเช่น เขาสั่งให้ลูกๆ ทุกคนต้องชงน้ำชาด้วยตนเอง ปลูกผักด้วยตนเอง และหาบสิ่งปฏิกูลมารดแปลงผักด้วยตนเอง เป็นต้น

จดหมายของ เจิงกั๋วฟาน ที่มีถึงลูกๆ เป็นเรื่องของการศึกษาเสียส่วนใหญ่ แต่จดหมายที่มีถึงน้องๆ เป็นเรื่องของชีวิต เข่น เขาสอนว่า “ความสำเร็จล้มเหลวของชีวิตล้วนเกี่ยวข้องกับความดีเลวของเพื่อน” เขายังมีกลอนบทหนึ่งที่สอนวิธีดูคนดังนี้

邪正看眼鼻,真假看嘴唇,功名看气概,富贵看精神;

主意看指爪,風波看脚筋,若要香条理,全在語言中。

แปลว่า “ดีเลวดูที่ตาจมูก จริงแท้ดูที่ริมฝีปาก ความสำเร็จดูที่สง่าราศรี ความร่ำรวยดูที่ชีวิตชีวา ความคิดดูที่นิ้วมือ อุปสรรคดูที่เส้นเอ็น หากจะดูระเบียบ ล้วนอยู่ในคำพูดจา”

ครั้งหนึ่งหลี่หงจาง (李鸿章) อยากจะรับผู้เคยเป็นโจร 3 คนมาไว้ในกองทัพฮ่วย (淮) ที่เขารับผิดชอบอยู่ จึงได้พาทั้ง 3 คนมาพบเจิงกั๋วฟาน เจิงกั๋วฟานแกล้งให้สามคนคอยทั้งวันโดยไม่ให้พบ แถมยังให้มาวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อสังเกตอากัปกิริยาของทั้งสามคน เมื่อถึงมื้อเที่ยงก็เลี้ยงเพียงบัวลอยเม็ดเล็กถ้วยเล็กๆ หนึ่งถ้วย ในบรรดาสามคนนี้ มีหลิวหมิงฉวน (刘铭传) เท่านั้นที่นับจำนวนเม็ดบัวลอยได้ถูกต้อง ต่อมาหลิวหมิงฉวนเป็นเพียงผู้เดียวที่รบชนะฝรั่งเศสที่เกาะไต้หวันและได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการมณฑลไต้หวันเป็นคนแรก

ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงการดูลักษณะคน เจิงกั๋วฟานยังเก่งในการใช้คนได้ถูกต้องด้วย เขาเคยเขียนจดหมายให้น้องชายเกี่วกับการใช้คนดังนี้

馭将之道,最贵推诚,不贵权术。

แปลว่า การใช้นายทหาร สำคัญที่ความซื่อสัตย์ ไม่สำคัญที่กลยุทธ์

หลี่หงจางถือเป็นลูกน้องคนสำคัญของเจิงกั๋วฟาน แต่ก็ตีจากไปถึง 3 ครั้ง 3 ครา ทั้งด้วยความต้องการที่จะเป็นใหญ่เสียเองและด้วยความไม่ต้องการตายพร้อมเจ้านายในยามที่ตกอยู่ในความลำบาก แต่ตราบใดที่หลี่หงจางยังไม่เปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม เจิงกั๋วฟานก็ยังให้อภัยเสมอ ในตอนท้ายสุดยังตั้งให้เป็นใหญ่ที่เซี่ยงไฮ้และให้คำแนะนำต่อมาโดยตลอดจนประสบความสำเร็จ เจิงกั๋วฟานยังเป็นผู้แต่งตั้ง หยงหง (容闳) และมอบเงินให้ 68,000 ตำลึงไปจัดซื้อเครื่องจักรและจัดการเริ่มต้นกิจการนักเรียนทุนรัฐบาลจีนทั้งหมดที่สหรัฐอเมริกา ในภายหลังหยงหง กลายเป็นกำลังสำคัญของเจิงกั๋วฟานในการจัดการงานด้านต่างประเทศทั้งหมด ตัวอย่างทั้งสองข้างต้นเป็นสิ่งที่แสดงถึงการให้ความสำคัญแก่เรื่องความซื่อสัตย์และอุดมการณ์ที่ตรงกัน

ท่าทีของเจิงกั๋วฟานต่อชีวิต การดำรงชีวิต และบุคคลอื่นในชีวิต ใช้หลักการ 忍 (อ่านว่า “เหริ่น) หรือความอดทนมาตลอด ครั้งหนึ่งแม้ว่าเขาจะได้รับโปรดแกล้าฯให้ทำการปรับปรุงการปกครองในมณฑลหูหนาน แต่ข้าราชการท้องถ่ินไม่ให้ร่วมมือ เขาก็ยังอดทน โดยไปทำการฝึกกองทหารของเขาเพื่อให้มีอำนาจในมือเสียก่อน เมื่อเขามีตำแหน่งที่สูงขึ้นท่าทีของเขาเปลี่ยนจาก 忍เป็น 韧 (อ่านว่า “เริ่น”) ซึ่งหมายถึง การยืนหยัด ไม่ย่อท้อ ไม่ลดละ มุ่งมั่นในจุดยืน นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผู้คนไม่น้อยหันมาร่วมงานร่วมอุดมการณ์กับเขา กลายเป็นแสงสว่างเล็กๆ ในยุคที่ราชวงศ์ชิงหมดหวังเสียแล้ว

ในชีวิตของเขา เจิงกั๋วฟานมีปรัชญาชีวิตที่สำคัญอย่างยิ่งอันแสดงถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งถึงแก่นแท้แห่งชีวิตและหัวใจของนักปราชญ์ ดังนี้

不为圣贤,便为禽兽,莫问收获,但回耕耘。

ซึ่งมีความหมายว่า “หากไม่เป็นผู้ประเสริฐเลิศเลอ ก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน อย่าถามถึงการเก็บเกี่ยว แต่ให้สนใจการทำไร่ไถนา” ในที่นี้เจิงกั๋วฟานอยากจะบอกว่า จุดยืนในชีวิตคนเรามีความสำคัญยิ่ง อาจทำให้ชีวิตคนเราเป็นได้ทั้งผู้ประเสริฐ หรือ สัตว์เดรัจฉาน ส่วนการดำเนินชีวิตก็ให้มุ่งที่ความพยายามไปสู่เป้าหมายมากกว่าผลสุดท้ายแห่งเป้าหมาย

ประวัติศาสตร์จีนที่เรียนกันในสมัยก่อนบอกแต่เพียงว่า เจิงกั๋วฟานเป็นขุนนางคนสำคัญผู้รับใช้พระจักรพรรดิในปลายราชวงศ์ชิงที่อ่อนแอ เหลวแหลก เป็นหนึ่งในขุนนางคนสำคัญที่ปราบกบฏชาวนา และ เป็นหนึ่งในขุนนางที่รบพ่ายแพ้ประเทศจักรวรรดินิยมจนหมดรูป แต่เบื้องหลังแห่งชีวิตของเจิงกั๋วฟานทำให้เกิดภาพพจน์คนละด้านอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าคุณูปการของเขาอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของประเทศจีนในยุคนั้นได้ก็ตาม
อ้างข้อมูลจากดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรมหรือhttps://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/639843

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 595
  • จิตพิสัย 29
ผมหรือyesterdayขอนำประวัติของหมอสอนศาสนาคริสต์ของลอนดอน มิชชั่นนารี โซไซเอ็ทตี้หรือLMSนามว่ากริฟฟิธ จอห์นหรือGriffith Johnหรือมีชื่อจีนด้วยว่าหยางเก่อเฟยหรือ楊格非เพื่อใช้สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์เท่านั้นนะครับ


นายกริฟฟิธ จอห์นนี้เป็นคนที่ได้เจอกับกานคิงหงเหรินกัน(HONG RENGAN,Shield King)นายกรัฐมนตรีแห่งไท่ผิงเทียนกว๋อหรืออาณาจักรสวรรค์สันติสุขผู้ที่พยายามทำให้พิธีบูชาพระเจ้าคริสต์ของไท่ผิงเทียนกว๋อให้เป็นไปตามแบบของพิธีบูชาพระเจ้าตามคริสต์นิกายโปเตสแตนต์ที่เมืองซูโจวเมื่อวันที่2สิงหาคมปี1860ซึ่งตอนนั้นซูโจวอยู่ใต้อำนาจของจงคิงหลี่ซิ่วเฉิง(LI XIU CHENG,Loyal King)และกริฟฟิธ จอห์น ก็ยังสามารถเผยแพร่คริสต์ได้ง่ายในเขตไท่ผิงเทียนกว๋อหรืออาณาจักรสวรรค์สันติสุขด้วย


นายกริฟฟิธ จอห์นยังเป็นชาวคริสต์โปรเตสแตนต์คนแรกที่มาวางรากฐานที่มั่นของโบสถ์คริสต์อย่างถาวรในดินแดนจีนตอนกลางหรือจีนภาคกลางได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของคริสต์ศาสนาด้วยเมื่อปีคศ.1861โดยนายกริฟฟิธ จอห์นได้วางที่มั่นถาวรเป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่คริสต์ไว้ที่เมืองฮั่นโข่วหรือHAN KOUหรือ漢口ซึ่งตอนนั้นเมืองฮั่นโข่วอยู่ภายใต้สนธิสัญญาเทียนสินหรือเทียนจิน(The Treaty of Tientsin1858หรือThe Treaty of Tianjin1858หรือ天津条约)แล้วเมืองฮั่นโข่วปัจจุบันก็คือส่วนหนึ่งของมหานครหวู่ฮั่นที่เป็นหนึ่งในมหานครที่ใหญ่ที่สุดของจีนยุคปัจจุบันและนครหวู่ฮั่นยังเป็นนครหลวงของมณฑลหูเป่ยอีกด้วยและนายกริฟฟิธ จอห์น ยังเป็นคนแปลคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมเก่าและภาคพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาจีนได้สำเร็จด้วยและผลงานหลายอย่างนี้ทำให้ชาวคริสต์โปเตสแตนต์ยกย่องนายกริฟฟิธ จอห์นว่า”บิดาแห่งหมอสอนศาสนาคริสต์โปรเตสแตนต์แห่งจีนตอนกลางหรือFather of Central China Protestant Missionaries ”


สำหรับประวัติย่อของนายกริฟฟิธ จอห์น แบบภาษาอังกฤษมีดังนี้คือ
Griffith John: Father of Central China Protestant Missionaries and Founder of Union Hospital
Griffith John, came to China sent by the London Missionary Society and was the first protestant to preach the gospel in central China. He was the founder of the churches in central China and known as the "Father of Missionaries to Central China".

On December 14, 1831, Griffith John was born into an ordinary working-class family in Swansea, Wales, UK. His whole family were congregational believers and Griffith John was the Griffith Johnest and the only boy. Just eight months after Griffith came into the world, a cholera outbreak took his mother's life. It was his aunt who took up the job of bringing him up. Because of the strong spiritual atmosphere in his family, his passion and enthusiasm in his faith was well nurtured.

The poverty of his family forced Griffith to drop out of school and he went to work at a grocery store as a child worker at the age of 12. However, he loved learning and tried his best to use his spare time to find books to read. Through great diligence, he accumulated a wide range of knowledge, even more than many of his school peers. At the age of 16 he was already in charge of giving sermons in a local church. In 1850, Griffith John was admitted to Brecon University and three years later went on to study at Bedford Theological Seminary. Due to his excellent grades and the urgent need for overseas missionaries in the London Missionary Society, in 1855, the Mission agency allowed Griffith to graduate early and ordained him as a reverend to be sent to China to preach. The then Griffith John was not tall and as a result many people called him "the kid". Some even jokingly called him "the kid to lead China to return to Christ."

In September 1855, Griffith John arrived in Shanghai with his wife. He began preaching in the areas around Shanghai. In 1857, he went with Joseph to the Taiping Kingdom of Heaven occupied regions to do research. In 1860, Griffith met with the Gan King, Hong Renxuan, and the Zhong King, Wang Li Xiucheng. Although Griffith John tried to correct the doctrinal mistakes of this Taiping Christianity, he encountered rejection from Hong Xiuquan (head of the cult) and others. Nevertheless, he still managed to obtain the right to freely do his missionary work in the occupied regions of the Taiping Kingdom of Heaven.

In 1861, Griffith took advantage of the Qing Government's open policy for foreigners to reach inland. On June 21, he arrived in Hankou, becoming the first Protestant missionary to enter central China. Griffith John's evangelical ministry went smoothly, and on March 16, 1862, followers were baptized. From that time onward, many people were led to faith in the name of the Lord. Several churches were built.

In 1862, Griffith John built the Hualou mother Church in Hankou (the famous Griffith Church, or Rongguang Church). In 1863 he built Shouen Church in Hankou, the first church in central China. In July 1864, the first church in Hubei Province, Chongzhen Church, was built in Wuchang City. After Wuhan was well established and gained a strong foothold, Griffith John expanded his ministry to other parts of Hubei by founding churches in Xiaogan, Tianmenzhao City and Huangpo.

Griffith John preached in a style combining street preaching and traveling as a itinerant preacher while he went around China. He distributed many gospel pamphlets in addition to oral evangelism at each place. He sometimes travelled more than 3000 miles leaving "footprints" throughout Hubei, Hunan, Sichuan and other places. In each place local churches were established. According to studies on his ministry, during the period of time of Griffith John's contribution in China, Hubei alone had at least 100 mission stations.

In 1889, Griffith John was elected president of the National Association of the Congregationalist Church of England and Wales, but he refused to return to take the prominent position and decided to stay in Hankou to live with his beloved Chinese. In the same year, the University of Edinburgh awarded him a doctoral degree in theology in recognition of his missionary work in China.

Griffith John participated in the ministry of Bible translation. He was the first translator to translate the English New Testament into Moderate-Classical Chinese (a type of written style between Classical Chinese and Vernacular Chinese) also known as Easy Wenli. He published the Chinese translation of the Gospels of Mark and Matthew in 1883, the whole New Testament translation in 1885, Genesis and Exodus in 1889, Psalms and Proverbs in 1898, and the entire Old Testament in 1905. Moreover, Griffith John published books such as "Expectations for China" and "The Voice of China".

In addition, Griffith John highly valued the work of science, education, arts and health. In 1866, he founded Renji Hospital in Hankou (the predecessor of Hankou Union Hospital), one of the earliest Western hospitals in central China. In 1899 (also thought to be 1896), Griffith John, on the old site of a tea box factory next to the Hualou mother Church, opened Hankou's first comprehensive institution composed of a college, middle school, teacher training facility, and Bible study department-known as Griffith John College, which is now Wuhan Fourth Middle School. He also vehemently opposed the British opium trade, campaigned for the physical and mental health of the Chinese, and in 1882 wrote, "A Brief Question and Answer on the Opium Trade", which attacked the evils of the opium trade.

In 1905, at the age of 75, Griffith had a sudden stroke while giving a sermon and became paralysed from then on. In October 1911, the Wuchang Uprising broke out. For security reasons, his son-in-law Shi Boheng escorted him to a vessel departing Hankou and returned to England in January 1912. Shortly after returning home, Griffith John died at the age of 81.

- Translated by Charlie Li
อ้างจาก http://chinachristiandaily.com/news/category/2020-03-09/griffith-john--father-of-central-china-protestant-missionaries-and-founder-of-union-hospital_8882
 -------------------------------

อ้างรูปเกี่ยวกับกริฟฟิธ จอห์นจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Griffith_John
   --------------------------------------------------------


« Last Edit: June 23, 2020, 02:34:31 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 595
  • จิตพิสัย 29
ช่วงการมีอยู่ของไท่ผิงเทียนกว๋อหรืออาณาจักราสวรรค์สันติสุขในดินแดนจีนนี้ทำให้เกิดความเสียหายแก่พุทธศาสนามากในเขตยึดครองของไท่ผิงเทียนกว๋อ กล่าวคือส่วนเฉพาะวัดพุทธถูกทำลายราว5,000วัดและพระสงฆ์ถูกฆ่าราว130,000รูป


แต่ชาวพุทธอุบาสกแก้วนามว่าหยางเหวินฮุยหรือYANG WENHUIหรือ楊文會 ที่อพยพหนีออกจากเขตยึดครองของไท่ผิงเทียนกว๋อและเริ่มนับถือพุทธศาสนาเมื่อปีคศ.1862 ท่านได้เริ่มตั้งโรงพิมพ์หนังสือพุทธศาสนาเพื่อเน้นแจกฟรีมากกว่า1ล้านเล่มและมอบที่พักของท่านที่หนานจิงให้เป็นวิทยาลัยทางด้านพุทธศาสนาและได้ช่วยบูรณะฟื้นฟูวัดที่ถูกทำลายช่วงอยู่ใต้อำนาจของไท่ผิงเทียนกว๋อและได้ร่วมงานด้านการทูตกับเจิงจี้เจ๋อเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนกับอังกฤษและฝรั่งเศสด้วย ผลงานหลายอย่างนี้ทำให้หยางเหวินฮุยหรือหยางเหรินซานได้ถูกยกย่องในจีนว่า”บิดาของชาวพุทธใหม่ในจีนฝ่ายฆราวาสหรือThe Father of the Modern Buddhist Renaissance”


ผมหรือyesterdayขอนำประวัติของหยางเหวินฮุยมาให้อ่านกันแบบย่อย่อเป็นภาษาอังกฤษนะครับเพื่อความรวดเร็วดังนี้คือ

Yang Wenhui (pinyin: Yáng Wénhùi; Wade–Giles: Yang Wenhui; 1837-1911) was a Chinese lay Buddhist reformer who has been called "The Father of the Modern Buddhist Renaissance". His courtesy name was Rénshān (仁山). He was a native of Shídài (石埭) county (modern Shítái 石台 county) in Anhui province.

While he was young he accompanied his father to live in Beijing, but the Taiping rebellion forced them to flee to the lower Yangtze delta. Although he studied the Confucian classics as a child, in 1862 he became interested in Buddhism after reading a copy of the Awakening of Faith in the Mahayana (大乘起信论 dàchéng qǐxìn lùn). In 1866 he moved to Nanjing to manage architectural engineering projects for the government, where his Buddhist beliefs were strengthened through contact with other lay Buddhists.

It was not long after that he and several friends raised money to establish the Jinling Sutra Publishing House (金陵刻经处 Jīnlíng kèjīng chù), Jinling being an old name for Nanjing. In 1878 he left China to visit England and France, bringing back several scientific instruments which he donated to researchers in China. During another trip to England he met the Japanese Buddhist Nanjo Bunyu (南条文雄) and started a correspondence with him. With Nanjō's help, Yang was able to import over 300 sutra texts from Japan that had been lost within China. In 1894 he worked with the British missionary Timothy Richard (李提摩太) to translate Awakening of Faith in the Mahayana into English.

Yang established the Zhiheng Monastery (祗洹精舍 zhīhéng jīngshè) in 1908 for teaching Buddhism on the site of his publishing house and wrote the textbooks himself. He invited the poet-monk Su Manshu to teach Sanskrit and English. Over twenty monks studied there, preparing to spread the Dharma. Unfortunately, due to financial trouble the school closed after only two years.

In 1910 he founded the Buddhist Research Society (佛学研究会 fóxúe yánjiù hùi) and served as its head. The lay Buddhist Ouyang Jian (欧阳渐) studied under Yang at this time, and after Yang's death in 1911 Ouyang would reestablish Yang's old publishing house and school as the Chinese Inner Studies College. Yang Wenhui had many students over his lifetime, including several well-known figures such as Zhang Taiyan, Tan Sitong, and Taixu.

From Wikipedia
     -----------------------------------------------------------
ประวัติย่อของหยางเหวินฮุยเพิ่มเติมคือ


Lay devotee Yang Renshan’s formal name was Yang Wenhui; Renshan was his courtesy name. He was a native of Shidai 石埭 county in Anhui province, today’s Shitai 石臺 county. He was born in the two-hour period chou 丑 [between one and three a.m.] on the sixteenth day of the eleventh lunar month of the seventeenth year of the Daoguang 道光 reign [13 December 1837] at the Yang-family Village 杨家村, some thirty li 里 [about ten miles] southwest of the county seat. The village lay at the foot of the Rangling Hills 穰嶺山. Beginning his schooling at age nine, he proved to be exceptionally intelligent.

Early in 1853 the Taiping rebel forces abandoned Wuchang 武昌 [the capital of Hubei province] to push eastward and broke through the defenses of Anqing 安慶 [the capital of neighboring Anhui province]. In fighting there, the governor of Anhui was killed, and rampaging soldiers left deep scars on the countryside. The entire Yang household, including about ten family members young and old [along with servants and attendants], led by their father [Yang Chizao 楊摛藻, 1800-1863, jinshi 進士 of 1838], known by his courtesy name Master Puan 樸庵先生, were forced to commence what would be ten years of wandering existence. They moved back and forth through Anhui, Jiangxi, Jiangsu, and Zhejiang, frequently encountering adversities. But in all such instances [the young] Yang Renshan’s military foresight was effective, and they evaded disaster. During those years Yang Renshan also took service under the military leaders Zhang Fei (張芾, 1814-1862, jinshi 1835) and Zhou Tianshou (周天受, d.1863).[2] Yang Renshan was noted for his courage in battle. He personally led other officers and soldiers, and on one occasion he attacked rebel agents in bloody combat. Though he was recommended for rewards and advancement, Yang firmly refused to accept…….
 
After the fighting came to an end [in 1864], Yang Renshan described in a poem the desolate scene at that time, showing that the cruelties of war and the sufferings of ordinary people affected him deeply. At the same time, the seeds of his subsequent studies of Buddhism were planted in his heart. In 1862, when the Taiping Rebellion’s armies gave up their hold on Anhui province, Yang Renshan was twenty-five years old. He led the Yang family back to Anhui, making their residence in Anqing, the provincial capital. There he made his first contacts with Buddhist teachings. A brief biography of Yang Renshan published in 1912 states, ‘Previously an elderly nun of unknown identity gave him a copy of the Diamond Sutra (金剛經; Vajracchedikā), which, on returning home, he opened and read. He felt it difficult to comprehend yet marvelously subtle. He carefully stored it away as something to be valued.[4] Subsequently in a book store in the Anhui provincial capital he bought a copy of Mahayana Treatise on the Awakening of Faith (大乘起信論; Mahāyānaśraddhotpāda śāstra), which he placed on his desk, but he found no time to time to look into it.

In 1864, when Yang Renshan was twenty-seven years old, exhausted from long years of stress, he had the misfortune to contract the plague and was sick for a long time. One biographical account has this record:
After his illness he took up various books but on getting into them found them to be of no interest. Then he read the Awakening of Faith 起信論 and could not put it aside. After reading through it five times, he began to discover its profound import, and from that time he widely sought out other Buddhist writings.[5]
From that time forward, lay devotee Yang Renshan was resolutely set on his course of formal Buddhist studies………………

In 1866 [following his father’s death in 1863, which made Yang Renshan the head of the family], Lay Devotee with his entire family moved to Nanjing. [Nanjing, since March of 1853 the Taiping Rebellion’s Heavenly Capital, had fallen to the Chinese imperial forces under the command of Zeng Guofan’s younger brother, Zeng Guoquan (1824-1890), on 19 July 1864, leaving a demolished city awaiting the vigorous reconstruction that commenced almost immediately. Yang went there on assignment from Zeng Guofan to supervise large, government building projects.] In that same year, the Lay Devotee’s first publication, Four Sutras of the Pure Land School 淨土四經 was produced there. The appearance of this book marked the establishment of the Jinling Kejingchu, the Nanjing Buddhist Press.[11]

The Jinling Buddhist Press is China’s first publisher in modern times to have been created and managed by private individuals for the purpose of engraving printing blocks, printing books from them, distributing those publications, and carrying on research, all in one unified Buddhist publishing institution. After the Jinling Buddhist Press was established, Buddhist publication activities also were established one after another at Rugao, Changshu, and Yangzhou [all in Jiangsu] and at Hangzhou [in Zhejiang].

In 1878, when Zeng Jize was appointed envoy plenipotentiary to England and France, he invited Yang Renshan to accompany him as counsellor at the new Chinese Legation in London and later in France. The following year, in London, he first made acquaintance with Nanjō Bunryū (南條文雄; 1849-1927), a Japanese scholar in Buddhist Studies (then studying at Oxford University); they became lifelong friends, maintaining thereafter a continuing close relationship. Lay Devotee entrusted Nanjō Bunryū to acquire in Japan and Korea writings by eminent past worthies of Sui and Tang times (sixth to tenth centuries) to send back to China, in all more than three hundred items. Among those were many that had long ceased to exist in China. Yang Renshan selected the most valuable of those to be engraved, printed, and circulated. In that way, he enabled important works of the Consciousness Only [唯識], Three Treatises [三論], Avatamsaka [華嚴, or ‘Garland Sutra’], Pure Land [淨土], and other schools of Buddhist teaching to again become known…………………….

In the summer of 1897, Yang Renshan’s mother died at the age of ninety-seven. After the family had emerged from mourning, he gathered his eldest son Yang Zixin, his second son Yang Zichao and his fifth son Yang Fuyan [i.e., all three of his surviving sons] to meet at Deep Willows Hall to tell them about his intention that they should set up separate households, in his desire to donate the entire property at Yanling Lane to the Jinling Buddhist Press to be its permanent place of operations…………..
ผมยกข้อมูลบางส่วนมาจาก https://chinaheritage.net/annual/the-hall-of-deep-willows-and-its-master/
      -------------------------------------------------------------------------------------------

รูปหล่อปั้นเพื่ออนุสรณ์ชาวพุทธชื่อหยางเหรินซานหรือหยางเหวินฮุยและรูปนี้มาจาก https://www.pusa123.com/pusa/news/fo/2017115636.shtml

สุดท้ายนี้เรื่องประวัติย่อของนายหยางเหวินฮุยผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของชาวพุทธใหม่ในจีนฝ่ายฆราวาส ผมหวังว่าทุกท่านคงชอบนะครับและความจริงตามหลักพุทธเถรวาทจะได้ว่านายหยางเหวินฮุยยังเป็นปุถุชนและยังต้องบำเพ็ญบารมีสิบทัศต่อไปอีกหลายชาติตามกฏแห่งกรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้แน่นอนครับและผมหรือyesterdayถือโอกาสนี้ขอออกความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับชาวพุทธทั่วไปว่าชาวพุทธที่ศรัทธาพระพุทธเจ้าสูงสุดก็สามารถสร้างความสามัคคีกันเพื่อต่อสู้ให้ชนะศาสนาอื่นและภาวะสูงสุดของศาสนาอื่นที่เป็นเพียงสังขารธรรมเท่านั้นตามความจริงได้อย่างแน่นอนครับ
     -----------------------------------------------------------------------------------
« Last Edit: June 23, 2020, 02:44:41 AM by yesterday »