Author Topic: จำเป็นมั๊ยที่ต้องเอาใจจรดที่ฐานที่ 7 ในขั้นต้น  (Read 11786 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline nineprem

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 109
  • จิตพิสัย 8
ถือว่าเป็นวิจิกิจฉาของผมแล้วกันนะครับ ขอความกรุณาไขความกระจ่างด้วย

คือผมสงสัยว่า จำเป็นมั๊ยที่เราต้องเอาใจจรดที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ในเบื้องต้นเริ่มฝึก ในที่นี้ผมขอเชื่อด้วยศรัทธาตามตำราและครูอาจารย์่ก่อนว่า เมื่อเราใจหยุดนิ่ง และเข้าสู่กระแสมรรคผล ใจจะต้องไปทางฐานที่ 7 เท่านั้น อันนี้ยกไว้ก่อนนะครับ

ผมขอโฟกัสตอนเริ่มต้นฝึกก่อน ว่าเราจำเป็นมั๊ยต้องเอาใจไว้ที่ตรงนี้

เหตุที่ผมสงสัยเนื่องด้วย..
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสารถีผู้ฝึกคนที่ฝึกได้ไม่มีใครยิ่งกว่า (อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ) แต่ทำไมเวลาท่านสอนธรรม ท่านไม่สอนให้เอาใจจรดศูนย์ชัด ๆ ไปเลยล่ะครับ ยิ่งคนในสมัยนั้นน่าจะมีบุญมีบารมีมาก แค่บอกเอาใจจรดศูนย์นิดเดียวก็น่าจะเข้าถึงได้โดยง่าย

ไม่เหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำ หรือหลวงป๋าที่สอนนั่งสมาธิครั้งใดก็ให้เอาใจหยุดนิ่งที่ฐานที่ 7 .. ในเมื่อพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ฝึกคนได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า ทำไมท่านไม่สอนไปตรงๆ  เลย อย่างในสติปัฎฐานสูตร หมวดกาย ก็มีตั้งแต่ ลมหายใจ อริยาบถ หรือกายคตาสติ

นั่นแปลว่าบางคนต้องทำอย่างหนึ่ง อีกคนต้องทำอีกอย่างให้สอดคล้องกับจริต หรือความคุ้นชินจากชาติก่อน ๆ หรือเปล่า

พระจูฬปันถก ได้รับคำแนะนำจากพระพุทธเจ้าให้นั่งมองผ้า หรือพระนางอุบลวรรณา ท่านมองเปลวประทีปก็บรรลุมรรคผลได้ หรือพระนางเขมาเถรี ท่านให้มองหญิงสาวที่เนรมิตขึ้น

งั้นแปลว่าจุดเริ่มต้นไม่จำเป็นสำหรับทุกคนใช่มั๊ยครับว่าจะต้องจรดใจที่ฐานที่ 7 มันแล้วแต่จริตของแต่ละคนหรือเปล่า ถึงแม้ว่าสุดท้ายใจจะไหลกลับเข้ามาที่กลางกายก็ตาม

Offline troy

  • Newbie
  • *
  • Posts: 39
  • จิตพิสัย 1
ไม่ได้มาตอบนะครับ แค่อยากรู้ด้วยคนครับ ;D

Offline โอเคน่ะ (-_-)

  • Newbie
  • *
  • Posts: 32
  • จิตพิสัย 13
ผมคิดว่าเดี๋ยวคงจะมีผู้รู้เข้ามาตอบครับ ผมเองก็ผู้ใหม่ที่เริ่มเข้ามาศึกษา ก็จะขอตอบเท่าที่ผมเข้าใจนะครับถูกผิดไม่ว่ากันถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแล้วกันครับ


ตรงนี้ผมมองว่าคนในสมัยนั้น บุญบารมีเต็มๆกันทั้งนั้นเป็นส่วนมาก เหมือนฝีที่แก่เต็มที่แล้วแค่เอาเข็มไปสะกิดก็แตกแล้ว คือปัญญาบารมีมาเต็มแล้ว ส่วนอุปนิสัยที่จะบรรลุธรรมก็พร้อมที่จะบรรลุ พระพุทธเจ้าผู้สัพพัญญูย่อมรู้ที่เลือกสรรธรรมะชนิดใดที่ผู้นี้คุ้นเคย ให้เหมาะสมกับจริตอัธยาศัยของบุคคลนั้นๆ คือรู้วิธีที่จะให้บุคคลนี้บรรลุธรรมด้วยธรรมะข้อนั้นๆ ด้วยวิธีนั้นๆ คือแค่แนะนำนิดเดียวบุคลลนั้นก็บรรลุแล้ว  เพราะบารมีเต็มรอบแล้วนั่นเองครับ

ส่วนบุคคลที่ปัญญาบารมียังไม่แก่กล้า คือใจยังไม่นิ่งพอที่จะพิจารณาสภาวะธรรมต่างๆ ตามที่พระองค์สอนได้โดยง่าย พระพุทธเจ้าจึงได้กำหนดอุบายวิธีสงบใจไว้ให้ นั่นคือ กัมมัฏฐาน 40
กัมมัฏฐาน 40 จึงมีไว้สำหรับคนที่ต้องการทำสมาธิก่อน เพื่อให้ใจสงบนิ่ง เมื่อมีสมาธิปัญญาก็เกิดครับ ปัญญาที่พิจารณาสภาวะธรรมต่างๆ ได้ก็ง่าย แล้วท้ายสุดก็บรรลุธรรมนั่นเองครับ

ส่วนเรื่องการกำหนดดวงของหลวงปู่สดนั้น ถ้าดูในกัมมัฎฐาน 40 จะเห็นว่าที่หลวงปู่สดสอน เป็นการรวมเอา อาโลกกสิณ พุทธานุสสติ และอานาปานสติ เข้าด้วยกัน ซึ่งก็เป็นหนึ่งในกัมมัฏฐาน 40 ครับ ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกจริตครับ  ส่วนเรื่องที่ตั้งของใจคือฐานที่ 7 นั้นผมว่ามีสอนตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้วครับ ถ้าดูตามประวัติว่าวิธีนี้หายไปหลังล่วงสมัยพุทธกาลไป 500 ปี วิธีนี้ได้หายไป(อาจะเป็นเพราะมารปัดปิดได้ เพราะไม่ต้องการให้คนรู้วิธีแบบนี้)ภายหลังหลวงปู่สดจึงมาค้นพบขึ้นมาได้อีกครั้งนึงครับ

ส่วนเมื่อเวลาบรรลุธรรมจิตตกศูนย์ก็ตกตรงศูนย์กลางกายตามที่หลวงปู่สดบอกแหล่ะครับ เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว ธรรมกายก็จะทรงอยู่ตลอดเวลาครับ ยืนเดินนั่งนอนเห็นโพลงอยู่ตลอด
คือตรงนี่ค้องเห็นตรงกันครับ คือจิตจะตกศูนย์ได้ตรงนี้ตรงเดียวครับ ไม่ใช่ที่หน้าผาก หรือส่วนอื่น ต้องตกศูนย์ตรงนี้ครับ

สรุปสุดท้ายครับ
ถามว่าจำเป็นมั้ยที่ท่านควรจะเอาใจไปจรดไว้ตรงศูนย์กลางกาย ถ้าท่านเข้ามารู้อย่างนี้แล้วตามที่หลวงปู่สดสอน ท่านจะเอาไว้ตรงศูนย์กลางกายหรือป่าวหล่ะครับ
ส่วนตัวผมว่าจำเป็นครับ ถ้ารู้แล้วไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยครับ ที่ท่านจะต้องเอาใจไปตั้งไว้ที่อื่นครับ จะเอาไปตั้งที่อื่นไว้ทำไมเมื่อท่านรู้แล้วว่านี่คือที่ตั้งของใจ

หลวงปู่สดบอกเส้นทางตรงเลยครับไม่อ้อมค้อม ไม่ต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ไม่ต้องลองผิดลองถูก ไปสู่จุดมุ่งหมายได้เร็วไว

แล้วท่านจะไปเสียเวลาไปทำทางอื่นทำไมให้เสียเวลาหล่ะครับ นี่คือทางตรงที่สุดแล้ว


ส่วนเรื่องลึกๆนั้นผมไม่ทราบครับ ผมแค่เบื้องต้น
ทราบแค่ว่ามารพยายามปัดปิดไม่ต้องการให้คนเข้าถึงวิชชาธรรมกายนี้กันมาก
มันจึงเกิดมีสายปฏิบัติ สายโน้นสายนี้กันหลายสาย เพื่อให้กายปฏิบัติล่าช้ากันไป
ถึงแม้ว่าท่านจะปฏิบัติสายอื่นได้แล้วบรรลุ ก็จะบรรลุได้แค่นิพพานถอดกายเท่านั้น
มารเค้าต้องการให้ท่านเข้านิพพานถอดกายครับ

Offline nineprem

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 109
  • จิตพิสัย 8
ต้องขอขอบคุณคุณ Miracle ที่กรุณาเข้ามาตอบครับ (นึกว่าจะไม่มีใครมาตอบให้ผมแล้ว)
อย่างไรก็ตาม สำหรับผมยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนครับ

ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่มีได้มีเจตนาลบลู่วิชชาธรรมกาย หลวงพ่อวัดปากน้ำ หรือหลวงป๋าแต่ประการใด นั่นคือข้อสงสัยของผมเท่านั้น และคิดว่าคงจะมี "ผู้มาใหม่" หลายคนที่คงจะนึกสงสัยบ้างเหมือนกัน หากใครเข้ามาให้ความกระจ่างได้ ก็คงจะมีอานิสงส์อยู่อีกส่วนหนึ่ง

คำตอบของคุณ Miracle เหมือนมีความขัดแย้งในตัวเอง..
- พระุพุทธเจ้าท่านสอนกัมมัฎฐาน 40 วิธี คืออุบายทำจิตสงบที่เหมาะกับตัวเอง แปลว่าไม่จำเป็นต้องนึกถึงดวงแก้วอย่างเดียวก็ได้ใช่มั๊ยครับ ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นกสิณกลางอย่างที่ว่าไว้
- ถ้าที่ตั้งของใจถูกมารลบทิ้งจากพระไตรปิฏก แปลว่า พระสูตรที่มีเนื้อหาเต็ม ๆ จะหายไปเฉพาะบรรทัดที่ให้วางใจที่ฐานที่ 7 เหรอครับ แล้วเรื่องที่เหลือใช้ไม่ได้หรือครับ อย่างสติปัฎฐานสูตร หมวดกายในกาย ท่านสอนให้ดูลมหลายใจ ให้รู้อริยาบถว่า นั่งนอนยืนเดินอยู่ ให้พิจารณาร่างกาย ว่ามีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เลือด เอ็น ม้าม ไต ฯลฯ ทำไมท่านไม่ตรัสสอนเลยว่า หยุดใจแล้วจะเห็นกายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรม คือกายในกายอย่างนี้
- แล้วถ้าสุดท้ายยังไงเมื่อใจสงบ ใจต้องตกศูนย์ที่กลางกาย แล้วทำไม การเอาใจไว้นอกศูนย์ตั้งแต่แรกจะเหมือนเป็นการทำตามที่มารต้องการล่ะครับ สมมติว่า จะเจริญอานาปานสติ ถ้าเกิดผมเอาใจสัมผัสลมที่กลางกายไม่ถนัด แต่ไปกำนดลมที่ปลายจมูก จะทำให้ผมไม่สามารถเข้าถึงธรรมหรือเปล่า ช้ากว่าหรือครับ ถ้าผมเกิดรู้สึกว่าทำได้สบายกว่า
- เคยเข้าใจว่าการเข้าินิพพานไม่ว่าจะถอดกายหรือไม่ถอดกายก็ต้องไปทางเดียวกัน แต่ที่คุณ Miracle อธิบาย เหมือนกับว่า ถ้าปฏิบัติสายอื่นก็นิพพานได้เหมือนกันแต่คือแบบถอดกายหรือครับ แปลว่าถ้าปฏิบัติแบบสายอื่น จะเข้านิพพานคนละทาง หรือว่าก็เข้าทางเดียวกันนั่นแหละ แต่ถ้าปฏิบัติตามสายอื่นก่อนในเบื้องต้นจะเข้าถึงแค่นิพพานถอดกาย?

ขอบอกอีกครั้งนะครับว่าผมไม่มีเจตนาลบลู่เลยสักนิด แต่ต้องการสนทนาธรรมด้วยปัญญา นอกจากศรัทธาอย่างเดียว ซึ่งผมก็มีความเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่าคงมีเส้นทางที่ฐานที่ 7 ตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ เพียงแต่สงสัยแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นครับ

Offline phon

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 551
  • จิตพิสัย 79
  • Gender: Male
ต้องขอขอบคุณคุณ Miracle ที่กรุณาเข้ามาตอบครับ (นึกว่าจะไม่มีใครมาตอบให้ผมแล้ว)
อย่างไรก็ตาม สำหรับผมยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนครับ

ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่มีได้มีเจตนาลบลู่วิชชาธรรมกาย หลวงพ่อวัดปากน้ำ หรือหลวงป๋าแต่ประการใด นั่นคือข้อสงสัยของผมเท่านั้น และคิดว่าคงจะมี "ผู้มาใหม่" หลายคนที่คงจะนึกสงสัยบ้างเหมือนกัน หากใครเข้ามาให้ความกระจ่างได้ ก็คงจะมีอานิสงส์อยู่อีกส่วนหนึ่ง

คำตอบของคุณ Miracle เหมือนมีความขัดแย้งในตัวเอง..
- พระุพุทธเจ้าท่านสอนกัมมัฎฐาน 40 วิธี คืออุบายทำจิตสงบที่เหมาะกับตัวเอง แปลว่าไม่จำเป็นต้องนึกถึงดวงแก้วอย่างเดียวก็ได้ใช่มั๊ยครับ ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นกสิณกลางอย่างที่ว่าไว้
- ถ้าที่ตั้งของใจถูกมารลบทิ้งจากพระไตรปิฏก แปลว่า พระสูตรที่มีเนื้อหาเต็ม ๆ จะหายไปเฉพาะบรรทัดที่ให้วางใจที่ฐานที่ 7 เหรอครับ แล้วเรื่องที่เหลือใช้ไม่ได้หรือครับ อย่างสติปัฎฐานสูตร หมวดกายในกาย ท่านสอนให้ดูลมหลายใจ ให้รู้อริยาบถว่า นั่งนอนยืนเดินอยู่ ให้พิจารณาร่างกาย ว่ามีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เลือด เอ็น ม้าม ไต ฯลฯ ทำไมท่านไม่ตรัสสอนเลยว่า หยุดใจแล้วจะเห็นกายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรม คือกายในกายอย่างนี้
- แล้วถ้าสุดท้ายยังไงเมื่อใจสงบ ใจต้องตกศูนย์ที่กลางกาย แล้วทำไม การเอาใจไว้นอกศูนย์ตั้งแต่แรกจะเหมือนเป็นการทำตามที่มารต้องการล่ะครับ สมมติว่า จะเจริญอานาปานสติ ถ้าเกิดผมเอาใจสัมผัสลมที่กลางกายไม่ถนัด แต่ไปกำนดลมที่ปลายจมูก จะทำให้ผมไม่สามารถเข้าถึงธรรมหรือเปล่า ช้ากว่าหรือครับ ถ้าผมเกิดรู้สึกว่าทำได้สบายกว่า
- เคยเข้าใจว่าการเข้าินิพพานไม่ว่าจะถอดกายหรือไม่ถอดกายก็ต้องไปทางเดียวกัน แต่ที่คุณ Miracle อธิบาย เหมือนกับว่า ถ้าปฏิบัติสายอื่นก็นิพพานได้เหมือนกันแต่คือแบบถอดกายหรือครับ แปลว่าถ้าปฏิบัติแบบสายอื่น จะเข้านิพพานคนละทาง หรือว่าก็เข้าทางเดียวกันนั่นแหละ แต่ถ้าปฏิบัติตามสายอื่นก่อนในเบื้องต้นจะเข้าถึงแค่นิพพานถอดกาย?

ขอบอกอีกครั้งนะครับว่าผมไม่มีเจตนาลบลู่เลยสักนิด แต่ต้องการสนทนาธรรมด้วยปัญญา นอกจากศรัทธาอย่างเดียว ซึ่งผมก็มีความเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่าคงมีเส้นทางที่ฐานที่ 7 ตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ เพียงแต่สงสัยแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นครับ

เอาแบบนี้เลยดีกว่า

การฝึกสมาธิ แบบธรรมกาย มีหลายอย่าง ที่ไม่มีในพระไตรปิฏก

เพราะ บางอย่างถือว่า เป็นเรื่องปลีกย่อย ก็ไม่ได้พูดละเอียด

เช่น การพิจารณา กายในกาย ในพระไตรปิฏก ก็บอกได้ไม่ละเอียด แต่ว่า เป็นแนวทางเท่านั้น

ถึงมีคำพูดว่า ปัจจัตตัง ไง

ธรรม ของพระพุทธเจ้า ทุกอย่างเป็นปัจจัตตัง

สงสัยมาก ก็รู้ช้า

สงสัย น้อยก็รู้ เห็นเร็ว

ลองๆทำตามดู ว่า ดีจริงไหม

ถ้าไม่ดี จริงก็ไม่ต้องทำตาม

ถือว่า ไม่ถูกกับจริต

เริ่มต้น อย่างไรก็ได้

ฝึกอย่างไรก็ได้

ขอให้ ท้ายสุด ใจ อยู่ที่ ฐานที่ 7

Offline โอเคน่ะ (-_-)

  • Newbie
  • *
  • Posts: 32
  • จิตพิสัย 13
ท่านไปดูคำถามที่่านถามทีแรกนะครับ ท่านถามว่าทำไมพระพุทธเจ้าท่านไม่สอนไปเลยให้นึกกำหนดเห็นดวง
ซึ่งผมก็ตอบไปแล้วว่าคนสมัยนั้นบารมีเต็ม แนะนำนิดหน่อยก็บรรลุแล้ว

ส่วนที่ยังไม่บรรลุก็บำเพ็ญเพียรกันต่อไป โดยใช้กัมมัฎฐาน 40 เพื่อให้ใจสงบและสามารถพิจารณาสภาวะธรรมต่างๆได้
แล้วท่านบอกว่าคำตอบเหมือนเป็นการแย้งกันในตัว แย้งยังไงไม่ทราบครับในเมื่อผมบอกว่าวิธีปฏิบัตินั้นมี 40 วิธี และวิธีของของหลวงปู่สดก็มีอยู่ในนั้น ท่านก็เลือกปฏิบัติเอา ว่าจะทำแบบไหน แค่นั้นเองครับ ถ้าท่านชอบแบบอื่นก็ทำไปไม่ว่ากัน และผมก็ไม้ได้บอกไว้ด้วยว่าต้องเป็นวิธีนี้วิธีเดียว เพียงแต่บอกไว้ว่าเมื่อจิตตกศูนย์ตกได้ที่ศูนย์กลางกายอย่างเดียวครับ อ่านแล้วทำความเข้าใจให้ถูกต้องด้วย


- พระุพุทธเจ้าท่านสอนกัมมัฎฐาน 40 วิธี คืออุบายทำจิตสงบที่เหมาะกับตัวเอง แปลว่าไม่จำเป็นต้องนึกถึงดวงแก้วอย่างเดียวก็ได้ใช่มั๊ยครับ ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นกสิณกลางอย่างที่ว่าไว้

ตอบ ใช่ครับ เป็นอุบายวิธีสงบใจครับ ท่านจะทำกัมฏฐานอย่างอื่นก็ได้ครับ แต่เมื่อจิตตกศูนย์ได้ที่เดียวครับ คือ ศูนย์กลางกาย

- ถ้าที่ตั้งของใจถูกมารลบทิ้งจากพระไตรปิฏก แปลว่า พระสูตรที่มีเนื้อหาเต็ม ๆ จะหายไปเฉพาะบรรทัดที่ให้วางใจที่ฐานที่ 7 เหรอครับ แล้วเรื่องที่เหลือใช้ไม่ได้หรือครับ อย่างสติปัฎฐานสูตร หมวดกายในกาย ท่านสอนให้ดูลมหลายใจ ให้รู้อริยาบถว่า นั่งนอนยืนเดินอยู่ ให้พิจารณาร่างกาย ว่ามีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เลือด เอ็น ม้าม ไต ฯลฯ ทำไมท่านไม่ตรัสสอนเลยว่า หยุดใจแล้วจะเห็นกายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรม คือกายในกายอย่างนี้

ตอบ คืองี้ครับ ตัดเรื่องมารไปเลยครับ ท่านไม่ต้องไปสนใจคำนี้เลย เดี๋ยวจะไม่เข้าใจกัน เอากันพื้นๆครับ ผมผิดเองที่อ้างขึ้นมา ตรงนี้ตัดไปก่อน ว่ากันธรรมดาพอ ไม่ต้องไปอ้างเรื่องมงมารอะไรขึ้นมาอีก โอเคนะครับ

เรื่องศูนย์กลางกายนั้นเป็นรายละเอียดปลีกย่อยในทางปฏิบัติอย่างที่พี่Phonบอกครับ พระสูตรไม่ได้อธิบายไว้ อย่างละเอียด อย่าได้พูดไปถึงขนาดว่ามารลบบรรทัดนั้นไปเลยครับ เว่อร์ไปครับ
ดูจากคำพูดแรงไปครับ ท่านแน่ใจหรอครับว่าท่านชอบแนวทางปฏิบัตินี้จริง??? เหมือนเข้ามาก่อกวน ถ้าท่านไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นก็ผมขอโทษด้วย

อยากแนะนำให้หาหนังสือที่หลวงป๋า เขียนไว้ไปอ่านก่อนให้เข้าใจครับ มีอธิบายไว้ชัดเจนว่าเป็นสติปัฏฐาน4อย่างไร และไม่ได้นอกเหนือไปจากพระไตรปิฏก
ส่วนเรื่องการพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม นั้นมีอยู่ครบในแนวทางปฏิบัตินี้ ท่านศึกษาให้ดีก่อนดีกว่าครับ

ส่วนเรื่องว่าทำไมท่านไม่สอนไปเลยหล่ะครับ ว่าให้เอาใจหยุดแล้วจะเห็นกายฯ


ตรงนี้ให้ท่านไปดูเรื่องนิพพานครับ ในพระไตรปิฎก ที่เมื่อก่อนเถียงกันแทบตาย เรื่องอัตตา กับ อนัตตา ก็เพราะว่าในพระไตรปิฎกท่านไม่ได้อธิบายรายละเอียดปลีกย่อยไว้ว่าในนิพพานนั้นมีพระพุทธเจ้าที่เสด็จเข้านิโรธอยู่แล้วมีพระสาวกนั่งล้อมรอบสงบนิ่ง มีตัวตนอยู่ในนิพพานจริงๆ เพราะในพระไตรปิฏกว่าเป็นอนัตตา แต่คนอ่านไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง ไม่ได้มองโดยองค์รวมว่าพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนิพพานไว้ที่ไหนอย่างไรบ้างแล้วมาประมวลผลอีกทีเพื่อให้เข้าใจความหมายที่แท้จริง ก็ไปเหมารวมว่านิพพานก็เป็นอนัตตาไปด้วย จะเห็นตรงนี้ได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติเข้าถึงครับว่าเป็นอัตตา ถ้าไม่เข้าถึงไม่เห็นก็ไม่รู้ ที่ว่าเป็นอนัตตานั้นคือความหมายว่าว่างจากกิเสลสังขารธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งทั้งปวง

แล้วตรงนี้ท่านคิดว่าอย่างไรหละครับ อ้างพระไตรปิฎกอีกหรือป่าวครับว่าไม่ได้เขียนไว้ จะมีจะเป็นได้อย่างไรแบบนั้น  ท่านจะอ้างพระไตรปิฎกอีกหรือป่าว??? ว่าไม่มีสอนในพระไตรปิฏก ว่าไม่มีเขียนไว้อีกหรือป่าว




การอ้างพระไตรปิฎกเป็นเรื่องดีครับ แต่การศึกษาพระไตรปิฎกหรือวิธีข้อปฏิบัติต่างๆจากพระไตรปิฎก ท่านต้องศึกษาจากองค์รวมความรู้ต่างๆในพระไตรปิฎกก่อนครับ
แล้วค่อยมามองแยกย่อยไปลงไป อย่าไปเหมาว่าองค์ย่อยเป็นทั้งหมดขององค์รวม เป็นแค่ส่วนหนึ่งขององค์รวมเท่านั้น เพราะถ้าท่านคิดว่าองค์ย่อยเป็นองค์รวมทั้งหมดเช่นนั้น ท่านก็จะไม่เข้าใจ  ใจความในพระไตรปิฎกชัดได้อย่างแจ้งได้เลย

ส่วนเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับวิชชาธรรมกายนี้ ไม่ต้องเอามาอ้างหรอกครับว่าไม่มีในพระไตรปิฏก ทำไมท่านไม่สอนไปเลย ทำไมพระพุทธเจ้าท่านไม่สอนแบบนั้นแบบนี้ไปเลย  ถ้าท่านศรัทธาจริงตามแนวทางนี้ ให้ไปศึกษาเอกสารหลักฐานที่พระเดชพระคุณหลวงป๋าอ้างอิงที่มาที่ไปของคำว่าธรรมกายและวิธีปฏิบัตินี้ว่าเป็นหนึ่งในกัมมัฏฐานที่พระพุทธเจ้าสอนหรือไม่ อย่างไรแล้วค่อยกลับมาเสวนากันใหม่  ถ้าลองมาอย่างนี้แล้วคุยกันไม่รู้เรื่องหรอกครับ ยิ่งคุยยิ่งไปกันใหญ่

     
- แล้วถ้าสุดท้ายยังไงเมื่อใจสงบ ใจต้องตกศูนย์ที่กลางกาย แล้วทำไม การเอาใจไว้นอกศูนย์ตั้งแต่แรกจะเหมือนเป็นการทำตามที่มารต้องการล่ะครับ สมมติว่า จะเจริญอานาปานสติ ถ้าเกิดผมเอาใจสัมผัสลมที่กลางกายไม่ถนัด แต่ไปกำนดลมที่ปลายจมูก จะทำให้ผมไม่สามารถเข้าถึงธรรมหรือเปล่า ช้ากว่าหรือครับ ถ้าผมเกิดรู้สึกว่าทำได้สบายกว่า

ตอบ ตรงนี้ตามใจท่าน ท่านเอาใจไปไว้ไหนก็ไว้เลยครับ ผมไม่เถียงแล้ว ท่านถนัดแบบนั้นก็ตามใจครับ อุบายทำให้ใจสงบมีหลายวิธี แต่ท้ายสุดเมื่อจิตสงบต้องตกศูยน์กลางกายครับ ส่วนท่านจะทำวิธีไหนก็ตามใจ ได้ทั้งนั้นไม่ผิด แต่ถ้าเชื่อตามที่หลวงปู่สดสอนก็ศูนย์กลางกายครับ มีที่มาที่ไปนะครับว่าทำไมต้องไปตั้งไว้ตรงนั้น ท่านศึกษาดูเอาเองแล้วกัน ผมไม่อยากพูดอะไรมากแล้วดูเหมือนท่านใจไม่ไปทางนี้เลย เอาที่ท่านถนัดเถอะครับไม่ผิดหรอก

- เคยเข้าใจว่าการเข้าินิพพานไม่ว่าจะถอดกายหรือไม่ถอดกายก็ต้องไปทางเดียวกัน แต่ที่คุณ Miracle อธิบาย เหมือนกับว่า ถ้าปฏิบัติสายอื่นก็นิพพานได้เหมือนกันแต่คือแบบถอดกายหรือครับ แปลว่าถ้าปฏิบัติแบบสายอื่น จะเข้านิพพานคนละทาง หรือว่าก็เข้าทางเดียวกันนั่นแหละ แต่ถ้าปฏิบัติตามสายอื่นก่อนในเบื้องต้นจะเข้าถึงแค่นิพพานถอดกาย?

ตอบ ไปนิพพานไปได้ทางนี้ทางเดียวครับยืนยัน ส่วนเรื่องนิพพาพานถอดกายหรือไม่ถอดกายละไว้ก่อน ปฏิบัติไปแล้วค่อยรู้ครับ รู้ก่อนไม่มีประโยชน์อะไรในตอนนี้ แต่ให้รู้ว่าไปทางเดียวกันครับ จะสายไหนก็แล้วแต่เมื่อบรรลุอรหัตอรหันต์ ไปทางเดียวกัน โอเคมั้ยครับ


ขอบอกอีกครั้งนะครับว่าผมไม่มีเจตนาลบลู่เลยสักนิด แต่ต้องการสนทนาธรรมด้วยปัญญา นอกจากศรัทธาอย่างเดียว ซึ่งผมก็มีความเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่าคงมีเส้นทางที่ฐานที่ 7 ตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ เพียงแต่สงสัยแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นครับ


ท้ายสุด ผมขอให้ท่านศึกษาข้อมูลในเว็บบอร์ดแห่งนี้ให้ดีก่อนครับ เพราะมีผู้รู้หลายท่านตอบไว้เยอะพอสมควร คิดว่าตอบข้อสงสัยของท่านได้ทั้งหมดครับ

และถ้าท่านไม่แน่ใจในแนวทางปฏิบัตินี้ ก็ไม่ต้องปฏิบัติหรอกครับเพราะจะไม่เกิดผลดีกับท่านเลย ท่านจะไม่ก้าวหน้าในแนวทางปฏิบัตินี้ได้เลยครับ
ท่านลองวางความรู้ที่ได้รับรู้มาลงไว้ก่อนก็จะดีมากเลยครับ ท่านลองไปสอนเด็กให้ดูดวงแก้วสิครับ แป๊ปเดียวเดี๋ยวก็เห็นดวง ทำต่อไปเห็นกายในกาย ฯลฯ 
ปัจจัยอย่างหนึงที่ทำให้เด็กเห็นเร็วคือเค้าไม่ได้สงสัยในวิธีที่เราบอกไปครับ แต่แค่ทำตามที่บอกไป ฝากไว้แค่นี้ครับ

 
« Last Edit: August 18, 2012, 02:04:31 PM by Miracle »

Offline jacob374

  • Newbie
  • *
  • Posts: 1
  • จิตพิสัย 0
คือตรงนี่ค้องเห็นตรงกันครับ คือจิตจะตกศูนย์ได้ตรงนี้ตรงเดียวครับ ไม่ใช่ที่หน้าผาก หรือส่วนอื่น ต้องตกศูนย์ตรงนี้ครับ

ทราบแค่ว่ามารพยายามปัดปิดไม่ต้องการให้คนเข้าถึงวิชชาธรรมกายนี้กันมาก

เช่น การพิจารณา กายในกาย ในพระไตรปิฏก ก็บอกได้ไม่ละเอียด แต่ว่า เป็นแนวทางเท่านั้น

เรื่องศูนย์กลางกายนั้นเป็นรายละเอียดปลีกย่อยในทางปฏิบัติอย่างที่พี่Phonบอกครับ พระสูตรไม่ได้อธิบายไว้ อย่างละเอียด อย่าได้พูดไปถึงขนาดว่ามารลบบรรทัดนั้นไปเลยครับ เว่อร์ไปครับ

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร

สองกระทู้นี้่ ให้ความกระจ่างแก่ท่านได้พอสมควร อยู่ที่ว่า จะขยันคลิ๊กเข้าไปแล้วจะสิกขาหรือเปล่า

สัมมาอะระหังกับลมหายใจเข้าออก

http://www.dhammakaya.org/forum/index.php/topic,1234.0.html

งงว่าทำไมถึงห้ามฝึกกสิณนอกตัวครับ

http://www.dhammakaya.org/forum/index.php/topic,1286.msg10962.html#msg10962


Offline สันติธรรม

  • Newbie
  • *
  • Posts: 8
  • จิตพิสัย 3

Offline ธนกฤต สกลธีรกุล

  • Newbie
  • *
  • Posts: 34
  • จิตพิสัย 1
ขอตอบคุณ nineprem
    หากเราศึกษาวิสุทธิมรรค  เราจะเห็นการสอนเริ่มตั้งแต่ ศีล  ลักษณะของศีล อนิสงค์การรักษาศีล  แล้วมาเรื่องสมถะ 40  และวิธีทำสมถะแต่ละวิธี  พอหลังจากจบสมถะ  มีปริศนาธรรมอยู่ข้อหนึงกล่าวไว้ว่า "พอถึงณาน 8 ให้ถอยมาที่ณาน 4  เอาณาน 4 จับอยู่ที่จิต  เปรียบสเหมือนเราเดินตามงู  เราจะรู้ที่อยู่ของงู"
เพราะฉนั้นสมาถะ 40 วิธีเพียงให้ใจหยุดเท่านั้น  ส่วนจะรู้ที่อยู่ของจิต  ต้องใช้ณาน 4 คอยตามจิต  พอจิตต้องการพัก  จิตจะกลับไปที่บ่อน้ำเลี้ยงหัวใจ  เราก็จะรู้ที่อยู่ของจิต  นี่คือประตูพระนิพพาน
    ส่วนสายสัมมาอรหัง  เรารู้ว่าที่อยู่ของจิตอยู่ที่ศูนย์กลางกาย  เราก็เอาใจไปจรดที่ศูนย์กลางกายเลย  แล้วใช้บริกรรมนิมิตร กับบริกรรมภาวนากำกับเพื่อให้ใจหยุด  พอใจหยุดเท่านั้น  ก็จะเข้าถึงบ่อน้าเลี้ยงหัวใจ
    คุณ nineprem จะใช้วิธีอื่นก็ได้ครับ  พอถึงณาน 8 ให้ถอยมาที่ณาน 4  เอาณาน 4 จับอยู่ที่จิต เดี๋ยวก็เข้าใจเองครับ