Author Topic: มองความงามของพระพุทธรูปมหามุนีศรีสุโขทัยธรรมาธิราชและปราสาทมอญ400ปี  (Read 12967 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
พระพุทธมหามุนีศรีสุโขทัยธรรมาธิราชพระพุทธรูปประจำมสธ

พระพุทธมหามุนีศรีสุโขทัยธรรมาธิราช พระประจำมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเป็นชื่อ
พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสทรงครองราชสมบัติครบ 60 ปี
และเป็นการฉลองครบรอบ 30 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
         มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จัดพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธมหามุนีศรีสุโขทัยธรรมาธิราช
ณ พระอุโบสถวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2553 ตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำ
เดือน 9 (ปีเสือ เดือนสิงห์ กระทิงวัน ซึ่งเป็นวันดีในรอบ100 ปี ที่เหมาะแก่การประกอบพิธีมงคลครั้งนี้)
          สำหรับชนวนและมวลสารที่นำมาจัดสร้างพระเครื่องบูชาและเหรียญพระพุทธมหามุนี
ศรีสุโขทัยธรรมาธิราชนั้นประกอบด้วยแผ่นทองแดงชนวน พระพุทธรูปแแตกหัก ผงธูป มวลสารที่เป็น
สิริมงคลซึ่งได้รับความเมตตาจากพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศ
         พิธีพุทธาภิเษกครั้งนี้ มหาวิทยาลัยได้จัดสร้างพระพุทธรูป ประกอบด้วย พระพุทธรูปปางมารมารวิิชัย
ทองเหลืองรมดำปิดทองคำเปลวแท้ ขนาด 5 นิ้ว พระพุทธรูปลอยองค์ทองเหลืองเคลือบทองและทองเหลืองรมดำ
พระเนื้อผงและพระเหรียญโลหะทองแดงนอก
         ท่านที่ได้บูชาพระพุทธมหามุนีศรีสุโขทัยธรรมาธิราช และได้ปฏิบัติตนเป็นคนดี ตั้งมั่นในศีลธรรม
ย่อมมีความเจริญรุ่งเรือง และประสบความสำเร็จ
http://www.stou.ac.th/study/projects/training/culture/HORPRA.htm
« Last Edit: November 07, 2012, 01:04:04 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ปราสาทมอญไม้สักอายุ400ปีเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามุนีศรีสุโขทัยธรรมาธิราชพระพุทธรูปประจำมสธ
« Last Edit: November 07, 2012, 12:58:10 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
วันนี้  (25 มิ.ย. 2555) วันนี้ชาวมสธใได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีอัญเชิญพระพุทธรูป (พระพุทธมหามุนีศรีสุโขทัยธรรมาธิราช) ประดิษฐานบนมณฑป ที่จัดโดยสำนักการศึกษาต่อเนื่อง จึงอยากนำมาเล่าให้เพื่อน ๆ ที่ติดภารกิจได้ฟังกัน ส่วนหนึ่งของพิธีคือการให้อาจารย์พิศาล บุญผูก ผู้มอบปราสาทมอญสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปและเครื่องปั้นดินเผานนทบุรี กว่า 200 ชิ้น ให้กับ มสธ. ได้เล่าถึงปราสาทหลังนี้ให้ฟัง  เสียดายที่ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับบันทึกไป ใช้สมองอันน้อยนิดจำเอา เลยอาจจำได้ไม่หมด

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่าเคยเห็นมณฑปหรือปราสาทหลังนี้ที่บ้านของอาจารย์พิศาลในทุกครั้งที่ไปบ้านของอาจารย์ แต่ไม่เคยมองเห็นความงาม คุณค่า ของสิ่งเหล่านี้เลย จนมาถึงวันนี้ วันที่ปราสาทหลังนี้มาประดิษฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ รู้สึกตื้นตัน น้ำตารื้น หลายอย่างยากที่จะอธิบาย แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนในความรู้สึกของตัวเองก็คือ มองเห็นว่าการที่เจ้าของมอบสิ่งของอันเป็นที่รักให้แก่ผู้อื่นที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องได้ ย่อมแสดงว่าผู้มอบเชื่อมั่นว่าผู้รับจะดูแลรักษาสิ่งของเหล่านั้นแทนเขาให้คงอยู่ต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน และมองเห็นคุณค่า (ที่มิอาจตีราคาเป็นเงินทอง) ของสิ่งของเหล่านั้น วันนี้ได้มองเห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข…สุขจากการให้ ให้…โดยปราศจากเงื่อนไข

อาจารย์พิศาล เล่าว่า ปราสาทหรือมณฑปหลังนี้ มีอายุเก่าแก่ประมาณ 400 ปี ปู่ทวดของอาจารย์นำมาจากเมืองเมาะละแหม่ง เมื่อตอนที่ต้องอพยพลี้ภัยมาจากเมืองมอญ จึงอยากนำสิ่งของที่มีคุณค่าทางใจติดตัวมาด้วย ปราสาทหลังนี้ตั้งอยู่ที่บ้านของอาจารย์เป็นเวลากว่า 150 ปีแล้ว ปราสาทหลังนี้เคยออกจากบ้านของอาจารย์มาครั้งหนึ่งแล้ว ในงานพิธีบำเพ็ญกุศลพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่จัดขึ้นที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2538 ที่ชาวไทยเชื้อสายมอญได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดงานดังกล่าว ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณสูงสุดที่ท่านอาจารย์ได้รับ

อาจารย์ได้อธิบายให้เข้าใจว่าปราสาท และ มณฑป ก็คืออาคารประเภทหนึ่ง มียอด ลักษณะของปราสาทมอญส่วนล่างหรือฐานของปราสาทจะมีลักษณะคอด ด้านบนผายออก และต่อขึ้นไปเป็นตัวอาคาร และยอดปราสาทมีลักษณะเป็นชั้น ๆ ย่อมแสดงว่าไม่ได้สร้างให้คนธรรมดาอยู่ คนมอญถือว่าพระพุทธรูปเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ ดังนั้นท่านย่อมสูงกว่ากษัตริย์ คนมอญจึงเคารพนับถือพระมากกว่ากษัตริย์ ดังนั้นคนมอญจึงนิยมสร้างปราสาทไว้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปนั่นเอง

การตั้งปราสาทมอญหลังนี้จะเห็นได้ว่า หันหน้าปราสาทและพระพุทธรูปไปทางทิศตะวันตก แทนที่จะเป็นทิศตะวันออกซึ่งเป็นทิศมงคล แต่อาจารย์เล่าว่า การสร้างโบสถ์วิหารและมีการหันหน้าไปทางทิศตะวันออกนั้น น่าจะเริ่มขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คนมอญนิยมสร้างวัดอยู่ริมแม่น้ำ หน้าวัด โบสถ์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจะหันหน้าไปทางแม่น้ำ จะเห็นได้จากวัดเชิงท่า วัดหน้าโบสถ์ ที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะหันหน้าโบสถ์ออกไปทางแม่น้ำ ซึ่งก็คือทิศตะวันตก และอีกประการหนึ่งคือการที่คนมอญหันหน้าพุทธรูปและปราสาทไปทางทิศตะวันตก เนื่องจากว่าเมื่อเวลาที่คนไปกราบไหว้พระพุทธรูปคนไหว้จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศมงคล ก็เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งของคนมอญ ที่เชื่อว่าจะเป็นสิริมงคลแก่คนกราบไหว้และครอบครัวนั่นเอง

อาจารย์พิศาล ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมอีกว่า ตัวปราสาทหลังนี้สร้างจากไม้สักที่แก่จัดอย่างดี แช่น้ำเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมาก็ไม่เป็นไร (ซึ่งจริง ๆ แล้วเกาะเกร็ดน้ำท่วมเกือบทุกปี ปราสาทหลังนี้ก็จะแช่น้ำอยู่บ่อย ๆ) ปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นด้วยช่างจำนวนมาก ลวดลายที่ประดับตกแต่งปราสาทนั้น เกิดจากการนำเอาใบตองมาเผาไฟบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำรัก นวดให้เหนียว เมื่อแห้งจะมีความแข็งแรงทนทานมาก ดีกว่าใช้ขี้เถาจากถ่านไม้เสียอีก ลวดลายที่ปั้นเป็นลวดลายละเอียดแกะสลักเป็นชิ้นเล็กน้อย ประกอบกัน บางลายเล็กกว่าเหรียญบาทเสียอีก เมื่อมองปราสาทหลังนี้ก็จะทำให้นึกถึงความร่วมแรงร่วมใจของผู้สร้างที่ใส่ความตั้งใจลงไป เพื่อให้ได้กุศลสูงสุดนอกจากนี้อาจารย์พิศาลยังเล่าให้ฟังอีกว่าที่เมืองพุกาม ประเทศพม่า จะมีการสร้างปราสาทสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปเหมือนชาวมอญ เนื่องจากแต่ก่อนชาวพม่านับถือผี เจ้าป่า เจ้าเขา แม่น้ำ ต้นไม้ ได้ส่งคนมาขอคัมภีร์จากเมืองมอญ แต่ถูกปฏิเสธ พระเจ้าอโนรธา ประเทศพม่าโกรธจึงจึงยกทัพมาตีเมืองมอญแตก และขนเอาคัมภีร์ ตลอดจนนำช่างฝีมือจากชาวมอญไปสร้างปราสาทที่เมืองพุกาม นอกจากนี้ชาวพม่ายังรับเอาวัฒนธรรมต่าง ๆ ของชาวมอญไปปฏิบัติ จึงทำให้ชาวมอญและชาวพม่ามีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกัน แทบจะแยกไม่ออก

นอกจากปราสาทแล้ว ท่านอาจารย์ยังได้เล่ายังเล่าถึงเครื่องปั้นต่าง ๆ ที่มอบให้ มสธ. อีกด้วยว่า แต่ละใบล้วนมีประวัติ บางใบมีประวัติโชคโชน ท่านบอกว่าหม้อน้ำใบหนึ่งปากเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด ให้มองว่าผู้ปั้นปั้นตั้งใจปั้นจากมือ ใส่ความตั้งใจ อย่ามองว่ามันไม่สวย แต่ให้มองว่า มันมีใบเดียวในโลก เค้าตั้งใจทำให้เราดีกว่า หม้ออีกใบหม้อกระดี่ (หม้อแกง) อาจารย์บอกว่านำมาจากเมืองมอญ หม้อใบนี้ผ่านการต้มแกงมานับไม่ถ้วน ซึ่งว่าจะทำแกงได้หนึ่งหม้อ ต้องใช้คนหลายคนการทำ เตรียมเครื่องปรุงต่าง ๆ แกงที่ได้ใช้เลี้ยงคนมานับไม่ถ้วน หม้ออีกใบเป็นหม้อทรงตลก ก็แสดงให้เห็นถึงจินตนาการ อารมณ์ขันของผู้ปั้น และถูกถ่ายทอดออกมาทางเครื่องปั้น รูปทรงดูตลก อาจารย์บอกว่ารูปทรงเหมือนยานอวกาศ บางทีฝรั่งเอามาเห็นเลยเอาไปทำยานอวกาศก็ได้ อีกใบหนึ่งเป็นรูปทรงที่เรียกว่า หม้อน้ำลายวิจิตร จะประกอบด้วย ฐาน ตัวหม้อน้ำ และฝา ซึ่งจังหวัดนนทบุรี ได้ใช้หม้อน้ำลายวิจิตรนี้เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนนทบุรีด้วย

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ขอเพิ่มข่าวเอาไว้ให้ผู้จบจากมสธ.และชาวพุทธสายธรรมกายที่ศึกษาจบมสธ,ได้อ่านกันนะครับตัวอย่างเช่น ด็อกเตอร์ สมศักดิ์ จังตระกูล ผู้จบจากม.ธรรมศาสตร์และสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์นิด้าและมสธ,และได้ปริญญาเอกจากม.คริสเตียนที่นครปฐมครับได้รับแต่งตั้งให้ย้ายจากผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีในปีพศ.2558แล้วครับและดร.สมศักดิ์ จังตระกูลท่านยังเป็นคนหนึ่งที่ได้โล่เกียรติยศมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี2558ด้วยครับ
ประวัติของดร.สมศักดิ์ จังตระกูลนั้นมีบอกว่าจบการศึกษาสาขาวิชาและคณะต่างต่างดังนี้
-รัฐศาสตร์บัณฑิต (รบ.) สาขา บริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์              พ.ศ. 2522-2525
-พัฒนบริหารศาสตร์มหาบัณฑิต (พบ.ม.)สาขา รัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ พ.ศ. 2525-2528
-เศรษฐศาสตร์บัณฑิต (ศบ.) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชพ.ศ. 2542-2545
-ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.)สาขาวิชา การจัดการภาครัฐและเอกชน   มหาวิทยาลัยคริสเตียน พ.ศ. 2549-2555 นะครับ

และผลงานสมัยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดที่น่านำมาลงไว้บางเรื่อง2เรื่องพอเช่น
-จากข่าวในพระราชสำนัก พระบรมมหาราชวัง ประจำวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พุทธศักราช 2558มีว่าเวลา 13.58 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จลงแทนพระองค์ ณ อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายสมศักดิ์ จังตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นำ นายช่วย สาสุข เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการทำนาข้าว ประจำปี 2556 และคณะ เฝ้าทูลละอองพระบาท น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายข้าวกล้องอินทรีย์ จำนวน 101 สายพันธุ์ นี่อ้างจากhttp://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=631708

-และจากปีก่อนคือ26 ตุลาคม 2557 20:00 น.อ้างจากhttp://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9570000123195&Html=1&CommentReferID=25717970&CommentReferNo=1&TabID=3& มีเนื้อหาข่าวว่า

ร้อยเอ็ด - จังหวัดจัดทอดกฐินวันเดียว 101 กอง ร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมกองกฐินได้ 101 วัดภายในวันเดียวและที่เดียว ชี้มีแค่ 101 บาทก็ทำบุญได้
       
       วันนี้ (26 ต.ค.) ที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด นายสมศักดิ์ จังตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานในพิธีทอดกฐิน ตามโครงการทอดกฐินร้อยเอ็ดเฉลิมพระเกียรติ ประจำปี 2557 ซึ่งเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดเป็นเจ้าภาพ โดยมีพุทธศาสนิกชนร่วมงานจำนวนมาก โดยเป็นการทอดกฐินให้วัดในจังหวัดที่ไม่มีเจ้าภาพจองกฐินปี 2557 จำนวน 101 วัด และเพื่อสืบทอดประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนา ให้คงอยู่สืบไป ซึ่งปี 2557 เป็นปีที่ 8 ของการจัดโครงการ และจะดำเนินการต่อเนื่องเพื่อเป็นประเพณีของจังหวัด เพื่อทำให้จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาต่อไป
       
       นายบรรจง โฆษิตจีรนันท์ นายกเทศมนเตรีเมืองร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการจัดให้มีการทอดกฐินวันเดียว 101 วัด สืบเนื่องมาจากการจัดงานในปีแรกๆ พบว่ามีวัดจำนวนมากที่ไม่มีการจองกฐิน ขาดการสืบทอดประเพณีทอดกฐิน และมีผู้คนจำนวนมากที่อยากจะทอดกฐิน แต่ไม่ทราบว่าจะไปทอดที่วัดไหน ประกอบกับคนต่างจังหวัดจำนวนหนึ่งอยากทอดกฐินในเมืองร้อยเอ็ด แต่ไม่สะดวก จึงจัดโครงการดังกล่าวขึ้น
       
       ซึ่งนอกจากจะทำให้ทุกวัดมีการทอดกฐินแล้ว ยังเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถทำบุณร่วมกองกฐินสามัคคีได้ถึง 101 วัดในวันเดียวและที่เดียวโดยไม่ยุ่งยาก และสามารถทำบุญร่วมในกองกฐิน 101 กองที่มีคนจองไว้แล้ว กองละตั้งแต่ 1 บาท เพียงมีเงิน 101 บาท ก็สามารถร่วมบุญกองกฐินได้ถึง 101 วัด หรือจะทำมากกว่านั้นกี่บาทก็ได้ โดยไม่มีการกำหนด ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนทำนอกจากจังหวัดร้อยเอ็ดเท่านั้น
« Last Edit: November 10, 2015, 12:48:58 AM by yesterday »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
1.จากข่าวปัจจุบันปีพศ.2559ว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ปีพุทธศักราช2505ที่มีการแก้ใขปีพุทธศักราช2535ที่มีมาตรา7ที่ว่า”มาตรา 7  พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง  ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ  เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูป อื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ  และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”นั้นได้มีบุคคลบางท่านแหวกแนวทางเก่าเช่นผู้ตรวจการแผ่นดินนำโดยท่านศรีราชา วงศารยางกูรและไพบูลย์ นิติตะวันและไพศาล พืชมงคลและพุทธอิสระและรสนา โตสิตระกูลที่คิดเห็นว่าจากข้อความมาตราที่2นี้ควรหมายถึงว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้เริ่มต้นเสนอรายชื่อนามผู้มีสิทธิ์ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชให้แก่มหาเถรสมาคมก่อนแล้วมหาเถรสมาคมค่อยดำเนินการเห็นชอบได้แล้วหลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีจึงทำหน้าที่คล้ายบุรุษไปรษณีย์ต่อไปตามกระบวนการ และได้มีบุคคลบางท่านที่เข้าใจจริงในแนวทางเก่าเช่นมหาเถรสมาคมและพระเมธีธรรมาจารย์นามประสาร จันทสาโรและศูนย์พิทักษ์พุทธศาสนาแห่งประเทศไทยและนายวิษณุ เครืองามที่คิดเห็นว่าจากข้อความมาตราที่2นี้ควรหมายถึงว่ามหาเถรสมาคมเป็นผู้เริ่มต้นดำเนินการเห็นชอบเสนอรายชื่อนามผู้มีสิทธิ์ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชก่อนแล้วค่อยส่งให้นายกรัฐมนตรีไปทำหน้าที่คล้ายบุรุษไปรษณีย์ต่อไปตามกระบวนการ นี่คือเรื่องย่อของข่าวประมาณนี้และข่าวมีรายละเอียดมากนะครับทุกท่านควรไปอ่านข่าวให้ละเอียดเพราะเป็นเรื่องพุทธศาสนาของชาวพุทธเองนะครับแต่สำหรับผมไล่ฉาเจิงหรือlaichazengหรือ赖群英赖茶曾ในฐานะชาวพุทธไทยเมื่ออ่านข่าวก็อยากแสดงความคิดเห็นส่วนตัวให้แก่ทุกท่านที่จบจากมสธหรือม.สุโขทัยธรรมธิราชและชาวพุทธทั่วไทยและผู้ที่สนใจทั่วไปได้อ่านความคิดเห็นส่วนตัวของผมแบบไม่เครียดนะครับที่อาจจะมีประโยชน์ก็ได้ ดังนี้คือ
ผมไล่ฉาเจิงคิดเห็นส่วนตัวว่าตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแห่งเถรวาทไทยนั้นเป็นตำแหน่งที่ครอบครองการเป็นประธานการสังคายนาพระธรรมวินัยเถรวาทหรือพระไตรปิฏกเถรวาทไทยที่สืบต่อจากการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่1อยู่ที่อินเดียหลังพระพุทธเจ้าเข้าปรินิพพานไม่นานมากนักอย่างสมบูรณ์ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแห่งเถรวาทไทยเองซึ่งทำให้การสังคายนาพระไตรปิฏกเถรวาทไทยที่จะมีในอนาคตครั้งที่เท่าไหร่ก็ตามของประเทศไทยสามารถบอกได้ว่าสืบทอดจากการสังคายนาครั้งที่1ที่อินเดียได้อย่างชอบธรรมและผมคิดว่าการที่พระมหากัสสปะอรหันตเถระได้เป็นประธานการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่1ที่อินเดียนั้นมาจากการเริ่มต้นเสนอของกลุ่มสงฆ์เองให้เป็นประธานการสังคายนาครั้งที่1และได้รับเลือกจากกลุ่มสงฆ์เองด้วยให้เป็นประธานการสังคายนาครั้งที่1 ส่วนฆราวาสเป็นเพียงผู้สนับสนุนอุปถัมภ์เท่านั้นอันนี้เอาประวัติศาสตร์พุทธศาสนามาเทียบดูได้ครับ
ดังนั้นถ้าชาวพุทธไทยคิดว่าตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแห่งเถรวาทไทยเป็นตำแหน่งที่ครอบครองการเป็นประธานการสังคายนาพระไตรปิฏกเถรวาทไทยด้วยตลอดไปเป็นปกติแล้วการเสนอรายชื่อนามผู้มีสิทธิ์เป็นสมเด็จพระสังฆราชไทยต้องเริ่มต้นมาจากคณะสงฆ์สูงสุดทางการของประเทศไทยคือมหาเถรสมาคมก่อนเสมอแต่ถ้าแหวกแนวให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเริ่มต้นเสนอรายชื่อนามผู้มีสิทธิ์เป็นสมเด็จพระสังฆราชไทยมาให้มหาเถรสมาคมดำเนินการเห็นชอบก็หมายความว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยมีส่วนเป็นผู้เริ่มต้นเสนอผู้เป็นประธานการสังคายนาพระไตรปิฏกเถรวาทไทยด้วยมาให้มหาเถรสมาคมเพราะทุกคนเข้าใจได้ว่าตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเถรวาทไทยนั้นย่อมครอบครองการเป็นประธานการสังคายนาพระไตรปิฏกเถรวาทไทยตลอดไปไม่ว่าเวลานั้นมีโครงการทำการสังคายนาพระไตรปิฏกเถรวาทไทยหรือไม่มีโครงการทำการสังคายนาพระไตรปิฏกเถรวาทไทยก็ตาม ตอนนี้ผมอยากถามว่าคณะสงฆ์ที่ทำการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่1นั้นซึ่งเข้านิพพานไปแล้วท่านจะยอมรับการสังคายนาพระไตรปิฏกไทยครั้งที่มีประธานการสังคายนาพระไตรปิฏกเถรวาทไทยที่นายกรัฐมนตรีไทยมีส่วนเป็นผู้เริ่มต้นเสนอนามประธานการสังคายนาฯมาให้สงฆ์ได้จริงเหรอครับถ้าตอบผิดจากความจริงบาปมากนะครับเรื่องนี้และนายกรัฐมนตรีไทยที่เริ่มต้นเสนอนามสมเด็จพระสังฆราชไทยมาให้สงฆ์ไทยทั้งที่นายกรัฐมนตรีไทยและสงฆ์ไทยเข้าใจดีว่าตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไทยครอบครองการเป็นประธานการสังคายนาพระไตรปิฏกไทยตลอดไปนั้น ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีมีโอกาสไปเคารพสักการะสถานที่ที่ได้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่1อยู่ที่อินเดียเมื่อใดก็ตามท่านจะเคารพสักการะสถานที่สังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่1โดยไม่คิดถึงกระบวนการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่1ที่ถูกต้องที่สุดเหรอครับและผมคิดว่าเรื่องนี้อาจมีกรณีบางแง่มุมเกี่ยวกับพระราชาพุทธและฆราวาสที่น่าศึกษาเช่นบางสมัยซึ่งสมัยนั้นตอนหลังจากพระผู้นำแห่งสงฆ์ว่างลง พระราชาพุทธในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือราชาธิปไตยก็เริ่มต้นบอกว่าชอบชื่อนามด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือเพื่อบอกว่าชอบชื่อนามแก่คณะสงฆ์ระดับสูงแบบเปรยเปรยว่าพระราชาพุทธชอบชื่อนามพระสงฆ์ระดับสูงองค์ไหนมากที่สุดและเป็นพิเศษสุดในเวลานั้นโดยที่มีการทำกำกับชัดเจนด้วยว่าไม่มีผลผูกพันทางกฏหมายทั้งสิ้นเพื่อให้คณะสงฆ์ระดับสูงสบายใจเต็มที่และมีความเป็นอิสระเต็มที่และต่อมาภายหลังคณะสงฆ์ระดับสูงถ้าได้ริเริ่มเองโดยเริ่มต้นเลือกชื่อนามพระสงฆ์ระดับสูงที่สอดคล้องกับชื่อนามพระสงฆ์ระดับสูงที่พระราชาพุทธชอบมากที่สุดด้วยเพื่อยกให้เป็นพระผู้นำแห่งสงฆ์องค์ใหม่ด้วยความเป็นอิสระของสงฆ์เองเต็มใจเองสมัครใจเองและไม่มีการบังคับด้วยวิธีกฏหมายของชาวบ้านใดใดนี่เรียกว่าพระผู้นำแห่งสงฆ์องค์ใหม่เริ่มต้นมาจากคณะสงฆ์เลือกกันเองปกครองกันเองอย่างแท้จริงซึ่งบังเอิญไปสอดคล้องตรงกับชื่อนามของพระสงฆ์ระดับสูงที่พระราชาพุทธชอบมากที่สุดเท่านั้นเองเรื่องนี้ละเอียดอ่อนมากมากและทำได้จริงด้วยและไม่มีข้อครหาจากชาวสวรรค์ชั้นต่างต่างเช่นชั้นดาวดึงส์และชั้นยามาเป็นต้นว่าพระผู้นำสงฆ์องค์ใหม่เริ่มต้นมาจากการเสนอนามชื่อมาจากพระราชาพุทธหรือฆราวาสด้วยวิธีบังคับทางกฏหมายของชาวบ้านด้วย  แต่ถ้ามองอีกแง่มุมคือตอนหลังจากพระผู้นำแห่งสงฆ์ว่างลง.....ถ้าภายหลังคณะสงฆ์ระดับสูงริเริ่มเริ่มต้นเลือกชื่อนามอื่นของพระสงฆ์ระดับสูงเพื่อยกให้เป็นพระผู้นำแห่งสงฆ์องค์ใหม่ด้วยความเต็มใจของสงฆ์เองมีอิสระของสงฆ์เองสมัครใจเองและไม่มีบังคับด้วยวิธีทางกฏหมายของชาวบ้านใดใดนี่ก็ยิ่งเรียกว่าพระผู้นำแห่งสงฆ์องค์ใหม่เริ่มต้นมาจากคณะสงฆ์เลือกกันเองปกครองกันเองอย่างแท้จริงซึ่งบังเอิญไม่สอดคล้องตรงกับชื่อนามของพระสงฆ์ระดับสูงที่พระราชาพุทธชอบมากที่สุดเท่านั้นเอง ทั้ง2กรณีแง่มุมนี้คณะสงฆ์ก็ยังคงมั่นคงดำเนินต่อไปในอนาคตได้เองอย่างชอบธรรมตามแบบคณะสงฆ์โบราณและไม่เกิดบาปติดตัวตามไปข้ามภพข้ามชาติจากเรื่องนี้ด้วยครับและผมคิดว่าสมเด็จพระสังฆราชท่านรู้ว่าการเป็นประธานการสังคายนาพระไตรปิฏกนั้นมีความสง่างามปราณีตมากกว่าการเป็นประธานมหาเถรสมาคมครับ

2.สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของผมอีกอย่างเกี่ยวกับพระราชบัญญัตคณะสงฆ์พศ.2505ฉบับแก้ใขพศ.2535ที่มีหมวดที่1เรื่องสมเด็จพระสังฆราชและมีข้อความมาตราที่7ว่า”มาตรา 7  พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง, ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง  ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ  เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช…..”ผมมีความเข้าใจส่วนตัวว่ามันเป็นข้อความกฏหมายที่สั้นมากเกินไปและผมคิดว่าความหมายจริงจริงแบบไม่สั้นของมาตราที่7นี้มีความหมายว่าพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม,และในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง  ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ  เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช…..[/u]ผมเข้าใจส่วนตัวแบบนี้เพราะว่าคำว่าความเห็นชอบนั้นกฏหมายนี้มาตรา7ระบุชัดเจนว่าหมายเอาความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมอย่างชัดเจนที่สุดถ้าใช้เพื่อเป็นวลีนั้นกฏหมายนี้ใช้ชัดเจนว่าโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ดังนั้นถ้าเราจะเอาวลีเกี่ยวกับความเห็นชอบไปอธิบายข้อความท่อนแรกคือพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งนั้น ผมคิดว่ากฏหมายต้องยอมรับให้เราเอาแต่วลีที่กฏหมายนี้มาตรา7ใช้ชัดเจนว่าโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมไปอธิบายข้อความท่อนแรกคือพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง นี่จีงทำให้เราอธิบายข้อความท่อนแรกแบบกฏหมายยอมรับเองได้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมซึ่งข้อความท่อนแรกนี้สำคัญมากเนื่องจากความหมายจริงจริงแสดงถึงพระมหากษัตริย์มีความสัมพันธ์กับโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมซึ่งพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันกับมหาเถรสมาคมต่างก็มีประวัติทางการแบบเปิดเผยต่อสาธารณะว่าเคยร่วมงานโครงการสังคายนาพระไตรปิฏกเถรวาทไทยที่มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานการสังคายนาพระไตรปิฏกเถรวาทไทยเพื่อสืบทอดต่อจากการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่1ที่อินเดียจนสำเร็จจริง ดังนั้นข้อความท่อนแรกแบบกฏหมายยอมรับเองได้คือพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมร่วมกับสถานะตำแหน่งที่มีในข้อความท่อนแรกซึ่งเป็นสถานะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติการสังคายนาพระไตรปิฏกเถรวาทไทยตลอดไปทำให้เราเข้าใจแบบกฏหมายที่น่าจะยอมรับด้วยได้ว่าข้อความท่อนแรกนี้กฏหมายให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นจุดสุดท้ายของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชดังนั้นเราจึงเข้าใจได้ว่าข้อความท่อนแรกนี้กฏหมายยอมรับให้อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนนั่นคือเราเข้าใจได้ว่าข้อความท่อนแรกนี้กฏหมายยอมรับให้โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมในการเสนอนามสมเด็จพระสังฆราชนั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นจริงจริงของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช นี่แหละคือประโยชน์ของข้อความท่อนแรกที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม
ถ้าเราเข้าใจข้อความท่อนแรกแล้ว เราจะเข้าใจได้ไม่ยากในข้อความท่อนที่สองต่อมาที่ว่า”……….ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง  ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ  เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช….” ผมคิดว่าถ้าเรารู้แล้วว่าข้อความท่อนแรกบอกเราว่าอะไรเป็นจุดสุดท้ายของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชและอะไรเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช  ดังนั้นข้อความท่อนที่สองนี้มันควรแค่เน้นบอกเพิ่มเติมว่าอะไรเป็นจุดตอนกลางของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเท่านั้นเองและมีสิ่งที่เรารู้อยู่ก่อนแล้วคือจุดสุดท้ายกับจุดเริ่มต้นของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชแสดงพร้อมในข้อความท่อนที่สองด้วย ผมคิดว่าข้อความท่อนที่สองนี้เน้นการบอกเพิ่มเติมว่ากฏหมายยอมรับว่าจุดตอนกลางของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชก็คือให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯให้พระมหากษัตริย์เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชและในข้อความท่อนที่สองนี้มีสิ่งเรารู้อยู่ก่อนแล้วจากข้อความท่อนแรกมาก่อนคือพระมหากษัตริย์ทรงเป็นจุดสุดท้ายของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชและโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชด้วย ดังนั้นข้อความท่อนที่สองนี้เน้นการบอกเพิ่มเติมว่ากฏหมายยอมรับว่าจุดตอนกลางของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชก็คือให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯให้พระมหากษัตริย์เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช อันนี้ผมคิดว่าจุดตอนกลางของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชคือนายกรัฐมนตรีย่อมต้องทำหน้าที่เพียงเหมือนบุรุษไปรษณีย์ที่เอาสารจดหมายจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดสุดท้ายให้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อแสดงถึงว่าบุรุษไปรษณีย์ระดับนายกรัฐมนตรีชาวพุทธเป็นจุดตอนกลางผู้นำส่งสารทางพุทธที่มีความรวดเร็วกว่าประเสริฐกว่าศาสดาบุรุษไปรษณีย์ผู้ส่งสารข่าวสารของพระเจ้าแต่ละครั้งอย่างรวดเร็วในศาสนาพระเจ้าอื่นอื่น
ผมอยากบอกอีกเล็กน้อยว่าผมคิดว่าประวัติศาสตร์การสังคายนาพระธรรมวินัยพระไตรปิฏกเถรวาทตั้งแต่ครั้งแรกจนมาถึงครั้งปัจจุบันเป็นประวัติศาสตร์ที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในสามโลกจึงไม่ควรนำเอาประวัติศาสตร์ทางโลกของคนเช่นประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการประชุมของคณะปฏิวัตรัฐประหารทั่วโลกหรือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการประชุมของคณะรัฐมนตรีที่มีนายกรัฐมนตรีประชุมด้วยของประเทศทั่วโลกเป็นต้นมาเป็นตัวหลักเทียบเคียงกับประวัติศาสตร์การสังคายนาพระธรรมวินัยพระไตรปิฏกเถวาทได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้นเราจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำเอาข้อความของกฏหมายทางโลกอื่นเช่นข้อความว่าให้หัวหน้าคสช.โดยความเห็นชอบของคณะคสช......และข้อความว่าให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี.....เป็นต้นมาเป็นตัวหลักเทียบเคียงตีเสมอกับข้อความของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ปี2505ที่แก้ใขปี2535ที่ว่าให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม.....ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมครับ  นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ผมและชาวพุทธทุกคนอยากเห็นคณะสงฆ์พุทธไทยมั่นคงแข็งแรงก็จะทำให้สถาบันศาสนาประจำชาติไทยแข็งแรงด้วยส่งผลให้ประเทศไทยมีความมั่นคงแข็งแรงทุกด้านได้ง่ายต่อไปในอนาคตครับและพระสงฆ์ไทยก็เข้าใจเรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของประเทศนะครับ พระสงฆ์ไทยท่านจึงสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศทำหน้าที่เป็นจุดตอนกลางของกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชไทยครับ ผมหวังดีต่อทุกฝ่ายนะครับและคิดว่าชาวพุทธไทยต้องสนับสนุนสงฆ์ไทยให้เข้มแข็งต่อไปครับ
3.ตัวอย่างข่าวจากเดลินิวส์นะครับ เช่น http://www.dailynews.co.th/education/383700
« Last Edit: April 09, 2016, 12:07:07 AM by laichazeng »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ขอนำเรื่องของรัชกาลที่เจ็ดหรือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาให้อ่านกันนะครับเพื่อเป็นข้อคิดให้แก่ทุกคนและคนเรียนมสธ.กันครับ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารมีเรื่องว่า
ต่อไปนี้เป็นพระราชปรารถในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗ แห่งบรมราชจักรีวงศ์)
“สำหรับ พระพุทธศาสนานั้น  ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า  สิ่งที่เราควรสอนให้เข้าใจและให้เชื่อมั่นเสียตั้งแต่ต้นทีเดียวคือ สิ่งที่เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา  นั่นคือวัฏฏสงสาร  การเวียนว่ายตายเกิด  และกรรม  ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว  เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา  เพราะหนทางปฏิบัติของพระพุทธศาสนาก็เพื่อให้พ้นจากวัฏฏสงสาร  อันเป็นความทุกข์  แต่สิ่งที่ดีประเสริฐยิ่งนั้นคือ  ความเชื่อในกรรม  แต่จะสอนแต่เรื่องกรรมอย่างเดียว  ไม่สอนเรื่องวัฏฏสงสารด้วยก็ไม่สมบูรณ์
   ความเชื่อใน กรรม  ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นของประเสริฐยิ่ง  ควรเพาะให้มีขึ้นในใจของคนทุกคน  และถ้าคนทั้งโลกเชื่อมั่นในกรรมแล้ว  มนุษย์ในโลกจะได้รับความสุขใจขึ้นมาก  เป็นสิ่งที่ทำให้คนขวนขวายทำแต่กรรมดี  โดยหวังผลที่ดี  เรื่องวัฏฏสงสารและกรรมนี้เป็นของต้องมีความเชื่อ  เพราะเป็นของที่น่าเชื่อกว่าความเชื่ออีกหลายอย่าง
ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า   ถ้าคนเราเชื่อกรรมจริงๆ แล้วควรจะได้ความสุขใจไม่น้อย  โดยที่ไม่ทำให้รู้สึกท้อถอยอย่างไร
ข้าพเจ้า เห็นว่า  เราควรพยายามสอนเด็กให้เข้าใจและให้เชื่อมั่นในกรรมเสียแต่ต้นทีเดียว  ยิ่งให้เชื่อได้มากเท่าไรยิ่งดี  ควรให้ฝังเป็นนิสัยทีเดียว"
--> เก็บความจากพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๗) ทรงปรารภเมื่อ  ๑๖  พ.ค. ๒๔๗๒
ข้อมูลที่ใช้ในการเรียบเรียง  หนังสือชื่อ พุทธปรัชญาเถรวาท  :  อ.วศิน  อินทสระ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ปราชญ์ขยะหรือคุณสมถะ
-----------------------
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับคำนำเรื่องทิศ6ของพุทธศาสนาและวิจารณ์ความคิดของคาร์ล มากซ์หรือKarl H Marxผู้นำลัทธิเศรษฐกิจการเมืองแบบคอมมิวนิสต์   

หนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กเรื่องทิศ ๖ ซึ่งรัชกาลที่ ๗ โปรดเกล้าฯให้พิมพ์เพื่อพระราชทานในวันวิสาขบูชา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๗๔ ปรากฏพระราชนิพนธ์คำนำของพระองค์ท่าน ซึ่งน่าสนใจมาก ดังนี้
พระราชนิพนธ์คำนำเรื่องทิศ ๖ ตอนหนึ่ง ทรงเน้นว่า “อยากจะขอวิงวอนอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ให้เอาธุระในการที่แนะนำสั่งสอนเด็ก ๆ ให้มาก เพราะการภายหน้าประเทศย่อมอยู่ในมือของเด็กที่เรากำลังอบรมอยู่ในเวลานี้ ถ้าเราอบรมดีให้อยู่ในศีลธรรมอันดี เราก็อาจมั่นใจในความเจริญและความมั่นคงของประเทศในภายหน้า” พระบรมราโชบายประการนี้ ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก ทั้งนี้อาจมีสาเหตุเนื่องมาจากว่ารัฐบาลได้แยกโรงเรียนออกมาจากวัดนานแล้วก็เป็นได้ ทำให้พระภิกษุมีโอกาสน้อยในการสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก แต่พระราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังใช้ได้ในสมัยปัจจุบัน
อีกประเด็นหนึ่งในพระราชนิพนธ์คำนำเรื่องทิศ ๖ ปรากฏข้อความวิจารณ์แนวคิดของคาร์ล มาร์กซ เกี่ยวกับหน้าที่หรือบทบาทของศาสนา พร้อมทั้งทรงเสนอข้อคิดเห็นของพระองค์ประกอบไว้ดังนี้
“มีบุคคลบางจำพวกเช่นพวกบอลเชวิก กล่าวว่า “ศาสนานั้น คือฝิ่นสำหรับประชาชน”คือหาว่าทำให้โง่มึนและงมงายต่างๆ การสอนศาสนาในทางที่ผิด บางทีจะมีผลเช่นนั้นได้จริงแต่ถ้าสอนให้ถูกทาง ศาสนาจะเป็นยาบำรุงกำลังบำรุงน้ำใจให้ทนความลำบากได้ ให้มีแรงที่จะทำการงานของตนเป็นผลสำเร็จได้ และยังเป็นยาที่จะสมานหัวใจให้หายเจ็บปวดในยามทุกข์ได้ด้วยอันที่จริงฝิ่นนั้นเมื่อใช้ถูกทางก็เป็นยาที่สำคัญเหมือนกัน อาจจะระงับทุกขเวทนาได้มาก พวกเราทุกๆคนควรพยายามให้เด็กๆ ลูกหลานของเรามียา สำคัญ คือ คำสั่งสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าติดตัวไว้เป็นกำลัง เพราะ “ยา” อย่างนี้เป็นทั้ง “ยาบำรุงกำลัง” และ “ยาสมานหรือระงับความเจ็บปวด”
อ้างจาก คุณ ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร
------------------------------------------------
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับแนวทางวิชชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาประเทศ

ครั้นเมื่อทรงขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว  ในพ.ศ .๒๔๗๒  พระองค์มีพระราชปรารภว่า “วิทยาศาสตร์มีคุณสมบัติสามารถช่วยเหลือในการตรวจค้นมูลเหตุได้ ตระหนักแล้วประกอบหาผลสำเร็จกิจที่พึงประสงค์ เป็นวิชชาที่กำลังรุ่งเรืองก้าวหน้าไปโดยรวดเร็ว  ทำประโยชน์แก่มานุษยชาติเห็นประจักษ์โดยอเนกประการ    ถ้าชาติใดล้าหลังในวิชชาสำคัญนี้  ก็หานับว่ามีความเจริญอันแท้จริงไม่  สมควรจะทรงทะนุบำรุงวิชชาแผนกนี้แก่ประชาชนชาวสยาม และเพื่อได้มีความรู้ความสามารถเทียมทันสมัยนิยม” (ตัวสะกดตามต้นฉบับ) และทรงประกาศพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนเล่าเรียนแก่กุลบุตรเพื่อได้ศึกษาวิทยาศาสตร์ปีละหนึ่งคน  แต่ละคนเป็นเวลา ๕ ปี  เป็นต่างหากไปจากทุนของรัฐบาล และจะยังคงพระราชทานเป็นต่างหากต่อไปแม้เมื่อรัฐบาลจะได้ตั้งทุนแผนกนี้ขึ้นในภายหลัง  (กรมศิลปากร, กรม ๒๕๒๔, น. ๓๖๖)

แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ทรงเห็นความสำคัญของวิชานี้สำหรับความก้าวหน้าของประเทศและประชาชนถึงขนาดที่ทรงนำร่องด้วยการบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์ในภาวะที่รัฐบาลขาดแคลนเงินงบประมาณแผ่นดิน

แต่ทั้งนี้  มิใช่ว่าจะทรงชื่นชมกับความก้าวหน้าในตะวันตกแต่ฝ่ายเดียว  เพราะในขณะเดียวกัน  มีพระราชดำริด้วยว่า  การศึกษาไม่ควรจะแยกจากวัด  ในขณะที่อารยธรรมต่างชาติกำลังแผ่อิทธิพลเข้ามา  สมควรให้เยาวชนไทยมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกำกับความประพฤติและการปฏิบัติ
อ้างจาก หม่อมราชวงศ์ พฤทธิสาณ ชุมพล