Dhammakaya Forum

ศาสนาปรัชญา => ศาสนาปรัชญา => Topic started by: laichazeng on January 20, 2012, 01:49:45 AM

Title: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2012, 01:49:45 AM
วันนี้คือวันที่20 มกราคมพุทธศักราช2555(แบบอังกฤษสากล2012)ข้าพเจ้าชื่อนายชาณ์มัคค์(ชา)พงศ์พิทยานันต์หรือCHAMACA PONGPITYAFNAN ขอนอบน้อมสัทธาบูชาแด่พระพุทธและพระธรรมและพระสงฆ์และพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันผู้เป็นใหญ่สูงสุดในสามโลกและคณะสงฆ์ไทยอันมีมหาเถรสมาคมปกครองคณะสงฆ์ไทยเพื่อพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติไทยและหลวงพ่อสดจันทสโรและหลวงพ่อวีระคณุตตโมและหลวงพ่อเสริมชัยชยมังคโลและหลวงปู่มั่นภูริทัตโตและพระครูภาวนามงคลหรือหลวงพ่อวิวัฒน์กตวฑฺฒโนผู้อธิบายคำว่าชาณ์มัคค์ให้แก่ข้าพเจ้าเมื่อวันที่9มกราคม2555และหลวงปู่ทวดเป็นต้น
ข้าพเจ้าชาณ์มัคค์ขอแสดงงานเขียนที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าผ่านเว็ปไซด์วัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามราชบุรีที่ข้าพเจ้าใช้นามแฝงว่าlaichazengโดยงานเขียนส่วนตัวของข้าพเจ้านี้มี่ชื่อว่าทฤษฎีแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคเพื่ออธิบายข้อความของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เจ้าที่มีคำว่าอนัตตาทุกแห่งในพระไตรปิฏกเถรวาทไทยและคัมภีร์อรรถกถา ทฤษฎีนี้ต้องการแสดงความสอดคล้องกันตามจริงตลอดกาลว่าพระพุทธเจ้าไม่สามารถตรัสพุทธพจน์ตรงตรงว่าอนุปาทิเสสนิพพานเป็นอนัตตามีจริงได้เลยเพื่อให้แผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคตามทฤษฎีของข้าพเจ้าเป็นจริง ข้าพเจ้าขอแนะนำชื่อเรียกแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคเบื้องต้นก่อนเพื่อจะได้เรียกได้ง่ายง่ายเวลาแสดงแผนภาพแต่ละยุคที่ไม่เหมือนกันบางอย่างครับดังนี้
ยุคที่หนึ่งคือในช่วงพุทธกาล ข้าพเจ้าขอใช้ชื่อมาตรฐานเรียกแผนภาพว่าแผนภาพพิทยานันตะญาณ(PITYYAFNANTHAYAN)หรือPNYแผนภาพนี้เป็นแกนกลางหลักหรือหัวใจหลักของแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคเลยนะครับและแผนภาพนี้ใช้อธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ทั้งสามประโยคที่ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ได้โดยตรงทุกแห่งในพระไตรปิฏกเถรวาทครับและเป็นแผนภาพที่ข้าพเจ้าได้แสดงเผยแพร่ไว้นานแล้วครับแบบส่วนตัวครับ
ยุคที่สองคือในช่วงหลังพุทธกาลมีการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่สองของฝ่ายเถรวาท เกิดมีคัมภีร์ปริวารขึ้นมาในพระวินัย ข้าพเจ้าขอใช้ชื่อเรียกแผนภาพความคิดของพระสงฆ์ยุคนี้ว่าแผนภาพพิทยานันตะพงศะ(PITYYAFNANTHAPONGSA)หรือPNPเพื่ออธิบายข้อความในคัมภีร์ปริวารพระวินัยปิฎกที่แปลจากบาลีเป็นภาษาไทยได้สองอย่างคือนิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา กับ นิพพานที่เป็นบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา ผมเขียนแบบอ่านง่ายง่ายนะครับ โดยแผนภาพนี้ยังคงเป็นจริงได้ไม่ว่าจะแปลจากบาลีเป็นไทยด้วยวิธีใดเพื่อยืนยันว่าคัมภีร์ปริวารไม่ได้บอกว่าอนุปาทิเสสนิพพานเป็นอนัตตามีจริงได้เลยทำให้คัมภีร์ปริวารยังคงเดิมตามรอยของพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอนและเพื่อบอกว่าการแปลว่านิพพานที่เป็นบัญญัติหรือบัญญัติคือนิพพานวินิฉัยว่าเป็นอนัตตานั้นเป็นการแปลที่ถูกต้องครับทำนองนี้ครับ
ยุคที่สามคือในช่วงหลังพุทธกาล เกิดมีคัมภีร์อรรถกถาของพระอรรถกถาจารย์ฝ่ายสงฆ์เถรวาทขึ้นมาเพื่ออธิบายขยายความจากข้อความในพระไตรปิฏก ข้าพเจ้าขอใช้ชื่อเรียกแผนภาพความคิดโครงสร้างรูปลึกการขยายความพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ในพระไตรปิฏกของคัมภีร์อรรถกถาว่าแผนภาพพิทยานันตะชา(PITYYAFNANTHACHA)หรือPNC
แผนภาพความคิดของพระสงฆ์แต่ละยุคคือPNYและPNPและPNCทั้งสามแผนภาพนี้มีรายละเอียดไม่เหมือนกันบางอย่างแต่โดยรวมจะมีเป้าหมายสอดคล้องกันคือยืนยันว่าคัมภีร์พระไตรปิฏกและคัมภีร์อรรถกถาเห็นตรงกันว่าพระพุทธเจ้าไม่สามารถบอกพุทธพจน์ว่าอนุปาทิเสสนิพพานเป็นอนัตตามีจริงได้อย่างแน่นอน
ต่อไปนี้ข้าพเจ้าชาณ์มัคค์ขอแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมของแผนภาพความคิดของพระสงฆ์แต่ละยุคว่าแผนภาพเป็นอย่างไรและนำไปใช้ได้จริงอย่างไรแบบเข้าใจง่ายง่ายก่อนนะครับและใช้คัมภีร์พระไตรปิฏกและอรรถกถาภาษาไทยที่แปลจากบาลีแล้วนะครับมาอ้างอิงเพื่อไม่ให้ยาวเกินไปครับ ดังนี้
ยุคที่หนึ่งช่วงพุทธกาล มีแผนภาพพิทยานันตะญาณหรือPNYเพื่ออธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ในช่วงพุทธกาลที่ได้ถูกรักษาไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฏกเถรวาทไทยทั้งแบบภาษาบาลีและภาษาไทย
แผนภาพPNYนี้อธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ทุกแห่งในพระไตรปิฏกที่มีข้อความว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ได้โดยตรงเลยนะครับเช่นพุทธพจน์สามประโยคในอัคคุตตรนิกาย ติกนิบาตร อุปปาทสูตร(ธรรมนิยาม3)และภาษิตของพระอรหันต์ในจูฬนิทเทสและมหานิทเทสและปฏิสัมภิทามัคค์และขุททกนิกาย ธรรมบทข้อที่30และขุททกนิกาย เถรคาถา อัญญาโกณฑัญญเถรคาถา เป็นต้น
รูปแผนภาพพิทยานันตะญาณหรือPNY(มีเครื่องหมายเท่ากับหรือ= เพราะมีการใช้ธรรมทั้งปวงแทนสังขารทั้วงปวงได้เพื่อให้ประโยคเป็นจริงในการใช้ภาษาและสอดคล้องกับความจริงในธรรมชาติ)คือ

กลุ่มประโยคที่หนึ่ง(โครงสร้างรูปลึกหลัก)  =  กลุ่มประโยคที่สอง(โครงสร้างรูปลึกใช้แทนหลัก)
           สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                                           ธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง
            สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์                                          ธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์
          สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                                       ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
                    \________________________________________/
                                              I
                       เปรียบเทียบกลุ่มประโยคโครงสร้างรูปลึกที่ใช้แทนกันได้ในความคิด
                       และเลือกประโยคที่พอใจแสดงออกมา
                                               I
                                สังขารทั้วปวงไม่เที่ยง
                               สังขารทั้วปวงเป็นทุกข์
                               ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา(ลดเหลือสองประโยคหรือหนึ่งประโยคได้ด้วยครับ)
แผนภาพพิทยานันตะญาณมีข้อน่าสนใจอะไรบ้าง ข้าพเจ้าบอกได้ดังนี้คือ
1.1-แผนภาพนี้มีประโยคที่ว่าธรรมทั้วปวงไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาโดยประโยคนี้เป็นจริงได้ด้วยการให้คำว่าธรรมทั้วปวงมีเจตนาหมายเอาเพียงสังขารทั้งปวงเท่านั้นซึ่งตรงนี้เป็นวิธีง่ายง่ายถ้าเข้าใจหลักภาษาก็ทำได้ครับ
1.2-แผนภาพนี้บอกได้ว่านิพพานหมายเอาเพียงสอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นสามารถเป็นอนัตตาได้ด้วยเพราะสอุปาทิเสสนิพพานยังมีภาวะสังขารเหลืออยู่ด้วย
1.3-แผนภาพนี้แสดงให้เห็นชัดเจนตรงกับเหตุการณ์จริงว่าพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ไม่เคยเอาพุทธพจน์และภาษิตที่ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตามาใช้เป็นหลักใหญ่สุดในการตัดสินนิพพานหรืออสังขตะได้เลยตลอดพุทธกาล
1.4-แผนภาพนี้เป็นจริงได้ตลอดกาลเพราะพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เจ้าไม่สามารถบอกชัดเจนตรงตรงได้ตลอดกาลว่านิพพานเป็นอนัตตาและอนุปาทิเสสนิพพานหรืออสังขตะเป็นอนัตตาและสิ่งใดเที่ยงและบรมสุขต้องเป็นอนัตตา
1.5-ทำใมพระพุทธเจ้าใช้สองประโยคแรกว่าสังขาร
Title: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2012, 01:53:56 AM
1.5-ทำใมพระพุทธเจ้าใช้สองประโยคแรกว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงและทุกข์แต่ประโยคที่สามใช้คำว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา? ข้าพเจ้าบอกได้ว่าเพราะพระพุทธเจ้าต้องการให้ประโยคที่ว่าสังขารทั้วปวงไม่เที่ยงและทุกข์นั้นสามารถใช้ประโยคที่ว่าธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงและทุกข์แทนได้ในความคิดนั่นเอง
1.6-ทำใมพระพุทธเจ้าไม่ตรัสพุทธพจน์ตรงตรงว่าธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาเลย?
ข้าพเจ้าบอกได้ว่าเพราะพระพุทธเจ้าตรัสพุทธพจน์ตรงตรงชัดเจน2แบบอยู่แล้วคือแบบสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาผ่านกฏไตรลักษณ์ตรงตรงและแบบผสมแทนกันได้คือสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา พุทธพจน์ตรงตรงชัดเจน2แบบนี้ทำให้เราสามารถหาแผนภาพพิทยานันตะญาณได้และในที่สุดก็สามารถบอกโครงสร้างรูปลึกการใช้แทนกันได้ว่าธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา มีจริงได้โดยธรรมทั้งปวงใช้แทนสังขารทั้งปวงเท่านั้นได้ตลอดกาล
1.7-แผนภาพพิทยานันตะญาณหรือPNYบอกได้ว่าสามารถมีพุทธพจน์แบบสองประโยคได้ด้วยเช่นสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นต้นและพุทธพจน์แบบหนึ่งประโยคได้ด้วยเช่นธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นต้น
1.8-แผนภาพพิทยานันตะญาณยังสามารถอธิบายพุทธพจน์และภาษิตของพระอัสสชิเถระที่ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ในมัชฌิมนิกาย จูฬสัจจกะสูตรได้ด้วยดังนี้ผมขอแสดงแบบง่ายง่ายคือ
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                        =       ธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                             ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
(เน้นย้ำ)สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                  ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา(เน้นย้ำ)
           \__________________________________/
                          I
เปรียบเทียบในความคิดและเลื่อนเอาเน้นย้ำมาเป็นประโยคที่สองและแสดงออกมา
                          I
      สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
      สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(เน้นย้ำ)
      ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา


ยุคที่สองคือช่วงหลังพุทธกาล เกิดมีคัมภีร์ปริวารในพระวินัยปิฏก ข้าพเจ้าขอใช้แผนภาพพิทยานันตะพงศะหรือPNPเพื่อแสดงถึงประโยคที่สัมพันธ์กันในความคิดตามกฏไตรลักษณ์และประโยคลอยลอยในความคิดหนึ่งประโยคที่มาจากประโยคที่สัมพันธ์กันในความคิดตามกฏไตรลักษณ์นั้นเพื่อทำการเปรียบเทียบสองข้างโดยมีกฏไตรลักษณ์เป็นตัวกลางเปรียบเทียบสองข้างหลังเปรียบเทียบสองข้างแล้วทั้งสองข้างจะมีการผสมกันเพื่อแสดงออกมาเป็นกลุ่มประโยคที่ผสมกันได้นั่นเอง
แต่ว่าคัมภีร์ปริวารมีข้อความบาลีที่แปลเป็นภาษาไทยได้สองอย่าง ผมจึงขอใช้แผนภาพPNPอธิบายการแปลเป็นไทยได้สองอย่างนั้นคือ
อย่างแรกมีการแปลเป็นไทยได้ข้อความทำนองว่าสังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา นิพพานและบัญญัติเป็นอนัตตา วินิจฉัยมีดังนี้
สำหรับอย่างแรกนี้ มีแผนภาพพิทยานันตะพงศะหรือPNPแสดงได้ดังนี้
ประโยคสัมพันธ์กันตามไตรลักษณ์และลอยลอย                     ประโยคสัมพันธ์กันตามไตรลักษณ์และลอยลอย
(สัมพันธ์)สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                                                    (สัมพันธ์)นิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าไม่เที่ยง
(สัมพันธ์)สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์                                                     (สัมพันธ์)นิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นทุกข์
(สัมพันธ์)สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                                                  (สัมพันธ์)นิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา
(ลอยลอย)สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                                                 (ลอยลอย)นิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา
              \__________________________________________________________/
                                                I
เปรียบเทียบประโยคสัมพันธ์และประโยคลอยลอยทั้งสองข้างในความคิด
โดยมีคำว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาเป็นตัวกลางเปรียบเทียบแล้วเลือกผสมแสดงออกมา
                                              I
                             สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง(สัมพันธ์)
                               สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์(สัมพันธ์)
                               สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(สัมพันธ์และลอยลอย)
                                นิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา(สัมพันธ์และลอยลอย)
Title: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2012, 01:58:44 AM
แผนภาพPNPอธิบายอะไรบ้างถ้าแปลไทยได้ว่านิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา?
2.1-โครงสร้างรูปลึกที่ว่านิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ประโยคนี้เป็นจริงได้ก็เพราะคำว่านิพพาน ต้องมีเจตนาหมายเอาเพียงสอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นโดยเน้นตรงส่วนที่สอุปาทิเสสนิพพานยังมีสังขารเหลืออยู่ครับ
2.2-แผนภาพนี้ไม่มีเครื่องหมายเท่ากับหรือ= ก็เพราะว่าประโยคที่สัมพันธ์กันตามกฏไตรลักษณ์ในความคิดนั้นข้างหนึ่งที่มีคำว่านิพพานและบัญญัตินั้นไม่ได้มีเจตนาเพื่อใช้เป็นคำแทนสังขารทั้งปวงได้อย่างมั่นใจแต่ก็ยังสามารถเปรียบเทียบแล้วผสมกันได้เพราะมีคำว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาเป็นตัวกลางในการเปรียบเทียบก่อนแล้วผสมกันได้
2.3-แผนภาพPNPแสดงให้เห็นว่าประโยคลอยลอยต้องมาจากประโยคที่มีหลักการความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจนตามธรรมชาติโดยมีพุทธพจน์รับรองด้วย พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านก็รอบคอบมากในเวลาที่ท่านจะบอกสอนธรรมอะไรก็ตามท่านจะบอกหลักการความสัมพันธ์อย่างชัดเจนไว้ด้วยเสมอเพื่อใช้ตรวจสอบได้อย่างยุติธรรมตรงไปตรงมาต่อความจริง
2.4-แผนภาพนี้บอกเราว่ากลุ่มประโยคที่ผสมกันนั้นมีนิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตาอยู่ในสถานะสองแบบคือแบบประโยคที่สัมพันธ์กันตามกฏไตรลักษณ์ในความคิดและแบบประโยคลอยลอยในความคิดได้ด้วย ดังนั้นนิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตาต้องสัมพันธ์กับนิพพานและบัญญัติวินิฉัยว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ด้วยเสมอโดยปริยายในความคิดและคำว่านิพพานย่อมหมายเอาเพียงสอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นเป็นอนัตตาเพื่อให้ประโยควินิจฉัยได้ตรงตามความเป็นจริง
2.5-ทำใมนิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตาต้องอยู่ในสถานะสองแบบคือประโยคสัมพันธ์ตามกฏไตรลักษณ์ในความคิดและประโยคลอยลอยได้ในความคิด?
ข้าพเจ้าบอกได้ว่าเพราะคัมภีร์ปริวารแสดงหลักการชัดเจนกำกับมาด้วยคือข้างหนึ่งที่มีประโยคที่ว่าสังขารทั้งปวงเป็นอนัตตานั้นได้มีสถานะสองแบบคือประโยคสัมพันธ์กันตามกฏไตรลักษณ์ในความคิดและประโยคลอยลอยได้ในความคิด  ทำให้อีกข้างหนึ่งต้องมีด้วยเพื่อเปรียบเทียบกันได้แล้วเลือกผสมกันได้ครับ
2.6-แผนภาพPNPนี้เป็นจริงได้เพราะพระพุทธเจ้าและคัมภีร์ปริวารไม่มีการแสดงข้อความชัดเจนตรงตรงได้ตลอดกาลว่าอนุปาทิเสสนิพพานหรืออสังขตธรรมเป็นอนัตตาและสิ่งใดเที่ยงและบรมสุขย่อมต้องเป็นอนัตตา
อย่างที่สองการแปลข้อความเป็นไทยได้ว่า สังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา นิพพานที่เป็นบัญญัติ(บัญญัติคือนิพพาน)วินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา สำหรับอย่างที่สองนี้แผนภาพพิทยานันตะพงศะหรือPNPสามารถแสดงได้ดังนี้
ประโยคสัมพันธ์กันตามไตรลักษณ์และลอยลอย                    ประโยคสัมพันธ์กันตามไตรลักษณ์และลอยลอย
(สัมพันธ์)สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                                                   (สัมพันธ์)นิพพานที่เป็นบัญญัติวินิจฉัยว่าไม่เที่ยง
(สัมพันธ์)สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์                                                   (สัมพันธ์)นิพพานที่เป็นบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นทุกข์
(สัมพันธ์)สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                                                (สัมพันธ์)นิพพานที่เป็นบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา
(ลอยลอย)สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                                             (ลอยลอย)นิพพานที่เป็นบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา
              \__________________________________________________________/
                                                I
เปรียบเทียบประโยคสัมพันธ์และประโยคลอยลอยทั้งสองข้างในความคิด
โดยมีคำว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาเป็นตัวกลางเปรียบเทียบแล้วเลือกผสมแสดงออกมา
                                              I
                             สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง(สัมพันธ์)
                               สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์(สัมพันธ์)
                               สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(สัมพันธ์และลอยลอย)
                                นิพพานที่เป็นบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา(สัมพันธ์และลอยลอย)

แผนภาพPNPอธิบายอะไรได้บ้างถ้าแปลว่านิพพานที่เป็นบัญญัติหรือบัญญัติคือนิพพานวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา?
2.7-ประโยคโครงสร้างรูปลึกที่ว่านิพพานที่เป็นบัญญัติ(บัญญํติคือนิพพาน)วินิจฉัยว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาเป็นประโยคที่แสดงความจริงได้ถูกต้องมากที่สุดครับโดยเฉพาะนิพพานที่เป็นบัญญัตินั้นมีอยู่ในภาวะของโคตรภูบุคคลได้ครับและคำว่านิพพานที่เป็นบัญญัติ(บัญญัติคือนิพพาน)ก็แปลถูกต้องตรงตามหลักไวยกรณ์บาลีและตรงตามอรรถกถาวินัยภาคสามด้วยครับ
2.8-แผนภาพนี้ไม่มีเครื่องหมายเท่ากับหรือ= แต่ก็ยังสามารถเปรียบเทียบแล้วผสมกันได้โดยมีคำว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาเป็นตัวกลางในการเปรียบเทียบได้ครับ
2.9-แผนภาพนี้แสดงให้เห็นว่าประโยคลอยลอยในความคิดต้องมาจากกการมีประโยคสัมพันธ์กันตามธรรมชาติของกฏไตรลักษณ์รองรับไว้อย่างชัดเจนด้วยเพื่อตรวจสอบความจริงได้อย่างยุติธรรมตรงตรง
2.10-แผนภาพนี้บอกว่าประโยคที่ว่านิพพานที่เป็นบัญญัติ(บัญญัติคือนิพพาน)วินิจฉัยว่าเป็นอนัตตามีสถานะสองแบบคือแบบประโยคสัมพันธ์กันตามกฏไตรลักษณ์ในความคิดและแบบประโยคลอยลอยได้ในความคิดด้วย สอดคล้องกับ ประโยคที่ว่าสังขารทั้งปวงเป็นอนัตตาที่มีสถานะสองแบบเช่นกันคือแบบประโยคสัมพันธ์กันตามกฏไตรลักษณ์ในความคิดและแบบประโยคลอยลอยได้ในความคิดด้วย
2.11-แผนภาพนี้เป็นจริงได้ในการใช้ภาษาและสอดคล้องตรงกับความเป็นจริงได้เพราะพระพุทธเจ้าและคัมภีร์ปริวารไม่สามารถบอกตรงตรงชัดเจนได้ว่าอนุปาทิเสสนิพพานหรืออสังขตธรรมเป็นอนัตตาและสิ่งใดเที่ยงและบรมสุขย่อมต้องเป็นอนัตตา
Title: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2012, 02:01:57 AM
ยุคที่สาม ช่วงหลังพุทธกาลและเกิดมีคัมภีร์อรรถกถาของพระอรรถกถาจารย์ ข้าพเจ้าขอใช้แผนภาพพิทยานันตะชาหรือPNCเพื่อแสดงถึงโครงสร้างรูปลึกในการขยายความพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ในพระไตรปิฏกของคัมภีร์อรรถกถาของพระอรรถกถาจารย์ฝ่ายสงฆ์เถรวาท ดังนี้
พระอรรถกถาจารย์มีการขยายความพุทธพจน์ด้วยข้อความต่างต่างกันเพื่อให้มองเห็นหลายหลายแง่มุมและเพื่อแสดงให้เห็นว่าแม้มีการขยายความด้วยคำแตกต่างกันแต่จิตใจความคิดของพระอรรถกถาจารย์ทุกท่านก็มีวัตถุประสงค์เป้าหมายและการคิดเหมือนกันเปรียบเหมือนคนคนเดียวกันทำคัมภีร์อรรถกถาขึ้นมาอย่างมีเอกภาพและเข้มแข็งและรอบคอบ นั่นคือพระอรรถกถาจารย์มีเอกภาพว่าพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ในพระไตรปิฏกเถรวาทไม่มีการบอกตรงตรงชัดเจนได้ว่าอนุปาทิเสสนิพพานหรืออสังขตธรรมเป็นอนัตตาและสิ่งใดเที่ยงและบรมสุขย่อมต้องเป็นอนัตตา นี่สอดคล้องกับแผนภาพพิทยานันตะญาณหรือPNYด้วย ดังนั้นการขยายความของพระอรรถกถาจารย์ต้องไม่มีการขยายความได้ว่าอนุปาทิเสสนิพพานเป็นอนัตตา
พระอรรถกถาจารย์ทุกท่านเข้าใจโครงสร้างรูปลึกทั้งหมดในการขยายความพุทธพจน์และภาษิตของพระอรหันต์ในพระไตรปิฏกได้เท่าเท่ากันเพียงแต่พระอรรถกถาจารย์แต่ละท่านมีความพอใจในการแสดงออกมาได้ไม่เหมือนกันเช่นใช้คำหรือข้อความไม่เหมือนกันในการอธิบายไว้ในคัมภีร์อรรถกถาเป็นต้น
โดยทั่วไปพระอรถถกถาจารย์มีวิธีการขยายความพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ในพระไตรปิฏกเรื่องสามประโยคที่ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาได้สี่แบบทั่วไปคือขยายความว่าพระพุทธเจ้าประสงค์เอาแต่ขันธ์ห้าเท่านั้นและขยายความว่าพระพุทธเจ้าตรัสรวมนิพพานด้วยและขยายความว่าเป็นไปในภูมิสามและขยายความว่าเป็นไปในภูมิสี่
แม้พระอรรถกถาจารย์มีข้อความขยายความต่างต่างกันได้4แบบโดยทั่วไป  พระอรรถกถาจารย์ก็มีวิธีจับคู่การขยายความต่างต่างกันนั้นเป็นสองกลุ่มใหญ่ขึ้นอีกที่มีความหมายเท่าเทียมพอพอกันคือกลุ่มใหญ่ขึ้นอีกที่มีการขยายความว่าพระพุทธเจ้าหมายเอาแต่ขันธ์ห้าเท่านั้นจับคู่กับการขยายความว่าพระพุทธเจ้าตรัสรวมนิพพานด้วยย่อมมีความหมายเท่าเทียมพอพอกันกับกลุ่มใหญ่ขึ้นอีกทที่มีการขยายความว่าเป็นไปในภูมิสามจับคู่กับการขยายความว่าเป็นไปในภูมิสี่ จากนั้นพระอรรถกถาจารย์ก็จะทำให้ภายในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นอีกที่มีการขยายความว่าพระพุทธเจ้าหมายเอาแต่ขันธ์ห้าเท่านั้นจับคู่กับพระพุทธเจ้าตรัสรวมนิพพานด้วยนั้นมีการผสมรวมกันเหลือเป็นสามประโยคที่ผสมกันตามความพอใจแล้วมีความหมายเท่าเทียมพอพอกันกับสามประโยคผสมกันตามความพอใจที่มาจากกลุ่มใหญ่ขึ้นอีกที่มีการขยายความว่าเป็นไปในภูมิสามจับคู่กับการขยายความว่าเป็นไปในภูมิสี่ หลังจากนั้นพระอรรถกถาจารย์ก็จะเอาสามประโยคที่ผสมกันที่มาจากกลุ่มใหญ่ขึ้นอีกที่ได้จับคู่กันแล้วนั้นไปใช้เขียนอธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ในพระไตรปิฏกได้อีกหลายแบบด้วยตามการแสดงออกมาเป็นข้อความที่ได้ถูกแสดงไว้ในคัมภีร์อรรถกถานั้นครับ
ผมมีแผนภาพโครงสร้างรูปลึกการขยายความพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ในพระไตรปิฏกของพระอรรถกถาจารย์ แผนภาพนี้ผมให้ชื่อว่าแผนภาพพิทยานันตะชาหรือPNC แผนภาพPNCนี้มีการใช้เครื่องหมายเท่ากับหรือ= เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่ากลุ่มใหญ่ขึ้นอีกที่มีกลุ่มย่อยการขยายความได้จับคู่กันทั้งสองกลุ่มใหญ่ขึ้นอีกนั้นมีความหมายเท่าเทียมกันพอพอกันและผมขอย่อคำให้สั้นเพื่อให้เขียนประโยคในแผนภาพได้ง่ายครับ แสดงรูปแผนภาพได้ดังนี้
[ขยายความเอาแต่ขันธ์ห้า    จับคู่       ขยายความรวมนิพพาน]     =     [ขยายความในภูมิ4   จับคู่    ขยายความในภูมิ3]
Mสังขารทั้งปวงแค่ขันธ์ห้า                 สังขารทั้งปวงรวมนิพพาน           สังขารทั้งปวงในภูมิ4            Nสังขารทั้งปวงในภูมิ3
     ไม่เที่ยง                                        ไม่เที่ยง                                ไม่เที่ยง                              ไม่เที่ยง
Hสังขารทั้งปวงแค่ขันธ์ห้า                 สังขารทั้งปวงรวมนิพพาน           สังขารทั้งปวงในภูมิ4            Vสังขารทั้งปวงในภูมิ3
     เป็นทุกข์                                        เป็นทุกข์                                เป็นทุกข์                              เป็นทุกข์
สังขารทั้งปวงแค่ขันธ์ห้า                     สังขารทั้งปวงรวมนิพพาน           สังขารทั้งปวงในภูมิ4           สังขารทั้งปวงในภูมิ3
     เป็นอนัตตา                                        เป็นอนัตตา                          เป็นอนัตตา                            เป็นอนัตตา
ธรรมทั้งปวงแค่ขันธ์ห้า                        ธรรมทั้งปวงรวมนิพพาน              ธรรมทั้งปวงในภูมิ4            ธรรมทั้งปวงในภูมิ3
     ไม่เที่ยง                                        ไม่เที่ยง                                ไม่เที่ยง                              ไม่เที่ยง
ธรรมทั้งปวงแค่ขันธ์ห้า                        ธรรมทั้งปวงรวมนิพพาน               ธรรมทั้งปวงในภูมิ4            ธรรมทั้งปวงในภูมิ3
     เป็นทุกข์                                        เป็นทุกข์                                เป็นทุกข์                              เป็นทุกข์
Kธรรมทั้งปวงแค่ขันธ์ห้า                      Xธรรมทั้งปวงรวมนิพพาน             Fธรรมทั้งปวงในภูมิ4          Bธรรมทั้งปวงในภูมิ3
     เป็นอนัตตา                                        เป็นอนัตตา                              เป็นอนัตตา                       เป็นอนัตตา
            \_____________________________/                                                     \____________________/
                           I                                                                                                I
          เลือกผสมกันเป็นกลุ่มย่อยสามประโยค                                                     เลือกผสมกันเป็นกลุ่มย่อยสามประโยค
          ที่ผสมกันแล้วใช้อธิบายขยายความได้                                                       ที่ผสมกันแล้วใช้อธิบายขยายความได้
                         I                                                                                                     I
            Mสังขารทั้งปวงแค่ขันธ์ห้าไม่เที่ยง                                                                Nสังขารทั้งปวงในภูมิ3ไม่เที่ยง
            Hสังขารทั้งปวงแค่ขันธ์ห้าเป็นทุกข์                                                               Vสังขารทั้งปวงในภูมิ3เป็นทุกข์
            Xธรรมทั้งปวงรวมนิพพานเป็นอนัตตา                                                            Fธรรมทั้งปวงในภูมิ4เป็นอนัตตา
             
จากแผนภาพพิทยานันตะชาหรือแผนภาพPNCนี้มีการทำเหลือกลุ่มย่อยสามประโยคที่ผสมกันจะเห็นได้ว่ากลุ่มย่อยสามประโยคที่ผสมกันแบบMHX =กลุ่มย่อยสามประโยคที่ผสมกันแบบNVFได้ด้วยโดยเครื่องหมายเท่ากับหรือ= ยังคงหมายถึงการมีความหมายเท่าเทียมกันพอพอกันของกลุ่มผสมแบบMHXกับกลุ่มผสมแบบNVFด้วยนะครับ
Title: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2012, 02:09:11 AM
  จากคัมภีร์อรรถกถาของคณะสงฆ์เถรวาทไทย ข้าพเจ้าเห็นว่าคัมภีร์อรรถกถามีการแสดงข้อความสอดคล้องกับแผนภาพพิทยานันตะชาหรือแผนภาพPNCโดยสรุปรวมได้ 4 แบบคือ
3.1แบบที่1คือการสอดคล้องกันแบบมีข้อความMHKหรือสังขารทั้งปวงพระพุทธเจ้าหมายเอาขันธ์ห้าเท่านั้นไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงพระพุทธเจ้าหมายเอาขันธ์ห้าเท่านั้นเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงพระพุทธเจ้าหมายเอาขันธ์ห้าเท่านั้นเป็นอนัตตา  ข้อความแบบMHKนี้แผนภาพพิทยานันตะชาอธิบายว่าการที่คัมภีร์อรรถกถามีข้อความตามแบบMHKนี้ พระอรรถกถาจารย์ต้องการบอกว่าธรรมทั้งปวงพระพุทธเจ้าหมายเอาขันธ์ห้าเท่านั้นเป็นอนัตตา มาจากการมีโครงสร้างรูปลึกการขยายความคือธรรมทั้งปวงพระพุทธเจ้าหมายเอาขันธ์ห้าเท่านั้นไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตานั่นเอง ข้อความแบบMHKนี้เรายังสามารถบอกได้ว่ามาจากวิธีตามแผนภาพPNYหรือแผนภาพพิทยานันตะญาณได้ด้วย
ตัวอย่างของคัมภีร์อรรถกถาที่มีข้อความตามแบบMHKนี้คือธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท มรรควรรควรรณนา  เรื่องภิกษุ 500 รูปอื่นอีก มีเนื้อความว่า
 ๒. เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปอื่นอีก [๒๐๕]               
               ข้อความเบื้องต้น               
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ๕๐๐ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "สพฺเพ สงฺขารา" เป็นต้น.

               ภิกษุเรียนกัมมัฏฐาน               
               ดังได้สดับมา ภิกษุเหล่านั้นเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว แม้พากเพียรพยายามอยู่ในป่า ก็ไม่บรรลุพระอรหัต จึงคิดว่า "เราจักเรียนกัมมัฏฐานให้วิเศษ" ดังนี้แล้ว ได้ไปสู่สำนักพระศาสดา.

               ทางแห่งความหมดจด               
               พระศาสดาทรงพิจารณาว่า "กัมมัฏฐานอะไรหนอแล เป็นที่สบายของภิกษุเหล่านี้?" จึงทรงดำริว่า "ภิกษุเหล่านี้ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป ตามประกอบแล้วในอนิจจลักษณะ สิ้นสองหมื่นปี, เพราะฉะนั้น การแสดงคาถาด้วยอนิจจลักษณะนั้นแลแก่เธอทั้งหลาย สัก ๑ คาถาย่อมควร" ดังนี้แล้ว
               ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย สังขารแม้ทั้งปวงในภพทั้งหลายมีกามภพเป็นต้น เป็นสภาพไม่เที่ยงเลย เพราะอรรถว่ามีแล้วไม่มี"
               ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
                         ๒.     สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ        ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
                             อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข        เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.
                             เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า 'สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง'
                             เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์, ความหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทาง
                             แห่งความหมดจด.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น หลายบทว่า สพฺเพ สงฺขารา เป็นต้น ความว่า เมื่อใดบัณฑิตย่อมเห็นด้วยวิปัสสนาปัญญาว่า "ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วในภพทั้งหลายมีกามภพเป็นต้น ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะต้องดับในภพนั้นๆ เอง" เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์อันเนื่องด้วยการบริหารขันธ์นี้, เมื่อหน่ายย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งกิจ มีการกำหนดรู้ทุกข์เป็นต้น.
               บาทพระคาถาว่า เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ความว่า ความหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด คือแห่งความผ่องแผ้ว.
               ในเวลาจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นตั้งอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว.
               เทศนาได้สำเร็จประโยชน์แม้แก่บริษัทที่ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.

               เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปอื่นอีก จบ.               

               แม้ในพระคาถาที่ ๒ เรื่องก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
               ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความที่ ภิกษุเหล่านั้นทำความเพียรในอันกำหนดสังขารโดยความเป็นทุกข์แล้ว
               ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ขันธ์แม้ทั้งปวงเป็นทุกข์แท้ เพราะอรรถว่าถูกทุกข์บีบคั้น"
               ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
                                สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ        ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
                             อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข        เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.
                             เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า 'สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์'
                             เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์, ความหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทาง
                             แห่งความหมดจด.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขา ความว่า ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าถูกทุกข์บีบคั้น.
               บทที่เหลือ ก็เช่นกับบทอันมีในก่อนนั่นแล.
               แม้ในพระคาถาที่ ๓ ก็มีนัยเช่นนั้นเหมือนกัน.
               ก็ในพระคาถาที่ ๓ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความที่ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ตามประกอบแล้วในอันกำหนดสังขาร โดยความเป็นอนัตตา ในกาลก่อนอย่างสิ้นเชิงแล้ว
               ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ขันธ์แม้ทั้งปวงเป็นอนัตตาแท้ เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ"
               ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
                                สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ        ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
                             อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข        เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.
                             เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า ‘ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา’
                             เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์, ความหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทาง
                             แห่งความหมดจด.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า สพฺเพ ธมฺมา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาขันธ์ ๕ นี้เอง.
               บทว่า อนตฺตา ความว่า ชื่อว่า อนัตตา คือว่างเปล่า ไม่มีเจ้าของ ได้แก่ไม่มีอิสระ เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ เพราะใครๆ ไม่อาจให้เป็นไปในอำนาจว่า "ธรรมทั้งปวงจงอย่าแก่ จงอย่าตาย."
               บทที่เหลือ ก็เช่นกับบทที่มีแล้วในก่อนนั่นเอง ดังนี้แล.

               เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปอื่นอีก จบ.               
               -------------------------------               
3.2แบบที่2คือการสอดคล้องกันแบบมีข้อความMHXหรือสังขารทั้งปวงพระพุทธเจ้าหมายเอาขันธ์ห้าเท่านั้นไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงพระพุทธเจ้าหมายเอาขันธ์ห้าเท่านั้นเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงพระพุทธเจ้าตรัสรวมนิพพานด้วยเป็นอนัตตา  ข้อความแบบMHXนี้แผนภาพพิทยานันตะชาอธิบายว่าการที่คัมภีร์อรรถกถามีข้อความตามแบบMHXนี้ พระอรรถกถาจารย์ต้องการบอกว่าธรรมทั้งปวงพระพุทธเจ้าตรัสรวมนิพพานด้วยเป็นอนัตตา มาจากการมีโครงสร้างรูปลึกการขยายความคือธรรมทั้งปวงพระพุทธเจ้าตรัสรวมนิพพานด้วยไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตานั่นเอง โดยธรรมมีเจตนาแทนสังขารและนิพพานมีเจตนาหมายเอาเพียงสอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้น นี่ทำให้ประโยคเป็นจริงได้ตามธรรมชาติของกฏไตรลักษณ์นั่นเอง
ตัวอย่างของคัมภีร์อรรถกถาที่มีข้อความตามแบบMHXนี้คือสัทธัมมัปปกาสินี ปฏิสัมภิทามัคคอัฏฐกถา
อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สุตมยญาณกถา   มีเนื้อความว่า...........
อัสสาสะปัสสาสะ - ลมหายใจเข้าออก ย่อมตกแต่งกาย ฉะนั้น จึงชื่อว่ากายสังขาร.
               สัญญาด้วย เวทนาด้วย ย่อมตกแต่งจิต ฉะนั้น จึงชื่อว่าจิตตสังขาร.
               แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอาสังขตสังขาร.
               ชื่อว่า อนิจจา - ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี.
               ชื่อว่า ทุกขา - เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าเบียดเบียน.
               คำว่า สพฺเพ ธมฺมา - ธรรมทั้งปวง ท่านกล่าวรวมเอาพระนิพพานเข้าไว้ด้วย. ชื่อว่าอนัตตา เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ.
3.3แบบที่3คือการสอดคล้องกันแบบมีข้อความNVBหรือสังขารทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิสามเท่านั้นไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิสามเท่านั้นเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิสามเท่านั้นเป็นอนัตตา  ข้อความแบบNVBนี้แผนภาพพิทยานันตะชาอธิบายว่าการที่คัมภีร์อรรถกถามีข้อความตามแบบNVBนี้ พระอรรถกถาจารย์ต้องการบอกว่าธรรมทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิสามเท่านั้นเป็นอนัตตา มาจากการมีโครงสร้างรูปลึกการขยายความคือธรรมทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิสามเท่านั้นไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตานั่นเอง ข้อความแบบNVBนี้เรายังสามารถบอกได้ว่ามาจากวิธีตามแผนภาพPNYหรือแผนภาพพิทยานันตะญาณได้ด้วย
ตัวอย่างของคัมภีร์อรรถกถาที่มีข้อความตามแบบNVBนี้คือปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา
อรรถกถาโสฬสกนิบาต อัญญาโกณฑัญญเถรคาถา มีเนื้อความว่า..............................................................
 จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า
                                   เมื่อใด พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า
                         สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้นพระอริยสาวกนั้นย่อมหน่าย
                         ในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด เมื่อใดพระอริยสาวก
                         พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้น
                         พระอริยสาวกย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมด
                         จด เมื่อใดพระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรม
                         ทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นพระอริยสาวกนั้นย่อมหน่ายใน
                         ทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพ สงฺขารา ได้แก่ ขันธ์ทั้ง ๕ อันเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมดอันสงเคราะห์ด้วยอารมณ์ ๖.
               บทว่า อนิจฺจา ความว่า เมื่อใดพระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะมีเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด เพราะมีความไม่เที่ยงเป็นที่สุด เพราะเป็นไปในกาลชั่วคราว เพราะแตกไปในที่นั้นๆ.
               บทว่า อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข ความว่า เมื่อนั้นพระอริยสาวกนั้นย่อมเบื่อหน่ายในวัฏทุกข์ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมแทงตลอดสัจจะ โดยวิธีกำหนดรู้ทุกข์เป็นต้น.
               บทว่า เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ความว่า วิปัสสนาวิธีที่กล่าวแล้วนั้น ย่อมเป็นทางคือเป็นอุบายเครื่องบรรลุญาณทัสสนวิสุทธิและอัจจันตวิสุทธิ ความหมดจดโดยส่วนเดียว.
               บทว่า ทุกฺขา ความว่า ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นไปกับด้วยภัยเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะถูกความเกิดขึ้นและดับไปบีบคั้นเสมอ เพราะทนได้ยาก และเพราะขัดต่อสุข.
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
               บทว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ความว่า ธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๔ แม้ทั้งหมดเป็นอนัตตา แต่ในที่นี้ควรถือเอาเฉพาะธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓
               จริงอยู่ ธรรมเหล่านั้นพึงพิจารณาเห็นว่าเป็นสุญญตะ ว่างเปล่า เพราะไม่มีแก่นสาร เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ และชื่อว่าเป็นอนัตตา เพราะปฏิเสธอัตตา.
               คำที่เหลือเช่นกับคำมีในก่อนนั่นแล.
3.4แบบที่4คือการสอดคล้องกันแบบมีข้อความNVFหรือสังขารทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิสามเท่านั้นไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิสามเท่านั้นเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิสี่เป็นอนัตตา  ข้อความแบบNVFนี้แผนภาพพิทยานันตะชาอธิบายว่าการที่คัมภีร์อรรถกถามีข้อความตามแบบNVFนี้ พระอรรถกถาจารย์ต้องการบอกว่าธรรมทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิสี่เป็นอนัตตา มาจากการมีโครงสร้างรูปลึกการขยายความคือธรรมทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิสี่ไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตานั่นเอง โดยธรรมแทนสังขารและสังขารที่เป็นไปในภูมิสี่คือสังขารที่ยังเหลืออยู่ในภาวะสอุปาทิเสสนิพพานนั่นเองโดยอย่างสูงสุดหมายเอาได้เพียงว่าสอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นเป็นอนัตตาได้นั่นเองเพราะยังมีส่วนแห่งสังขารเหลืออยู่
ตัวอย่างของคัมภีร์อรรถกถาที่มีข้อความตามแบบNVFนี้คือสารัตถปกาสินี อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์ เถรวรรคที่ ๔ ฉันนสูตร ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ     มีเนื้อความว่า ................
เมื่อ (พระฉันนะ) ถูกลงพรหมทัณฑ์แล้ว ท่านก็เกิดความเร่าร้อนจนสลบล้มลง ครั้นรู้สึกตัวขึ้นมาอีกจึงลุกขึ้นไปยังสำนักภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นก็ไม่ยอมพูดจาอะไรกับท่าน. ท่านได้ไปยังสำนักภิกษุรูปอื่น แม้ภิกษุรูปนั้นก็มิได้พูด (อะไรกับท่าน) รวมความว่า ท่านท่องเที่ยวไปจนทั่ววัดอย่างนี้ แล้วก็เกิดเบื่อหน่ายจึงถือบาตรและจีวรไปยังเมืองพาราณสี เกิดความสังเวชจึงไปในวิหารหลังนั้นๆ แล้วได้กล่าวอย่างนี้.
               บทว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ความว่า สังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมดไม่เที่ยง.
               บทว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ความว่า ธรรมทั้งหลายที่เป็นไปในภูมิ ๔ ทั้งหมด เป็นอนัตตา.
               ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เมื่อจะโอวาทพระเถระ จึงบอกลักษณะ ๒ คือ อนิจจลักษณะ อนัตตลักษณะ แต่ไม่บอกถึงทุกขลักษณะ ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.
               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ถ้าว่า เมื่อเราทั้งหลายบัญญัติทุกขลักษณะ ภิกษุนี้ (ฉันนะภิกษุ) จะพึงถือฟั่นเฝือไปว่า รูปเป็นทุกข์ ฯลฯ วิญญาณเป็นทุกข์ มรรคเป็นทุกข์ ผลเป็นทุกข์ ดังนั้นท่านทั้งหลายชื่อว่าเป็นภิกษุผู้ตกทุกข์ด้วย เราทั้งหลายจักบอกไม่ให้เป็นโทษแก่เธอโดยประการที่เธอไม่สามารถจะยึดถือ ฟั่นเฝือได้ ภิกษุเหล่านั้นจึงได้บอกสองลักษณะเท่านั้น. (ปาฐะว่า ปตฺโต ฉบับพม่าเป็น มคฺโค แปลตามฉบับพม่า)
การแสดงข้อความสอดคล้องกันของแผนภาพPNCกับคัมภีร์อรรถกถาทั้ง 4 แบบนี้คือการเลือกกลุ่มประโยคผสมกันที่ได้แสดงออกมาจากแผนภาพPNCที่แสดงถึงโครงสร้างรูปลึกการขยายความพระไตรปิฏกของพระอรรถกถาจารย์นั่นเองและสัญลักษณ์กลุ่มประโยคผสม 4 แบบที่เขียนไว้ว่าMHK , MHX,  NVB และNVF
นี้ สัญลักษณ์เหล่านี้ทำไว้เพื่อบอกว่าเป็นกลุ่มย่อยสามประโยคผสมกันที่ได้แสดงออกมาได้นั้นมันสอดคล้องกับข้อความในคัมภีร์อรรถกถาได้จริงนั่นเองและการเข้าใจแผนภาพPNCได้ดีขึ้นต้องเข้าใจแผนภาพPNYที่อธิบายข้อความในพระไตรปิฏกจากช่วงพุทธกาลได้โดยตรงเลยมาก่อน
-แผนภาพPNCเป็นจริงได้เพราะในช่วงพุทธกาลพระพุทธเจ้าไม่สามารถตรัสตรงตรงได้ว่าอนุปาทิเสสนิพพานหรือ อสังขตธรรมเป็นอนัตตาและคัมภีร์อรรถกถาเองก็ไม่มีแห่งใดเขียนข้อความได้ว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสพุทธพจน์ตรงตรงว่าอนุปาทิเสสนิพพานหรือ อสังขตธรรมเป็นอนัตตา
ตอนนี้งานเขียนส่วนตัวของผมชื่อทฤษฎีแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคเพื่ออธิบายข้อความที่มีคำว่าอนัตตาในพระไตรปิฏกและอรรถกถา ผมได้บอกรายละเอียดไปมากพอควรแล้ว หวังว่าทุกท่านที่อ่านจะสามารถเข้าใจพระไตรปิฏกและอรรถกถาได้มากขึ้นและผมขอบอกความคิดเห็นส่วนตัวสั้นสั้นในเรื่องอื่นอื่นที่น่าสนใจเพิ่มเติมดังนี้
-เรื่องอื่น1คือมีข้อความว่า สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสาย หรือธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ผมมีความคิดเห็นว่าถ้าไม่มีพุทธพจน์ตรงตรงว่านิพพาน เป็น นาลัง อภินิเวสายหรือไม่ควรยึคมั่นถือมั่น ในพระไตรปิฏก ผมก็สามารถนำเอาแผนภาพPNYมาใช้ได้เพียงแต่เปลี่ยนข้อความ เท่านั้นเอง ดังนั้น ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นจึงควรหมายเอาสังขารทั้งปวงเท่านั้นไม่ควรยึดมั่นถือมั่น  นี่ถูกต้องตามพระพุทธเจ้าครับ
เรื่องอื่น2คือมีข้อความว่า นิโรธสัจจะหรือนิโรธอริยสัจจะเป็นอนัตตา ผมมีความคิดเห็นว่าการที่คัมภีร์อรรถกถาเขียนอธิบายว่าธรรมทั้งปวงรวมนิพพานเป็นอนัตตา นั้น และแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคของผมยืนยันว่านิพพานหมายเอาได้เพียงสอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นเป็นอนัตตา ถ้านิโรธใช้เป็นคำไวพจน์แทนนิพพานได้ จะได้ว่า นิโรธสัจจะเป็นอนัตตาก็หมายเอาได้เพียงแต่สอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นเป็นอนัตตาและอาการแทงตลอดสัจจะ4ด้วยญาณเดียวเป็นอนัตตานั้นไม่รวมนิพพานได้อย่างไร ผมมีความคิดเห็นว่าสอุปาทิเสสนิพพานนั้น  ส่วนที่เป็น อสังขตธรรมไม่ได้เป็นอนัตตาแน่นอนแล้วเพราะไม่มีพุทธพจน์บอกว่า อสังขตธรรมแท้เป็นอนัตตามีจริงเลย และส่วนที่เป็นขันธ์ห้าเหลืออยู่นั้น การที่ขันธ์ห้าเหลืออยู่ก็เป็นมาภายหลังจากอาการแทงตลอดสัจจะ4แล้วยังมีขันธ์ห้าเหลืออยู่ ดังนั้นเฉพาะอาการแทงตลอดสัจจะ4เป็นอนัตตาจึงไม่รวมนิพพานเลย
Title: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2012, 02:11:56 AM
เรื่องอื่น3คืออรรถกถามีคำว่านิพพานเป็นสูญญะและอนัตตา  ผมคิดว่าคำว่าสูญญะและอนัตตามีในภาษิตของพระสารีบุตรในปฏิสัมภิทามรรค โดยขันธ์ห้าเท่านั้นเป็นสูญญะและเป็นอนัตตาตามภาษิตของพระสารีบุตร ดังนั้น นิพพานเป็นสูญญะและเป็นอนัตตา จึงหมายเอาได้แค่สอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นเป็นสูญญะและเป็นอนัตตาเพราะสอุปาทิเสสนิพพานนั้นยังมีขันธ์ห้าเหลืออยู่เท่านั้นเอง
เรื่องอื่น4คือจากทฤษฎีแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคเพื่ออธิบายฯของผมจะเห็นชัดเจนว่าไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะบอกตรงตรงว่านิพพานเป็นอัตตาหรือไม่บอกตรงตรงก็ตาม แผนภาพPNYและPNPและPNCก็ยังเป็นจริงได้อยู่ตลอดไปนั่นคือ พระพุทธเจ้าท่านยังไงก็ให้ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาหมายเอาสูงสุดได้แต่เพียงสอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นเป็นอนัตตา  และในช่วงพุทธกาลพระพุทธเจ้าก็มีสอนเรื่องอัตตาเช่นจงแสวงหาอัตตาของตนดีกว่าแสวงหาหญิงหรือมีตนเป็นเกาะมีตนเป็นที่พึ่งเป็นต้นและในอรรถกถามีข้อความว่าธรรมกายเป็นอัตตา พระพุทธพจน์ก็ยังคงหมายเอาสูงสุดให้แต่สอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นเป็นอนัตตาอยู่ดี
สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าชาณ์มัคค์ ตอนชื่อสุชาติก็เคยเรียนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แต่dropแล้วไม่ไปลงทะเบียนต่อรหัส38...ครับ..และตอนนี้จบปริญญาตรีเป็นเศรษฐศาสตรบัณฑิตแบบปานกลางพอเอาตัวรอดมาได้จากม.สุโขทัยธรรมาธิราชและจบปริญญาตรีเป็นบริหารธุรกิจบัณฑิตสาขาการเงินและการธนาคารแบบปานกลางพอเอาตัวรอดมาได้จากม.รามคำแหง  บอกเรื่องส่วนตัวเพียงเท่านี้นะครับและข้าพเจ้ายังทำผิดศีลอยู่และข้าพเจ้ายังโง่เขลาเบาปัญญาอีกหลายเรื่องมากมายครับ หวังว่าแผนภาพความคิดของผมคือPNYและPNPและPNC จะมีประโยชน์ต่อชาวพุทธไม่มากก็น้อยครับเพื่อให้ชาวพุทธดำรงไว้ซึ่งสัมมาทิฏฐิตามพระพุทธเจ้าต่อไปอีกยาวนานแสนนานครับ  ขอบคุณครับที่สละเวลาอ่านความคิดเห็นของผมครับ20jan2555นะครับ


Title: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2012, 02:16:15 AM
ผมขอบอกว่าทุกท่านสามารถดาวน์โหลดหรือdownloadเนื้อหาแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคตามที่บอกไปแล้วนั้นในแบบwordหรือไฟล์สกุล.docx  ได้จากแหล่งฝากไฟล์คือhttp://www.tempf.com/getfile.php?id=1164178&key=4f2422d88866a (http://www.tempf.com/getfile.php?id=1164178&key=4f2422d88866a)
ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
---------------------------------------
ทบทวนแผนภาพPNYข้อ1ใช้กับอุปปาทสูตรและอัญญาโกณฑัญญเถรคาถา เป็นต้น

กลุ่มประโยคที่หนึ่ง(โครงสร้างรูปลึกหลัก)  =  กลุ่มประโยคที่สอง(โครงสร้างรูปลึกใช้แทนหลัก)
           สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                                           ธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง
            สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์                                          ธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์
          สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                                       ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
                    \________________________________________/
                                              I
                       เปรียบเทียบกลุ่มประโยคโครงสร้างรูปลึกที่ใช้แทนกันได้ในความคิด
                       และเลือกประโยคที่พอใจแสดงออกมา
                                               I
                                สังขารทั้วปวงไม่เที่ยง
                               สังขารทั้วปวงเป็นทุกข์
                               ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา(ลดเหลือสองประโยคหรือหนึ่งประโยคได้ด้วยครับ)


----------------------------------
ทบทวนแผนภาพpnyข้อ1.8เรื่องพระอัสสชิเถระในจูฬสัจจกะสูตรดังนี้
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                        =       ธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                             ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
(เน้นย้ำ)สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                  ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา(เน้นย้ำ)
           \__________________________________/
                          I
เปรียบเทียบในความคิดและเลื่อนเอาเน้นย้ำมาเป็นประโยคที่สองและแสดงออกมา
                          I
      สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
      สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(เน้นย้ำ)
      ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
--------------------------------------------------------
ทบทวนแผนภาพpnpข้อ2คัมภีร์ปริวารถ้ามีการแปลไทยได้อย่างแรกมีข้อความว่านิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา ทำนองนี้ ดังนี้
ประโยคสัมพันธ์กันตามไตรลักษณ์และลอยลอย                     ประโยคสัมพันธ์กันตามไตรลักษณ์และลอยลอย
(สัมพันธ์)สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                                                    (สัมพันธ์)นิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าไม่เที่ยง
(สัมพันธ์)สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์                                                     (สัมพันธ์)นิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นทุกข์
(สัมพันธ์)สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                                                  (สัมพันธ์)นิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา
(ลอยลอย)สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                                                 (ลอยลอย)นิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา
              \__________________________________________________________/
                                                I
เปรียบเทียบประโยคสัมพันธ์และประโยคลอยลอยทั้งสองข้างในความคิด
โดยมีคำว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาเป็นตัวกลางเปรียบเทียบแล้วเลือกผสมแสดงออกมา
                                              I
                             สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง(สัมพันธ์)
                               สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์(สัมพันธ์)
                               สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(สัมพันธ์และลอยลอย)
                                นิพพานและบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา(สัมพันธ์และลอยลอย)
---------------------------------------------------------------------------------------------------
และทบทวนแผนภาพpnpข้อ2คัมภีร์ปริวารถ้ามีการแปลไทยได้อย่างที่สองมีข้อความว่านิพพานที่เป็นบัญญัติ(บัญญัติคือนิพพาน)วินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา ทำนองนี้ ดังนี้
ประโยคสัมพันธ์กันตามไตรลักษณ์และลอยลอย                    ประโยคสัมพันธ์กันตามไตรลักษณ์และลอยลอย
(สัมพันธ์)สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                                                   (สัมพันธ์)นิพพานที่เป็นบัญญัติวินิจฉัยว่าไม่เที่ยง
(สัมพันธ์)สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์                                                   (สัมพันธ์)นิพพานที่เป็นบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นทุกข์
(สัมพันธ์)สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                                                (สัมพันธ์)นิพพานที่เป็นบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา
(ลอยลอย)สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                                             (ลอยลอย)นิพพานที่เป็นบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา
              \__________________________________________________________/
                                                I
เปรียบเทียบประโยคสัมพันธ์และประโยคลอยลอยทั้งสองข้างในความคิด
โดยมีคำว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาเป็นตัวกลางเปรียบเทียบแล้วเลือกผสมแสดงออกมา
                                              I
                             สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง(สัมพันธ์)
                               สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์(สัมพันธ์)
                               สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(สัมพันธ์และลอยลอย)
                                นิพพานที่เป็นบัญญัติวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา(สัมพันธ์และลอยลอย)
------------------------------------------------------------------------------------------------------
ทบทวนแผนภาพpncข้อ3เพื่ออธิบายโครงสร้างรูปลึกของคัมภีร์อรรถกถาที่อธิบายขยายความเนื้อหาในพระไตรปิฏกมี4แบบคือMHK,MHX,NVB,NVF ดังนี้
[ขยายความเอาแต่ขันธ์ห้า    จับคู่       ขยายความรวมนิพพาน]     =     [ขยายความในภูมิ4   จับคู่    ขยายความในภูมิ3]
Mสังขารทั้งปวงแค่ขันธ์ห้า                 สังขารทั้งปวงรวมนิพพาน           สังขารทั้งปวงในภูมิ4            Nสังขารทั้งปวงในภูมิ3
     ไม่เที่ยง                                        ไม่เที่ยง                                ไม่เที่ยง                              ไม่เที่ยง
Hสังขารทั้งปวงแค่ขันธ์ห้า                 สังขารทั้งปวงรวมนิพพาน           สังขารทั้งปวงในภูมิ4            Vสังขารทั้งปวงในภูมิ3
     เป็นทุกข์                                        เป็นทุกข์                                เป็นทุกข์                              เป็นทุกข์
สังขารทั้งปวงแค่ขันธ์ห้า                     สังขารทั้งปวงรวมนิพพาน           สังขารทั้งปวงในภูมิ4           สังขารทั้งปวงในภูมิ3
     เป็นอนัตตา                                        เป็นอนัตตา                          เป็นอนัตตา                            เป็นอนัตตา
ธรรมทั้งปวงแค่ขันธ์ห้า                        ธรรมทั้งปวงรวมนิพพาน              ธรรมทั้งปวงในภูมิ4            ธรรมทั้งปวงในภูมิ3
     ไม่เที่ยง                                        ไม่เที่ยง                                ไม่เที่ยง                              ไม่เที่ยง
ธรรมทั้งปวงแค่ขันธ์ห้า                        ธรรมทั้งปวงรวมนิพพาน               ธรรมทั้งปวงในภูมิ4            ธรรมทั้งปวงในภูมิ3
     เป็นทุกข์                                        เป็นทุกข์                                เป็นทุกข์                              เป็นทุกข์
Kธรรมทั้งปวงแค่ขันธ์ห้า                      Xธรรมทั้งปวงรวมนิพพาน             Fธรรมทั้งปวงในภูมิ4          Bธรรมทั้งปวงในภูมิ3
     เป็นอนัตตา                                        เป็นอนัตตา                              เป็นอนัตตา                       เป็นอนัตตา
         \_____________________________/                                                         \____________________/
                           I                                                                                                I
          เลือกผสมกันเป็นกลุ่มย่อยสามประโยค                                                     เลือกผสมกันเป็นกลุ่มย่อยสามประโยค
          ที่ผสมกันแล้วใช้อธิบายขยายความได้                                                       ที่ผสมกันแล้วใช้อธิบายขยายความได้
                         I                                                                                                     I
            Mสังขารทั้งปวงแค่ขันธ์ห้าไม่เที่ยง                                                                Nสังขารทั้งปวงในภูมิ3ไม่เที่ยง
            Hสังขารทั้งปวงแค่ขันธ์ห้าเป็นทุกข์                                                               Vสังขารทั้งปวงในภูมิ3เป็นทุกข์
            Xธรรมทั้งปวงรวมนิพพานเป็นอนัตตา                                                            Fธรรมทั้งปวงในภูมิ4เป็นอนัตตา
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------             
ผมไล่ฉาเจิงหรือlaichazengขอบอกว่าถ้าเราเข้าใจแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคนี้ เราก็จะสามารถอธิบายพุทธพจน์หรือปาพจน์จากสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อนิจจวรรคที่5ข้อที่46ถึง55ที่มีข้อความว่า สัพพัง ภิกขเว อนิจจัง และสัพพัง ภิกขเว ทุกขังและสัพพัง ภิกขเว อนัตตา ฯลฯ ข้อความเหล่านี้แปลไทยได้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงและทุกข์และอนัตตา ฯลฯได้เช่นกัน แห่งนี้นี่เป็นรูปแบบมีแต่สัพพัง โดยละคำว่าสังขารไว้เท่านั้นเองและยังมีแห่งอื่นที่มีรูปแบบอีกรูปแบบที่ว่ามีแต่สังขาร โดยละคำว่าสัพเพหรือสัพพังได้ด้วยครับและอรรถกถาก็ยืนยันว่าเรื่องนี้หมายเอาแต่สังขารเท่านั้นเองไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาครับ โปรดดูเพิ่มเติมจาก
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=18&A=582&Z=632 (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=18&A=582&Z=632)           
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on June 04, 2012, 11:39:02 PM
วันนี้วันที่4มิถุนายนปีพศ2555หรือตามปีสากลคือคศ2012  วันนี้เป็นคล้ายวันประสูติและตรัสรู้และปรินิพพานของพระพุทธเจ้ามาถึงประมาณ2600ปีแล้ว ชาวพุทธทั่วโลกต่างตั้งใจเป็นชาวพุทธที่ดีต่อสังคมพุทธและประเทศพุทธต่อไปจนกว่าจะถึงวันที่พระธาตุของพระพุทธเจ้าจะปาฏิหาริย์เสด็จประชุมเป็นองค์พระพุทธเจ้าสอนสัตว์ครั้งสุดท้ายอีกแล้วพุทธศาสนาจะหายไปอีกเป็นเวลายาวนานจนนับไม่ได้ต่อไป
วันที่4มิถุนายน2555นี้ผมไล่ฉาเจิงจึงขอแสดงเรื่องเล็กน้อยที่น่าสนใจเกี่ยวกับหลักธรรมของพระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้าในพระไตรปิฏกเถรวาทดังนี้
ก.เรื่องมีบางคนอยากทราบว่าข้อความที่ว่าธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง และเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ตามแผนภาพPNYในทฤษฏีแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคนั้นมีข้อความชัดชัดแบบนี้ในพระไตรปิฏกเถรวาทไหมครับ?
ผมไล่ฉาเจิงขอตอบว่าพอมีให้เทียบได้ชัดเจนครับแบบคำว่าธรรมไปหาคำว่าธรรมทั้งหลายไปหาคำว่าธรรมทั้งปวงแบบนี้นะครับ โดยสาระคือธรรมทั้งปวงแทนสังขารทั้งปวงนั่นเองหรือธรรมแทนสังขารนั่นเอง
ตัวอย่างจากพระไตรปิฏกเถรวาทที่มีข้อความว่าธรรมไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาคือขุททกนิกาย จูฬนิทเทสข้อ248ชื่ออุปสีวมาณวกปัญหานิทเทสครับตัวอย่างข้อความคือ[๒๔๘] คำว่า ท่านจะเป็นผู้มีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ ความว่า พราหมณ์นั้น
ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ โดยปกติ ไม่รู้ว่าเป็นที่อาศัยว่าสมาบัตินี้เป็นที่อาศัยของเรา. พระผู้มี
พระภาคย่อมตรัสบอกสมาบัติเป็นที่อาศัยและธรรมเป็นทางที่ออกยิ่งขึ้นไป แก่พราหมณ์นั้นว่า
ท่านเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากสมาบัติแล้ว จงเพ่งดู คือ ตรวจดู พินิจดู
พิจารณาดู ซึ่งธรรม คือ จิตและเจตสิกที่เกิดในสมาบัตินั้น โดยความเป็นธรรมไม่เที่ยง เป็น
ทุกข์ เป็นโรค เป็นฝี เป็นลูกศร เป็นความลำบาก เป็นอาพาธ เป็นของชำรุด เป็นเสนียด
เป็นอุบาทว์ เป็นของไม่สำราญ เป็นภัย เป็นอุปสรรค เป็นของหวั่นไหว เป็นของทำลาย
เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีที่ต้านทานเป็นของไม่มีที่เร้น เป็นของไม่เป็นสรณะ เป็นของ
ไม่เป็นที่พึ่ง เป็นของว่าง เป็นของเปล่าเป็นของสูญ เป็นอนัตตา  เป็นโทษ เป็นวิปริณามธรรม....ดูเพิ่มเติมได้จากhttp://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=อุปสีวมาณวกปัญหานิทเทส&book=9&bookZ=33 (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=อุปสีวมาณวกปัญหานิทเทส&book=9&bookZ=33)ตัวอย่างจากพระไตรปิฏกเถรวาทที่มีข้อความว่าธรรมทั้งหลายไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาครับคืออังคุตตรนิกาย สัตก-อัฏฐก-นวกนิบาต ข้อ240 ชื่อฌานสูตรครับตัวอย่างข้อความคือ[๒๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง จตุตถฌานบ้าง อากาส
นัญจายตนฌานบ้าง ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เพราะอาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนฌานบ้าง ฯ
             ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน เธอย่อม
พิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมี
อยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค
เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ไม่มีสุข เป็นอาพาธ เป็นของผู้อื่น เป็นของชำรุด
ว่างเปล่า เป็นอนัตตา  เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น.....
ดูเพิ่มเติมได้จากhttp://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=9041&Z=9145&pagebreak=0 (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=9041&Z=9145&pagebreak=0)
ข.แม้มีพุทธวจนะบางแห่งโดยความหมายว่านิพพานเป็นบรมสุขและยังมีพุทธวจนะบางแห่งโดยความหมายว่านิพพานเป็นทุกข์ไม่ได้แน่นอน  ผมไล่ฉาเจิงมีความเห็นส่วนตัวว่า นิพพานเป็นบรมสุขและไม่ทุกข์แน่นอนอันนี้พระพุทธเจ้าหมายถึงนิพพานในความหมายของอสังขตธรรมแท้แท้หรืออนุปาทิเสสนิพพานนะครับ  ผมขอให้ทุกท่านอย่าสับสนนะครับว่าในเรื่องข้อความว่า นิพพานเป็นทุกข์ ในบางแห่งนั้น และผมอยากบอกว่านิพพานเป็นทุกข์ ประโยคนี้มันก็สามารถเป็นจริงได้ครับถ้าเราบอกว่านิพพานเป็นทุกข์นี้เราเจตนาหมายถึงสอุปาทิเสสนิพพานเฉพาะส่วนที่มีสังขารเหลืออยู่เท่านั้นแหละเป็นทุกข์ครับ   พระพุทธเจ้าท่านก็เข้าใจตามนี้เช่นกันครับเรื่องการใช้ธรรมสองอย่างและการใช้นิพพานสองอย่าง พระพุทธเจ้าท่านจึงให้ข้อความพุทธวจนะแวดล้อมที่เป็นบริบทมาด้วยเพื่อให้เข้าใจได้ถูกต้องตามจริงมากขึ้นครับ เรื่องนี้ก็สำคัญเพราะการใช้คำว่านิพพานนี้ผมก็แสดงไว้ในทฤษฏีแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคด้วยและยังมีผลให้เรื่องอรรถกถาที่บอกว่านิพพานสูญญะและอนัตตานั้นเป็นจริงไปตามแนวทฤษฏีแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคของผมด้วยครับที่สอดคล้องกับความจริงสัจธรรมตามพระพุทธเจ้าและพระไตรปิฏกเถรวาทและพระอริยะเจ้าอย่างแน่นอนครับ
เรื่องเล็กน้อยของผมวันนี้วันที่4มิถุนายน2555 มีเพียงเท่านี้ครับ  วันวิสาขบูชาเป็นวันที่ชาวพุทธทั่วโลกชอบที่สุดครับและเป็นวันแห่งการรอคอยการเสด็จประชุมพระธาตุของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเพื่อสอนสัตว์ครั้งสุดท้ายจริงในอนาคตครับผมเชื่อแบบนี้แบบทางกุศลนะครับและถูกต้องเหมาะสมอยู่ครับ
ผมอยากให้ทุกท่าน่ช่วยแสดงความเห็นเกี่ยวกับงานเขียนของผมให้เยอะเยอะครับจะดีมากเลยครับ
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: Misters@@k on June 05, 2012, 10:36:06 AM
ผมขอบอกว่าทุกท่านสามารถดาวน์โหลดหรือdownloadเนื้อหาแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคตามที่บอกไปแล้วนั้นในแบบwordหรือไฟล์สกุล.docx  ได้จากแหล่งฝากไฟล์คือhttp://www.tempf.com/getfile.php?id=1164178&key=4f2422d88866a
ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
---------------------------------------

 ;ลิงค์ข้างบนเสียครับ ช่วยอัพให้ใหม่ด้วยครับ ;D ;D ;D





อนุโมทนาสาธุธรรมครับ  ;D ;D ;D

Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on June 05, 2012, 10:30:10 PM
-v- ขอบคุณครับคุณMisters@@kที่สนใจอยากจะให้ผมอัพโหลดใหม่ ตอนผมอัพโหลดครั้งแรกเป็นไฟล์เอกสาร.docxครับแต่ไฟล์ถูกลบภายในห้าวันครับสงสัยไม่มีใครอยากดาวน์โหลดเอาไปอ่านเลยครับ หลังจากนั้นผมเลยคิดได้ว่าทฤษฏีแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคน่าจะมีเนื้อหาใหม่ใหม่มาเพิ่มต่อได้อีก ผมก็เลยเปลี่ยนใจไม่อัพโหลดดีกว่าครับ จะได้เพิ่มเนื้อหาใหม่ใหม่ในกระทู้นี้อย่างเดียวได้ง่ายง่ายไปเลยและเนื้อหาไฟล์ที่ถูกลบก็เหมือนกับเนื้อหาในกระทู้นี้ครับตรงเป๊ะเลยครับ
และท่านสามารถcopyเนื้อหาในกระทู้นี้ไปpasteในmswordของท่านได้ด้วยครับและจัดความสวยงามของแผนภาพให้มีระเบียบแถวตรงกับเนื้อหาในกระทู้นี้ได้ครับและใส่เส้นสีย่อหน้าให้อ่านง่ายกว่าเนื้อหาในกระทู้นี้ได้ง่ายด้วยครับ ผมคิดว่าทำแบบนี้อาจจะช้าบ้างแต่คนสนใจอ่านคงทำได้ไม่ยากแน่นอนครับ อ่านทฤษฏีแผนภาพความคิดพระสงฆ์สามยุคแป๊ปเดียวก็จบแล้วครับ และยังเขียนถามผมได้ในกระทู้นี้ครับด้วยถ้าผมตอบได้ผมก็จะตอบให้ครับแน่นอน จริงจริงผมไม่เก่งเลยนะครับ กลัวคนแม่นพระไตรปิฏกและปรัชญาตั้งคำถามยากยากให้ผม ผมอาจตอบแบบไม่รอบคอบออกมาก็ได้ครับ แต่ผมคิดว่าผมมั่นใจในทฤษฏีแผนภาพความคิดพระสงฆ์สามยุคของผมมากทีเดียวเพราะเนื้อหาตรงและชัดเจนมากครับในการทำให้เข้าใจเรื่องธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาได้อย่างดียิ่งถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิได้ดีด้วยครับ น่าจะกระตุ้นให้คนอ่านค้นหาความจริงได้มากมากต่อไปครับ ;) ;) ;) ;)
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2014, 11:08:02 PM
///วันนี้ผมไล่ฉาเจิงขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องแผนภาพPNYที่ผมได้เคยบอกไปแล้วในเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคตามกระทู้นะครับ โดยแผนภาพPNY ซึ่งสามารถอธิบายเรื่องธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาได้จริงตามพระพุทธเจ้านั้นอยู่ในยุคพุทธกาล ผมหวังว่าทุกท่านที่สนใจในพุทธศาสนาเมื่อได้อ่านแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคของผมไปแล้วควรจะมีความเข้าใจในเรื่องแผนภาพของผมบ้างให้ได้ก่อน เพื่อภายหลังเวลาผมเขียนแผนภาพแบบย่อย่อมากมากก็พอเข้าใจได้ว่าผมย่อมาจากแผนภาพเต็มเต็มของผมอย่างไร วันนี้ผมขอเพิ่มเติมดังนี้

h1)กรณีในพระไตรปิฏกเถรวาทไทยมีพุทธพจน์และข้อความพระอรหันตเถระ 2ประโยคเท่านั้น แผนภาพPNYจะทำให้เหลือ2ประโยคเพื่ออธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันตเถระ2 ประโยคได้อย่างไร ผมขอยกตัวอย่างพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันตเถระ2ประโยคดังนี้

h1.1)ตัวอย่างพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันตเถระ2ประโยคที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ผมขออธิบายดังนี้โดยเริ่มจากแผนภาพPNYที่ผมได้เคยแสดงไว้ก่อนแล้วว่าอธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันตเถระสามประโยคว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ได้จริงตามความเป็นจริง ถ้าเราจะเอามาอธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันตเถระแบบ2ประโยคเท่านั้นแนวทางก็จะเป็นดังนี้คือ
แผนภาพPNYที่ทำจนได้3ประโยคแล้วจัดการให้อยู่ในความคิดทั้งหมดยังไม่แสดงออกมา----เลือกสองประโยคเพื่อแสดงออกมาเป็นพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันตเถระแบบ2ประโยค-----ผลที่ได้คือพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์แบบสองประโยคตามพระไตรปิฏกเถรวาท หรือย่อได้ว่า
PNYได้สังขารทั้วปวงไม่เที่ยงและสังขารทั้งปวงทุกข์และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาแต่ให้อยู่ในความคิดก่อน
              |
เลือกสองประโยคเพื่อแสดงออกมาเป็นพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์แบบสองประโยคแทน
                |
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

ผมคิดว่าผู้อ่านคงเข้าใจแล้วนะครับว่าแผนภาพPNY ก็สามารถอธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์แบบสองประโยคได้ด้วยและพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์สองประโยคที่ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตานั้น ก็มีในพระไตรปิฏกเถรวาทตามนี้คือจากพระสุตันตปิฏก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุตต์ มัชฌิมปัณณาสก์  เถรวรรคที่4 ฉันนสูตรโดยมีข้อความของพระภิกษุเถระทั้งหลายบอกกล่าวแก่พระฉันนะอย่างชัดเจนว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา(ตรงนี้ผมพิจารณาตามจริงว่าพระภิกษุทั้งหลายที่บอกพระฉันนะนั้นต้องรู้อย่างชัดเจนว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงและธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตานั้นย่อมเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าและคำสอนของพระอรหันต์เถระด้วยเพื่อไม่ให้เกินเลยพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เถระนั่นเองอย่างปลอดภัยและพระพุทธเจ้าเป็นผู้สอนเรื่องอนิจจังหรือความไม่เที่ยงและทุกขังและอนัตตาหรือความไม่ใช่ตนก่อนเป็นครั้งแรกจึงทำให้เรื่องอนิจจังและทุกขังและอนัตตาต้องจัดเป็นพุทธพจน์และคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสมอ).

h2)กรณีในพระไตรปิฏกเถรวาทไทยมีพุทธพจน์และข้อความพระอรหันตเถระแบบ 1ประโยค แผนภาพPNYจะทำให้เหลือ1ประโยคเพื่ออธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันตเถระ1 ประโยคได้อย่างไร ผมขอยกตัวอย่างพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันตเถระ1ประโยคดังนี้

h2.1)ตัวอย่างพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์1ประโยคคือ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
ผมขออธิบายย่อย่อว่า
แผนภาพPNYที่ทำจนได้3ประโยคแล้วให้อยู่ในความคิดทั้งหมดยังไม่แสดงออกมา----เลือกสองประโยคแล้วให้อยู่ในความคิดทั้งหมดยังไม่แสดงออกมาอีก----เลือก1ประโยคแล้วแสดงออกมาเป็นพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์-----ผลที่ได้คือพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์แบบหนึ่งประโยคตามพระไตรปิฏกเถรวาท หรือย่อได้ว่า
PNYได้สังขารทั้วปวงไม่เที่ยงและสังขารทั้งปวงทุกข์และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาแต่ให้อยู่ในความคิดก่อน
              |
เลือกสองประโยคได้สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาแต่ให้อยู่ในความคิดอีก
                 |
เลือกหนึ่งประโยคเพื่อแสดงออกมาเป็นพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์แบบหนึ่งประโยคแทน
                 |
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
ผมคิดว่าผู้อ่านคงเข้าใจแล้วนะครับว่าแผนภาพPNY ก็สามารถอธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์แบบ1ประโยคได้ด้วยและพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์1ประโยคที่ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง นั้น ก็มีในพระไตรปิฏกเถรวาทตามนี้คือแห่งแรกจากพระสุตันตปิฏก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์  อนุสยวรรคที่2 อนิจจาสูตรโดยมีข้อความพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง มีความสำคัญว่าไม่เที่ยง ทั้งรู้ว่าเป็นของไม่เที่ยง ในสังขารทั้งปวง (ตรงนี้ผมไล่ฉาเจิงเทียบตามจริงได้กับสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงนั่นเอง)และแห่งที่สองจากพระสุตันตปิฏก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาตร จตุตถวรรค อสุภสูตรโดยมีข้อความพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าว่าเมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวงอยู่ ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น(ตรงนี้ผมไล่ฉาเจิงเทียบตามจริงได้กับสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงนั่นเอง)และแห่งที่สามจากพระสุตันตปิฏก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค  วนสังยุตต์ อนุรุทธสูตรโดยมีข้อความของพระอนุรุทธอรหันตเถระว่า
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา บังเกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป  การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข.

h2.2)ตัวอย่างพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์1ประโยคคือ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
อันนี้ผมไล่ฉาเจิงขอบอกย่อย่อรวบรัดได้ว่า
PNYได้สังขารทั้วปวงไม่เที่ยงและสังขารทั้งปวงทุกข์และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาแต่ให้อยู่ในความคิดก่อน
              |
เลือกสองประโยคได้สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาแต่ให้อยู่ในความคิดอีก
                 |
เลือกหนึ่งประโยคเพื่อแสดงออกมาเป็นพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์แบบหนึ่งประโยคแทน
                 |
ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
ผมคิดว่าผู้อ่านคงเข้าใจแล้วนะครับว่าแผนภาพPNY ก็สามารถอธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์แบบ1ประโยคได้ด้วยและพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์1ประโยคที่ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา นั้น ก็มีในพระไตรปิฏกเถรวาทตามนี้คือพระสุตันตปิฏก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ อานันทสูตรโดยมีข้อความพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าว่าคำพยากรณ์ของเรานั้น จักอนุโลมเพื่อความบังเกิดขึ้นแห่งญาณว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาบ้างหรือหนอ ฯ.

สรุปว่า แผนภาพPNYและสิ่งที่ทำให้แผนภาพPNYเป็นจริงผมเคยบอกแล้วสามารถอธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ทั้งแบบ3ประโยคก็ได้หรือแบบลดเป็น2ประโยคก็ได้หรือแบบลดเป็นเพียง1 ประโยคก็ได้ในประเด็นเรื่อง อนิจจังหรือความไม่เที่ยงและทุกขังหรือความคงอยู่ไม่ได้และอนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตน
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2014, 11:08:24 PM
h3)ข้อนี้เป็นการเพิ่มเติมเรื่องจูฬสัจจกสูตรที่ผมได้เคยบอกสั้นสั้นไว้ครั้งก่อนในเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคที่มีหัวข้อไหญ่ยุคที่1คือยุคพุทธกาลโดยยุคพุทธกาลมีแผนภาพPNYนั่นเองหัวข้อย่อยของแผนภาพPNYข้อที่1.8 และตอนนี้ผมไล่ฉาเจิงจะบอกเพิ่มเติมว่า จากพระไตรปิฏกเถรวาท พระสุตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค จูฬสัจจกสูตร มีข้อความของพระอัสสชิที่บอกแก่สัจจกนิครนถ์หรืออัคคิเวสสนะว่า….สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง…สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตน)... สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตน) ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตน)และมีข้อความพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าที่บอกแก่สัจจกนิครนถ์หรืออัคคิเวสสนะด้วยเช่นกันว่า….สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง…สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตน).... สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตน) ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตน)  ดังนั้นตอนนี้ผมจะบอกเพิ่มเติมว่าผมจะแสดงความคิดเห็นส่วนตัวรื่องแผนภาพของผมเริ่มจากแนวทางตามแผนภาพPNYได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตรงตามพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ที่ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา???
h3.1)คำตอบคือผมไล่ฉาเจิงจะแสดงแผนภาพที่มีความละเอียดมากขึ้นโดยเริ่มจากแผนภาพตามแนวทางแผนภาพPNYและมีประโยคเน้นย้ำสองครั้งด้วยนะครับ  ดังนี้
กลุ่มประโยคที่หนึ่งในความคิด       กลุ่มประโยคที่สองในความคิด
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                           ธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                       ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา(กลุ่มประโยคที่หนึ่งและที่สองมีประโยคสุดท้าย)
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                          ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา( กลุ่มประโยคที่หนึ่งและที่สองมีการเน้นย้ำครั้งที่1)
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                          ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา( กลุ่มประโยคที่หนึ่งและที่สองมีการเน้นย้ำครั้งที่2)
                      \________________________________/
                                            |
เปรียบเทียบ2กลุ่มประโยคในความคิดแล้วเลือกผสมเอา4ประโยคเอาไว้ในความคิดก่อนให้เป็นกลุ่มประโยคที่สามในความคิด
                                            |
                     (ดังนั้นกลุ่มประโยคที่สามในความคิดคือ)                         
                             สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
                      ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา(ประโยคสุดท้าย)
                        สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(เน้นย้ำครั้งที่1)
                      สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(เน้นย้ำครั้งที่2)
                                           |
                            จากกลุ่มประโยคที่สามในความคิด                            กลุ่มประโยคที่สี่ในความคิด                           
                                      สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                                      สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
                 ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา(ประโยคสุดท้าย)                                     สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา(ประโยคสุดท้าย)      
                               สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(เน้นย้ำครั้งที่1)                             สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา(เน้นย้ำครั้งที่1)
                           สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(เน้นย้ำครั้งที่2)                                สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา(เน้นย้ำครั้งที่2)
                                                        |_______________________________________________|
                                                                                      |
เปรียบเทียบ2กลุ่มประโยคอีกจากกลุ่มประโยคในความคิดกลุ่มประโยคที่สามและที่สี่แล้วเลือกแสดงออกมาเป็น4ประโยคที่ตรงกับพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์โดยเลื่อนประโยคเน้นย้ำขึ้นมาก่อนประโยคสุดท้ายนั่นเอง(เป็นกลุ่มประโยคที่ห้าที่แสดงออกมาได้แล้ว)
                                                   |
                                     (กลุ่มประโยคที่ห้าคือ)
                                          สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
                                       สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา(จากการเปรียบเทียบของประโยคเน้นย้ำครั้งที่1แล้วเลื่อนขึ้น)
                                      สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา(จากการเปรียบเทียบของประโยคเน้นย้ำครั้งที่2แล้วเลื่อนขึ้น)
                                        ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา(จากการเปรียบเทียบของประโยคสุดท้าย)

แผนภาพของผมที่ได้แสดงไว้ในหัวข้อh3.1นี้ผมขอเรียกชื่อว่าแผนภาพPNYCMCนะครับเพื่อให้ง่ายในการเรียกชื่อแผนภาพครับ สำหรับแผนภาพPNYCMCนี้ผลสุดท้ายก็ได้ข้อความตรงกับพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ในจูฬสัจจกสูตรที่ว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา แล้วนะครับ
h3.2)จากแผนภาพPNYCMCนี้ที่ผมใช้อธิบายเรื่องอนิจจังหรือความไม่เที่ยงและอนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตนในจูฬสัจจกสูตร เราจะได้ผลว่าแผนภาพนี้เป็นจริงได้ก็เพราะตลอดพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้าและตลอดชีวิตของพระอรหันต์นั้นไม่เคยตรัสและบอกชัดเจนตรงตรงได้ว่านิพพานเป็นอนัตตาหรืออนุปาทิเสสนิพพานเป็นอนัตตาเลยเพื่อให้เป็นคำสอนที่ชัดเจนตรงตรงไว้ในพระไตรปิฏกเถรวาทของพุทธศาสนาและเป็นความจริงด้วยที่ว่าพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลไม่สามารถตรัสและบอกตรงตรงชัดเจนได้ว่านิพพานเป็นอนัตตาหรืออนุปาทิเสสนิพพานเป็นอนัตตาไปตลอดอนันตกาลชั่วนิรันดร นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้แผนภาพPNY และPNP และPNCที่อยู่ในแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคตามที่ผมเคยบอกไปแล้วเป็นจริงด้วยนั่นเอง
h3.3)ดูดีดีนะครับ จากแผนภาพของผมคือแผนภาพPNYCMCในข้อh3.1นั้นและสิ่งที่ทำให้แผนภาพของผมเป็นจริงเพื่ออธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ได้จริงนั้น มันบอกเราได้ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาประโยคเพียงประโยคเดียวนี้ สามารถมาจากกลุ่มประโยคต่างต่างได้ถึง3แบบนะครับคือ
-แบบแรกมาจากกลุ่มประโยคที่สามในความคิดตามแผนภาพPNYCMCที่ย่อได้ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา โดยแบบแรกนี้เห็นได้ชัดเจนว่ามีพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ในพระไตรปิฏกเถรวาทหลายแห่งมายืนยันรองรับได้จริงอย่างแน่นอนง่ายด้วยครับ
-แบบที่สองนี้มาจากกลุ่มประโยคที่สองในความคิดตามแผนภาพPNYCMCที่ย่อได้ว่าธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา(เน้นย้ำ) โดยแบบที่สองนี้ยังไม่มีพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ในพระไตรปิฏกมารับรองตรงตรงชัดเจนได้เลยแต่แบบที่สองนี้สามารถทำได้จริงตามหลักพื้นฐานสุดสุดในธรรมชาติของภาษาโดยมีเจตนาให้ธรรมทั้งปวงหมายถึงสังขารทั้งปวงเท่านั้นเอง
-แบบที่สามนี้แปลกหน่อยนะครับมาจากกลุ่มประโยคที่ห้าที่ได้แสดงออกมาได้แล้วตามแผนภาพPNYCMCและยังได้ผลตรงกับพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์ด้วยที่ย่อได้ว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา   ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา โดยแบบที่สามนี้ยังไงก็มีพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์รองรับได้จริงอยู่แล้วตามที่ผมเพิ่งบอกไปในหัวข้อก่อนก่อนนั่นเองครับ
               
                  ถึงตอนนี้เรามาพิจารณาให้ดีดีทั้งแบบสามแบบเราจะเห็นได้ชัดเจนว่าถ้านำเอาประโยคที่เกี่ยวกับความไม่เที่ยงของแบบแรก(มีพุทธพจน์รองรับ)และของแบบที่สาม(มีพุทธพจน์รองรับ)มารวมกัน เราจะสามารถเรียกเป็นแบบที่สอง(ไม่มีพุทธพจน์รองรับ)ได้อย่างชัดเจนตามหลักธรรมชาติของภาษาตามจริงเลยคือว่า
แบบแรกใช้ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงมารวมกับ(+)แบบที่สามใช้ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ถ้าเราเอามารวมกันเพื่อเรียกรวมกันยังไงเราก็เรียกได้เป็นแบบที่สองคือธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงได้อยู่ดีแม้คำว่าธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงไม่มีพุทธพจน์ตรงตรงรองรับเลยแต่โดยธรรมชาติของภาษาและจากพุทธพจน์ที่มีรวมกันตามนี้  มันบังคับให้เรียกธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงมีจริงได้โดยธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงก็มีเจตนาหมายถึงเพียงสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงเท่านั้นเองคล้อยตามพุทธพจน์อยู่ดีในเรื่องอนิจจังครับ อันนี้พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เข้าใจตามจริงได้แน่นอนครับ
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2014, 11:08:55 PM
h4)ในพระไตรปิฏกเถรวาทนั้น น่าจะมีพุทธพจน์ตรงตรงชัดเจนเรื่องอนิจจังหรือความไม่เที่ยงแบบประโยคเดียวเดียวครบทั้งสามชนิดเลย(น่าจะค้นหาได้ง่ายมากอยู่นะครับ)คือสังขารเป็นอนิจจังและสังขารทั้งหลายเป็นอนิจจังและสังขารทั้งปวงเป็นอนิจจัง เมื่อเราเอาพุทธพจน์ทั้งสามชนิดนี้มาเชื่อมโยงกันได้อย่างชัดเจน ยังไงเราก็โดนหลักธรรมชาติของภาษาบังคับให้เรียกรวมกันได้ว่าธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงได้อยู่ดีโดยธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงมีเจตนาหมายถึงสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงเท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เข้าใจตามจริงได้แน่นอนครับ
h5)หัวข้อนี้ผมขอพูดถึงแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคนะครับ ผมอยากพูดถึงแผนภาพPNYที่ผมใช้อธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์สามประโยคในพระไตรปิฏกเถรวาทของยุคพุทธกาลที่ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ผมขอสรุปแบบย่อสั้นสั้นเลยว่า
พุทธพจน์ประโยคเดียวที่ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตานั้นนอกจากจะทำตามข้อh2.2ได้แล้ว เรายังสามารถบอกได้ว่ากล่มประโยคในความคิดที่ว่า ธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงและ ธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์และ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาเมื่อมีการลดประโยคให้แสดงออกมาเหลือเพียงประโยคเดียวนั้น สามารถเลือกเพียงประโยคเดียวแล้วแสดงออกมาได้คือเลือกประโยคที่ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา แสดงออกมาประโยคเดียวเลย และเขียนง่ายง่ายได้แบบแนวนอนได้ว่า
ธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา---เลือกแสดงออกมา1ประโยค---ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
ดังนั้นไม่ว่าจะทำตามข้อh2.2หรือทำตามข้อh5 มันก็ล้วนมีอยู่ในแผนภาพPNYทั้งนั้นนะครับ
h6)ผมไล่ฉาเจิงหรือนายชาณ์มัคค์ พงศ์พิทยานันต์ผู้ที่สมัยก่อนใช้ชื่อสุชาติโดยมีเลขรหัสประจำตัวที่เคยเรียนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่หรือมช.คือ3816101แต่dropไว้แล้วปล่อยไปเลยไม่ไปเรียนต่อนะครับนี่เป็นเรื่องอดีตนานมากแล้วเล็กน้อยไม่น่าสนใจเลยนะครับ และที่ผมเขียนบอกเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์3ยุคและสิ่งที่ทำให้แผนภาพความคิดของพระสงฆ์3ยุคเป็นจริงเพื่อใช้อธิบายพุทธพจน์และข้อความของพระอรหันต์และพระอรรถกถาจารย์ได้จริงแน่นอนและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับแผนภาพความคิดของพระสงฆ์3ยุคนั้น ผมยังไม่ได้พูดเกินเลยจากพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลเลยนะครับและผมไม่ได้พูดเกินเลยจากพุทธพจน์ที่ว่าสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตาด้วยนะครับ ผมขอให้ทุกท่านลองอ่านและพิจารณาดูในเรื่องแผนภาพต่างต่างของผมที่บอกไปแล้ว ถ้าอยากบอกถามหรือแนะนำอะไรแก่ผม ก็ขอให้เขียนบอกผมในเวปบอร์ดวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามราชบุรีแห่งนี้ได้เลยนะครับ ผมยินดีเสมอนะครับ และปีพศ.2557หรือ๒๕๕๗ นี้ น่าจะเป็นปีที่สำคัญต่อพุทธศาสนาเถรวาทไทยและวิชชาธรรมกายของสงฆ์เถรวาทไทยด้วยนะครับ ผมขอสาธุด้วยนะครับและผมมีเจตนาดีและมีเจตนาที่โปร่งใสเพื่อความก้าวหน้าของพุทธศาสนาของไทยและของโลกต่อไปนะครับ ขอบคุณนะครับ
และดูรวมลิงค์เรื่องพระสูตรต่างๆจากหัวข้อh1ถึงh3ได้ดังนี้นะครับ
จูฬสัจจกสูตร ดูจาก  http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=7323&Z=7551  (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=7323&Z=7551)

ฉันนสูตร ดูจาก  http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=17&A=2963&Z=3028  (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=17&A=2963&Z=3028)

อนิจจาสูตร ดูจาก  http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=279&Z=316  (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=279&Z=316)

อสุภสูตร ดูจาก  http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=25&A=6154&Z=6169  (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=25&A=6154&Z=6169)

อนุรุทธสูตร ดูจาก  http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=6469&Z=6488  (http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=6469&Z=6488)

อานันทสูตร ดูจาก  http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=18&A=9979&Z=10003  (http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=18&A=9979&Z=10003)
  :-\ :-\                         ::) ::) ::)                ;) ;) ;) ;) ;)
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2014, 11:09:18 PM
หัวข้อd0หรือหัวข้อดีเลขศูนย์) วันนี้คือวันที่20มกราคมพ.ศ.2558หรือค,ศ.2015ช่วงที่หนึ่งนี้ผมไล่ฉาเจิงหรือlaichazengขอบอกเพิ่มเติมในเรื่องที่เคยบอกไปแล้วเมื่อ20มกราคมพ.ศ.2557หรือ1ปีที่ผ่านมาแล้วดังนี้คือเรื่องที่ผมใช้หัวข้อh1(อ่านว่าเอชหนึ่ง)ถึงh6(อ่านว่าเอชหก)นั้นคำว่าh(เอช)ผมขอย่อมาจากคำจีนที่อ่านว่าหูหรือ湖หรือhuที่แปลว่าทะเลสาบนั่นเองเพื่อให้จำง่ายและในข้อh4นั้นที่ผมบอกว่า ในพระไตรปิฏกบางแห่งมีพุทธพจน์ว่า สังขารไม่เที่ยงหรืออนิจจัง และบางแห่งมีพุทธพจน์ว่าสังขารทั้งหลายหรือสังขารไรไรหรือสังขารใดใดเป็นไม่เที่ยง(อนิจจัง) และบางแห่งมีพุทธพจน์ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงหรืออนิจจัง ถ้าเราเอาพุทธพจน์สามชนิดนี้จากหลายแห่งในพระไตรปิฏกนั้นมาเรียกรวมรวมกันเราก็จะเรียกแบบรวมรวมได้ว่าธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงหรืออนิจจังหรือความจริงทั้งปวงไม่เที่ยงหรืออนิจจังได้นั้นเองโดยธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงหรือความจริงทั้งปวงไม่เที่ยงก็ใช้แทนสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงได้จริงนั่นเองในแบบรวมรวมกันเพื่อยืนยันกันเป็นวิธีที่ใช้ได้จริงเช่นกันและทำไมจึงเรียกแบบรวมรวมนั้นได้ว่าธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงหรืออนิจจังก็เพราะว่าสังขารไม่เที่ยงหรืออนิจจังประโยคนี้เป็นความจริงหรือเป็นธรรมและสังขารทั้งหลายหรือสังขารไรไรหรือสังขารใดใดเป็นไม่เที่ยง(อนิจจัง)ประโยคอย่างนี้ก็เป็นความจริงหรือเป็นธรรมด้วย และสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงหรืออนิจจังประโยคนี้ก็เป็นความจริงหรือเป็นธรรมด้วย การคิดแบบนี้เป็นการคิดแบบเรียบง่ายอย่างหนึ่งและทำได้จริงถูกต้องตามความเป็นจริงในธรรมชาติด้วยครับแบบพื้นพื้นเลย

และนอกจากนี้แผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคที่ได้ผลการแสดงออกแบบพุทธพจน์สามประโยคและลดการแสดงออกเหลือแบบพุทธพจน์สองประโยคก็ได้และลดการแสดงออกเหลือแบบพุทธพจน์หนึ่งประโยคก็ได้นั้นยังสามารถใช้เป็นแนวทางอธิบายเรื่องพระสูตรชื่อว่า”อนวัฏฐิตสูตร”เชื่อมโยงกับพระสูตรชื่อว่า”อุกขิตตาสิกสูตร”และเชื่อมโยงกับพระสูตรที่ชื่อว่า”อตัมมยสูตร”ได้ด้วยโดยจากพระไตรปิฏกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑๐. อานิสังสวรรค๗. อนวัฏฐิตสูตรว่าด้วยความไม่มั่นคงมีเนื้อความย่อว่า[๑๐๒] ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการ สามารถ ทำเขตไม่จำกัด๑ในสังขารทั้งปวงแล้วทำอนิจจสัญญาให้ปรากฏได้….และจากพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑๐. อานิสังสวรรค๘.อุกขิตตาสิกสูตรว่าด้วยนิพพิทาสัญญาเหมือนเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบขึ้นมีข้อความย่อว่า[๑๐๓] ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการ สามารถทำเขตไม่จำกัดในสังขารทั้งปวงแล้วทำทุกขสัญญาให้ปรากฏได้......และจากพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑๐. อานิสังสวรรค๙. อตัมมยสูตรว่าด้วยอตัมมยะ๒มีข้อความย่อว่า[๑๐๔] ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการ สามารถ ทำเขตไม่จำกัดในธรรมทั้งปวงแล้วทำอนัตตสัญญาให้ปรากฏได้......นี่ก็เป็นเรื่องอนิจจังและทุกขังและอนัตตาเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ของสังขารธรรมที่ทำเขตไม่จำกัดนั่นเองและนี่ก็ทำให้พระพุทธเจ้าแลพระอรหันต์เจ้าและพระอริยเจ้าตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปไม่สามารถตรัสพุทธพจน์หรือบอกข้อความของพระอริยะเจ้าไว้ในพระไตรปิฏกเถรวาทได้ชัดเจนตรงตรงได้ว่าอนุปาทิเสสนิพพานเป็นอนัตตามีจริงไปตลอดอนันตกาลชั่วนิรันดรและตอนนี้ผมได้บอกเรื่องที่อยากเพิ่มเติมในเรื่องที่เคยบอกไปแล้วเมื่อวันที่20มกราคมพ.ศ.2557เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ
และวันที่31 มกราคม พศ.2558 ผมไล่ฉาเจิงขอเริ่มเรียกข้อความเนื้อหาในวันที่20 มกราคม พ.ศ.2558ช่วงที่หนึ่งนี้ว่าอยู่ในหัวข้อd0หรือหัวข้อดีเลขศูนย์หรือหัวข้อดีศูนย์นะครับ
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2015, 11:28:37 PM
ทุกท่านได้อ่านช่วงที่หนึ่งของวันที่20 มกราคม 2558ไปแล้วต่อไปนี้คือช่วงที่สองมีดังนี้ครับ
วันนี้หรือ20มกราคมพ.ศ.2558หรือค.ศ.2015 ช่วงที่สองนี้  ผมไล่ฉาเจิงหรือlaichazengขอบอกเนื้อหาสาระต่างๆดังนี้คือเนื้อหาสาระในช่วงที่สองนี้เป็นต้นไปผมจะแบ่งเป็นหัวข้อต่างต่างนะครับโดยเริ่มจากหัวข้อd1(อ่านว่าดีหนึ่ง)ซึ่งคำว่าd(ดี)นั้นขอย่อมาจากคำจีนว่าต๋าหรือdaหรือ達หรือ达นะครับและผมขอขอเริ่มหัวข้อแรกคือ
-d1)เราจะเข้าใจพระสูตรที่มีพุทธพจน์เรื่องภิกษุ....พิจารณาเห็นธรรมไรๆโดยความเป็นอัตตาอยู่......จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้....หมายถึงแค่สังขารไรไรเป็นอัตตาเท่านั้นเองได้อย่างไร?
คำตอบของผมก็คือผมจะขออธิบายด้วยแผนภาพLQYLCZซึ่งแสดงการเห็นแจ้งของพระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเป็นหลักสำคัญเพื่อแยกแยะว่าอะไรเป็นไปได้จริงและอะไรเป็นไปไม่ได้จริง ส่วนบุคคลที่ยังไม่ใช่พระอริยะเจ้านั้นจะคิดตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้า    ดังนั้นประเด็นหลักคือต้องเข้าใจตามจริงว่ากลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงนั้นในแผนภาพLQYLCZจะเป็นกลุ่มประโยคที่ภิกษุพิจารณาแล้วย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม  ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ฯในพระสูตรเลย
แต่กลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงนั้นในแผนภาพLQYLCZจะเป็นกลุ่มประโยคที่ภิกษุพิจารณาแล้วย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม  ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่มีได้ฯในพระสูตรเลย
 แล้วแผนภาพLQYLCZเป็นอย่างไรเพื่อความเข้าใจก่อน?
แผนภาพนี้ผมขอให้ชื่อเรียกว่าแผนภาพLQYLCZ(แผนภาพแอลคิววายแอลซีแซด)เพื่อให้จำง่ายและไม่ซ้ำกับแผนภาพต่างต่างที่ผมเคยบอกไปแล้วครับโดยคำว่าLQYLCZผมขอย่อมาจากคำจีนว่าLAI QUN YING LAI CHA ZENGหรือ赖群英赖茶曾นั่นเองโดยคำว่าLAI QUN YING และคำว่าLAI CHA ZENGทั้งสองชื่อนี้ล้วนเป็นชื่อจีนของผมชาณ์มัคค์ พงศ์พิทยานันต์ ด้วยนะครับ โดยแผนภาพLQYLCZนี้จะใช้แผนภาพPNYที่ผมเคยบอกไปแล้วคงจำกันได้นะครับเข้ามาเป็นแนวทางหลักและเข้ามารวมด้วยซึ่งแผนภาพPNYนี้ผมได้เคยแสดงแล้วว่าใช้อธิบายข้อความของพระอริยะเจ้าและพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าที่บอกความจริงเรื่องอนิจจังและทุกขังและอนัตตาได้ถูกต้องตามความเป็นจริงตามธรรมชาติครับและแผนภาพLQYLCZนี้จะบอกถึงแผนภาพPNYที่มีคำว่าทั้งปวงและแผนภาพPNYที่ไม่มีคำว่าทั้งปวงแต่อาจจะมีคำอื่นอื่นเช่นไรไรหรือใดใดหรือบางอย่างหรือไม่มีคำอื่นอื่นเหล่านี้มาเลยก็ได้มาเปรียบเทียบกับกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงตามธรรมชาติเพื่อหาประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงอีกแบบและประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบ ผมขอแสดงแผนภาพ LQYLCZดังนี้

Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2015, 11:29:23 PM
แผนภาพPNYที่มีคำว่าทั้งปวง                    แผนภาพPNYที่ไม่มีคำว่าทั้งปวง
ที่พระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริง              ที่พระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริง
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                                        สังขารไรไรไม่เที่ยง
สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์                                       สังขารไรไรเป็นทุกข์
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                                       สังขารไรไรเป็นอนัตตา
ธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง                                                 ธรรมไรไรเป็นไม่เที่ยง
ธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์                                                  ธรรมไรไรเป็นทุกข์
ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา                                               ธรรมไรไรเป็นอนัตตา
|                                                                                 |
เปรียบเทียบและเลือกสามประโยค                          เปรียบเทียบและเลือกสามประโยค                            กลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและ
แสดงออกมาได้คือ                                                    แสดงออกมได้คือ                                            พระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงคือ
       /                                                                                    /                                                              ความมไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง
Kสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                                            สังขารไรไรไม่เที่ยง                                                       ความทุกข์เป็นความสุข
Bสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์                                         สังขารไรไรเป็นทุกข์                                                        ความอนัตตาเป็นอัตตา
Xธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา                                       Mธรรมไรไรเป็นอนัตตา ________________________________________/
                                                                                                                                                          \
                                                                                                                                    2กลุ่มนี้ยังหากลุ่มประโยคที่พระอริยะเจ้า
                                                                                                                                       เห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงและเป็นไปไม่ได้จริง
                                                                                                                                          ได้อีกแบบด้วยการสลับที่ของคำระหว่างกลุ่ม
                                                                                                                                            แต่ความหมายไม่เปลี่ยนแปลงได้คือ
                                                                                                  |-----------------------------------|---------------------------------|
                                                                              กลุ่มประโยคที่พระอริยะเจ้าเห็นแจ้ง                                                      กลุ่มประโยคที่พระอริยะเจ้าเห็นแจ้ง
                                                                          ว่าเป็นไปได้จริงอีกแบบคือ                                                                           ว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบคือ
                                                                           ความไม่เที่ยงเป็นความไม่เที่ยง                                                                         Rสังขารไรไรเป็นของเที่ยง
                                                                                  ความทุกข์เป็นทุกข์                                                                                   Vสังขารไรไรเป็นสุข
                                                                               ความเป็นอนัตตาเป็นอนัตตา                                                                             Nธรรมไรไรเป็นอัตตา
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2015, 11:29:57 PM
ผมไล่ฉาเจิงขออธิบายแผนภาพLQYLCZที่ได้แสดงแผนภาพแล้วดังนี้
-d1.1)เมื่อดูจากแผนภาพPNYทั้งสองแบบที่อยู่ในแผนภาพLQYLCZนั้นจะได้ว่าประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงคือธรรมไรไรเป็นอนัตตานั้นก็มาจากข้อความว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาได้อีกทางด้วยเช่นกัน ดังนั้นธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาซึ่งก็หมายถึงสังขารทั้งปวงเป็นอนัตตาเท่านั้นเองก็ทำให้ข้อความว่าธรรมไรไรเป็นอนัตตาย่อมหมายถึงสังขารไรไรเป็นอนัตตาด้วย  แต่ถ้าหากเราจะพูดแบบเฉพาะตามแผนภาพPNYที่ไม่มีคำว่าทั้งปวงนั้นเพียงแผนภาพเดียว เราก็สามารถสรุปได้ตามแบบแนวทางของแผนภาพPNYที่ผมได้เคยบอกไปนานมากแล้วเป็นเรื่องแรกแรกสุดของแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคเลยก็จะได้ว่าธรรมไรไรเป็นอนัตตาย่อมใช้แทนสังขารไรไรเป็นอนัตตาได้ด้วยนั่นเองถ้าพระพุทธเจ้าทำพุทธพจน์แบบสามประโยคแสดงออกมาครับ

-d1.2)เมื่อดูจากกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงคือความไม่เที่ยงเป็นเที่ยง(นิจจังหรือของเที่ยง)และความทุกข์เป็นสุขและความเป็นอนัตตาเป็นอัตตานั้นในแผนภาพLQYLCZ ผมไล่ฉาเจิงจำเป็นต้องขออธิบายเพื่อสนับสนุนพระพุทธเจ้าแลพระอริยะเจ้าว่าแม้ว่าเป็นไปไม่ได้จริงที่ว่าความไม่เที่ยงเป็นเที่ยง(นิจจังหรือของเที่ยง)แต่ถ้าต้องการความเป็นไปได้จริงของความไม่เที่ยงเราจะต้องบอกว่าความไม่เที่ยงคือความไม่เที่ยงและถ้าต้องการความเป็นไปได้จริงของความเที่ยงเราจะต้องบอกว่าความเที่ยงคือความเที่ยงเท่านั้นเอง จากหลักการนี้เอง แม้ว่าเป็นไปไม่ได้จริงที่ว่าความเป็นอนัตตาเป็นอัตตา แต่ถ้าต้องการความเป็นไปได้จริงของความเป็นอนัตตา เราจะต้องบอกว่าความเป็นอนัตตาต้องเป็นความเป็นอนัตตาและถ้าต้องการความเป็นไปได้จริงของอัตตา เราจะต้องบอกว่าอัตตาเป็นอัตตาเท่านั้นเอง แต่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าท่านทรงพอใจที่เห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงที่ว่าความไม่เที่ยงเป็นเที่ยงและความทุกข์เป็นสุขและความเป็นอนัตตาเป็นอัตตามากที่สุด มันจึงเป็นกลุ่มประโยคที่เอาไปใช้วิเคราะห์พุทธพจน์และข้อความของพระอริยะเจ้าได้ดีจริงในแผนภาพLQYLCZนั่นเอง

-d1.3)เมื่อดูในแผนภาพLQYLCZนั้น จากกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบคือ สังขารไรไรเที่ยงและสังขารไรไรสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตานั้น ผมไล่ฉาเจิงขอบอกว่าประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบอันที่คือธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นมาจากการสลับที่ของคำระหว่างประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงอันที่คือธรรมไรไรเป็นอนัตตาจากข้อd1.1กับประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอันที่คือความเป็นอนัตตาเป็นอัตตาจากข้อd1.2 ทำให้เกิดผลที่ได้ก็คือได้2ประโยคอีกแบบเพิ่มขึ้นมาพร้อมพร้อมกันคือประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบอันที่คือธรรมไรไรเป็นอัตตานั่นเองโดยธรรมไรไรยังคงหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเองและอัตตาก็ยังคงอยู่ข้างความเที่ยงและสุขตามเดิมนี่เป็นประเด็นหลักของข้อd1.3ข้อนี้ครับ กับประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงอีกแบบคือความเป็นอนัตตาเป็นอนัตตาถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZตามไปด้วยจะเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วครับ

-d1.4)เมื่อดูในแผนภาพLQYLCZ จากกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงอีกแบบคือความไม่เที่ยงเป็นความไม่เที่ยงและความทุกข์เป็นทุกข์และความเป็นอนัตตาเป็นอนัตตานั้น   ผมไล่ฉาเจิงขอบอกว่าความไม่เที่ยงเป็นความไม่เที่ยงและความทุกข์เป็นทุกข์และความเป็นอนัตตาเป็นอนัตตานั้นเป็นความเป็นไปได้จริงแบบตัวมันเองเป็นจริงในตัวมันเองตามธรรมชาติฝ่ายโลกียธรรมครับเข้าใจได้ง่ายนะครับในข้อนี้และความจริงแบบความไม่เที่ยงเป็นความไม่เที่ยงนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ใช้เป็นหลักการในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค๑. มูลปริยายสูตรว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวงมีพุทธพจน์เช่น ย่อมรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน,ย่อมรู้ธาตุไฟโดยความเป็นธาตุไฟ, ย่อมรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลม เป็นต้น นี่ก็ช่วยยืนยันความจริงว่าความไม่เที่ยงเป็นความไม่เที่ยงให้ข้อd1.4ข้อนี้ได้นั่นเอง และดูมูลปริยายสูตรแบบเต็มได้จากhttp://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=1&Z=237&pagebreak=0 (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=1&Z=237&pagebreak=0)

-d1.5)จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค วิปัสสนากถา สาวัตถีนิทานบริบูรณ์มีความย่อว่า[731,732,733] ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงอยู่ .....พิจารณาเห็นสังขารไรๆโดยความเป็นสุข......พิจารณาเห็นธรรมไรๆโดยความเป็นอัตตาอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยามข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตติยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยงอยู่.....พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นทุกข์อยู่……พิจารณาเห็นธรรมไรๆ โดยความเป็นอนัตตาอยู่   จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม  ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ฯถ้าอ่านข้อความจากพระไตรปิฏกแล้วถามว่าข้อความจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีความสอดคล้องได้จริงกับแผนภาพLQYLCZได้อย่างไร?
ผมขอตอบว่าจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีข้อความว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบที่ว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเองซึ่งมีผลเหมือนกันคือจักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่มีได้ และถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือRและVและNและคำว่าธรรมไรไรหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเอง
และจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้ยังมีอีกข้อความด้วยว่าสังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยงและสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์และธรรมไรไรเป็นอนัตตาโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงที่ว่าสังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยงและสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์และธรรมไรไรเป็นอนัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเองซึ่งมีผลเหมือนกันคือจักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ และถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือKและBและMและคำว่าธรรมไรไรหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเอง  และดูพระสูตรนี้ได้จาก http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=31&A=10812&Z=10974 (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=31&A=10812&Z=10974)

-d1.6)จากพระไตรปิฏกเล่มที่ ๑๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์มีความย่อว่า[๒๔๕].....ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ (ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง.....พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข...... พึงเข้าใจธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชน พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง......สังขารไรๆ โดยความเป็นสุข.....ธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา นั้นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ.....ถ้าอ่านข้อความจากพระไตรปิฏกแล้วถามว่าข้อความจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีความสอดคล้องได้จริงกับแผนภาพLQYLCZได้อย่างไร?
ผมขอตอบว่าจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีข้อความว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบที่ว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเอง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกันคือเป็นข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ไม่ใช่ฐานะที่มีได้คือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ (ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) พึงเข้าใจ และถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือRและVและNและคำว่าธรรมไรไรหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเอง  .
จากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีข้อความซ้ำอีกว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบที่ว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเอง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกันคือเป็นข้อที่เป็นฐานะมีได้คือปุถุชนพึงเข้าใจและถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือRและVและNและคำว่าธรรมไรไรหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเอง และดูพระสูตรนี้ได้จาก http://www.84000.org/tipitaka/read/byitem.php?book=14&item=245&items=1&preline=0 (http://www.84000.org/tipitaka/read/byitem.php?book=14&item=245&items=1&preline=0)

-d1.7)จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ฉักกนิบาต ๙. กัญจิสังขารสูตร มีความว่า [๓๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้๖ ประการเป็นไฉนคือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา ๑เป็นผู้ไม่ควรเพื่อกระทำอนันตริยกรรม ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือความบริสุทธิ์โดยมงคลตื่นข่าว ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อแสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้แล ฯ ถ้าอ่านข้อความจากพระไตรปิฏกแล้วถามว่าข้อความจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีความสอดคล้องได้จริงกับแผนภาพLQYLCZได้อย่างไร?
ผมขอตอบว่าจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีข้อความว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบที่ว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเอง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกันคือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป)ไม่ควรเพื่อยึดถือ และถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือRและVและNและคำว่าธรรมไรไรหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเองและดูพระสูตรนี้ได้จาก http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=10317&Z=10325 (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=10317&Z=10325)

-d1.๘)พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ฉักกนิบาต ๕. อานิสังสวรรค ๓. อนิจจสูตรและ๔. ทุกขสูตรและ๕.อนัตตสูตร มีความย่อว่า[369,370,371]ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง.......พิจารณาเห็นสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข........พิจารณาเห็นธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา........จักเป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ไม่ประกอบด้วยขันติที่สมควรแล้ว จักก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง........พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นทุกข์ ...........พิจารณาเห็นธรรมทั้งปวงโดยความเป็นอนัตตา......... จักเป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ เธอประกอบด้วยขันติที่สมควรแล้ว จักก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรือ อรหัตผล ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ ฯถ้าอ่านข้อความจากพระไตรปิฏกแล้วถามว่าข้อความจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีความสอดคล้องได้จริงกับแผนภาพLQYLCZได้อย่างไร?
ผมขอตอบว่าจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีข้อความว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบที่ว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเองซึ่งมีผลเหมือนกันคือจักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ และถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือRและVและNและคำว่าธรรมไรไรหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเอง
และจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้ยังมีอีกข้อความด้วยว่าสังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยงและสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงที่ว่าสังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยงและสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเองซึ่งมีผลเหมือนกันคือจักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ และถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือKและBและXและคำว่าธรรมทั้งปวงหมายถึงสังขารทั้งปวงเท่านั้นเอง    และดูพระสูตรนี้ได้จาก http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=10371&Z=10384  (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=10371&Z=10384)และ http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=10385&Z=10390  (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=10385&Z=10390)และ http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=10391&Z=10396  (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=10391&Z=10396) 
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2015, 11:30:14 PM
ทุกท่านได้อ่านช่วงที่หนึ่งและช่วงที่สอง(ซึ่งช่วงที่สองเริ่มหัวข้อd1โดยมีแผนภาพLQYLCZกับหัวข้อย่อยคือd1.1ถึงd1.๘ตามที่ได้อ่านไปแล้วนั้น)ของวันที่20 มกราคม 2558ไปแล้วต่อไปนี้คือช่วงที่สามมีดังนี้ครับ
สำหรับวันที่20มกราคม พศ.2558หรือคศ.2015นี้มีช่วงที่สามดังนี้ ผมไล่ฉาเจิงขอแสดงความคิดเห็นของส่วนตัวของผมต่อไปนะครับโดยผมขอเริ่มจากหัวข้อที่d2นะครับดังนี้

-d2)ในพระไตรปิฏกเถรวาทนั้น เราจะสามารถบอกได้หรือไม่ว่านิพพานแท้แท้ที่พระพุทธเจ้าทรงบรรลุแล้วเป็นอัตตาแท้แท้หรือโลกุตตรอัตตานั่นเอง โดยนิพพานในหัวข้อนี้ผมหมายถึงอนุปาทิเสสนิพพานเป็นโลกุตตรอัตตา หรือตัวตนแท้อันเป็นโลกตุตรธรรม หรือตัวตนแท้อันเป็นธรรมหลุดพ้นจากโลกเหนือโลกที่เป็นอสังขตธรรมอันไม่มีปัจจัยปรุงแต่งเลยนะครับ

คำตอบของผมไล่ฉาเจิงคือผมขอเสนอแนวทางอธิบายเรื่องนี้ดังนี้นะครับผมขออ้างจากวันที่20มกราคม2558ช่วงที่สองที่ผมได้เสนอแผนภาพLQYLCZเพื่ออธิบายประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอันที่คือธรรมไรไรเป็นอัตตาโดยธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นตามแผนภาพLQYLCZของผมหมายถึงสังขารไรไรเป็นอัตตานั่นเองนั่นก็คือพระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงที่ว่าสังขารไรไรเป็นอัตตาแท้แท้เท่านั้นเอง และตอนนี้ผมขอใช้พุทธพจน์จากหัวข้อd1.7คือจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ฉักกนิบาต ๙. กัญจิสังขารสูตร มีความย่อว่า” [๓๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้๖ ประการเป็นไฉนคือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา…..”  จากข้อพุทธพจน์ข้อนี้ตามแผนภาพLQYLCZของผมจะหมายถึงว่าพระพุทธเจ้าตรัสพุทธพจน์บอกว่าบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรไรโดยความเป็นอัตตานั่นเอง

และตอนนี้ผมขออ้างพุทธพจน์จากพระไตรปิฏกอีกบทเกี่ยวกับนิพพานดังนี้คือจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๑ นั้นมีความว่า”[๑๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้  สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมมีกถาอันปฏิสังยุตต์ด้วยนิพพาน ก็ภิกษุเหล่านั้นกระทำให้มั่น มนสิการแล้วน้อมนึกธรรมีกถาด้วยจิตทั้งปวงแล้ว เงี่ยโสตลงฟังธรรม ลำดับนั้นแล พระผู้-*มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี้ โลกหน้าพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุปบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ “หรือดูพระสูตรจาก http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=25&A=3977&Z=3992  (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=25&A=3977&Z=3992) โดยจากพุทธพจน์บทนี้ผมขอสรุปสาระย่อย่อโดยรวมเลยว่าพุทธพจน์บทนี้หมายถึงนิพพานแท้แท้ไม่มีสภาพสังขารเลยหรือผมขอบอกได้ว่าพุทธพจน์บทนี้หมายถึงว่าบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรไรโดยความเป็นนิพพานแท้แท้นั่นเอง

ดังนั้นถึงตอนนี้ผมมีข้อความที่เกี่ยวข้องกับพุทธพจน์อยู่2อันคืออันแรกมาจากพุทธพจน์เลยคือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรไรโดยความเป็นอัตตานั่นเอง และอันที่สองนี้ผมปรับปรุงข้อความที่มาจากพุทธพจน์ในนิพพานสูตรที่หนึ่งนั้นได้เป็นว่าบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรไรโดยความเป็นนิพพานแท้แท้นั่นเอง แต่ผมไล่ฉาเจิงมีข้อความจริงตลอดกาลอีกอันหนึ่งคือไม่มีพุทธพจน์และข้อความของพระอริยะเจ้าในพระไตรปิฏกเลยด้วยครับว่าบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือนิพพานแท้แท้หรืออนุปาทิเสสนิพพานโดยความเป็นอัตตาแท้แท้นั่นเอง เมื่อไม่มีพุทธพจน์อันนี้ตลอดกาลเลยจริงจริง ผมจึงขอสรุปจากพุทธพจน์ที่ผมยกมา2อันแรกนั้นได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพุทธเจตนาแน่แน่ให้เข้าใจได้ว่า
นิพพานแท้แท้หรืออนุปาทิเสสนิพพานเป็นอัตตาแท้แท้หรือโลกุตตรอัตตาหรือตัวตนแท้แท้ที่หลุดพ้นจากโลกและเหนือโลกที่ไม่มีการปรุงแต่งด้วยโลกียธรรมใดใดได้เลย ดังนั้นผมจึงขอสรุปตามความคิดเห็นส่วนตัวของผมอีกครั้งว่านิพพานแท้แท้ตามพุทธเจตนานี้ก็คือนิพพานที่เป็นโลกุตตรอัตตาแท้แท้หรือตัวตนแท้ที่ไม่มีโลกียธรรมใดใดเลยนั่นเอง ผมขอให้ทุกท่านลองพิจารณาด้วยตนเองดูอย่างรอบคอบนะครับ

-d3)จากพุทธพจน์ที่ว่าอัตตา หิ อัตตโน นาโถหรือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน และจากพุทธพจน์ที่ว่าอัตตานัง ทะมะยันติ ปัณฑิตา หรือ บัณฑิตย่อมฝึกฝนตนเอง และจากพุทธพจน์ที่ว่าอัตตทีปา อัตตสรณา ธัมมทีปา ธัมมสรณาหรือจงมีตนเป็นเกาะ จงมีตนเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ จงมีธรรมเป็นที่พึ่ง  ข้อความพุทธพจน์เหล่านี้นั้นตามความคิดเห็นส่วนตัวของผมคือถ้ามีพุทธเจตนามุ่งหมายให้เป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุนิพพานอันเป็นโลกุตตรอัตตาแท้แท้ตามหัวข้อd2นั้นในพุทธพจน์ที่ยกมาที่มีคำว่าอัตตาหรือตัวตนเป็นที่พึ่งหรือการฝึกฝนตนเองหรืออัตตาเพื่อนิพพานแท้แท้สูงสุดนั้น ต้องรวมโลกุตตรอัตตาแท้แท้ด้วยครับ
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2015, 11:32:01 PM
วันที่20มกราคมพศ.2558ช่วงที่สามยังมีต่อนะครับดังนี้คือ  ผมขออ้างอิงที่มาของพุทธพจน์ตามหัวข้อd3ไว้เป็นตัวอย่างให้ศึกษาได้บ้างผมขอยกมาเพียง3แห่งคือ
-ข้อความพุทธพจน์ที่ว่า“,,,,,,ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน(อัตตาหิ อัตตโน นาโถ).....” พุทธพจน์บทนี้มาจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย  คาถาธรรมบท อัตตวรรคที่ ๑๒ ข้อที่๒๒หรือดูพระสูตรจาก http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=692&Z=720  (http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=692&Z=720)

-ข้อความพุทธพจน์ที่ว่า“,,,,,,บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกฝนตน(อัตตานัง ทะมะยันติ ปัณฑิตา)......”พุทธพจน์บทนี้มาจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปัณฑิตวรรคที่ ๖ ข้อที่๑๖ หรือดูพระสูตรจาก http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=479&Z=514  (http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=479&Z=514)

-ข้อความพุทธพจน์ที่ว่า”.......พวกเธอจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือจงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด ฯ......”พุทธพจน์บทนี้มาจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค คามกัณฑ์ในมหาปรินิพพานสูตร ฯ หรือดูพระสูตรได้จาก http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=10&A=2523&w=%C1%D5%B5%B9%E0%BB%E7%B9%E0%A1%D2%D0_%C1%D5%B5%B9%E0%BB%E7%B9%B7%D5%E8%BE%D6%E8%A7  (http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=10&A=2523&w=%C1%D5%B5%B9%E0%BB%E7%B9%E0%A1%D2%D0_%C1%D5%B5%B9%E0%BB%E7%B9%B7%D5%E8%BE%D6%E8%A7)
-d4)หัวข้อดีสี่นี้จากพุทธพจน์ที่ว่า” นิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่งหรือเป็นปรมะ “ ซึ่งมาจากพระสูตรคือพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ทีฆนิกาย มหาวรรค มีความว่า [๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ทรงสวดพระปาติโมกข์ในที่ประชุมพระภิกษุสงฆ์ดังนี้ ขันติคือความทนทานเป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า พระนิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่ง(นิพพานเป็นปรมะ) ผู้ทำร้ายผู้อื่นผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย การไม่ทำบาปทั้งสิ้น การยังกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวม ในพระปาติโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหาร ๑ ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑ การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑หกอย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฯ และจากภาษิตข้อความของพระสารีบุตรที่ว่า”....ขันธ์5เป็นอนัตตากับนิพพานเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหรือเป็นปรมะ นั้น ทำไมพระสารีบุตรจึงเลือกเอาขันธ์5เป็นอนัตตามาให้เปรียบเทียบกับนิพพานเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหรือเป็นปรมะด้วยซึ่งมาจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรคมีความย่อว่า [๗๓๕] ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการเท่าไร ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการเท่าไร ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการ ๔๐ ฯ..........ภิกษุ.......เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของ--ว่างเปล่า ...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพาน--ไม่เปล่า ...เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็น—ของสูญ ...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพาน—สูญอย่างยิ่ง ...เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็น—อนัตตา ...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพาน—เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ...เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็น--โทษ ...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพาน--ไม่มีโทษ ... และจากทั้งพุทธพจน์และข้อความของพระสารีบุตรนี้เราจะบอกความหมายของข้อความที่ว่านิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่งหรือประโยชน์อย่างยิ่งหรือเป็นปรมะนั้นหมายถึงอะไรกันแน่   ????

คำตอบของผมไล่ฉาเจิงก็คือเราสามารถบอกได้ว่าจากทั้งพุทธพจน์และข้อความของพระสารีบุตรหัวข้อนี้ที่มีข้อความที่ว่านิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่งหรือประโยชน์อย่างยิ่งหรือเป็นปรมะนั้นหมายถึงนิพพานเป็นโลกุตตรอัตตาแท้หรือตัวตนแท้ที่หลุดพ้นจากโลกฯนั่นเองโดยดูจากการให้เหตุผลของผมตามหัวข้อd2ที่อ้างอิงพุทธพจน์มาพิจารณาเรื่องนิพพาน เมื่อเราได้ความหมายของข้อความที่ว่านิพพานเป็นปรมะหรือธรรมอย่างยิ่งหรือประโยชน์อย่างยิ่งว่าคือนิพพานเป็นโลกุตตรอัตตาหรือตัวตนแท้ที่หลุดพ้นจากโลกฯแล้วเราก็สามารถอธิบายได้ว่า ทำใมพระสารีบุตรจึงบอกข้อความว่าขันธ์5เป็นอนัตตามาเปรียบเทียบกับนิพพานเป็นปรมะหรือประโยชน์อย่างยิ่ง   

ผมไล่ฉาเจิงมีความคิดเห็นส่วนตัวว่าการที่พระสารีบุตรเลือกเอาขันธ์5เป็นอนัตตามาเปรียบเทียบกับนิพพานเป็นปรมะหรือประโยชน์อย่างยิ่งนั้นก็เพราะพระสารีบุตรเลือกมาจากความมจริงที่มีอยู่แล้วในความคิด2กลุ่มคือความจริงกลุ่มที่หนึ่งที่มีอยู่แล้วในความคิดคือขันธ์5เป็นอนัตตาเปรียบเทียบกับนิพพานเป็นโลกุตตรอัตตาแท้หรือตัวตนแท้ที่หลุดพ้นจากโลก
กับความจริงกลุ่มที่สองที่มีอยู่แล้วในความคิดคือขันธ์5เป็นโลกียอัตตาหรือตัวตนอันมีโลกียธรรมปรุงแต่งแล้วเปรียบเทียบกับนิพพานเป็นปรมะหรือประโยชน์อย่างยิ่งได้ด้วยตามจริง เมื่อพระสารีบุตรมีความจริงที่มีอยู่แล้ว2กลุ่มในความคิดย่อมเกิดการเปรียบเทียบได้ความจริงที่มีอยู่แล้วกลุ่มที่สามและแสดงออกมาได้ว่าขันธ์5เป็นอนัตตาเปรียบเทียบกับนิพพานเป็นปรมะหรือประโยชน์อย่างยิ่งนั่นเองซึ่งเป็นประเด็นหลักตามหัวข้อd4นี้และยังได้ความจริงที่มีอยู่แล้วกลุ่มที่สี่เพิ่มไว้ในความคิดด้วยพร้อมพร้อมกันคือขันธ์5เป็นโลกียอัตตาหรือตัวตนอันมีโลกียธรรมปรุงแต่งแล้วเปรียบเทียบกับนิพพานเป็นโลกุตตรอัตตาหรือตัวตนอันหลุดพ้นจากโลกฯรวมมีอัตตา2อย่างในความจริงที่มีอยู่แล้วกลุ่มที่สี่นั่นเอง แต่ความจริงที่มีอยู่แล้วกลุ่มที่สี่ที่เพิ่มไว้ในความคิดนี้พระสารีบุตรท่านพิจารณาแล้วในความคิดว่าก็ยังสอดคล้องตามจริงกับพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสพุทธพจน์เรื่องตนหรืออัตตาซึ่งดูหัวข้อd3ได้ด้วยซึ่งคำว่าตนหรืออัตตานั้นพระพุทธเจ้าหมายถึงตนหรืออัตตา2อย่างด้วยเช่นกันคืออัตตาที่มีโลกียธรรมปรุงแต่งแล้วกับอัตตาที่หลุดพ้นจากโลกฯเช่นตรัสพุทธพจน์ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนหรือจงมีตนเป็นเกาะหรือจงมีตนเป็นที่พึ่งเป็นต้น

และสำหรับพุทธพจน์ที่ว่านิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่งหรือเป็นปรมะนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็เลือกมาจากความจริงที่มีอยู่แล้วในความคิดเพียง2ประโยคเปรียบเทียบกันคือขันธ์5เป็นอนัตตาและนิพพานเป็นปรมะหรือเป็นธรรมอย่างยิ่งแต่พระพุทธเจ้าท่านเลือกแสดงออกมาเป็นพุทธพจน์เพียงประโยคเดียวว่านิพพานเป็นปรมะหรือเป็นธรรมอย่างยิ่งให้แก่พระสงฆ์อรหันต์1,250รูปที่มาประชุมพร้อมกันต่อหน้าพระพุทธเจ้าโดยไม่ได้นัดหมายกันเลยในวันขึ้น15ค่ำเดือนสามหรือตรงกับวันมาฆะบูชาในยุคปัจจุบันนี้นั่นเองแต่เรื่องขันธ์5เป็นอนัตตาพระพุทธเจ้าท่านก็เก็บไว้ในความคิดชั่วคราวแล้วจึงไปตรัสเป็นพุทธพจน์แสดงออกมาในเวลาอื่นอื่นต่อไปเป็นพระสูตรเรื่องใหม่ของวันใหม่เลย ดังนั้นพุทธพจน์ที่ว่านิพพานเป็นปรมะหรือเป็นธรรมอย่างยิ่งในการประชุมพระสงฆ์ที่เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด1,250รูปครั้งแรกก็ยังคงหมายถึงนิพพานเป็นโลกุตตรอัตตาหรือตัวตนแท้อันหลุดพ้นจากโลกฯนั่นเอง
สำหรับเรื่องนิพพานเป็นปะระมังสูญญังหรือนิพพานเป็นความว่างเปล่าอย่างยิ่ง เท่าที่ผมเข้าใจผมคิดว่าสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าและพระสารีบุตรท่านตรัสหรือบอกแต่เพียงว่านิพพานนั้นว่างเปล่าหรือสูญจากสังขารและตัวตนอันมีสังขารปรุงแต่งให้มีอายุยืนยาวนานมากจนคิดว่ามันเที่ยง-มันงามมาก-มันสุขนานมากเป็นต้น
ดูพระสูตรเรื่องพระพุทธเจ้าตรัสว่านิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่ง(เป็นปรมะ)ได้จาก http://www.84000.org/tipitaka/read/?10/54/57  (http://www.84000.org/tipitaka/read/?10/54/57)และดูเรื่องภาษิตของพระสารีบุตรที่บอกว่าขันธ์5เป็นอนัตตากับนิพพานเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง(เป็นปรมะ)   http://www.84000.org/tipitaka/read/?31/735  (http://www.84000.org/tipitaka/read/?31/735)

ตอนนี้ผมไล่ฉาเจิงหรือนายชาณ์มัคค์ พงศ์พิทยานันต์ ขอเริ่มต้นวันที่20 มกราคมพศ.2558หรือคศ.2015ช่วงที่สี่หรือช่วงที่4แล้วนะครับโดยวันที่20มกราคมพศ.2558ช่วงที่สี่หรือช่วงที่4จะเริ่มจากหัวข้อd5มีดังนี้คือ

-d5)เรื่องคำว่าธรรมกายที่มีในพระไตรปิฏกนั้นขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวออกเป็น2ข้อย่อยดังนี้
-d5.1)จากข้อความของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีที่ว่า”...... ธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้เจริญเติบโตแล้ว.........”ซึ่งมาจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 ขุททกนิกาย เถรีอปทาน เอกุโปสถวรรค มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน  มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทานที่ ๗  ว่าด้วยบุพจริยาของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี มีข้อความย่อว่า”[๑๕๗] ในกาลครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคผู้เป็นประทีปแก้วส่องโลกให้สว่าง ไสว เป็นนายสารถีฝึกนรชน ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวันใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้น พระมหาโคตรมีภิกษุณีพระมาตุจฉาของพระพิชิตมาร.......ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโต ธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้เจริญเติบโตแล้ว หม่อมฉันให้พระองค์ ดูดดื่มน้ำนมอันระงับเสียได้ ซึ่งความอยากชั่วครู่ แม้น้ำนม คือพระสัทธรรมอันสงบระงับล่วงส่วน พระองค์ก็ให้หม่อมฉันดูดดื่มแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี ในการผูกมัดและรักษา พระองค์ชื่อว่ามิได้เป็นหนี้หม่อมฉัน......” คำว่าธรรมกายในข้อความของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีนี้ทุกท่านมีความคิดเห็นส่วนตัวอย่างไรบ้าง???

คำตอบของผมไล่ฉาเจิงคือผมมีความคิดเห็นส่วนตัวว่าการที่พระนางปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีบอกว่าธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉันนั้นเป็นเพราะธรรมกายมีความสามารถบรรลุนิพพานอันเป็นโลกุตตรอัตตาและเป็นบรมสุขแท้ได้จริงตามแนวทางของพระพุทธเจ้าจึงทำให้ธรรมกายของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีมีความน่าเพลิดเพลินไม่มีที่สิ้นสุดครับและผมไล่ฉาเจิงมีความคิดเห็นส่วนตัวว่าธรรมกายและพรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตก็เป็นชื่อของธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีด้วยครับ
และดูพระสูตรเรื่องนี้ได้จาก http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=33&A=4550&w=%B8%C3%C3%C1%A1%D2%C2  (http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=33&A=4550&w=%B8%C3%C3%C1%A1%D2%C2)

-d5.2)จากพุทธพจน์ที่ว่า”......ธรรมกายก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี พรหมภูตก็ดี เป็นชื่อของตถาคต.......”ซึ่งมาจากพระสุตตันตปิฏก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค อัคคัญญสูตร ความย่อว่า “[๕๕] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสต่อไปว่า......ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ผู้ใดแล มีศรัทธาตั้งมั่นเกิดขึ้นแล้วแต่ รากแก้วคืออริยมรรค ประดิษฐานมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหมหรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลก ไม่พรากไปได้ ควรเรียกผู้นั้นว่า เป็นบุตรเกิดแต่พระอุระ เกิดแต่พระโอฐของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้เกิดแต่พระธรรม เป็นผู้ที่พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นผู้รับมรดกพระธรรม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคำว่า ธรรมกายก็ดี ว่าพรหมกาย ก็ดี ว่าธรรมภูต ก็ดี ว่าพรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของตถาคต ฯ” คำว่าธรรมกายในพุทธพจน์นี้ทุกท่านมีความคิดเห็นส่วนตัวอย่างไรบ้าง???

คำตอบของผมไล่ฉาเจิงคือผมมีความคิดเห็นส่วนตัวว่าพุทธพจน์ที่ว่าธรรมกายก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี พรหมภูตก็ดี เป็นชื่อของตถาคตฯนั้นพระพุทธเจ้าน่าจะมีประโยค2อันมารวมกันเป็นพุทธพจน์คือธรรมกายและ พรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตเป็นชื่อของธรรมกายอยู่แล้วประโยคแรกกับประโยคสองคือธรรมกายและพรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตเป็นชื่อของตถาคตอยู่แล้วด้วยดังนั้นถ้าประโยคแรกมันก็เป็นประโยคที่สองนั่นคือชื่อของธรรมกายก็เป็นชื่อของตถาคตและถ้าตัดคำว่าชื่อของออกไปจะเหลือสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการสื่อแท้แท้อย่างเต็มใจออกมาว่าธรรมกายเป็นตถาคตนั่นเอง
และดูพระสูตรเรื่องนี้ได้จาก http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=11&A=1703&Z=2129  (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=11&A=1703&Z=2129)

Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2015, 11:32:17 PM

เมื่อได้อ่านหัวข้อd5แล้วที่มีข้อd5.1กับข้อd5.2แล้วจะเห็นว่าข้อd5.1และข้อd5.2มีความเกี่ยวข้องระหว่างกันมากเพื่อใช้หาความจริงเรื่องธรรมกายนะครับ  ผมไล่ฉาเจิงขออธิบายเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจมากขึ้นว่าเริ่มแรกผมอ่านข้อความของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีที่ว่า”...ธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน........”แล้ว  ผมเกิดคำถามเพื่อหาความจริงว่า แล้วอะไรเป็นชื่อของธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินฯ และผมก็คิดได้ว่าชื่อธรรมกายนั่นเองเป็นชื่อของธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินฯได้แน่นอน และผมก็ยังเกิดคำถามเพื่อหาความจริงอีกว่าพระพุทธเจ้าทรงยอมให้มีชื่ออื่นอื่นที่เขียนติดกับชื่อธรรมกายได้ไหม?ผมก็หาเจอว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพุทธพจน์ว่า...ธรรมกายก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี พรหมภูตก็ดี....ซึ่งถ้าสังเกตจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงยอมให้มีชื่อพรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตใช้เขียนติดกับชื่อธรรมกายได้นั่นเองเพื่อใช้ขยายความชื่อธรรมกายดังนั้นผมจึงอยากบอกทุกท่านว่านอกจากชื่อธรรมกายเป็นชื่อของธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีได้แล้วตามจริงเรายังได้ว่าชื่อธรรมกายและพรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตก็เป็นชื่อของธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีได้ด้วยตามข้อd5.1นั่นเอง

และจากเรื่องนี้ที่ว่าชื่อธรรมกายและพรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตก็เป็นชื่อของธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของพระนางมหาปชาบดีพระอรหันต์เถรีได้นี้ทำให้ผมไล่ฉาเจิงบอกหลักการได้ว่าชื่อธรรมกายและพรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตเป็นชื่อของธรรมกายได้นั่นเองซึ่งหลักการนี้เมื่อเอามาเทียบกับพระพุทธพจน์ที่ว่าชื่อว่าธรรมกายก็ดี ว่าพรหมกายก็ดี  ว่าธรรมภูตก็ดี ว่าพรหมภูตก็ดี เป็นชื่อของตถาคต เราก็จะบอกได้ตามหัวข้อd5.2นั่นเองและเราอย่าลืมความจริงที่ว่าตถาคตก็มีธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของตถาคตเองเหมือนกับพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีที่มีธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีเองตามธรรมชาติเองครับ

-d6)พระพุทธพจน์เรื่องศาสดา3ประเภทซึ่งมาจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗  พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์  มีข้อความโดยย่อว่าพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรเสนิยะ ศาสดา ๓ จำพวกนี้มี อยู่ปรากฏอยู่ในโลก ๓ จำพวกเป็นไฉน
ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ
อนึ่ง ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ แต่ในปัจจุบันไม่บัญญัติเช่นนั้นในสัมปรายภพ
อนึ่ง ศาสดาบางคนในโลกนี้ ไม่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ
ใน ๓ จำพวกนั้น ศาสดาที่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า สัสสตวาท
ศาสดาที่บัญญัติอัตตา โดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ แต่ในปัจจุบัน ไม่บัญญัติ
เช่นนั้นในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า อุจเฉทวาท
ศาสดาที่ไม่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน
ทั้งในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า สัมมาสัมพุทธะ
ดูกรเสนิยะ ศาสดา๓ จำพวกนี้แล มีอยู่ ปรากฏอยู่ในโลก ดังนี้
๑- เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ?
 ป. ถูกแล้ว……………………..
และหลังจากอ่านเรื่องศาสดา3ประเภทที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกนี้แล้ว ทุกท่านมีความคิดเห็นส่วนตัวอย่างไรเกี่ยวกับข้อความพุทธพจน์เรื่องศาสดา3ประเภทครับ???????
คำตอบของผมไล่ฉาเจิงคือผมมีความคิดเห็นส่วนตัวว่าศาสดาที่เรียกว่าสัมมาสัมพุทธะนั้นเป็นศาสดาประเภทเดียวเท่านั้นที่สามารถสอนสัตว์โลกและสอนศาสดาสัสสตวาทะและสอนศาสดาอุจเฉทวาทะให้สามารถเห็นแจ้งรู้แจ้งในเรื่องสังขารว่าเป็นของไม่เที่ยงหรืออนิจจังและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตนได้ถูกต้องตามจริงและครบถ้วนและมีแต่สังขารเท่านั้นที่เป็นอนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตนตามจริง
ดังนั้นศาสดาที่เรียกว่าสัมมาสัมพุทธะจึงเป็นศาสดาที่ไม่บัญญัติอัตตาที่เป็นสังขารธรรมหรือโลกียธรรมโดยความเป็นของจริงของแท้ทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพเบื้องหน้า หรือบอกสั้นสั้นว่าศาสดาที่ไม่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริงของแท้ในปัจจุบันและสัมปรายภพเบื้องหน้าเรียกว่าสัมมาสัมพุทธะนั่นเอง

แต่ศาสดาที่เรียกว่าสัสสตวาทะนั้นเป็นศาสดาที่ไม่สามารถสอนสัตว์โลกให้เห็นแจ้งรู้แจ้งในเรื่องสังขารว่าเป็นของไม่เที่ยงหรืออนิจจังและเป็นทุกข์หรือทุกขังและเป็นอนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตนได้ถูกต้องตามจริงและครบถ้วน
ดังนั้นศาสดาที่เรียกว่าสัสสตวาทะจึงเป็นศาสดาที่บัญญัติอัตตาที่เป็นสังขารธรรมหรือโลกียธรรมโดยความเป็นของจริงของแท้ทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพเบื้องหน้าหรือบอกสั้นสั้นว่าศาสดาที่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริงของแท้ทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพเบื้องหน้าเรียกว่าสัสสตวาทะนั่นเอง

แต่ศาสดาที่เรียกว่าอุจเฉทวาทะนั้นเป็นศาสดาที่ไม่สามารถสอนสัตว์โลกให้เห็นแจ้งรู้แจ้งในเรื่องสังขารว่าเป็นของไม่เที่ยงหรืออนิจจังและเป็นทุกข์หรือทุกขังและเป็นอนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตนได้ถูกต้องตามจริงและครบถ้วน
ดังนั้นศาสดาที่เรียกว่าอุจเฉทวาทะจึงเป็นศาสดาที่บัญญัติอัตตาที่เป็นสังขารธรรมหรือโลกียธรรมโดยความเป็นของจริงของแท้แต่ในปัจจุบันไม่บัญญัติเช่นนั้นในสัมปรายภพเบื้องหน้าหรือบอกสั้นสั้นว่าศาสดาที่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริงของแท้แต่ในปัจจุบันไม่บัญญัติเช่นนั้นในสัมปรายภพเบื้องหน้าเรียกว่าอุจเฉทวาทะนั่นเอง

และดูพระสูตรเต็มเรื่องศาสดาสามนี้ได้จากhttp://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=37&A=2161&w=%E0%CA%B9%D4%C2%D0_  (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=37&A=2161&w=%E0%CA%B9%D4%C2%D0_)

-d7)เรื่องสุดท้ายแล้วนะครับของวันที่20 มกราคมพ.ศ.2558ทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องพุทธศาสนาในการที่จะเข้าใจเรื่องภาวะหลังตายของบรรพบุรุษและเรื่องพุทธศาสนาในการที่จะเข้าใจเรื่องการบูชาบรรพบุรุษหรือบรรพชนในสมัยปัจจุบัน????
ผมคิดเห็นส่วนตัวว่าบุคคลที่เป็นต้นกำเนิดตระกูลแซ่ต่างๆในประเทศจีนเช่น บุคคลที่เป็นต้นกำเนิดตระกูลแซ่ไล่หรือ赖หรือ賴หรือLaiในประเทศจีนที่มีประวัติยาวนานมากกว่า2,700ปีโดยการประมาณเวลาเป็นต้นและชาวโลกทุกทุกคนและสัตว์โลกนั้นแต่ละคนและแต่ละสัตว์ล้วนยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายชาติท่องเที่ยวไปในภพคนบ้างและสวรรค์บ้างและนรกบ้างอีกนานแสนนานยาวนานมากตามกรรมของแต่ละคนแต่ละสัตว์เองเพราะแต่ละคนแต่ละสัตว์ล้วนยังเป็นผู้มีอวิชชาและกิเลสสะสมในจิตใจของแต่ละคนแต่ละสัตว์อยู่มากมายมานานหลายชาติแล้วด้วยเช่นกันนี่เป็นความจริงที่พระพุทธศาสนาตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันได้สอนไว้แก่ชาวพุทธด้วยและวิชชาธรรมกายตามที่หลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญกรุงเทพฯได้เผยแพร่ไว้อย่างรอบคอบแล้วก็สามารถทั้งรู้ทั้งเห็นในเรื่องความจริงที่ว่าการเกิดตายหลายภพชาตินี้ตามพระพุทธเจ้าได้อย่างชัดเจนด้วยและยังมีความจริงอีกมายมายตามแนวทางพระพุทธศาสนานั้นทำให้ชาวพุทธทุกคนทุกฐานะเข้าใจธรรมชาติต่างต่างได้มากมายขึ้นและทันโลกและทันความเจริญด้านวิทยาศาสตร์ด้วยไปพร้อมพร้อมกันและชาวจีนทุกตระกูลแซ่หรือคนทั่วโลกถ้าตายแล้วได้ทำการฝังศพหรือได้ทำการเผาศพหรือเก็บกระดูกเถ้าถ่านจากที่เผาศพแล้วไว้ในบ้านหรือโปรยผงกระดูกเถ้าถ่านไว้ในที่ใดก็ตามก็ล้วนมีโอกาสขึ้นสวรรค์ในชาติหน้าได้เท่าเทียมเท่าเท่ากันทุกคนครับนี่พูดแบบปกติคนทั่วไปเลยนะครับ

อีกทั้งเรื่องการกราบไหว้บรรพชนหรือบรรพบุรุษเช่นการกราบไหว้บรรพชนหรือบรรพบุรุษของตระกูลแซ่ไล่หรือ赖ในประเทศจีนเพื่อนึกถึงรำลึกถึงความดีงามของบรรพชนเป็นต้นผมคิดว่าเป็นสิ่งเล็กเล็กที่อยู่ในเรื่องการบูชาบุคคลที่ควรบูชาที่มีในมงคลชีวิต38ประการตามพระพุทธเจ้าแต่ได้พื้นฐานทางจิตใจนะครับและการกราบไหว้บรรพชนในสมัยปัจจุบันนั้นผมคิดว่าไม่ต้องเคร่งครัดตามแบบโบราณมากก็ได้หรือไม่ต้องฟุ่มเฟือยใช้จ่ายเงินมากเกินไปหรือไม่จำเป็นต้องใช้ธูปเทียนและการจุดธุปเทียนที่ควันเยอะมากก็ได้เพื่อส่งเสริมให้สิ่งแวดล้อมด้านร่างกายดีและสภาพอากาศดีและเน้นการให้ความรู้แบบถามตอบหลายสาขาวิชาการระหว่างลูกหลานทุกฐานะและการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านจิตใจกันมากมากระหว่างลูกหลานทุกฐานะอย่างเต็มใจจริงจังทั้งวันทั้งคืนในวันบูชาบรรพบุรุษ คนทั่วโลกและชาวจีนทุกตระกูลแซ่ทำได้กันแน่นอนครับ
ตอนนี้ผมขอฝากบอกคุณyesterdayที่ตั้งกระทู้ถามเรื่องตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไว้ในเวปบอร์ดวัดแห่งนี้นานมากแล้วว่าขอให้คุณyesterdayเข้ามาดูคำอธิบายของผมไล่ฉาเจิงเรื่องอัตตา หิ อัตตโน นาโถหรือตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตนได้จากงานเขียนผมวันที่20 มกราคม พ.ศ.2558นี้เลยครับ

สุดท้ายนี้ผมคิดว่าชาวพุทธและบุคคลที่ศรัทธาเชื่อมั่นในวิชชาธรรมกายทุกคนล้วนต้องการอยากให้พระมหาเจดีย์สมเด็จและพระนั่งเมืองแก้วและศาลาอบรมธรรมและโครงการเพื่องานสงฆ์และงานชาวพุทธของหลวงพ่อพระเทพญาณมงคลหรือพระมหาเสริมชัย ชยมังคโล เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี สำเร็จลุล่วงโดยเร็วพลันเป็นอัศจรรย์ครับและผมขอให้ชาวพุทธทุกฐานะทั่วโลกมีแต่ความสุขและความเจริญทุกด้านและมีศรัทธาพระพุทธเจ้าสูงสุดและมีสัมมาทิฏฐิตามพระพุทธเจ้ามากมากครับและขอให้ชาวพุทธรักการมีธนาคารของสงฆ์พุทธเพื่อสงฆ์พุทธกับชาวพุทธทุกฐานะและขอให้คนไทยรักการมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยอย่างชัดเจนยิ่งดีมากครับ


(http://p1.sinaimg.cn/1781417624/180/91651332137648)
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2015, 11:32:32 PM
*******************************************
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: ต้นไม้เมตตา on March 06, 2015, 01:39:26 AM
สาธุครับ

วิชชาธรรมกาย ตาดีก็เห็น ญาณดีก็รู้ มีตำรับตำรารับรอง
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on March 07, 2015, 10:55:09 PM
สาธุครับคุณต้นไม้เมตตาที่ได้มาตอบกระทู้ของผมนะครับ ผมขอบอกสั้นสั้นว่าอนุปาทิเสสนิพพานนั้นเป็นโลกุตตรอัตตาแท้แน่แน่ที่ไม่ใช่สัตว์และไม่ใช่บุคคลและไม่ใช่ชีวะเป็นต้นซึ่งคำว่าสัตว์และบุคคลและชีวะเป็นต้นนั้นก็น่าจะมีในหัวข้อกถาวัตถุเรื่องปุคคลกถาซึ่งอยู่ในพระอภิธรรมปิฏกจากพระไตรปิฏกเถรวาทไทยนั่นเอง ผมขอให้คุณต้นไม้เมตตามาบ่อยบ่อยนะครับในปีพศ.2558นี้เวปบอร์ดวัดเราจะได้สนุกมีสาระน่ารู้จากคุณต้นไม้เมตตาและท่านอื่นทุกท่านครับ :D :D :D
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: ต้นไม้เมตตา on March 08, 2015, 11:50:58 PM
การอธิบาย "อัตตลักษณะของพระนิพพานธาตุ" นี้

ใช้ความรู้ในธรรมวิจัยเชิงสหวิทยา คือหลักธรรมบทเดียวย่อมไม่อาจทำให้ผู้มีธุลีในดวงตาหนาเข้าใจได้ (แต่ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบางแม้ประโยคเดียวย่อมแตกฉานถึงร้อยนัยพันนัย)

ครูบาอาจารย์ของเราเช่นหลวงป๋า ก็ได้ธรรมวิจัยตามแนวทางมหาบูรพาจารย์หลวงปู่สดวัดปากน้ำไว้มากแล้ว

ผู้ใคร่ศึกษาพึงเงี่ยหูฟังอย่างขวนขวาย ย่อมได้อรรถธรรรมอันลึกซึ้งสุดประมาณ

...

ในหลักธรรมโดยทั่วไป มักไม่กล่าวตรงๆถึงอัตตลักษณะของพระนิพพานธาตุเอาไว้ เกรงจะไปสับสนกับอัตตาของลัทธิความเชื่ออื่นๆนั่นเอง แต่ผู้ฉลาดในอรรถธรรมย่อมเข้าใจแตกฉานถึงนัยยะอันซ้อนเร้นในอรรถธรรมนั้น

บาลีมีอรรถะเป็นร้อย คนรู้น้อย ก็หาว่าไม่ถูก



Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on March 10, 2015, 01:53:36 AM
สาธุครับคุณต้นไม้เมตตา ____/\______ :D :D :D
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: yesterday on November 23, 2017, 11:48:41 PM
ผมขอนำเอาความเข้าใจของpom007คนตั้งกระทู้และความเข้าใจของผมyesterdayในกระทู้นั้นมาไว้ในนี้นะครับเพื่อให้คนสนใจอ่านกันครับและคงไม่ว่ากันนะครับ
อ้างจากกระทู้คือhttp://www.dhammakaya.org/forum/index.php/topic,1686.msg12072/topicseen.html#msg12072 (http://www.dhammakaya.org/forum/index.php/topic,1686.msg12072/topicseen.html#msg12072)มีว่า
ความเข้าใจของpom007คนตั้งกระทู้คือ
พระพุทธเจ้าได้ทรงสรุปคำสอนในเรื่องความไม่มีทุกข์ของพระองค์ทั้งหมดเอาไว้ในประโยคที่ว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเรา-ของเรา”
      ถ้าใครเข้าใจความหมายของประโยคนี้เพียงประโยคเดียว ก็เท่ากับเข้าใจคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าแล้ว ถ้าใครปฏิบัติตามคำสอนได้เพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้ปฏิบัติตามคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าแล้ว และถ้าใครได้รับผลจากการปฏิบัติตามคำสอนเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้รับผลทั้งหมดจากคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
     คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ถ้าเราเข้าใจแล้วเราก็สามารถที่จะสรุปให้เหลือสั้นที่สุดก็ได้ หรือจะขยายออกไปอย่างมากมายก็ได้ คือเมื่อจะสรุปให้เหลือสั้นที่สุดก็สรุปได้ว่า “ให้ปล่อยวางทุกสิ่งแล้วจะไม่มีทุกข์” แต่เราก็สามารถนำเอาคำนี้มาอธิบายให้ละเอียดต่อไปอย่างสอดคล้องกันได้มากมาย
---------------------------
ความเข้าใจของผมyesterdayคือวันนี้ผมขอแก้ใขข้อความใหม่เป็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้คุณควรยกพุทธพจน์ตรงตรงจากพระไตรปิฏกมากำกับไว้ด้วยจะดีกว่าเพื่อให้คนสนใจได้อ่านพระไตรปิฏกด้วย

ส่วนตัวของผมเองนั้นผมเคยคุยเรื่องนี้กับท่านไล่ฉาเจิงหรือLAICHAZENGด้วยครับและท่านไล่ฉาเจิงได้บอกผมว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้นพระพุทธเจ้าท่านหมายเอาแค่สังขารเท่านั้นไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสแต่ว่าสังขารธรรมเท่านั้นที่เป็นอนิจจังหรือไม่เที่ยงและทุกขังและอนัตตา และไล่ฉาเจิงบอกด้วยว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้นไม่รวมเอาภาวะอสังขตธรรมเข้าด้วยแน่นอนเพราะภาวะอสังขตธรรมมีความจริง4อย่างเป็นอย่างน้อยคือความจริงที่ว่าเป็นนิจจังหรือความเที่ยงคงที่และความจริงที่ว่าเป็นบรมสุขและความจริงที่ว่าอสังขตธรรมนั้นพระพุทธเจ้าไม่สามารถบอกพุทธพจน์ชัดเจนได้ว่าเป็นอนัตตาตั้งแต่ตรัสรู้จนถึงปรินิพพานและหลังจากปรินิพพานพระพุทธเจ้ายิ่งไม่สามารถตรัสว่าอสังขตธรรมเป็นอนัตตาได้แน่นอน อันนี้ท่านไล่ฉาเจิงบอกว่าพระพุทธเจ้านั้นท่านรู้แน่นอนว่าท่านไม่สามารถตรัสว่าอสังขตธรรมเป็นอนัตตาได้ตลอดไปทุกกรณีด้วย และความจริงที่ว่าถ้านิพพานเป็นอัตตาแท้สุด แม้พระพุทธเจ้าท่านไม่สามารถตรัสพุทธพจน์ชัดเจนว่านิพพานเป็นอัตตาแท้สุดได้ตั้งแต่ตรัสรู้จนปรินิพพาน แต่พระพุทธเจ้าเมื่อเข้าอนุปาทิเสสนิพพานแล้วก็ยังมีโอกาสสามารถตรัสว่านิพพานเป็นอัตตาแท้สุดได้กับพระอรหันต์ทุกพระองค์ในนิพพานนั่นเอง อันนี้พระพุทธเจ้าท่านเลือกแบบนี้เพราะมีแต่พระอรหันต์ในนิพพานเท่านั้นที่จะเข้าใจเรื่องอัตตาแท้หรือธรรมกายได้แบบก้าวหน้าเติบโตเรื่อยเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด

เอาแค่นี้พอก่อนนะครับ ไม่ทราบว่าเจ้าของกระทู้นี้อยากจะเข้าใจสัจจธรรมของพระพุทธศาสนามากน้อยแค่ไหนนะครับเพราะธรรมของพระพุทธเจ้านั้นมีมากกว่าเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นนะครับถ้าศึกษาให้รอบคอบดีดีครับ
---------------------------------------------- :) :) :)
Title: Re: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ
Post by: laichazeng on January 20, 2020, 02:21:09 AM
วันนี้คือวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2563หรือค.ศ.2020 เป็นวันจัดงานครบรอบ150ปีชาตกาลของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตกับยูเนสโก(UNESCO)นะครับ และวันนี้ผมไล่ฉาเจิงหรือlaichazengหรือ赖茶曾 ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวแบบไม่หนักเกินไปเกี่ยวกับพุทธพจน์และวาจาของพระอรหันต์เรื่องต่างต่างดังนี้
1.)พุทธพจน์ความจริงที่ว่าพระพุทธองค์ตรัสว่า“อย่าเลย วักกลิ ร่างกายอันเปื่อยเน่าที่เธอเห็นนี้ จะมีประโยชน์อะไร? ดูกรวักกลิผู้ใดแล เห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นธรรม วักกลิเป็นความจริง บุคคลเห็นธรรม ก็ย่อมเห็นเรา บุคคลเห็นเราก็ย่อมเห็นธรรม วักกลิ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?”……อ้างจากพระไตรปิฎกฉบับที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วักกลิสูตร
------ผมไล่ฉาเจิง ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา....ข้อความนี้พระพุทธเจ้าทรงหมายถึงผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราในธรรม นั่นเอง  พุทธพจน์บทนี้เป็นเรื่องหนึ่งในการสะสมปัญญาบารมีข้ามภพข้ามชาติจนถึงชาติสุดท้ายที่ทำให้การสะสมบารมีทั้งสิบข้อเต็มได้ด้วยและพุทธพจน์บทนี้มีความจริงที่เหนือกว่าเรื่องธรรมในธรรมในสติปัฏฐาน4ด้วยและพุทธพจน์บทนี้อยู่ในทางสายกลางที่ทำให้เห็นธรรมที่ละเอียดที่บัณฑิตพึงเห็นแจ้งได้และการอยู่ในธรรมที่ละเอียดก็มีเรื่องธรรมที่หยาบกว่าและธรรมที่ละเอียดกว่าอยู่ในธรรมที่ละเอียดด้วย
ผมไล่ฉาเจิงคิดว่าถ้าพระพุทธเจ้าทำตามพุทธพจน์ความจริงบทนี้ จะได้ผล2ข้อคือผลข้อที่1คือพระพุทธเจ้าเห็นธรรม  พระพุทธเจ้าชื่อว่าย่อมเห็นพระพุทธเจ้าในธรรม นั่นเอง และผลข้อที่2คือพระพุทธเจ้าเห็นธรรม  พระพุทธเจ้าชื่อว่าย่อมเห็นตัวเองในธรรม นั่นเองด้วย ดังนั้น พุทธพจน์ความจริงเรื่องนี้ก็บอกชาวพุทธได้ว่าถ้าชาวพุทธเห็นธรรม   ชาวพุทธชื่อว่าย่อมเห็นตัวเองในธรรมได้ก่อนและชื่อว่าย่อมเห็นพระพุทธเจ้าในธรรมได้ในภายหลังอีกด้วยเพราะชาวพุทธเป็นเพียงระดับพุทธสาวก อย่างไงก็มีบารมีสะสมข้ามชาติน้อยกว่าพระพุทธเจ้าจึงทำให้ชาวพุทธที่ทำตามพุทธพจน์บทนี้แล้วเห็นธรรมย่อมเห็นตัวเองในธรรมก่อนแล้วค่อยเห็นพระพุทธเจ้าในธรรมในภายหลังได้
  ……………………

2.)พุทธพจน์ที่ว่า"ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่
เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้ว ผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพ ขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ก็ชั่วเวลา ที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต."…..อ้างจากทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พรหมชาลสูตร
--------ผมไล่ฉาเจิงคิดว่าเทวดาและมนุษย์จะไม่ได้เห็นตถาคตอีกถ้าตถาคตเสด็จปรินิพพานเพราะตาของเทวดาและมนุษย์เป็นเพียงสังขารธรรมย่อมจะเห็นนิพพานอันเป็นวิสังขารธรรมไม่ได้อยู่แล้วแน่นอน ดังนั้นถ้าพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน    เทวดาและมนุษย์ก็ย่อมมองไม่เห็นความเป็นอรหัตตผลของพระพุทธเจ้าเข้านิพพานแน่นอนเพราะความเป็นอรหัตตผลและนิพพานเป็นวิสังขารธรรมนั่นเองและไม่เป็นอนัตตาด้วย แต่เทวดาและมนุษย์เป็นสังขารธรรมจึงเห็นแค่ส่วนสังขารธรรมหรือขันธ์5ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นครับ
   ---------------------------------------------
3.)วาจาของพระอนุรุทธเถระผู้เป็นพระอรหันต์เถระที่ว่า….ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้วทรงเข้าจตุตถฌาน พระผู้มีพระภาคออกจากจตุตถฌานแล้ว เสด็จปรินิพพานในลำดับ (แห่งการพิจารณาองค์จตุตถฌานนั้น) ฯ......อ้างจากทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร
-------ผมไล่ฉาเจิงขอแสดงความคิดเห็นเรื่องทำใมพระอนุรุทธเถระจึงบอกแค่พระพุทธเจ้าทรงออกจากฌานที่4แล้วเสด็จปรินิพพาน?   คำตอบของผมไล่ฉาเจิงคือเพราะพระอนุรุทธเถระเป็นพระอรหันต์เถระผู้เลิศด้านทิพยจักษุและทิพยจักษุของพระอนุรุทธเถระเห็นความเป็นอรหัตตผลของพระพุทธเจ้าในนิพพานได้แน่นอนและทิพยจักษุของพระอนุรุทธเถระก็เห็นเหตุการณ์ต่างต่างของการพูดแบบใดใดที่จะทำให้ผู้ฟังส่งเสริมพระพุทธและพระธรรมและพระสงฆ์ให้อยู่ในโลกได้ยาวนานด้วย ซึ่งทิพยจักษุของพระอนุรุทธเถระเห็นเหตุการณ์ว่าถ้าพระอนุรุทธเถระพูดว่าพระพุทธเจ้าทรงออกจากฌานที่4แล้วเสด็จปรินิพพาน ก็จะทำให้ผู้ฟังส่งเสริมพระพุทธและพระธรรมและพระสงฆ์ให้อยู่ในโลกได้นานที่สุด  ดังนั้นพระอนุรุทธเถระจึงบอกแค่ว่าพระพุทธเจ้าทรงออกจากฌานที่4แล้วเสด็จปรินิพพาน นี่เป็นการพูดที่ทำให้ผู้ฟังส่งเสริมพระพุทธและพระธรรมและพระสงฆ์ให้อยู่ในโลกได้นานที่สุดครับ
     ----------------------------------------------
และสุดท้ายนี้ ผมขอบคุณคุณyesterdayด้วยที่นำสิ่งที่ผมเคยพูดกับคุณyesterdayมาบอกคนอ่านในเว็บบอร์ดนี้ครับตัวอย่างเช่น....ความจริงที่ว่าอสังขตธรรมนั้นพระพุทธเจ้าไม่สามารถบอกพุทธพจน์ชัดเจนได้ว่าเป็นอนัตตาตั้งแต่ตรัสรู้จนถึงปรินิพพานและหลังจากปรินิพพานพระพุทธเจ้ายิ่งไม่สามารถตรัสว่าอสังขตธรรมเป็นอนัตตาได้แน่นอน อันนี้ท่านไล่ฉาเจิงบอกว่าพระพุทธเจ้านั้นท่านรู้แน่นอนว่าท่านไม่สามารถตรัสว่าอสังขตธรรมเป็นอนัตตาได้ตลอดไปทุกกรณีด้วย และความจริงที่ว่าถ้านิพพานเป็นอัตตาแท้สุด แม้พระพุทธเจ้าท่านไม่สามารถตรัสพุทธพจน์ชัดเจนว่านิพพานเป็นอัตตาแท้สุดได้ตั้งแต่ตรัสรู้จนปรินิพพาน แต่พระพุทธเจ้าเมื่อเข้าอนุปาทิเสสนิพพานแล้วก็ยังมีโอกาสสามารถตรัสว่านิพพานเป็นอัตตาแท้สุดได้กับพระอรหันต์ทุกพระองค์ในนิพพานนั่นเอง อันนี้พระพุทธเจ้าท่านเลือกแบบนี้เพราะมีแต่พระอรหันต์ในนิพพานเท่านั้นที่จะเข้าใจเรื่องอัตตาแท้หรือธรรมกายได้แบบก้าวหน้าเติบโตเรื่อยเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุดเป็นต้น  ตัวอย่างเช่นอันนี้เป็นการที่เราลองนึกถึงท่าทีของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตรัสรู้ถึงปรินิพพานและภาวะหลังจากปรินิพพานกับนิพพานถ้ามีสภาพเป็นอย่างไรได้  เราคงพอเข้าใจได้นะครับ