Author Topic: ข่าวชาวพุทธในอาเซียนก่อนและหลังการมีเขตเศรษฐกิจอาเซียนเพื่อไม่ประมาท  (Read 6631 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
เมืองบันดาอาเจะห์สั่งปิดวัดพุทธ 6 แห่งกับโบสถ์คริสต์ 9 แห่ง อ้างไม่มีใบอนุญาต หลังถูกกดดันจากกลุ่มมุสลิมเคร่งจารีต
ในวันอังคารที่23ตุลาคม2555 อิลลิซะห์ ซาอัดอุดดิน จามัล รองนายกเทศมนตรีบันดาอาเจะห์ เมืองเอกของจังหวัดอาเจะห์ ทางตอนเหนือสุดของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ทางการได้ปิดศาสนสถานเหล่านี้เนื่องจากไม่มีใบอนุญาต

       เธอบอกว่า วัดพุทธ 6 แห่งกับโบสถ์คริสต์ 9 แห่ง ได้ถูกปิดตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากกลุ่มแนวหน้าปกป้องอิสลาม หรือเอฟพีไอ ได้กดดันให้ทางการตัดสินใจดังกล่าว ซึ่งทำให้เกิดบรรยากาศตึงเครียด

       "เราไม่ต้องการให้เกิดปัญหาความปลอดภัยในบันดาอาเจะห์ เนื่องจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเหล่านี้" เธอกล่าว

        อาเจะห์เป็นจังหวัดเดียวของประเทศที่บังคับใช้ศาสนบัญญัติของอิสลาม หรือชารีอะห์ เอฟพีไอได้ประกาศตนเป็นผู้สอดส่องศีลธรรมและกฎหมายอิสลาม บางครั้งได้นำกำลังตำรวจบุกจับการกระทำผิดกฎหมายตามบาร์และซ่องโสเภณี

       นิโก ทาริกัน ผู้นำประกอบศาสนกิจของโบสถ์แห่งหนึ่ง เผยว่า กลุ่มเอฟพีไอได้โจมตีโบสถ์แห่งนี้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และได้ส่งข้อความข่มขู่ว่า ถ้ายังคงจัดพิธีทางศาสนาในวันอาทิตย์ต่อไป พวกเขาจะทำลายอาคารหลังนี้

      ธีโอฟิลัส เบลา ประธานกลุ่มเอ็นจีโอ คริสเตียน คอมมูนิเคชัน ฟอรัม บอกว่า ตนได้ร้องขอให้รัฐบาลกลางในกรุงจาการ์ตายื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่โฆษกกระทรวงมหาดไทยได้แสดงท่าทีว่าจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยว โดยตอบว่า "ไม่มีการปิดแต่อย่างใด เพราะบ้านเหล่านั้นยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเป็นศาสนสถานแต่อย่างใด"

      รัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียได้ให้หลักประกันในเสรีภาพทางศาสนา แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า อินโดนีเซียได้มีความอดกลั้นต่อความแตกต่างทางศาสนาน้อยลงในช่วงทศวรรษที่ ผ่านมา และรัฐบาลก็เพิกเฉยต่อปัญหานี้

      เกือบ 90% ของประชากร 240 ล้านคนของอินโดนีเซียเป็นชาวมุสลิม แต่คนส่วนใหญ่ยึดถืออิสลามในแนวทางสายกลาง
   
จากhttp://surasiha.blogspot.com
« Last Edit: August 03, 2016, 08:20:49 PM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ขอบคุณคุณoganismที่อ่านบทความข่าวด้วยนะครับ  และผมขอนอกเรื่องหน่อยคือผมคิดเห็นส่วนตัวว่าชาวจีนในมาเลย์เซียนั้นในสมัยก่อนคิดผิดที่ไปทำแนวจีนคอมมิวนิตส์ทำให้ถูกปราบปรามได้ง่ายจนเสียทีกลายเป็นรองพวกเชื้อชาติมาเลย์เซียไป แต่ในอนาคต ชาวจีนในมาเลย์อาจมีโอกาสได้ทำแนวจีนประชาธิปไตยในระบบรัฐพุทธแบบใหม่ในแหลมมลายูได้โดยมีฮินดูในมาเลย์เซียช่วยหนุนด้วย ก็คงอีกนานมากนะครับ ถ้าชาวจีนและชาวฮินดูในมาเลยเซียไม่ถูกบังคับเป็นมุสลิมไปหมดก่อนครับ เรื่องในอาเซียนนั้นหลากหลายและยากมากครับ
--------------------------------------------------------------
วันที่08พค2556เอเอฟพี/ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ชนกลุ่มน้อยชาวจีนในมาเลเซียที่เคยแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำธุรกิจ และยกให้ระบอบการปกครองซึ่งควบคุมโดยชาวมาเลย์ที่เป็นชนกลุ่มใหญ่เป็นผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศมานานหลายสิบปี กำลังแสดงท่าทีปันใจให้แก่ฝ่ายค้านในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ต้องเอ่ยปากแสดงความหนักใจด้วยการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “สึนามิจีน”
       
       คำพูดดังกล่าวของนาจิบแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและจุดประเด็นการโต้เถียงว่า ศึกเลือกตั้งดุเดือดเมื่อวันอาทิตย์ (5) เป็นลางบอกเหตุว่าชาวจีนที่มุ่งมั่นจะร้าวลึกกับชาวมุสลิมมาเลย์มากขึ้นหรือไม่
       
       “โดยรวมแล้วผลการเลือกตั้งบ่งชี้แนวโน้มการแบ่งขั้วที่รัฐบาลรู้สึกกังวล” นาจิบกล่าวภายหลังประกาศชัยชนะของแนวร่วมฝ่ายรัฐบาลในวันจันทร์ (6)
       
       ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา กลุ่มชาติพันธุ์หลักกลุ่มต่างๆ ในมาเลเซีย ซึ่งประกอบด้วย ชาวมาเลย์, ชาวจีน และชาวอินเดีย อยู่ร่วมกันอย่างค่อนข้างสงบภายใต้แม่แบบการปกครองของ บาริซัน เนชันแนล (แนวร่วมแห่งชาติ) ซึ่งเนื้อแท้แล้วคือระบอบเผด็จการของชาวมาเลย์ที่เป็นชนส่วนใหญ๋ของประเทศ ภายใต้การนำของพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ (อัมโน) ซึ่งเป็นแกนกลางของบาริซัน
       
       แต่ถึงไม่ค่อยมีการกล่าวถึงความตึงเครียดทางเชื้อชาติกันมากนัก ประเด็นนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากในแดนเสือเหลือง
       
       ระบบการเมืองและเศรษฐกิจในปัจจุบันมาเลเซียนั้น สร้างขึ้นบนนโยบายที่มีอายุยาวนานหลายสิบปี ซึ่งมุ่งอุปถัมภ์ค้ำจุนชาวมาเลย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในยุคที่อังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคม แต่กลายเป็นควบคุมเศรษฐกิจส่วนใหญ่ สามารถขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองการปกครอง ทั้งนี้ชาวจีนมีอัตราส่วนคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรมาเลเซียทั้งประเทศ 28 ล้านคน
       
       พรรคอัมโน ซึ่งเป็นพรรคใหญ่ที่ผูกขาดอำนาจเหนือบาริซัน เนชันแนล และประเทศมาเลเซีย นับตั้งแต่การประกาศเอกราชในปี 1957 มักคอยหยิบยกเหตุการณ์จลาจลทางเชื้อชาติระหว่างชาวมาเลย์กับชาวจีนในปี 1969 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก มาคอยตักเตือนขู่ปรามไม่ให้ชนกลุ่มน้อยลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจ
       
       แต่การเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์บ่งชี้ชัดเจนว่า ชาวจีนและชาวอินเดียเริ่มปฏิเสธ "สถานะพลเมืองชั้นสอง” ของตนเอง และปันใจไปหาพรรคฝ่ายค้าน
       
       “เป็นครั้งแรกๆ ทีเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองของมาเลเซีย … คนจีนได้ตัดสินใจที่จะลงคะแนนกันแบบเป็นกลุ่มเป็นก้อน และพวกเขาตัดสินใจว่าจะออกเสียงให้แก่ฝ่ายค้าน” เจมส์ ชิน อาจารย์ของมหาวิทยาลัยโมนาช ให้ความเห็น และระบุด้วยว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะชาวจีนโกรธกริ้วเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันอย่างอุตลุดของ บาริซัน เนชันแนล อีกทั้งรู้สึกว่า คนจีนกำลัง “ถูกทำให้ด้อยความสำคัญลงเรื่อยๆ”
       
       ภายหลังการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งคราวนี้ ซึ่ง บาริซัน ยังคงชูหลักนโยบายแบบแบ่งแยกเชื้อชาติเหมือนเช่นเคย ผลลัพธ์ก็ออกมาว่า แนวร่วมรัฐบาลภายในการนำของอัมโน แม้ได้รับคะแนนเสียงลดน้อยลง ทว่ายังคงสามารถครองที่นั่ง ส.ส.ได้เกินกึ่งหนึ่งในสภาซึ่งมีที่นั่งทั้งสิ้น 222 ที่นั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างหนักแน่นจากชาวมาเลย์ในชนบท ถึงแม้จะถูกพันธมิตรฝ่ายค้านวิพากษ์โจมตีว่า มีการใช้กลโกงการเลือกตั้งอย่างโจ๋งครึ่ม
       
       อย่างไรก็ตาม หลายๆ เขตเลือกตั้งที่เป็นชุมชนเมืองและผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวนมากเป็นชาวจีน ปรากฏว่าได้ตกไปเป็นของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคกิจประชาธิปไตย (Democratic Action Party หรือ DAP) พรรคที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนจีน และเป็น 1 ใน 3 พรรคซึ่งรวมอยู่ในแนวร่วมของฝ่ายค้าน ซึ่งมีชื่อว่า “ปากาตัน รัคยัต” โดยที่พรรคดีเอพีได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้นมา 9 ที่นั่ง เป็น 38 ที่นั่ง
       
       ผลการเลือกตั้งเช่นนี้ถือเป็นการตอกหน้านาจิบอย่างจัง เนื่องจากหัวหน้าพรรคอัมโนผู้นี้พยายามเข้าหาชนกลุ่มน้อยภายหลังจากที่คะแนนนนิยมของบาริซันเสื่อมลงอย่างชัดเจนในการเลือกตั้งปี 2008 นาจิบพยายามเกี้ยวพาชนกลุ่มน้อยด้วยการประกาศโครงการสมานฉันท์ทางเชื้อชาติ แต่เมื่อผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้ โครงการดังกล่าวจึงกำลังระส่ำระสายหนัก
       
       ที่ผ่านมา บาริซันพยายามแสดงตนเองว่ามีความหลากหลายทางเชื้อชาติ และใช้มันเป็นเหตุผลความชอบธรรมอันสำคัญประการหนึ่งในการขึ้นปกครองประเทศ โดยที่รัฐบาลผสมที่มีอัมโนเป็นแกนนำนั้น ประกอบด้วยพรรคการเมืองต่างๆ 13 พรรค หลายพรรคทีเดียวเป็นพรรคที่อิงกับชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งโดยเฉพาะ
       
       แต่เมื่อผู้ออกเสียงกำลังตีจากพรรคของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้มากขึ้นทุกทีๆ ทำให้นักวิเคราะห์การเมืองระบุว่า ภาพกำลังยิ่งปรากฏชัดเจนเข้าไปใหญ่ว่า บาริซันคือป้อมค่ายของชาวมาเลย์ที่อยู่ใต้การบงการของอัมโน
       
       “เราโชคดีที่ยังได้เป็นรัฐบาลในระดับประเทศ” ไซฟุดดิน อับดุลเลาะห์ นักการเมืองสายปฏิรูปของบาริซันที่พ่ายแพ้ต่อ “สึนามิจีน” ในการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ กล่าว
       
       “เราจำเป็นต้องมีบาริซันใหม่” เขาให้สัมภาษณ์สื่อออนไลน์และเสริมว่า เป็นห่วงที่บาริซันได้เสียงข้างน้อยในป็อปปูลาร์โหวต
       
       ทั้งนี้ ถึงแม้ บาริซัน ได้ที่นั่ง ส.ส. ในการเลือกตั้งคราวนี้รวมทั้งสิ้น 133 ที่นั่ง ทว่าเมื่อคำนวณจากคะแนนเสียงของผู้ไปใช้สิทธิแล้ว ปรากฏว่าแนวร่วมรัฐบาลนี้ได้เพียง 47% ขณะที่พันธมิตรฝ่ายค้าน ปากาตัน รัคยัต ได้ 50%
       
       ด้วยเหตุนี้ พวกนักวิจารณ์จึงบอกว่า บาริซันยังสามารถฟอร์มรัฐบาลได้ เนื่องจากระบบการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม และเข้าข้างพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของบาริซัน
       
       อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า หลังจากนี้แล้วนาจิบยังต้องเผชิญงานหนักในการโน้มน้าวชุมชนชาวจีนให้หันกลับมาร่วมมือด้วย
       
       หลายปีที่ผ่านมา อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้าน เรียกร้องให้มีการปฏิรูปนโยบายของอัมโน ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์ในการทำธุรกิจ ระบบการศึกษา และการซื้อบ้าน ซึ่งอันวาร์บอกว่า นโยบายเหล่านี้ได้ถูกชนชั้นนำชาวมาเลย์บิดเบือนไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของพวกเขาเอง
       
       นาจิบรับรู้ถึงกระแสนี้และจึงให้สัญญาบ้างว่าจะดำเนินการปฏิรูปบางอย่างบางประการ
       
       ทว่า ลิม กิต เซียง ชาวจีนและหัวหน้าพรรคดีเอพี ชี้ว่า ถ้านาจิบไม่เปลี่ยนแปลงแนวทางระบอบที่เป็นอยู่ ประเทศชาติจะแตกแยกมากขึ้น
       
       “ตราบที่เขาปฏิเสธที่จะยอมรับเรื่องนี้ ตราบที่เขายังต้องการ (ทำให้ผลการเลือกตั้งอยู่ในลักษณะ) แบ่งขั้วและแบ่งแยกเชื้อชาติ พวกเขานั่นแหละที่จะมีความผิดโทษฐานเป็นนักแบ่งแยกเชื้อชาติ และพวกเขาจะไม่สามารถสร้างความปรองดองแห่งชาติใดๆ ขึ้นมาได้”

« Last Edit: August 03, 2016, 08:21:29 PM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ข่าวเผาวัดพุทธในอินโด เหตุจีนพุทธ ไปเตือนคนมุสลิมเรื่องไมค์เสียงดังเมื่อ30กรกฏาคม2559จากเวปพันทิพย์
อ้างจากhttp://pantip.com/topic/35441640มีเนื้อข่าวว่า
ม็อบอาละวาดบุกเผาวัดพุทธในสุมาตราเหนือ
ฝูงชนในสุมาตราเหนือ พาลเพื่อนบ้านเชื้อสายจีนเตือนเสียงไมโครโฟนจากมัสยิด บุกทำลายทรัพย์สิน-เผา วัดพุทธ หลายแห่ง เสียหายหนัก โชคดีไร้เจ็บ
         30 ก.ค. 2559เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ จาการ์ตา โพสต์ ในอินโดนีเซีย รายงานอ้างการเปิดเผยของโฆษกตำรวจจังหวัดสุมาตราเหนือว่า  ฝูงชนหลายร้อยคนอาละวาดบุกทำลายข้าวของและเผาทำลาย วัดพุทธและเจดีย์หลายแห่งในเมืองตันจุง บาไล ใกล้เมืองเมดาน เมืองหลวงของสุมาตราเหนือ เมื่อคืนวันศุกร์ต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันเสาร์ โชคดี ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ประเมินความเสียหายหลายพันล้านรูเปียะห์

          เหตุจลาจลมีชนวนเหตุจากสตรีอินโดนีเซียเชื้อสายจีนอายุ 41 ปี ที่ได้รับการเปิดเผยชื่อว่า”เมเลียนา” ไปต่อว่าเจ้าหน้าที่ที่ดูแลมัสยิดอัล มักซุม ให้ลดเสียงไมโครโฟนลง 

          มีรายงานว่า เมเลียนาเคยไปเตือนเจ้าหน้าที่มัสยิดเรื่องเสียงหลายครั้งก่อนหน้านี้ กระทั่ง หลังการเตือนล่าสุดเมื่อเย็นวันศุกร์ มีคนจากมัสยิดจำนวนหนึ่ง ไปรวมตัวที่หน้าบ้านของเธอ และเกิดการโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อน จนตำรวจตันจุง บาไล ต้องคุมกันนางเมเลียนาและสามีของเธอไปอารักขาความปลอดภัยที่สถานีตำรวจ

          แต่ยังมีฝูงชนหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย บางคนพยายามจะจุดไฟเผาบ้านของเธอ แต่ชาวบ้านในละแวกช่วยกันห้ามปราม จากนั้น ม็อบกลุ่มนี้ยกขบวนไปที่วัด จวนดา ห่างจากบ้านของเมเลียนา ประมาณ 500 เมตร และพยายามจุดไฟเผา แต่ตำรวจก็เข้าสกัดได้ทัน จึงทำได้เพียงระดมปาข้องของใส่สร้างความเสียหาย แต่เป็นจุดเริ่มการกระทำไร้ขื่อแปในเวลาต่อมา

          ม็อบที่อยู่ในอารมณ์โกรธแค้น ก่อความเสียหาย จุดเผาวัดและเจดีย์ของชุมชนชาวจีนอีกหลายแห่ง ตลอดจนทำลายพระพุทธรูป โต๊ะ เก้าอี้ ตะเกียง รถยนต์และรถจักรยานยนต์

          ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 คน ดำเนินคดีในข้อหาทำลายทรัพย์สินศาสนสถาน ขณะนางเมเลียนาและครอบครัว ยังอยู่ในการอารักขาที่สถานีตำรวจตันจุง บาไล  แม้สถานการณ์ขณะนี้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
http://www.komchadluek.net/news/foreign/235935

เมื่องตันจุงบาไล(tanjung balai)ในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เมืองนี้ไกล้เกาะประเทศสิงคโปร์มาก
« Last Edit: August 03, 2016, 08:38:17 PM by yesterday »