Author Topic: นักโทษคดีด้านค้ายาเสพติดของไทยมีเป็นจำนวนมากขึ้นชาววัดต้องช่วยกันแก้ปัญหานี้คับ  (Read 11337 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ข่าวจากเดือนเมษายน2555คือศาลนครโฮจิมินห์ ของเวียดนาม พิพากษาประหารชีวิต น.ส.ปรียานุช นักศึกษาด้านการออกแบบชาวไทยข้อหาลักลอบขนยาเสพติด 3 กิโล เข้าประเทศ
 
 
ศาลนครโฮจิมินห์ ของเวียดนาม พิพากษาประหารชีวิต น.ส.ปรียานุช พุทธรักษา นักศึกษาด้านการออกแบบชาวไทยวัย 23 ปี ในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดประเภทยาบ้าหนัก 3 กิโลกรัม เข้าประเทศเวียดนาม
 
น.ส.ปรียานุช  เป็นชาวกรุงเทพฯ ได้ให้การต่อศาลว่า ลักลอบนำยาบ้าจากประเทศเบนิน เข้าสู่เวียดนามเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยได้รับค่าจ้าง 50,000 บาท แต่ถูกเจ้าหน้าที่สนามบินตรวจพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ใต้พื้นกระเป๋าเดินทาง
 
ทั้งนี้ กฎหมายต่อต้านยาเสพติดของเวียดนาม มีบทลงโทษรุนแรงที่สุดชาติหนึ่งในโลก โดยกฎหมายระบุว่า ผู้ค้าและผู้ลักลอบขนส่ง หรือผู้ที่ครอบครองยาเสพติดเช่นเฮโรอีนมากกว่า 600 กรัม หรือฝิ่นมากกว่า 20 กิโลกรัม จะต้องโทษประหารชีวิตสถานเดียว ปัจจุบันมีนักโทษถูกตัดสินประหารชีวิตในเวียดนามกว่า 400 ราย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดหรือฆาตกรรม

--------------------------------------------------------------------------------------------
ข่าวจากเดือนกุมภาพันธ์2555คือ
สงขลา - กรมการกงสุลเผยศาลมาเลย์สั่งประหาร 20 นักค้ายาชาวไทย พบสาวเหนือ-อีสานถูกตุ๋นค้ากามในแดนเสือเหลืองเป็นพัน เตือนหญิงชายแดนใต้มีสิทธิ์เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ พร้อมเผยชีวิตรันทด “สาวเหยื่อแก๊งไนจีเรีย” ชวนเที่ยวต่างประเทศ ตีสนิทจนท้องแล้วยัดโคเคนในครรภ์ส่งกลับไทย
       
       เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่โรงแรม บีพี แกรนด์ทาวเวอร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายสุวัฒน์ แก้วสุข ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อการดูแลคนไทยในต่างประเทศ ในการสัมมนานักจัดรายการวิทยุมุสลิมระดับภูมิภาค ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-7 ก.พ. 2555 มีนักจัดรายการวิทยุจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมประมาณ 80 คน
       
       นายสุวัฒน์กล่าวว่า กรมการกงสุลเคยบันทึกสถิติไว้ว่า มีคนไทยที่ไปติดคุกในประเทศมาเลเซียมากถึง 1,400 คน ในจำนวนนี้มีถึง 400 คนที่ถูกจับกุมข้อหามีสารเสพติดไว้ครอบครอง และ 24 คนถูกศาลมาเลเซียตัดสินประหารชีวิต
       
       ทุกวันนี้มีคนไทยเดินทางออกนอกประเทศทุกวัน โดยเป็นนักท่องเที่ยวกว่า 2,000,000 คน เดินทางไปตั้งรกรากในต่างประเทศทั่วโลกกว่าร้อยประเทศ รวม 1,000,000 กว่าคน และแรงงากว่า 500,000 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานในโควตาของกระทรวงการต่างประเทศปีละ 100,000 คน
       
       นายสุวัฒน์กล่าวต่อว่า คนไทยในต่างประเทศจำนวนหนึ่งสร้างปัญหาซับซ้อนให้เจ้าของประเทศมาก เนื่องจากไปละเมิดกฎหมายต่างประเทศ แต่การช่วยเหลือและติดต่อขอให้ส่งตัวกลับประเทศไทย เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก เพราะบางคนถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ซึ่งสำนักงานกงสุลไทยในประเทศเหล่านั้นเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้
       
       “คนไทยที่มีพฤติกรรมชอบละเมิดกฎหมายต่างประเทศต้องระวังให้ดี เพราะกฎหมายต่างประเทศเข้มแข็งกว่าไทย กรมการกงสุลไทยแทบจะไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ ตัวอย่าง 24 รายที่ถูกศาลมาเลเซียสั่งประหารชีวิต หลังจากจับได้ว่าค้ายาเสพติด กรมการกงสุลจะช่วยเหลือด้านคดียากมาก ถ้าไม่ใช่ครอบครัวผู้เสียหายจัดการเอง แต่หลายคนจะเข้าใจผิดคิดว่าสถานกงสุลไทยในต่างประเทศจะสามารถช่วยเหลือด้านคดีได้” นายสุวัฒน์กล่าวต่อ และว่า
       
       ปัญหาใหม่ที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ตอนนี้ คือ มีคนไทยจำนวนไม่น้อยถูกหลอกไปใช้แรงงานในประเทศมาเลเซีย โดยมีนายหน้ามารับตัวไป แล้วส่งไปอยู่ตามร้านเสริมสวย สปา และส่วนมากถูกบังคับให้ค้าประเวณีด้วย บางรายถูกเจ้านายข่มขืนจนตั้งท้อง เนื่องจากกฎหมายมาเลเซียห้ามทำแท้ง ทำให้ต้องปล่อยให้คลอดลูกออกมา จึงยิ่งตอกย้ำให้ชีวิตในต่างแดนรันทดมากขึ้น
       
       “ปีที่ผ่านมามีสถิติที่ได้จากการร้องเรียนว่า ถูกบังคับให้ขายบริการทางเพศเกินกว่า 1,000 ราย ซึ่งนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีอีกส่วนที่ยินยอมค้าประเวณี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนภาคอีสานและภาคเหนือ แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่า มีสาวมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ค้าประเวณีด้วยหรือไม่” นายสุวัฒน์กล่าว และว่า
       
       ผู้ที่หลอกสาวไทยไปค้าประเวณีส่วนใหญ่มักเป็นผู้ใกล้ชิดหรือญาติสนิท ที่หลอกว่าจะหางานให้ทำในต่างแดน แต่เมื่อข้ามชายแดนไปแล้วจะมีผู้รอรับไปส่งยังสถานที่เป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารไทย หรือร้านสปานวดเท้า จึงขอให้ระวังตัวด้วย เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อาจจะประสบกับบุตรหลานของชาวจังหวัดชายแดนใต้ได้ เนื่องจากเดินทางไปฝั่งมาเลเซียบ่อย
       
       นอกจากนี้ยังมีหญิงไทยที่มักถูกแก๊งชาวต่างชาติหลอกให้ขนยาเสพติดข้ามประเทศทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยเฉพาะจากหนุ่มชาวประเทศไนจีเรียที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยเฝ้าติดตามมาระยะหนึ่งนั้น พบว่ามีการทำเป็นขบวนการที่ซับซ้อนและมีการกระทำทารุณต่อผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่ออย่างมาก
       
       สำหรับเส้นทางการลำเลียงยาเสพติดของชาวไนจีเรีย จะมีการติดต่อสื่อสารกับสาวไทยผ่านโปรแกรมแชตทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งสาวไทยจะรับสัมพันธ์ด้วยแม้ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน โดยชายชาวไนจีเรียกลุ่มนี้จะซื้อตั๋วเที่ยวต่างประเทศและโอนเงินให้สาวไทยใช้หลายครั้งเพื่อให้เหยื่อตายใจ และเมื่อถึงขั้นสนิทสนมกันแล้วก็จะหลอกให้ส่งของกลับมายังประเทศไทย โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว หลังจากนั้นหนุ่มไนจีเรียจะข่มขืนเหยื่อจนตั้งท้องเพื่อให้สามารถส่งของผ่านด่านตรวจได้ง่ายขึ้น
       
       “แก๊งค้ายาจะให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์กลืนโคเคนเข้าไปในท้อง เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยก็จะให้เหยื่อถ่ายออกมา แล้วส่งต่อให้พ่อค้ายาเสพติดในประเทศไทย” นายสุวัฒน์กล่าว
       
       รายล่าสุดที่กรมการกงสุลสามารถช่วยเหลือมาได้ คือ เหยื่อสาวไทยที่ถูกจับได้ในประเทศกัมพูชา และถูกศาลประเทศกัมพูชาตัดสินจำคุก 29 ปี แต่สาวไทยคนนี้คลอดลูกในเรือนจำที่นั่น ซึ่งสร้างความโกลาหลให้เจ้าหน้าที่กัมพูชามาก กรมการกงสุลจึงติดต่อขอตัวเด็กกลับมาจดทะเบียนเป็นคนไทยและส่งตัวให้สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเลี้ยงดูต่อไป

------------------------------------------
วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤษภาคม 2555
ใช้เล่ห์รักหลอกขนยา สาวไทยรอประหารทั่วโลก 374 ราย Posted by ลุงแจ่ม

 ปัจจุบันมีนักโทษประหารสัญชาติไทยในคดียาเสพติดที่ประเทศมาเลเซีย จำนวน 11 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 9 คน โดยจำนวนนักโทษประหารที่เป็นผู้หญิง นักโทษสัญชาติไทยถือเป็นชาติที่มีจำนวนมากที่สุด ตามข้อมูลของทางการมาเลเซีย

 และศาลในประเทศจีนที่นครคุนหมิงได้ตัดสินประหารชีวิตหญิงไทย 1 คนในข้อหาลักลอบขนยาเสพติด ประเภทเฮโรอีน น้ำหนักกว่า 6 กิโลกรัม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2553 โดยหญิงไทยรายนี้ พร้อมกับเพื่อนสตรีอีก 3 คน ได้พยายามลักลอบขนยา โดยใช้เส้นทางรถยนต์จากประเทศลาว เดินทางเข้าทางภาคใต้ของจีน แต่ท้ายที่สุดแล้วก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือกฎหมาย คนไทยถูกจับกุมอยู่ในเรือนจำต่างๆ ทั่วโลก ฐานกระทำความผิดข้อหายาเสพติด 374 ราย และหญิงไทยผู้นี้ต้องกลายเป็นผู้เคราะห์ร้าย รายที่ 20 ที่โดนตัดสินประหารชีวิต

 จากเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คดียาเสพติดในต่างประเทศจำนวนมาก ล้วนเกิดขึ้นกับหญิงไทย ซึ่งมักจะโดนหลอกจากนายหน้าหรือคนใกล้ชิดให้กระทำความผิด มีทั้งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือทำด้วยความเต็มใจ

 สาเหตุหลักของการตัดสินใจรับทำงานขนยาเสพติด ก็ไม่พ้นความยากจน ความจำเป็นต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงครอบครัว มีภาวะความกดดันทางการเงิน และเพราะคิดว่างานสบายๆ อย่างการขนยาเสพติดข้ามประเทศจะได้รับค่าตอบแทนสูง และยังได้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศด้วย โดยมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า “ไม่มีอะไรในโลกที่ได้มาง่ายๆ โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน”

 ข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระบุถึงกรณีที่มีหญิงไทย 1 คน สามีเป็นชาวไนจีเรีย มีบุตรด้วยกัน 1 คน ถูกศาลมาเลเซียตัดสินประหารชีวิตในข้อหาขนยาเสพติดเข้าประเทศโดย “การกลืน” ส่วนสามีถูกจับกุมคดียาเสพติดและจำคุกอยู่ที่ประเทศไทย แต่ได้ถูกส่งตัวกลับไปรับโทษที่ประเทศไนจีเรีย ล่าสุดได้ทราบว่าทางการไนจีเรียปล่อยตัวแล้ว! เรียกว่าซวยซ้ำซวยซ้อน ตัวเองติดคุกต้องโทษประหาร แต่คนพาซวยกลับลอยนวล

 กรมการกงสุลจึงขอเตือนคนไทยทั้งหลาย ไม่ว่าจะตัดสินใจทำงานอะไร ขอให้คิดให้รอบคอบ

กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
 

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ส่วนตัวผมคิดว่าเบื้องต้นสิ่งที่จะเตือนใจคนไทยได้ดีก็คือวัดทั่วประเทศควรมีภาพจริงของชายหญิงไทยที่ถูกประหารชีวิตตามกฏหมายต่างชาติแล้วแบบชัดเจนประเภทโดนเฆี่ยนจนเนื้อหลุดแล้วตายและประเภทโดนตัดคอแขวนคอยิงเป้าหรือฉีดยาแล้วตาย ภาพจริงเหล่านี้จะทำให้วัดสอนคนไทยให้มีสติรอบคอบดำเนินชีวิตตามกฏหมายได้มากขึ้นครับ และค่านิยมเรื่องต้องหาผัวรวยต้องหาเมียรวยโดยรวยมาจากอิทธิพลค้ายาเสพติดยิ่งง่ายที่สุด อะไรแบบนี้ การสอนหาผัวรวยเมียรวยให้แก่เยาวชนนั้นเป็นค่านิยมที่หลงทางมากนะครับครอบครัวไหนสอนเยาวชนแบบนี้คนสอนค่านิยมแบบต้องหาผัวรวยเมียรวยแล้วจะสบายนั้นไม่ได้บุญจากการสอนนะครับ และคงต้องหาทางเจรจาให้ต่างประเทศเปิดแผนกให้หญิงไทยที่คิดว่าตนเองอาจโดนยัดยาใส่กระเป๋าตนนั้นได้มีโอกาสบอกข้อสงสัยล่วงหน้าได้ก่อน หากค้นเจอแล้วอาจจะไม่ต้องโดนประหารแต่ต้องเอาสามีที่ยัดยานั้นมาประหารแทนให้ได้แบบนี้เป็นต้นครับ ก็ค่อยค่อยคิดหาวิธีแก้ปัญหาต่อไปให้ได้ เริ่มแรกที่ค่านิยมทางจิตใจก่อนจะดีที่สุดครับแต่ต้องขัดเกลาจิตใจนานมากหลายรอบทีเดียวจึงได้ผลครับ :( :( :( :( :( :(

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
สำหรับประเทศมาเลเซียนั้นเป็นประเทศเพื่อนบ้านติดชายแดนใต้ของไทย ก็ยังมีออกข่าวว่าได้ประหารชาวญี่ปุ่นและชาวเม็กซิโกและชาวอิหร่านและชาวอินโดนิเซียและอื่นอื่นที่ลักลอบขนยาเสพติดและกัญชาเข้าประเทศมาเลเซียนะครับ ดังนั้นจึงต้องศึกษาเผยแพร่ด้วยว่า มาเลเซียมีการระบุยาเสพติดและสารเสพติดแบบไหนบ้างที่ต้องโทษประหารในมาเลเซีย ตัวอย่าง สารประเภทเอมเฟตามิน(สารที่น่าจะมีในยาแก้ปวด)ก็อาจเข้าข่ายเป็นสารเสพติดที่ต้องโทษประหารในมาเลเซียได้ แปลกดีไหมครับ  และเร็วเร็วนี้ผมได้เห็นโฆษณาทางทีวีเชิญชวนทั่วโลกไปเที่ยวมาเลเซียโดยมีฉากชายหญิงถือกระเป๋าใบไหญ่ไหญ่ชนกันไปมาในมาเลเซีย ผมว่ามันก็ดูดีนะครับแต่ผมคิดว่าถ้าจะไห้ดีกว่านี้ภาพโฆษณาทีวีเชิญชวนทั่วโลกไปเที่ยวมาเลเซียควรต้องมีแถบข้อความเตือนเรื่องยาเสพติดและโทษประหารจากยาเสพติดตามกฏหมายมาเลเซียไว้ในกรอบภาพโฆษณาทีวีเชิญทั่วโลกไปเที่ยวมาเลเซียด้วยซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกระมัดระวังเป็นพิเศษในการเอายาเสพติดและสารเสพติดไปใช้ตอนมาเที่ยวในมาเลเซียได้ดีขึ้น นักท่องเที่ยวควรได้รู้จากแถบข้อความเตือนโทษประหารจากยาเสพติดตามกฏหมายมาเลเซียพร้อมพร้อมกับภาพโฆษณาเชิญชวนทั่วโลกไปเที่ยวมาเลเซียครับ ประเทศอื่นอื่นที่เข้มงวดเรื่องยาเสพติดและการประหารจากคดียาเสพติดก็น่าจะทำแบบนี้เช่นกันครับ
-------------------------------------
มาเลเซียยันเดินหน้าประหารชีวิต 2 สาวอิหร่าน

ทางการมาเลเซียประกาศเดินหน้าประหารชีวิตสตรีชาวอิหร่าน 2 คน ที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษในคดียาเสพติด โดยไม่สนคำขู่เตือนของทางการเตหะราน ว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ

วันพุธ 30 ตุลาคม 2556 เวลา 21:25 น. ข่าวจากนสพ.เดลินิวส์ ความว่า

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2556 ว่า ทางการมาเลเซียแถลงยืนยันในวันนี้ ว่า การประหารชีวิตสตรีชาวอิหร่าน 2 คน จากความผิดฐานลักลอบขนยาเสพติด จะดำเนินไปตามกำหนดการ แม้จะมีคำเตือนจากรัฐบาลอิหร่าน ว่าการประหารฯ จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศก็ตาม
 
นางชาร์ซาด มานซูร์ วัย 31 ปี และ น.ส. นีดา มอสตาฟาอี วัย 26 ปี ถูกศาลมาเลเซียพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา จากความผิดฐานลักลอบขนยาเสพติดประเภทยาบ้า เข้าสู่มาเลเซียเมื่อเดือน ธ.ค. 2553
 
ความผิดฐานลักลอบขนยาเสพติด มีโทษประหารชีวิตทั้งในมาเลเซียและอิหร่าน 2 ประเทศมุสลิม แต่กระทรวงต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์เตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การประหารชีวิตผู้หญิงอิหร่านทั้งสองคน จะ "ส่งผลกระทบในทางลบ" ต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ พร้อมกับเรียกร้องให้ทางการมาเลเซียผ่อนผันโทษ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศมาเลเซีย ที่ส่งถึงสำนักข่าวเอเอฟพีในวันนี้ ระบุว่า แม้มาเลเซียจะเห็นคุณค่าความสัมพันธ์กับอิหร่าน แต่มาเลเซียก็ไม่อาจทนได้กับ "กิจกรรมผิดกฏหมาย ที่สร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์และความมั่นคงของประเทศ" พร้อมกับยืนยันว่า ผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติ หรือชาวมาเลเซีย จะต้องถูกลงโทษตามกฏหมายของมาเลเซียโดยเสมอเหมือนกัน
 
ปัจจุบันมีชาวอิหร่านถูกจำคุกในมาเลเซียกว่า 200 คน ส่วนใหญ่ต้องโทษในคดียาเสพติด โดย 70 คนในจำนวนดังกล่าวมีทั้งถูกลงโทษจำคุก และรอการประหารชีวิต
 
จำเลยหญิงทั้งสองคนในคดีนี้ ถูกจับกุมหลังเดินทางโดยเครื่องบิน ถึงท่าอากาศยานชานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเดือน ธ.ค. 2553 เจ้าหน้าที่ตรวจพบยาบ้าซุกซ่อนในกระเป๋าถือ ซึ่งทั้งสองอ้างว่า มีผู้จ่ายค่าเดินทางสู่มาเลเซียให้ โดยแลกกับการหิ้ว "อาหาร" ซึ่งทั้งสองไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติด แต่ผู้พิพากษาในคดีกล่าวว่า ข้ออ้างของจำเลยเหมือน "นิยายโกหก"

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
‘บอดี้แพ็กเกอร์’ขนไอซ์ข้ามโลกไทยทางผ่านกระจายยาเสพติดโดยข่าวนี้อ้างจากhttp://www.komchadluek.net/news/crime/225408
เป็นอีกคดีสะเทือนขวัญเมื่อมีการพบ “ศพชายนิรนามถูกยัดอยู่ในกระเป๋าสีดำใบใหญ่” ลอยอยู่ในคลองโอ่งอ่าง ใกล้กับแยกสำราญราษฎร์ แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร เมื่อวันที่ 3 เมษายน พศ.2559ที่ผ่านมา

              พยานหลักฐานที่พบในกระเป๋าเดินทางและในตัวผู้ตาย ทั้งถุงพลาสติกสีขาว มีอักษรสีฟ้า mahesh ซึ่งเป็นถุงร้านจำหน่ายของที่ระลึกของประเทศภูฏาน ตั้งอยู่ระหว่างชายแดนประเทศอินเดียและประเทศภูฏาน ถุงพลาสติกใสใส่แป้งโรตี ถุงพลาสติกสีฟ้ายี่ห้อ Rajnigandha ซึ่งเป็นถุงหมาก มีขายในไทยย่านนานา สีลม และถุงพลาสติกสีเหลืองยี่ห้อ baba เป็นยาเส้น ปัจจุบันไม่มีขายในไทย

              ที่มากไปกว่านั้น เมื่อแพทย์ผ่าชันสูตรศพผู้ตาย กลับพบยาเสพติดบรรจุถุงยาง อยู่ในกระเพาะ จำนวน 55 ก้อน และทวารหนัก 3 ก้อน เบื้องต้นพบว่าเป็นไอซ์ ตำรวจคาดว่าผู้ตายน่าจะมีส่วนพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติด โดยทำหน้าที่เป็นคนลำเลียงยา

              ข้อมูลจากฝ่ายสืบสวน เชื่อว่าผู้ตายน่าจะเกี่ยวโยงกับขบวนการลำเลียงยาเสพติด แล้วมาพักยาในไทย และอาจเตรียมส่งออก แต่เกิดภาวะช็อกยา เนื่องจากพบว่ามียาเสพติดจำนวนหนึ่งแตกออกมาที่กระเพาะอาหาร ซึ่งผู้ร่วมขบวนการอาจจะกลัวความผิด จึงนำศพยัดใส่กระเป๋าแล้วโยนทิ้งอำพรางคดี

              ขบวนการยาเสพติดใช้วิธีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดด้วยวิธีกลืนลงท้อง หรือที่เรียกว่า “บอดี้แพ็กเกอร์” เกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปี โดยนิยมใช้กันในกลุ่มที่ลักลอบนำยาเสพติดจากพื้นที่แหล่งผลิตทางตอนใต้ของอัฟกานิสถาน หรือที่เรียกกันว่าแหล่ง “พระจันทร์เสี้ยว” แหล่งผลิตใหญ่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในปัจจุบัน ไปยังภูมิภาคต่างๆ ของโลก

              การกลืนยาเสพติดลงท้องแล้วเกิดการฉีกขาดของบรรจุภัณฑ์ทำให้ยาเสพติดแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายของผู้ลักลอบขน ซึ่งผู้กระทำเป็นชาวต่างชาติ มาเสียชีวิตในไทยเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก ย้อนไปเมื่อ วันที่ 12 พฤษภาคม 2552 ในพื้นที่ สน.มักกะสัน พบศพนายบารอช มูฮัมหมัด อารีฟ เคลชีล อายุ 45 ปี ชาวปากีสถาน ตามร่างกายไม่พบบาดแผล แต่ผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติด เจ้าหน้าที่ผ่าชันสูตรศพ พบยาเสพติดในตัวผู้ตาย ตำรวจสันนิษฐานว่าผู้ตายน่าจะกลืนยาเสพติดที่บรรจุอยู่ในถุงยางมาจากต่างประเทศ เพื่อนำมาส่งให้ลูกค้าในประเทศไทย แต่ถุงยางอาจรั่วหรือแตกทำให้สารเสพติดแทรกซึมเข้ากระแสเลือดส่งผลให้เสียชีวิต

              ในคนไทยก็มีพบอยู่หลายครั้ง เช่น เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2557 นักโทษคดีจำหน่ายยาเสพติดเรือนจำกลางคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ถูกพบเสียชีวิตอยู่ในห้องซอย 9 แดน 8 เจ้าหน้าที่ผ่าชันสูตรศพ พบถุงยางอนามัย 20 ก้อน ด้านในบรรจุยาไอซ์ น้ำหนักรวม 165.2 กรัม สันนิษฐานสาเหตุเสียชีวิตเกิดจากถุงยางอนามัยแตก ทำให้ยาไอซ์ไหลเข้าสู่ร่างกาย

              ถัดมาอีก 2 เดือน คือวันที่ 26 สิงหาคม 2557 ที่ จ.ขอนแก่น เมื่อนักโทษชายในคดียาเสพติด มีอาการปวดท้องเฉียบพลัน และเสียชีวิตในเวลาต่อมา แพทย์ผ่าชันสูตรศพ พบยาบ้าและยาไอซ์ บรรจุในถุงยางอนามัยรวม 12 ถุง แตกละลายไปแล้ว 2 ถุง เมื่อนำแยกประเภท พบว่า เป็นยาบ้า 2 ถุง รวม 61 เม็ด และยาไอซ์ 8 ถุง น้ำหนักประมาณ 30 กรัม อยู่ในลำไส้คนตาย นอกจากนี้บางส่วนแตกละลายปนกับอุจจาระ

              ส่วนการใช้วิธีการลักลอบขนยาเสพติดด้วยการกลืนแต่ไม่เสียชีวิต ก็เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2554 กรมศุลกากร แถลงข่าวจับกุม นายโตนิโต้ โกเมส อายุ 32 ปี สัญชาติกินี-บิสเซา พร้อมของกลางยาไอซ์ จำนวน 40 ก้อน น้ำหนักประมาณ 710 กรัม มูลค่าประมาณ 2.5 ล้านบาท โดยจับกุมได้ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พบผู้ต้องหา ซึ่งโดยสารมากับสายการบินของเอธิโอเปีย มาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าทางมีพิรุธ จากการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมายตามร่างกาย จึงนำตัวไปเอกซเรย์ พบยาไอซ์จำนวนดังกล่าวอยู่ภายในช่องท้อง

              วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 นายจีระ ร้อยถิ่น อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาคดีขับขี่ และเสพยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) สภ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสวรรคโลก หลังชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.สวรรคโลก แสดงตัวเข้าตรวจค้นนายจีระ แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงตรวจปัสสาวะพบว่า มีสารเสพติด (ยาบ้า) ในปัสสาวะ จึงควบคุมตัวมาสอบสวน นายจีระรับสารภาพว่า มาซื้อยาบ้าจากเอเย่นต์แถว ต.ย่านยาว จากนั้นกำลังขับรถเพื่อกลับบ้าน แต่มาถูกตำรวจนำกำลังไล่ติดตาม จึงตัดสินใจกลืนยาบ้าลงท้อง

              การกลืนยาเสพติดลงท้องเป็นความพยายามในการลำเลียงยาเสพติดจากแหล่งผลิตไปยังตลาดการค้าของเครือข่ายค้ายาเสพติดยังคงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง แม้ทุกประเทศทั่วโลกจะร่วมมือกันในการกวาดล้างปราบปรามอย่างเข้มงวด

              หน่วยปราบปรามยาเสพติดทั่วโลก มีข้อมูลตรงกันว่า เครือข่ายค้ายาเสพติดที่มีขนาดใหญ่ไม่แพ้สามเหลี่ยมทองคำ คือกลุ่มแอฟริกัน ที่มีชาวไนจีเรียเป็นตัวการ โดยเครือข่ายนี้เป็นองค์กรค้ายาเสพติดข้ามชาติองค์กรใหญ่ และเชื่อมโยงกันในหลายประเทศในจำนวนนั้นมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะหญิงไทย พบว่าตกอยู่ในวังวนนี้มากที่สุด

              ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ระบุว่า เครือข่ายนี้มักใช้เส้นทางลักลอบลำเลียงยาเสพติดโดยเฉพาะโคเคน จากแถบทวีปเอเมริกาใต้ เช่น โบลิเวีย เปรู โคลัมเบีย ส่งต่อไปยัง บราซิล และกระจายไปยัง สิงคโปร์ ตุรกี กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เอธิโอเปีย ก่อนจะลำเลียงเข้าประเทศไทย ขณะที่ไอซ์ถูกลำเลียงจากประเทศมาลี ไนจีเรีย เบนิน โตโก และ กานา ก่อนจะส่งต่อไปยังเอธิโอเปีย และเข้าสู่ประเทศไทย

              เครือข่ายนี้จะใช้เส้นทางหลัก 3 เส้นทาง คือ เดินทางจากไทยไปอินเดีย หรือเนปาล รับเฮโรอีน เดินทางโดยเครื่องบินตรงเข้าจีน ที่เมืองกวางโจว เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง หรือฮ่องกง เส้นทางต่อมาคือออกจากไทยไปอินเดีย เนปาล หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อรับเฮโรอีนแล้วบินกลับมาพักในไทยแล้วต่อไปจีน เส้นทางสุดท้ายเดินทางโดยรถประจำทางจาก กทม.ไป จ.สงขลา เข้าไปมาเลเซียเพื่อรับช่วงต่อจากผู้ลำเลียงชาวแอฟริกันก่อนจะเดินทางต่อไปยังจีนทางเครื่องบิน

              การกวาดล้างอย่างหนักทำให้เครือข่ายนี้หันไปว่าจ้างหญิงไทยและฟิลิปปินส์ ขนยาไอซ์และโคเคน จากจีน ผ่าน กวางโจว ฮ่องกง และเสิ้นเจิน เข้าประเทศไทย ซึ่งมักจะผ่านสายการบินนานาชาติในต่างจังหวัดมากกว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเลี่ยงการตรวจค้นจับกุม โดยจะใช้วิธีการกลืนลงท้อง ทวารหนัก และอวัยวะเพศ หรือซุกซ่อนไปกับสัมภาระ
-----------------------------------------------------

« Last Edit: June 12, 2016, 03:00:10 AM by yesterday »