Author Topic: เล่าเรื่อง ... “อรูปพรหม”  (Read 14712 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118

เล่าเรื่อง ... “อรูปพรหม”



อรูปภพ คือ ที่สถิตอยู่ของ “อรูปพรหม” ๔ ชั้น
ผู้ที่ในอดีตชาติได้เจริญ “อรูปฌาน” แล้ว
ขณะกำลังจะจุติ (ตาย) จิตยังไม่เสื่อมจาก อรูปฌาน ชั้นใด
ก็จะได้มาเกิดเป็น อรูปพรหม ในชั้นนั้น
สถิตอยู่ในวิมานที่ละเอียด ประณีตสวยงาม ... ลอยอยู่ในอากาศ
แต่ละชั้นภูมิอยู่สูงต่ำกว่ากัน ตามความละเอียดประณีตของแต่ละชั้นภูมิ (อรูปฌาน ๔)
บนพื้นอรูปโลกเดียวกันนั่นเอง


ชั้นที่ ๑  อากาสานัญจายตนภูมิ เป็นที่เกิดของ อรูปพรหม
ที่ก่อนตายจิตยังไม่เสื่อมจาก อากาสานัญจายตนฌาน
มีอายุ ๒๐,๐๐๐ มหากัป


ชั้นที่ ๒  วิญญานัญจายตนภูมิ เป็นที่เกิดของ อรูปพรหม
ที่ก่อนตายจิตยังไม่เสื่อมจาก วิญญานัญจายตนฌาน
มีอายุ ๔๐,๐๐๐ มหากัป


ชั้นที่ ๓  อากิญจัญญายตนภูมิ เป็นที่เกิดของ อรูปพรหม
ที่ก่อนตายจิตยังไม่เสื่อมจาก อากิญจัญญายตนฌาน
มีอายุ ๖๐,๐๐๐ มหากัป
(อาฬารดาบส ได้บรรลุ “อรูปฌาน ๓” เมื่อตายจากโลกมนุษย์ ก็ได้มาเกิดในภพนี้)


ชั้นที่ ๔  เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ เป็นที่เกิดของ อรูปพรหม
ที่เมื่อชาติก่อนได้เจริญ “อรูปฌาน ๔” (รวมรูปฌาน ๔ เป็น สมาบัติ ๘)
ที่ก่อนตายจิตยังไม่เสื่อมจาก เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
จึงได้มาเกิดในภพนี้ มีอายุ ๘๔,๐๐๐ มหากัป
(อุทกดาบส ได้บรรลุ “อรูปฌาน ๔” เมื่อตายจากโลกมนุษย์ ก็ได้มาเกิดในภพนี้)




อรูปพรหม มีรูปร่างสวยงามมาก วรกายใหญ่
มีเครื่องประดับที่สวยงาม ละเอียดประณีตยิ่งนัก

ละเอียดมากจนแม้แต่อรูปพรหมด้วยกัน ... ก็ไม่เห็นรูปกายของกันและกัน
คงติดต่อกัน รู้กัน ... ด้วยจิต


อรูปพรหม มีทั้งที่เป็นปุถุชน และที่เป็นอริยบุคคล

อรูปพรหมปุถุชน เมื่อสิ้นอายุแล้ว มีโอกาสไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่า
ตามกรรมเก่า ... ที่กำลังรอให้ผลอยู่ได้เสมอ


ส่วน อรูปพรหมอริยบุคคล ตั้งแต่ชั้น พระอนาคามีบุคคล ลงมา
ที่สถิตอยู่ใน อรูปภพชั้นที่ ๑ - ๒ – ๓
เมื่อสิ้นอายุก็มีโอกาสไปเกิดในภูมิที่สูงกว่าได้ จะไม่ไปเกิดในภูมิที่ต่ำกว่าเดิมอีก
จนกว่าจะบรรลุ พระอรหัตตผล แล้ว  ... ก็จะ ปรินิพพาน ในชั้นนั้น


เฉพาะ อรูปพรหมอนาคามีบุคคล ลงมา
ที่สถิตอยู่ใน อรูปภูมิชั้นที่ ๔ (ชั้นสูงสุด) คือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ
เมื่อสิ้นอายุลงก็จะเกิดในภพภูมิเดิมนี้ จนถึงบรรลุความเป็น พระอรหันต์
ก็จะ ปรินิพพาน ในชั้นนี้




แม้จะชื่อว่า “อรูปพรหม” ... ตามเหตุปัจจัย คือ “อรูปฌาน”
(ความเพ่งที่ไม่อาศัยรูป เพราะเห็นว่า ... รูปฌานยังหยาบอยู่
จึงเจริญฌานที่ละเอียดยิ่งกว่า ... โดยไม่อาศัยรูป)
เป็นชนกกรรม นำให้มาเกิดใน อรูปภพ


แต่ “รูปขันธ์” ย่อมต้องเกิดมีพร้อมกับ “นามขันธ์ ๔”
ตามสาย “ปฏิจจสมุปบาทธรรม” คือ

อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร
สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ
วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป (สฬายตนะ ผัสสะ ฯลฯ)


เพียงแต่รูปกายของอรูปพรหมนั้น ... ละเอียดนัก (เพราะ อรูปาวจรวิบาก)
จนไม่อาจเห็นได้ แม้แต่จักษุของอรูปพรหมด้วยกัน
หรือ ด้วยจักษุของสัตว์โลก ... ในภูมิที่ต่ำกว่า

มีแต่ “ญาณพระธรรมกาย” เท่านั้น ... ที่ละเอียดกว่า
สามารถเห็น “รูปกายของอรูปพรหม” ได้ตามที่เป็นจริง




ถ้าสัตว์โลกที่เกิดด้วยอำนาจของ ... อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
เกิดขึ้นแต่เฉพาะ “นามขันธ์” โดยปราศจาก “รูปขันธ์” ได้
พระพุทธดำรัส ที่ว่าด้วย “ปฏิจจสมุปบาทธรรม” ... ก็ไร้ความหมาย
ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ... ที่สัตว์โลกจะมีแต่ “จิตใจ”
โดยไม่มี “รูปกาย” เป็นที่ตั้งที่อาศัย

และเป็นไปไม่ได้ที่ พระพุทธพจน์ ... จะเป็นอื่น (คือไม่จริง)


“พระพุทธพจน์” ...  ย่อมเป็นธรรมที่แท้จริงเสมอ





* ที่มา
หนังสือ ทางมรรคผลนิพพาน
(ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน)

สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย
อ.ดำเนินสะดวก
จ.ราชบุรี

หนังสือ สมถวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔
(ถึงธรรมกายและพระนิพพานของพระพุทธเจ้า)
วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
อ.ดำเนินสะดวก
จ.ราชบุรี
« Last Edit: May 07, 2012, 01:01:27 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline nineprem

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 109
  • จิตพิสัย 8
Re: เล่าเรื่อง ... “อรูปพรหม”
« Reply #1 on: May 07, 2012, 05:03:07 PM »
รู้มาว่า พระอนาคามีจะสถิตย์อยู่ในรูปภพ ชั้นสุทธาวาส หรือ 5 ชั้นสุดท้ายของรูปพรหม และจะนิพพานในที่แห่งนั้น
ไม่เคยได้ยินว่า อริยบุคคลเหล่านี้จะมาจุติที่อรูปภพนะครับ

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
Re: เล่าเรื่อง ... “อรูปพรหม”
« Reply #2 on: May 07, 2012, 08:45:42 PM »

ถ้าสิกขาพระอภิธรรมจะเข้าใจว่า พระอริยะบุคคลทุกระดับชั้น สามารถเกิดในอรูปภพได้ครับ ในพระสูตรก็มีลองค้นคว้าดูนะครับ

แต่ภพภูมิที่พระอริยะจะไม่ไปบังเกิดเลย คือ อสัญญีภพนั่นเองครับ
« Last Edit: May 08, 2012, 12:05:12 PM by ต้นไม้เมตตา »

Offline mr.surin

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 715
  • จิตพิสัย 118
Re: เล่าเรื่อง ... “อรูปพรหม”
« Reply #3 on: May 07, 2012, 09:45:15 PM »
ถ้าสิกขาพระอภิธรรมจะเข้าใจว่า พระอริยะบุคคลทุกระดับชั้น สามารถเกิดในอรูปภพได้ครับ ในพระสูตรก็มีลองค้นคว้าดูนะครับ

แต่ภพภูมิที่พระอริยะจะไม่ไปบังเกิดเลย คือ อสัญญีภพ นั่นเองครับ


สาธุครับ

อสัญญีภพ เป็นที่สถิตอยู่ของ "อสัญญีพรหม" (พรมลูกฟัก)
ผู้ที่ชาติก่อนได้เจริญ รูปฌาน ... โดยไม่ยินดีในสัญญา (ความจำ)


พระโพธิสัตว์ เเละ พระอริยเจ้า ย่อมไม่มาบังเกิดในภพภูมินี้


อ้างอิงจาก
หนังสือ ทางมรรคผลนิพพาน
(ธรรมปฏิบัติถึงธรรมกายและพระนิพพาน)

สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย
อ.ดำเนินสะดวก
จ.ราชบุรี

« Last Edit: May 07, 2012, 09:53:18 PM by mr.surin »
ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

Offline nineprem

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 109
  • จิตพิสัย 8
Re: เล่าเรื่อง ... “อรูปพรหม”
« Reply #4 on: May 07, 2012, 10:16:34 PM »
ลองค้นดูครับ พบในพระสูตรชื่อว่า สังคีติสูตร พระสารีบุตรธรรมเสนาบดี ได้รวมธรรมเป็นหมวด ๆ มีหมวดหนึ่ง หมวดสอง หมวดสาม เป็นต้น

ในหมวดที่ห้า มีกล่าวถึง พระอนาคามี๕

                          ๑. อันตราปรินิพพายี            [พระอนาคามีผู้ที่จะปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง]
                          ๒. อุปหัจจปรินิพพายี           [พระอนาคามีผู้ที่จะปรินิพพานต่อเมื่ออายุพ้นกึ่งแล้ว จวนถึงที่สุด]
                          ๓. อสังขารปรินิพพายี          [พระอนาคามีผู้ที่จะปรินิพพานด้วย ไม่ต้องใช้ความเพียรนัก]
                          ๔. สสังขารปรินิพพายี          [พระอนาคามีผู้ที่จะปรินิพพานด้วย ต้องใช้ความเพียร]
                          ๕. อุทธโสโต อกนิฏฐคามี      [พระอนาคามีผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ชั้นอกนิฏฐภพ] ฯ

ซึ่งอกนิฏฐภพ คือ รูปภพชั้นสุทธาวาสชั้นสูงสุด

สีลสูตร
มีตอนหนึ่งกล่าวถึงอานิสงส์การเจริญโพชฌงค์

[๓๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มาก
แล้วอย่างนี้ ผลานิสงส์ ๗ ประการ อันเธอพึงหวังได้ ผลานิสงส์ ๗ ประการเป็นไฉน?
             [๓๘๒] คือ (๑) ในปัจจุบัน จะได้บรรลุอรหัตผลโดยพลัน (๒) ในปัจจุบันไม่ได้
บรรลุ ทีนั้นจะได้บรรลุในเวลาใกล้ตาย (๓) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้
บรรลุ ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป (๔)
ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปริ-
*นิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป ทีนั้น จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี
เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป (๕) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ทีนั้น
จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป (๖) ถ้าในปัจจุบัน
ก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็น
พระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ทีนั้น จะได้เป็น
พระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป (๗) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้
บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระ-
*อนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคา
มีผู้สสังขารปรินิพพายี ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ
๕ สิ้นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้
ผลานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้ อันเธอพึงหวังได้.

.....

ไม่ทราบว่าคุณต้นไม้เมตตาพบในพระอภิธรรม หรือพระสูตรบทไหนครับ พอจะนำมาแสดงในที่นี้ได้หรือเปล่าครับ
ให้สมกับคอนเซ็ปของเว็บบอร์ดนี้ที่น่ายกย่องตรงที่ เน้นการเอาบาลียกขึ้นรับรองอยู่เสมอ ๆ

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
Re: เล่าเรื่อง ... “อรูปพรหม”
« Reply #5 on: May 07, 2012, 11:47:39 PM »
หากเป็นการเสวนาธรรมนั้น ขออนุโมทนาสาธุ

แต่ก่อนอื่นพึงประเมินข้อมูลในเบื้องต้นก่อนว่า ระดับครูบาอาจารย์นักวิจัย และพระสุปฏิบัติ ท่านวิจัยมาดีแล้วก่อนจะกล่าวอะไรๆ และทั้งรู้ทั้งเห็นด้วย

ส่วนอ้างอิง คงต้องใช้เวลา หากว่างจะนำมาอ้างอิงให้นะครับ แต่ว่าเคยผ่านหูผ่านตามา โดยไม่ได้เซพเก็บไว้ก็เท่านั้น ใครว่างก็ช่วยกันหาก็ได้ เป็นธรรมทาน

อย่างเช่นว่าเคยมีบางคนแย้งมาว่า เจริญอรูปฌาณจะบรรลุธรรมไม่ได้ ก็เลยต้องยก "ฌาณสูตร" มาให้สิกขาว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอรูปฌาณก็บรรลุมรรคผลได้เป็นต้น

หรือจะสิกขาพระอภิธรรมมัตสังคหะไปก่อนก็ได้ แต่ถ้าคนไม่ได้สิกขาอภิธรรม และไม่เข้าใจเรื่อง จุติ ปฏิสนธิ ชวนะจิต จิต ต่างๆ ก็อาจจะเข้าใจยากนิดนึง

สรุปง่ายๆว่า ทุกภพภูมิ เว้นทุคติ และอสัญญีภพ สามารถบรรลุมรรคผลได้ อนาคามีก็ได้ทุกภพภูมิ แม้อรูปภพก็ได้

ส่วนเรื่องจุติ ปฏิสนธินั้น ว่างๆจะเข้ามาเพิ่มเติมนะครับ


http://www.abhidhamonline.org/boss_files/sangaha/74.htm
[/quote]
« Last Edit: May 08, 2012, 12:31:07 PM by ต้นไม้เมตตา »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
Re: เล่าเรื่อง ... “อรูปพรหม”
« Reply #6 on: May 08, 2012, 01:35:27 PM »

เรื่องปฏิสนธิ ของพระอนาคามี จะไปอุบัติในอรูปภพได้หรือไม่ ?

มันเป็นความรู้ที่เป็น สห คือต้องใช้หลายๆองค์ความรู้ในพระพุทธศาสนามาวิจัย ไม่ได้มีกล่าวไว้ตรงๆว่าพระอนาคามีจะไปจุติที่อรูปภพ

โดยสรุปนั้น หากบรรลุอนาคามีในอรูปฌาณ ก็สามารถบรรลุได้ และเกิดมีเหตุให้จุติในขณะนั้น ก็สามารถไปเกิดในอรูปภพได้ และหากสิ้นชีวิตในอรูปภพนั้นๆจะไม่เกิดในภพที่ต่ำกว่า

ต้องค่อยๆไล่ปัญหาไป และต้องมีภูมิทางพระอภิธรรม เรื่องจิต การปฏิสนธิ

เริ่มจาก

http://www.dhammakaya.org/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5-%E0%B8%A0%E0%B8%9E-3-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4-4

อรูปาวจรภูมิ 4 คือ ที่สถิตอยู่ของอรูปพรหม 4 ชั้น ทั้งอรูปพรหมที่เป็นปุถุชนและที่เป็นอริยบุคคล เป็นที่เกิดของติเหตุกปุถุชน 1 และอริยบุคคล 7 (เว้นพระโสดาปัตติมัคคบุคคล) ผู้ที่ในอดีตชาติได้เจริญอรูปฌานแล้ว ขณะกำลังจะจุติ (เคลื่อนจากภพเก่า คือตาย) จิตยังไม่เสื่อมจากอรูปฌานชั้นใด ก็จะได้มาเกิดเป็นอรูปพรหมในชั้นนั้น
 
อรูปพรหมปุถุชน นั้น เมื่อสิ้นอายุแล้ว ก็มีโอกาสไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่าตามกรรมเก่าที่กำลังรอให้ผลอยู่ได้เสมอ
 
ส่วนอรูปพรหมอริยบุคคล ตั้งแต่ชั้นพระอนาคามีบุคคลลงมา ที่สถิตอยู่ในอรูปภพชั้นที่ 1-2-3 เมื่อสิ้นอายุก็มีโอกาสไปเกิดในภูมิที่สูงกว่าได้ แต่จะไม่ไปเกิดในภูมิที่ต่ำกว่าเดิมอีก จนกว่าจะบรรลุพระอรหัตตผลแล้ว ก็จะปรินิพพานในชั้นนั้น
 
เฉพาะอรูปพรหมอนาคามีบุคคลลงมา ที่สถิตอยู่ในอรูปภูมิชั้นที่ 4 (ชั้นสูงสุด) คือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ นั้น เมื่อสิ้นอายุลงก็จะเกิดในภพภูมิเดิมนี้ จนถึงบรรลุความเป็นพระอรหันต์ ก็จะปรินิพพานในชั้นนี้

........

อรูปภพ ภูมิ จะบรรลุอนาคามีได้ไหม ? ตอบ...ว่าได้ ให้ดูใน ฌาณสูตร อรูปฌาณก็สามารถบรรลุธรรมขั้นต่างๆได้ จนถึงอรหัตผล

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=9041&Z=9145

........

มีกล่าวถึงอรูปพรหมอนาคามีไหน มี ให้ดูที่นี่ กด Ctr+F พิมพ์คำว่า "อนาคามี" จะหาง่ายขึ้น เป็นอรรถกถา

http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=277&p=2

พระอนาคามีในรูปภพและอรูปภพ เหมือนลูกวัวที่ผูกไว้ข้างนอกนอนข้างนอก. ด้วยว่า ท่านอยู่ในรูปภพและอรูปภพนั้นเองบ้าง สังโยชน์เข้าไปพัวพันท่านไว้ในรูปภพและอรูปภพบ้าง.

ซึ่งก็เป็นไปได้ เพราะพระอนาคามี ยังมีรูปราคะ อรูปราคะ อยู่ ตามคุณสมบัติของพระอนาคามีดังต่อไปนี้
 
อนาคามี แปลว่า ผู้ไม่มาเกิดอีก หมายความว่าจะไม่กลับมาเกิดในกามาวจรภพอีก แต่จะเกิดใน พรหมโลก อีกเพียงครั้งเดียว แล้วจะนิพพานจากพรหมโลกนั้นเลย เป็นชื่อเรียกพระอริยบุคคลประเภทที่ ๓ ใน ๔ ประเภท คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์) ทั้ง ๕ ประการได้แล้ว ยังเหลือสังโยชน์เบื้องสูง (อุทธัมภาคิยสังโยชน์) อีก ๕ ประการ คือ
 1.รูปราคะ หมายถึง ความพอใจในรูปฌาน หรือ รูปธรรมอันประณีต หรือ ความพอใจในรูปภพ
 2.อรูปราคะ หมายถึง ความพอใจในอรูปฌาน หรือ พอใจในอรูปธรรม เช่น ความรู้ เป็นต้น หรือ ความพอใจในอรูปภพ
 3.มานะ หมายถึง ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น เป็นพระอนาคามี (แม้ว่าจะเป็นจริงๆ) เป็นต้น
 4.อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งของจิต
 5.อวิชชา คือ ความไม่รู้แจ้ง
 
อนึ่งพึงเข้าใจว่า แม้สังโยชน์เบื้องสูงบางข้อจะมีชื่อเหมือนกิเลสอย่างหยาบที่ยังมีในปถุชน (ผู้ยังไม่เป็นบรรลุเป็นพระอริยบุคคล) เช่น มานะ อุทธัจจะ หรือ อวิชชา แต่สังโยชน์เบื้องสูงอันเป็นกิเลสที่ยังหลงเหลืออยู่ในจิตใจของพระอนาคามีนั้น เป็นกิเลสที่ละเอียดกว่าของปถุชนอย่างมาก


Offline nineprem

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 109
  • จิตพิสัย 8
Re: เล่าเรื่อง ... “อรูปพรหม”
« Reply #7 on: May 08, 2012, 02:01:15 PM »
สาูธุ สาธุ สาธุ ครับ
สำหรับข้อสงสัยนี้ แค่ ฌานสูตรก็เพียงพอแล้ว

นี่สิครับถึงเรียกว่าตอบอย่างผู้มีภูมิ มีบาลีรับรองอ้างอิง เป็นผู้บันลือสีหนาทธรรมแห่งพระศาสดาได้อย่างชัดเจน
สาูธุครับ