Author Topic: ทุกท่านคิดว่าข้อความนี้ควรอธิบายอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดอุจเฉททิฏฐิ  (Read 4498 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 595
  • จิตพิสัย 29
[๒๔๒] ปัญญาในความสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกัน และ
การแทงตลอดธรรมต่างกันและธรรมหมวดเดียวกันเป็นทัสสนวิสุทธิญาณอย่างไร ฯ
            คำว่า ธรรมทั้งปวง ได้แก่ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรม อกุศลธรรม
อัพยากตธรรมกามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตตรธรรม ฯ            คำว่า ความสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกัน ความว่า ธรรมทั้งปวงท่านสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกันโดยอาการ ๑๒ คือ
โดยสภาพถ่องแท้ ๑ โดยสภาพมิใช่ตัวตน ๑ โดยสภาพจริง ๑ โดยสภาพควรแทงตลอด ๑
โดยสภาพที่ควรรู้ยิ่ง ๑ โดยสภาพที่ควรกำหนดรู้ ๑ โดยสภาพที่เป็นธรรม ๑ โดยสภาพที่เป็นธาตุ ๑
โดยสภาพที่อาจรู้ ๑ โดยสภาพควรทำให้แจ้ง ๑ โดยสภาพที่ควรถูกต้อง ๑ โดยสภาพที่ควรตรัสรู้ ๑
ธรรมทั้งปวงท่านสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกัน โดยอาการ ๑๒ นี้ ฯ

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑  บรรทัดที่ ๒๖๓๔ - ๒๖๕๘.  หน้าที่  ๑๐๗ - ๑๐๘.
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=31&A=2634&Z=2658&pagebreak=0

« Last Edit: February 12, 2012, 02:00:10 AM by yesterday »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
ผมขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่าจากขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรคมีข้อความบางตอนว่า
[๒๔๒] ปัญญาในความสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกัน และ
การแทงตลอดธรรมต่างกันและธรรมหมวดเดียวกันเป็นทัสสนวิสุทธิญาณอย่างไร ฯ
            คำว่า ธรรมทั้งปวง ได้แก่ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรม อกุศลธรรม
อัพยากตธรรมกามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตตรธรรม ฯ
            คำว่า ความสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกัน ความว่า ธรรมทั้งปวง ท่านสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกันโดยอาการ ๑๒ คือ โดยสภาพถ่องแท้ ๑ โดยสภาพมิใช่ตัวตน ๑ โดยสภาพจริง ๑........

จากข้อความนี้ผมมีความคิดเห็นส่วนตัวว่า การที่พระสารีบุตรบอกว่าคำว่า ธรรมทั้งปวง ได้แก่ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรมกามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตตรธรรม และพระอรรถกถาจารย์บอกว่าหมายถึงสังขตธรรมและอสังขตธรรมนั้น
ผมมีความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าทั้งพระพุทธเจ้าและพระสารีบุตรและพระอรรถกถาจารย์ต่างเข้าใจตรงกันได้อีกว่าคำว่า ธรรมทั้งปวงจริงจริงได้แก่ธรรมทั้งปวงที่เป็นอนัตตาและธรรมที่ไม่มีทางเป็นอนัตตาได้เลย(โลกุตตรธรรมหรืออสังขตธรรม) นั่นเอง โดยธรรมหรือธรรมทั้งปวงที่เป็นอนัตตานั้นมันเป็นธรรมที่ต้องมีพุทธพจน์และภาษิตอรหันต์บอกรับรองตรงตรงชัดเจนได้ว่าเป็นอนัตตาได้อย่างบริสุทธิ์เช่นมีพุทธพจน์และภาษิตอรหันต์บอกตรงตรงชัดเจนว่าขันธ์ห้าเป็นอนัตตา มารับรองเป็นต้นและธรรมที่ไม่มีทางเป็นอนัตตาได้เลยนั้นมันเป็นธรรมที่ไม่สามารถมีพุทธพจน์และภาษิตอรหันต์บอกรับรองตรงตรงชัดเจนได้ว่าเป็นอนัตตาได้ทุกแห่งในพระไตรปิฏกและอรรถกถาเช่นไม่มีพุทธพจน์และภาษิตอรหันต์บอกตรงตรงชัดเจนได้เลยว่าโลกุตตรธรรมเป็นอนัตตาหรืออสังขตธรรมเป็นอนัตตา ทุกแห่งในพระไตรปิฏกและอรรถกถาเป็นต้น
 
ดังนั้นเราจึงบอกได้ว่าข้อความของพระสารีบุตรที่ว่า ธรรมทั้งปวง ท่านสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกันโดยอาการ ๑๒ คือ โดยสภาพถ่องแท้ ๑ โดยสภาพมิใช่ตัวตน ๑    ต้องหมายถึงว่า ธรรมทั้งปวงได้แก่ธรรมทั้งปวงที่เป็นอนัตตาและธรรมที่ไม่มีทางเป็นอนัตตาได้เลยนั้น ท่านสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกันโดยอาการ ๑๒ คือ โดยสภาพถ่องแท้ ๑ โดยสภาพมิใช่ตัวตน ๑  นั่นเอง   จากนั้นเราจะได้ผลว่าการสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกันโดยอาการสภาพมิใช่ตัวตนหรืออนัตตา ยังไงก็ได้แต่เพียงแค่สังขารธรรมเท่านั้นเองเป็นอนัตตาหรือไม่ใช่ตัวตน   ส่วนโลกุตตรธรรมอันมีสภาพคงที่ไม่มีทางเป็นอนัตตาได้แน่นอนอยู่แล้ว 
---------------------------- 
ผมไล่ฉาเจิง  ถ้าความคิดเห็นเรื่องนี้ของผมใช้ได้ดี  วันหลังผมจะหาโอกาสเอาความคิดเห็นนี้ไปอยู่ในงานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคด้วยนะครับในหัวข้อเรื่องอื่นอื่นต่อครับ และทุกท่านสามารถอ่านงานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคได้ในหมวดศาสนาและปรัชญานะครับ ขอบคุณครับ

« Last Edit: February 12, 2012, 07:13:13 PM by laichazeng »

Offline หลับอยู่

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 207
  • จิตพิสัย 6
  • Gender: Male
บทว่า ชญฺญา นิพฺพานมตฺตโน ความว่า พระนิพพานอันเป็นอสังขตธาตุ นำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง โดยเป็นอารมณ์อันดีเยี่ยมแก่มรรคญาณและผลญาณ ซึ่งได้บัญญัติว่า อัตตา เพราะไม่เป็นอารมณ์ของปุถุชนอื่น แม้โดยที่สุดความฝัน แต่เพราะเป็นแผนกหนึ่งแห่งมรรคญาณและผลญาณนั้นๆ ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และเพราะเป็นเช่นกับอัตตา จึงเรียกว่า อตฺตโน ของตน
               พึงรู้ คือพึงทราบพระนิพพานนั้น อธิบายว่า พึงรู้แจ้ง คือพึงทำให้แจ้งด้วยมรรคญาณและผลญาณทั้งหลาย. ด้วยคำนั้น ทรงแสดงถึงความที่พระอริยเจ้าทั้งหลายมีจิตน้อมไปในพระนิพพาน.
               จริงอยู่ พระอริยะเจ้าทั้งหลายย่อมอยู่ แม้ในเวลาที่อธิจิตเป็นไป ก็อยู่โดยภาวะที่น้อมโน้มโอนไปในพระนิพพานโดยส่วนเดียวเท่านั้น. ก็ในที่นี้ สติเป็นไปในกายปรากฏแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นสำรวมแล้วในผัสสายตนะ ๖ ต่อแต่นั้น ก็มีจิตตั้งมั่นเนืองๆ พึงรู้พระนิพพานของตน ด้วยการกระทำให้ประจักษ์แก่ตน พึงทราบการเชื่อมบทแห่งคาถาอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นธรรมราชา ทรงแสดงทางเป็นเครื่องนำออกของภิกษุรูปหนึ่ง โดยมุข คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐานจนถึงพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=77

Offline หลับอยู่

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 207
  • จิตพิสัย 6
  • Gender: Male
 เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗  บรรทัดที่ ๒๔๔๗ - ๒๕๘๕.  หน้าที่  ๑๐๖ - ๑๑๒.
 http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=17&A=2447&Z=2585&pagebreak=0

Offline หลับอยู่

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 207
  • จิตพิสัย 6
  • Gender: Male
ตัวก็ตัว   ธรรมก็ธรรม   คนละนัย ;)