Author Topic: นิพพาน - หลวงตามหาบัว  (Read 8175 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline nineprem

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 109
  • จิตพิสัย 8
นิพพาน - หลวงตามหาบัว
« on: October 24, 2012, 10:19:06 PM »
"ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่กลับมาเกิดอีก ตลอดอนันตกาล..."

 "อันนี้ก็ 9 ปี ไม่ใช่เล่นๆ นะ ออกปฏิบัติ 16 พรรษา นั่นละฟ้าดินถล่ม 16 พรรษา วันที่ 15 พฤษภา 2493 เราไม่ลืม นั่นละปีฟ้าดินถล่ม กิเลสขาดสะบั้นลงจากใจ ใจนี้สว่างจ้าเลย นั่นเป็นเวลา 9 ปีปฏิบัติ คือจริงจังมาก ถ้าลงได้หมุนใส่อะไรแล้วต้องเอาให้จริง เอาให้ได้อย่างใจ นี่ก็จะเอานิพพานให้ได้อย่างใจ ฟาดเสีย 9 ปี ฟ้าดินถล่มในวันที่ 15 พฤษภา 2493 หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา 5 ทุ่มพอดี นั่นละฟ้าถล่ม คว่ำวัฏจักรได้ในคืนวันนั้น จิตนี้สว่างจ้าเลยเทียว..."

 "ชาติสุดท้ายก็เรียกว่าไม่มาเกิดมาตายอีกแล้วแหละ ไม่มาเกิดมาตายอีก เรียกว่าชาติสุดท้าย ล้างป่าช้า เอาให้มันเห็นประจักษ์อย่างนั้นซิ เห็นประจักษ์ในหัวใจเจ้าของไม่ต้องถามใคร พระพุทธเจ้ากี่หมื่นกี่ล้านพระองค์พูดแล้วสาธุ อันเดียวกันถามกันหาอะไร คืออันเดียวกันเลยแล้วจะถามกันหาอะไร พอปั๊บเข้าไปมันเป็นอันเดียวกันแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ถามกัน ชาติสุดท้ายคือว่าไม่กลับมาเกิดมาตายอีก เรียกว่าชาติสุดท้าย "

Offline nineprem

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 109
  • จิตพิสัย 8
Re: นิพพาน - หลวงตามหาบัว
« Reply #1 on: October 24, 2012, 10:21:41 PM »
...บุญกุศลทั้งหลายที่เราสร้างอยู่ไม่หยุดไม่ถอย เพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับลำดาเลยสวรรค์ไป เลยพรหมโลกไป จนกระทั่งถึงนิพพาน ดับทุกข์โดยประการทั้งปวงโดยสิ้นเชิงตลอดไป ไม่มีคำว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา จะเข้าไปเกี่ยวข้องในเมืองนิพพานนั้นได้เลย เรียกว่าเมืองนิพพานก็ได้ มหาวิมุตติ มหานิพพาน หรือธรรมธาตุก็ได้ นี่เรียกว่าสถานที่ดับทุกข์โดยประการทั้งปวง จากความดีของเราที่ได้สร้างมามากน้อย ท่านจึงได้สอนไว้ พระพุทธเจ้าท่านทรงนิพพาน ทุกสิ่งทุกอย่างทรงผ่านไปหมดแล้ว การขึ้นลงสวรรค์ชั้นพรหมไม่มีใครเกินโพธิสัตว์ ที่ได้สร้างคุณงามความดีแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ชั้นนั้นๆ ควรแก่กาลเวลาแล้วก็ลงมาสร้างบารมี

         เมื่อสร้างพอสมควรแล้ว สิ้นอายุขัยแล้วก็ไปเกิดสวรรค์ชั้นนั้นๆ อยู่อย่างนี้ แล้วก็ลงมา แล้วขึ้นลงๆ เหมือนเราขึ้นลงบันได้บ้านนี้แล ระหว่างสวรรค์ พรหมโลก กับแดนมนุษย์ ที่พระโพธิสัตว์ท่องเที่ยวไปมาด้วยการสร้างบารมีมาตลอด ผลสุดท้ายบารมีเต็มแล้วก็เสด็จออกทรงผนวช ตรัสรู้เป็นศาสดาเอกของโลกขึ้นมา นี่พระพุทธเจ้าทรงบรรจุไว้เรียบร้อยแล้ว มหาวิมุตติก็ดี มหานิพพานก็ดี ธรรมธาตุก็ดี ที่สิ้นทุกข์โดยประการทั้งปวง ที่สัตว์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดมานั้นก็ดี พระองค์ปัดหมด ความทุกข์ไม่มี

         กฎอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปอย่างโลกทั่วๆ ไปอย่างนี้ ไม่มีในนิพพาน นิพพานสิ้นสุดยุติตั้งแต่ขณะท่านตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมา พระอรหันต์ก็บรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมา ทราบทันทีเลยว่าพ้นแล้วจากแดนแปรปรวน แดน ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ถึงแล้วซึ่งพระนิพพาน เรียกว่าเมืองเที่ยงตรง เที่ยงไปตลอดอนันตกาล ไม่มีคำที่ว่าจะโยกย้ายผันแปรไปไหนอีกเลย แม้ขณะหนึ่งก็ไม่มีในแดนนิพพาน จึงเรียกว่าเป็นแดนแห่งความเลิศเลอของท่านผู้บรรลุธรรมอันเลิศเลอแล้วสถิตอยู่ในสถานที่นั้น ผู้อื่นผู้ใดไม่สามารถจะไปอยู่ในสถานที่นั้นได้ นอกจากผู้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้วเท่านั้น นี่ก็คือการสร้างบุญสร้างกุศล

.........

เราสอนทั่วประเทศ การสอนนี้เราเปิดหัวอกเลย เพราะธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมของจริง สามารถที่จะเปิดเผยได้ทุกแง่ทุกมุม ไม่สะทกสะท้านว่าใครจะมาโจมตี มาชมเชย มาสรรเสริญ มาชี้หน้าด่าทอประการต่างๆ ไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน เพราะเรื่องของโลกก็เท่ากับส้วมกับถาน ไม่เห็นมีอะไรมีราค่ำราคา มันจะยกตัวมาให้คะแนนมาตัดคะแนนของธรรมที่เรารู้เราเห็นเลิศเลออยู่ในหัวใจเรานี้ ให้จมลงเป็นกองมูตรกองคูถกับมันได้ยังไง ทองคำต้องเป็นทองคำ แม้จะเอาลงไปจมในมูตรคูถ ก็เป็นทองคำอยู่ในท่ามกลางมูตรคูถนั้นแหละ จึงไม่เคยสะทกสะท้าน สอนท่านทั้งหลายก่อนจะตาย ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย สอนอย่างเปิดเผย ความที่ว่าจะโอ้จะอวด เราไม่มี มีแต่ความเมตตาสงสารเต็มหัวใจ

Offline nineprem

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 109
  • จิตพิสัย 8
Re: นิพพาน - หลวงตามหาบัว
« Reply #2 on: October 24, 2012, 10:24:24 PM »
"...เพราะฉะนั้นการเทศนาว่าการเราเปิดหัวอกเลย มีมายังไงเอ้ามา ไม่ว่าจะธรรมะขั้นใด ว่าอย่างนี้เลย เพราะธรรมนี้เต็มหัวใจ พูดแล้วสาธุทันที แม้นิพพานก็เต็มอยู่ในหัวใจนี้แล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ บนหลังภูเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร ในวันนั้น เวลานั้น สถานที่นั้น เป็นวันฟ้าดินถล่มระหว่างกิเลสกับธรรม ฟัดกันบนเวทีคือหัวใจ ขาดสะบั้นลงไปจากใจประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม เพราะอวัยวะนี้ไหวตัวอย่างแรง ในขณะที่กิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจ กลายเป็นวิมุตติหลุดพ้นขึ้นมาอย่างโจ่งแจ้งซึ่งไม่เคยคิดเคยคาด ได้ปรากฏขึ้นแล้วแบบอัศจรรย์ ถึงขนาดอุทานขึ้นมาเลยว่า หือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ๆ อย่างนี้ละหรือๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะให้ถึงใจ

ที่พูดออกมานั้นยังไม่ถึงใจกับธรรมชาติที่เป็นอยู่ในหัวใจของเรา ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยคิดเคยคาดว่าจะรู้จะเห็นจะเป็นอย่างนั้น ก็ปรากฏขึ้นมา ได้เด่นขึ้นมาแล้วในปัจจุบัน แล้วก็ธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละหรือ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละหรือๆ ซ้ำเข้าไป โดยไม่ต้องไปถามใคร คำว่าอย่างนี้ละหรือ มันซ้ำพยานหลักฐานที่ประจักษ์อยู่ในใจ ให้แนบกับหัวใจ ให้ถึงใจ แต่ก็ยังไม่ถึงใจจนได้นั่นแหละ แล้วก็รวมยอดขึ้นมาว่าๆ เหอ พระพุทธเจ้า พระธรรมพระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง นั่นมันเป็นแล้วนะนั่น พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันเดียวกันแล้วนะนั่น

แต่ก่อนเราเคยคิดเคยคาดที่ไหน พูดแล้วสาธุ ตั้งแต่เริ่มแรกที่ปฏิบัติอรรถธรรม พุทโธ ธัมโม สังโฆ ติดอยู่ในหัวใจ ท่านสอนมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ติดแนบไปตลอด จนกระทั่งถึงขณะนั้นแหละ ก่อนขณะนั้น พุทโธ ธัมโม สังโฆ ที่ละเอียดลออยังติดอยู่ในใจ ไม่เคยสะดุดใจเลยว่าจะมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ พอกิเลสขาดสะบั้นลงไป หมดสมมุติโดยประการทั้งปวง พุทโธ ธัมโม สังโฆ ซึ่งเป็นวิมุตติก็กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเลย หนึ่ง สอง สาม หายไปหมด เหลือแต่ธรรมธาตุคือธรรมแท่งเดียวภายในจิตใจ หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร นี่เป็นแล้วเวลานั้น ซึ่งเราไม่เคยคิดเคยคาดไว้เลย พร้อมกับความอัศจรรย์

มองดูที่ไหน แหม แบบที่ว่า บาป บุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน เปรต ผี นรกอเวจีที่ไหนนี่ ไม่ต้องถามไปเลย จังอยู่ในหัวใจแล้ว โอ๋ พระพุทธเจ้าเลิศเลอๆ ขนาดนี้ กราบพระพุทธเจ้า เอ้า ฟังให้ชัดนะวันนี้ วันนั้นมันไม่หลับไม่นอน นั่งอยู่รำพึงธรรมอัศจรรย์ และรำพึงถึงภพชาติที่เราเกิดมา เกิด แก่ เจ็บ ตาย มากี่กัปกี่กัลป์ จนลำดับลำดาไม่ไหว แล้วจะเกิดไปอีกเท่าไรบรรดาสัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสตัวสำคัญนี้บีบบี้อยู่ในหัวใจ ไม่มีประมาณ เงื่อนต้นเงื่อนปลายไม่มี แล้วมาปรากฏเอาอย่างจังๆ ภายในจิตใจ สะเทือนไปหมด ร่างกายนี้ผึงทันทีเลย นี่ละเหมือนฟ้าดินถล่ม คือ ฟ้าดินจริงๆ ท่านก็อยู่เป็นฟ้าเป็นดิน แต่ร่างกายกับใจ กับกิเลสที่มันกระทบกระเทือนกันอย่างแรง ถึงขนาดที่ว่าร่างกายไหวไปเลยนี้ มันเป็นอยู่ที่หัวใจอย่างรุนแรง อย่างที่เราไม่เคยคิดเคยคาดเคยหมายไว้เลย

ทีนี้ความจ้าที่เราไม่เคยคิดก็เหมือนกัน มันจ้ายังไงเอาหนักเอาหนา คาดอะไรคาดไม่ถูก แต่จ้าอยู่ในหัวใจ คาดไม่ถูกด้นเดาไม่ได้เลย ประจักษ์อยู่ในหัวใจ จะพูดอะไรก็พูดไม่ได้ แต่ไม่สงสัยในความเป็นของจิต ที่แต่ก่อนไม่เคยมี แล้วมาเป็นในขณะที่กิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจ จ้าขึ้นมา โอ้โหๆ นี่ละน้ำตาไม่ต้องเรียก พังออกมาพร้อมๆ กันเลย น้ำตานี้พัง ร่างกายนี้ไหวเหมือนตกเหวตกบ่อ จากนั้นก็น้ำตาพัง เหอ พระพุทธเจ้าเลิศเลอเลิศอะไร ลงมาในจุดที่ว่า พระพุทธเจ้าคือธรรมแท่งเดียว พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ คืออะไร คือธรรมธาตุที่เลิศเลอ ที่อัศจรรย์ ที่คาดไม่ได้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์เป็นแบบเดียวกันนี้หมด ไม่มีองค์ใดจะแปลกต่างกัน นี้ละที่ว่าเป็นธรรมธาตุเหมือนกัน

เทียบแล้วเหมือนกับแม่น้ำในมหาสมุทรเรา เวลายังไม่มาถึงมหาสมุทร ฝนตกจากบนฟ้าก็บอกได้ว่าจากบนฟ้า น้ำไหลมาจากลำคลองนั้นๆ ใกล้ไกล ไหลมามากน้อยก็ทราบว่าไหลมาจากลำคลองนั้นๆ แต่พอน้ำนี้เข้าถึงมหาสมุทรเท่านั้น ไม่ว่าน้ำฝนตกบนฟ้า ไม่ว่าน้ำไหลมาตามคลองต่างๆ เข้ามาสู่มหาสมุทร เป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมดเลย ใครจะไปแยกไปเยอะว่า นี้เป็นน้ำบนฟ้า นี้เป็นน้ำคลองนั้นคลองนี้อย่างนี้ไม่ได้เลย เป็นมหาสมุทรอันเดียวกันเลย จ่อลงไปปั๊บถูกมหาสมุทรอันเดียวกันเลย นี้ฉันใดก็เหมือนกัน จิตที่ค่อยก้าวเข้าไปๆ สำหรับผู้สร้างบารมีแก่กล้าสามารถ ก็ไหลเข้าไปเหมือนน้ำไหลเข้าในมหาสมุทร ยังไม่ถึงก็ไหลไปเรื่อยๆ ผู้ถึงแล้วก็เป็นมหาสมุทรไป ผู้ที่ยังไม่ถึงก็เป็นแม่น้ำลำคลองไป ผู้บำเพ็ญบารมี จนกระทั่งถึงมหาสมุทรคือวิมุตติหลุดพ้นแล้วเป็นอันเดียวกันหมด นี้ไม่ต้องถามใคร

เราพูดอย่างเต็มหัวใจเรา เราไม่เคยสนใจจะไปถามใคร แม้ที่สุดพระพุทธเจ้ามาประทับอยู่ข้างหน้านี้ก็ไม่ทูลถามท่านเลย มีแต่จะกราบท่านด้วยความอัศจรรย์ โห ธรรมแท้เป็นแท่งเดียวอย่างนี้ เป็นอันเดียวอย่างนี้ เหมือนน้ำมหาสมุทร กว้างขนาดไหนน้ำมหาสมุทร ทีนี้ธรรมธาตุนี้ครอบโลกธาตุหมดเป็นยังไง พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มีจำนวนมากน้อยเพียงไร ที่ตรัสรู้แล้วมากลายเป็นธรรมธาตุ กลายเป็นน้ำมหาวิมุตติ มหานิพพาน นี่แหละที่เป็นของอัศจรรย์ กระจ่างขึ้นมาภายในจิตใจของผู้ปฏิบัติ"

Offline nineprem

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 109
  • จิตพิสัย 8
Re: นิพพาน - หลวงตามหาบัว
« Reply #3 on: October 24, 2012, 10:36:52 PM »
"...นี่ละการปฏิบัติธรรมต้องให้รู้ที่ใจ อย่าลูบๆ คลำๆ นำเพียงตำรับตำรามาเป็นหนอนแทะกระดาษถกเถียงกัน เดี๋ยวเขาจะหาว่าพวกเราชาวพุทธนี้เป็นหมากัดกันในกระดาษอย่างนั้นก็อาจเป็นได้ แล้วอย่าไปตำหนิเขานะ ถ้าเราไม่ปฏิบัติเอาเพียงกระดาษมาเถียงกัน เถียงวันยังค่ำก็ไม่มีสิ้นสุด เหมือนอย่างที่เรียนหนังสือ เรียนปริยัติเรียนอรรถเรียนธรรม เรียนตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงพระนิพพาน เรียนบาปสงสัยบาป เรียนบุญสงสัยบุญ เรียนนรกสงสัยนรก เรียนสวรรค์สงสัยสวรรค์ จนกระทั่งพรหมโลก นิพพาน เรื่องเปรตเรื่องผีตำรับตำราท่านแสดงไว้ เรียนไปถึงไหนสงสัยไปถึงนั้น สุดท้ายก็ให้กิเลสลบไปหมด ว่านิพพานไม่มี ก็เป็นอันว่าลบไปหมด บาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี ไปเสียหมด นี้คือกิเลสลบนักปริยัติที่เรียนหนังสือ ทั้งท่านทั้งเราเป็นแบบเดียวกันหมด หาความหมายไม่ได้ หาตนเป็นตนเป็นตัวไม่ได้ เพราะได้แต่ชื่อของบาปของบุญของนรกของสวรรค์ของนิพพาน ไม่ได้ตัวจริงของสิ่งเหล่านี้มาครองในหัวใจ หายสงสัยไม่ได้

ทีนี้การปฏิบัติ บุญมีที่ไหน ไม่มีที่ไหน รู้ที่ใจ บาปมีไม่มีที่ไหน ปรากฏที่ใจ เพราะใจเป็นนักรู้ ตลอดนรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน จ้าขึ้นที่ใจหายสงสัยหมด นี้เรียกว่ารู้จริงเห็นจริง ไม่ใช่เป็นความจำที่เรียนมาจากตำรับตำราซึ่งถกเถียงกันไม่มีวันหยุดได้เลย แต่ถ้าเข้าภาคปฏิบัติแล้วจะเจอเข้าไปโดยลำดับ ๆ เช่นพี่น้องทั้งหลายมาสู่ที่นี่ สถานที่นี่บางท่านไม่เคยเห็นก็จะคาดวาดภาพไปต่าง ๆ ว่า เห็นจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พอก้าวเข้ามาสู่สถานที่นี่แล้วหายสงสัยไหม ดูซิสถานที่นี่เป็นยังไง นี่เราก้าวเข้าสู่มรรคสู่ผลก็เหมือนกัน สมาธิเป็นยังไง ปัญญาเป็นยังไง วิมุตติหลุดพ้นเป็นยังไง บาบ บุญ นรก สวรรค์ เป็นยังไง จะจ้าขึ้นที่หัวใจนี้แล้วหายสงสัย ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าไปถามใคร เพราะเป็นของอันเดียวกัน เหมือนอย่างเรามาสู่สถานที่นี่ เป็นของอันเดียวกันคือศาลาหลังนี้ เห็นอย่างเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน ถามกันหาอะไร นี่เรื่องมรรคผลนิพพานก็เช่นเดียวกันนี้แหละ ไม่ต้องถามกัน

วันนี้ได้ตอบปัญหาให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ ถึงเรื่องนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา อัตตากับอนัตตาเป็นทางเดินเพื่อพระนิพพพาน จะเป็นพระนิพพานไม่ได้ ให้จิตประจักษ์กับหัวใจตัวเองซิ อนัตตาก็เต็มหัวใจ อัตตาก็เต็มหัวใจ ด้วยความรู้รอบขอบชิตโดยทางปัญญา มีมหาสติมหาปัญญาเป็นสำคัญในภาคปฏิบัติ ที่จะฆ่ากิเลสเหล่านี้ให้หลุดลอยไปได้ มีมหาสติมหาปัญญาเท่านั้น มหาสติมหาปัญญาเป็นเครื่องมืออันทันสมัยฆ่ากิเลสขาดสะบั้นไปเลย เมื่อมหาสติมหาปัญญาได้พิจารณาอันนี้รอบหมดแล้ว สลัด อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และอัตตาออกจากใจ แล้วจิตดีดเป็นพระนิพพานขึ้นมาเลย นั่นละเรียกว่านิพพาน..."

Offline mazahaerlol

  • Newbie
  • *
  • Posts: 2
  • จิตพิสัย 0
Re: นิพพาน - หลวงตามหาบัว
« Reply #4 on: May 08, 2014, 05:12:43 PM »
ขนาดนั้นเลยหรอครับ

Offline lokiya

  • Newbie
  • *
  • Posts: 1
  • จิตพิสัย 0
Re: นิพพาน - หลวงตามหาบัว
« Reply #5 on: February 26, 2020, 10:44:36 AM »
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า

ควรแล้วท่านจะสงสัย ความสงสัยของท่านเกิดขึ้นแล้วในเหตุควรสงสัยจริง

ท่านอย่าได้ถือโดยได้ฟังตามกันมา

อย่าได้ถือโดยลำดับสืบ ๆ กันมา

อย่าได้ถือโดยความตื่นว่าได้ยินอย่างนี้ๆ

อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา

อย่าได้ถือโดยเหตุนึกเดาเอา

อย่าได้ถือโดยนัยคือคาดคะเน

อย่าได้ถือโดยความตรึกตามอาการ

อย่าได้ถือโดยชอบใจว่า ต้องกันลัทธิของตน

อย่าได้ถือโดยเชื่อว่า ผู้พูดสมควรจะเชื่อได้

อย่าได้ถือโดยความนับถือว่า สมณะผู้นี้เป็นครูของเรา

เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนนั่นแลว่า ธรรมเหล่านี้ เป็นอกุศล

ธรรมเหล่านี้มีโทษ

ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน

ธรรมเหล่านี้ ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว

เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์ ดังนี้

ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสีย เมื่อนั้น....