Author Topic: ข่าวนายกมาเลฯมีท่าทีต่อต้านเสรีนิยมและผู้นำสูงสุดอิหร่านมีอำนาจปิดช่องแคบฮอร์มุช  (Read 8500 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
เอเอฟพี เดือนกรกฏาคม2555 - นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัคของมาเลเซียกล่าวโจมตีกลุ่มผู้สนับสนุุนการปฏิรูป โดยว่าเสรีภาพที่มากขึ้นนั้นเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมแห่งนี้ ขณะที่การเลือกตั้งครั้งสำคัญใกล้เข้ามา
       
       นาจิบยังกล่าวว่า เขาสนับสนุนสิทธิมนุษยชน แต่นั่นต้องอยู่ภายในขอบเขต ที่กำหนดไว้โดยศาสนาอิสลาม ต่อหน้าผู้นำทางศาสนามากกว่า 10,000 คน เพียงไม่กี่วันก่อนที่จะเริ่มต้นเดือนรอมฎอน
       
       "พหุนิยม เสรีนิยม ลัทธิเหล่านี้ล้วนต่อต้านอิสลาม และเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องต่อสู้กับลัทธิเหล่านี้" นาจิบกล่าว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์มาเลเซีย อินไซเดอร์
       
       ขณะที่ นายกฯ แดนเสือเหลืองต้องประกาศให้มีการเลือกตั้งภายในต้นปีหน้า และรัฐบาลของเขาก็ถูกกดดันให้ปฏิรูประบบการเลือกตั้ง ซึ่งบรรดานักวิจารณ์ และพรรคการเมืองฝ่ายค้านต่างระบุว่า มีความลำเอียงโดยเป็นประโยชน์กับพรรครัฐบาลเท่านั้น
       
       การชุมนุมประท้วงครั้งหนึ่งในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมนับแสนคนในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง แต่จบลงด้วยความชุลมุน หลังตำรวจปะทะม็อบ และมีการใช้แก๊สน้ำตา รวมถึงปืนใหญ่ฉีดน้ำสลายการชุมนุม ทั้งยังมีผู้ถูกจับกุมอีกกว่า 500 ราย
       
       ทั้งนี้ คาดกันว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นศึกที่สูสี หลังจากพรรคบาริซัน เนชันนัลของรัฐบาลพ่ายแพ้ให้กับพรรคฝ่ายค้านอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเลือกตั้งเมื่อปี 2008
----------------------------------------------------
 
                            นายกมาเลเซีย                                               อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน 


--------------------------------------------------------------------------------
สำนักข่าวต่างประเทศเดือนกรกฏาคม2555 รายงานว่า ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมของอิหร่าน แถลงว่า กรณีที่ อิหร่าน จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์และเส้นทางขนส่งน้ำมันราวหนึ่งในห้าของน้ำมันทั่วโลก จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พลเอกฮาซัน ฟิรูซาบาดี้ แถลงว่า อิหร่าน มีแผนรองรับฉุกเฉินกรณีปิดเส้นทางสำคัญ แต่ อยาตอเลาะห์ คาเมเนอี ในฐานะผู้นำสูงสุดของกองทัพ  จะเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นคล้อยหลัง 2 สัปดาห์ นับจากที่สหภาพยุโรป (อียู) บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน เพราะไม่ยอมยุติโครงการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม ก่อนหน้านี้ กองกำลังปฏิวัติอิหร่าน ประกาศเตือนว่า อิหร่าน จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน
                                                                                     
« Last Edit: December 25, 2012, 03:54:02 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
อ่านข่าวแล้ว ชาวพุทธเราคิดอย่างไรกันบ้างครับและผมจะลองบอกความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับคือผมคิดว่าประชาคมโลกและสหประชาชาติต่างต้องการให้นายกมาเลเซียและผู้นำสูงสุดอิหร่านได้ลดดีกรีความรุนแรงในใจลงด้วยการทำให้ประเทศมาเลเซียและอิหร่านมีความเป็นเสรีนิยมให้มากขึ้นกว่านี้ครับเพื่อเป็นทางป้องกันไม่ให้พวกอิสลามหัวรุนแรงมีอำนาจทำร้ายประชาชนในประเทศมาเลเซียและอิหร่านได้ง่ายง่ายครับ
« Last Edit: August 05, 2012, 12:25:04 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ข่าวจากเวปผู้จัดการวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556คือ http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000140998&Html=1&TabID=1& มีความว่า

ข่าวรายงานเชิงลึกของรอยเตอร์อ้าง “คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่าน มีทรัพย์สินในครอบครองกว่า “3 ล้านล้าน”

รอยเตอร์/เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์-ข้อมูลชี้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เป็นผู้มีอำนาจควบคุมอาณาจักรทางธุรกิจที่มีมูลค่ากว่า 95,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3 ล้านล้านบาท) ซึ่งมีมูลค่ามากกว่ายอดการส่งออกน้ำมันของอิหร่านทั้งปีรวมกัน ทั้งนี้ เป็นการเปิดเผยของทีมสืบสวนเชิงวิเคราะห์ของรอยเตอร์ที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกมานานกว่า 6 เดือน
       
       ข้อมูลของทีมสืบสวนเชิงลึกของรอยเตอร์พบว่า องค์กรที่มีชื่อว่า “เซตาด” คือกุญแจสำคัญยิ่งต่อการครองอำนาจของผู้นำสูงสุดอิหร่าน โดยในเวลานี้ คาเมเนอี วัย 74 ปี ซึ่งก้าวขึ้นครองอำนาจในฐานะผู้นำสูงสุดคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของอิหร่าน ตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1989 มีการถือครอง “หุ้น” และสินทรัพย์รูปแบบต่างๆ ในแทบทุกภาคอุตสาหกรรมของอิหร่าน รวมถึง ภาคการเงิน น้ำมัน โทรคมนาคม โรงงานผลิตยาเม็ดคุมกำเนิด ไม่เว้นแม้แต่ ธุรกิจฟาร์มนกกระจอกเทศ
       
       รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า องค์กรเซตาดซึ่งกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของผู้นำสูงสุดของอิหร่านนั้น แท้จริงแล้วเริ่มก่อตัวมาจากการเข้ายึดกิจการของประชาชน นักธุรกิจชาวอิหร่าน รวมถึง การยึดทรัพย์สินของชนกลุ่มน้อยที่มิใช่ชาวมุสลิมในประเทศ และชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่ในต่างแดน โดยการยึดทรัพย์สินนั้น องค์กรเซตาดซึ่งมีอำนาจล้นเหลือจะใช้อิทธิพลของตนกดดันศาลและเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ
       
       ข้อมูลซึ่งรอยเตอร์อ้างถึงระบุ เฉพาะในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเซตาด ซึ่งมีชื่อเต็มอย่างเป็นทางการในภาษาเปอร์เซียว่า “Setad Ejraiye Farmane Hazrate Emam” ได้เปิดประมูลอสังหาริมทรัพย์ในความครอบครองของตนเกือบ 300 รายการ และโกยเงินเข้าองค์กรของตนไปหลายล้านดอลลาร์ ทั้งที่วัตถุประสงค์ขององค์กรเซตาดแห่งนี้เมื่อเริ่มก่อตั้ง คือ การช่วยเหลือผู้ยากไร้และบรรดาทหารผ่านศึกเท่านั้น แต่ในยุคของคาเมเนอี องค์กรแห่งนี้กลับมุ่งเน้นการขยายอิทธิพลทางธุรกิจเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับบรรดาชนชั้นนำทางการเมือง
       
       ขณะเดียวกัน เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯได้สั่งขึ้นบัญชีดำองค์กรเซตาดโดยระบุ องค์กรแห่งนี้ถูกใช้เป็นฉากหน้าเพื่อซุกซ่อนทรัพย์สินในครอบครองของผู้นำอิหร่าน
       
       อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ตลอดจนทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงเตหะราน ยังไม่ออกมาให้ความเห็นใดๆต่อรายงานดังกล่าว มีเพียงการออกโรงตอบโต้ผ่านอีเมล์ของฮามิด วาเอซี ผู้อำนวยการใหญ่ด้านการประชาสัมพันธ์ของเซตาดที่ระบุว่า ข้อมูลจากรายงานของรอยเตอร์นั้น “ห่างไกลจากความเป็นจริง”และเต็มไปด้วยเรื่องโกหก

 
 
 
« Last Edit: November 19, 2013, 09:16:40 PM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ข่าวเกียวกับศาสนาอิสลามนิกายใดใดตอบโต้กันนั้นชาวพุทธควรอ่านให้รู้เท่าทันและจะได้ช่วยกันรักษาพุทธศาสนาได้ต่อไปนะครับ

-ข่าวจากนสพ.แนวหน้า มีว่า14 ก.ย. 2558 06:00 น.
ความคืบหน้าเหตุเครนก่อสร้างขนาดใหญ่ถล่มทับมัสยิดฮารอม หรือแกรนด์มัสยิด ในนครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 11 กันยายน2558ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก........ด้านกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ระบุว่า กระทรวงจะติดตามสถานการณ์ และความคืบหน้าของเหตุดังกล่าวอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของมาเลเซียยังคงอยู่ระหว่างติดตามผู้แสวงบุญชาวมาเลเซีย 8 คน ที่สูญหายหลังจากเกิดเหตุดังกล่าว ขณะที่มีชาวมาเลเซีย 10 คน ได้รับบาดเจ็บ อยู่ระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล ทั้งหมดมีอาการทรงตัว
ส่วนนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซียกล่าวว่า รัฐบาลมาเลเซียจะให้การช่วยเหลือผู้แสวงบุญชาวมาเลเซียที่ได้รับบาดเจ็บในทันที
ทั้งนี้ เหตุเครนล้มเกิดขึ้นก่อนการประกอบพิธีฮัจญ์จะเริ่มขึ้นเพียง 10 วัน ซึ่งคาดว่าจะมีชาวมุสลิมจากทั่วทุกมุมโลกประมาณ 2 ล้านคนเดินทางมายังมัสยิดฮารอม โดยขณะเกิดเหตุนั้น มีผู้แสวงบุญเดินทางมาถึงนครเมกกะแล้วราว 800,00 คน
--------------------------------------------------------------
ข่าวจากastvผู้จัดการออนไลน์เมื่อ27กันยายน2558คือ

อิหร่านเรียกร้องให้ซาอุดีอาระเบียขอโทษโลกมุสลิม กรณีเหยียบกันตายในพิธีฮัจญ์

เอเจนซีส์ - อยาตอลเลาะห์ อาลี คามาเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านระบุในวันอาทิตย์ (27 ก.ย.) แนะซาอุดีอาระเบียควรขอโทษ แทนที่จะกล่าวโทษคนอื่น สำหรับเหตุการณ์เหยียบกันตาย ที่ทำให้ผู้แสวงบุญในพิธีฮัจญ์เสียชีวิตถึง 769 ราย โดยมีชาวอิหร่านเสียชีวิตอย่างน้อย 144 รายและสูญหายอีกกว่า 300 คน โดยก่อนหน้านี้ซาอุฯ ได้ตอบโต้เสียงวิจารณ์ของอิหร่านว่าไม่ควรใช้โศกนาฏกรรมนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
       
       หายนะร้ายแรงที่สุดในรอบ 25 ปี ที่เกิดขึ้นในพิธีกรรมของศาสนาอิสลามครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เมื่อคณะผู้แสวงบุญ 2 กลุ่มใหญ่เคลื่อนขบวนมาบรรจบกันที่ทางแยกในทุ่งมีนา ซึ่งอยู่ห่างจากนครเมกกะเพียงไม่กี่กิโลเมตร เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 769 รายและได้รับบาดเจ็บ 934 คน
       
       สำนักข่าวไออาร์เอ็นเอของทางการอิหร่านรายงานในวันอาทิตย์ โดยอ้างคำกล่าวของคามาเนอีที่ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียควรรับผิดชอบและขอโทษต่อโลกอิสลามกับครอบครัวผู้สูญเสีย แทนที่จะโยนความผิดให้ชาติอื่น
       
       ทั้งนี้ ผู้นำอิหร่านวิจารณ์การดูแลความปลอดภัยในพิธีฮัจญ์ของทางการซาอุฯ อย่างรุนแรง พร้อมตั้งคำถามว่า ซาอุดีอาระเบียสมควรเป็นผู้จัดงานแสวงบุญที่มีขึ้นเป็นประจำทุกปีต่อไปหรือไม่
       
       เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อิหร่านเรียกอุปทูตซาอุฯ เข้าพบเป็นครั้งที่สาม นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ผู้แสวงบุญเหยียบกันตาย เพื่อกดดันซาอุฯ ให้ร่วมมือมากขึ้น
       
       ขณะเดียวกัน ระหว่างร่วมประชุมกับ บัน คี-มุน เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในนิวยอร์ก ประธานาธิบดี ฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่าน ยังร้องขอผู้ไกล่เกลี่ยจากยูเอ็น โดยอ้างว่า ซาอุดีอาระเบียไม่ให้ความร่วมมือมากเพียงพอในการค้นหาผู้แสวงบุญที่สูญหายและส่งร่างผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บกลับประเทศ

“ยูเอ็นจำเป็นต้องเตือนซาอุฯ เกี่ยวกับหน้าที่ทางกฎหมายและมนุษยธรรมของตนเอง” ผู้นำอิหร่านย้ำ พร้อมเรียกร้องให้มีการสอบสวนโศกนาฏกรรมครั้งนี้
       
       นอกจากนี้ อาลี จานาตี รัฐมนตรีวัฒนธรรมอิหร่าน ยังเตรียมนำคณะผู้แทนไปยังซาอุฯ เพื่อติดตามชาวอิหร่าน 323 คนที่ยังสูญหาย แต่ทางไออาร์เอ็นเอรายงานว่า คณะผู้แทนชุดนี้ยังไม่ได้รับวีซ่าจากซาอุฯ
       
       คำวิจารณ์ของคามาเนอีมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่อาเดล อัล-จูเบียร์ รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุฯ ที่เข้าร่วมการประชุมยูเอ็นอยู่ในนิวยอร์กเช่นเดียวกับรูฮานี ได้ตอบโต้เสียงวิพากษ์จากอิหร่าน ซึ่งเป็นอริสำคัญในภูมิภาค โดยระบุว่า อิหร่านไม่ควรใช้โศกนาฏกรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง
       
       จูเบียร์ยังย้ำว่า ซาอุฯ มีประวัติยาวนานในการทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเพื่อดูแลให้ภารกิจการแสวงบุญของผู้ที่เดินทางสู่เมกกะสำเร็จลุล่วงด้วยดี รวมทั้งรับปากว่า จะเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมดหลังเสร็จสิ้นการสอบสวน รวมทั้งจะลงโทษผู้ที่เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งนี้
       
       “เราจะทำให้แน่ใจว่า เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้และไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก ผมขอย้ำอีกครั้งว่า นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะใช้เป็นเกมการเมือง ผมหวังว่า ผู้นำอิหร่านจะมีเหตุผลและใคร่ครวญมากขึ้นถึงผู้เสียชีวิตในโศกนาฏกรรมนี้และรอจนกว่าเราจะได้ผลการสอบสวน” จูเบียร์ กล่าว
       
       การโต้แย้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและซาอุฯ เกี่ยวกับความขัดแย้งในเยเมนและซีเรีย ซึ่งทางซาอุฯ มองว่าเป็นความพยายามของอิหร่านที่จะขยายอิทธิพลในตะวันออกกลาง