Author Topic: พิธีการตั้งนักบุญคริสต์ผู้ที่ยังมีความหลงทางในเรื่องพุทธและเซนต์โทมัสอะไควนัส  (Read 14611 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29

ภาพพิธีแต่งตั้งนักบุญคริสต์ผู้ยังมีความหลงทางในเรื่องพุทธทั้ง7คนเมื่อวันที่21ตุลาคม2555 ใน7คนนั้นบางคนเป็นชาวฟิลิปปินส์ที่ได้เคยเป็นบุญราศีเมื่อ5มีนาคม2000พร้อมกับบุญราศีไทยคือบาทหลวง นิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง(ผู้ร่วมสร้างพระหฤทัยเชียงใหม่)และบางคนเป็นชาวฮาวายที่เป็นบุญราศีและนักบุญในสมัยโป๊ปองค์เดียวกันและบางคนเป็นชาวบารเซโลน่าสเปนและบางคนเป็นชาวฝรั่งเศสและบางคนเป็นชาวอิตาลี่และบางคนเป็นหมอโรคเรื้อนแต่ไม่เป็นโรคเรื้อนและบางคนมีรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ตามคติคริสต์วาติกัน
--------------------------------------------
ข่าวโป๊ปตั้งนักบุญสตรีโมฮอว์ก
ย่อโลกจากนสพข่าวสด
เอเอฟพีรายงานเมื่อ 21 ต.ค.2555ว่า พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ผู้นำทางจิตวิญญาณของศาสนจักรคาทอลิก แต่งตั้งให้คาเทรี เทคากวิธา สตรีจากชนเผ่าโมฮอว์กในดินแดนอเมริกาสมัยโบราณมีสถานะเป็นนักบุญ หรือเซนต์ นับเป็นนักบุญอินเดียนแดงคนแรกในศาสนาคริสต์ ด้านผู้เชี่ยวชาญมองว่าศาสนจักรคาทอลิกกำลังเร่งจุดกระแสความเชื่อในศาสนาให้กลับมา หลังตัวเลขผู้นับถือนิกายคาทอลิกในตะวันตกลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
---------------------------------------------------------------------------
โบสถ์หลายแห่งถูกเปลี่ยนให้เป็นมัสญิดกับการขยายตัวของอิสลามในยุโรปอย่างรวดเร็วมานานข่าวปีพศ2555
นายฟิลลิป เฮเลน ผู้เป็นเสาหลักของเมืองแอนทเว็ปเพน ในประเทศเบลเยียม ได้เสนอให้เปลี่ยนโบสถ์คริสต์ที่ถูกทิ้งให้ร้างให้เป็นมัสญิด หลังจากจำนวนมุสลมิเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับความต้องการในการเพิ่มสถานปฏิบัติศาสนกิจของพวกเขา โดยที่การเสนอโบสถ์อื่นๆเพื่อขายในเป้าหมายอื่นๆกำลังจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ


          และเนื่องจากการศึกษาของหนังสือพิมพ์ La Libre Belgique คาดว่า “ในอนาคต อิสลามจะกลายเป็นศาสนาแรกในกรุงบรูเสลซ์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงประเทศเบลเยียม ในอีก ๑๕ – ๒๐ ปีข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชื่อ “มูฮัมหมัด” ได้ถูกนำใช้กันโดยมีเปอร์เซ็นต์มากในหมู่เด็กที่เกิดขึ้นมาใหม่ในกรุงบรูเสลซ์ตั้งแต่ปี ๒๐๐๑ เรื่อยมา”


          เช่นเดียวกัน การศึกษาได้บ่งชี้แล้วว่า วัยรุ่นมุสลิมในเบลเยียมหันมาสนใจศึกษาศาสนามากขึ้น จนถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของมุสลิมทั้งหมดในประเทศ


ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเบลเยียมประเทศแรก ทว่ามันได้เกิดขึ้นไปทั่วยุโรปแล้ว แน่นอนโบสถ์ในประเทศเดนมาร์กได้ถูกเสนอขายเป็น ๑๐ โบสถ์แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งโบสถ์ที่เสนอขายมากที่สุด คือโบสถ์ที่อยู่ในกรุงโคเบนฮาว เนื่องจากผู้คนที่เคยนับถือศาสนาคริสต์ออกจากศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมาก


คำตัดสินนี้ได้ออกมาหลังจากที่โบสถ์ถูกปล่อยให้ว่างเปล่าไม่มีใครเข้า นอกจากภูตผีปีศาจเท่านั้น บรรดานักบวชถึงได้ออกมาปกป้องจากการที่จะขายโบสถ์ให้ชาวมุสลิม เพราะกลัวว่าโบสถ์จะถูกเปลี่ยนเป็นมัสญิด โดยพวกเขาได้อ้างว่า “โบสถ์เหล่านี้ มีชาวคริสต์ที่อยู่นอกประเทศเดนมาร์กต้องการที่จะซื้อหรือเช่า” ซึ่งโบสถ์ส่วนใหญ่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟ สโมสร โรงหนัง และศูนย์แสดงภาพศิลป์


และปรากฏว่ามีมากมายจากองค์กรหรือหน่วยงานอิสลามที่ประกาศซื้อโบสถ์เหล่านั้น เพื่อเปลี่ยนเป็นมัสญิด เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความวิตกกังวลต่อหน่วยบริหารโบสถ์อย่างมาก เนื่องจากกลัวว่าเดนมาร์กจะกลายเป็นประเทศอิสลาม


ถึงแม้ว่าจำนวนโบสถ์ในประเทศเดนมาร์กที่จดทะเบียนมีอยู่ ๘๒ เปอร์เซ็นต์ แต่มีผู้เข้าไม่เกิด ๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่กดดันให้นาย Kay Pullman เลขาธิการโบสถ์ต่างๆในเดนมาร์ก ออกมากล่าวว่า “ในเมื่อโบสถ์ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อปฏิบัติศาสนกิจ จึงสมควรที่จะถูกนำไปใช้เช่นเดียวกับคอกม้า”


          ในปัจจุบันนี้ เยอรมันก็ไม่ต่างอะไรกันมากกับเบลเยียมและเดนมาร์ก เนื่องจากคาทอลิกและโปรแตสแตนท์ได้ลงมติกันที่จะขายโบสถ์ต่างๆ หรือเปลี่ยนให้ไปยังการใช้ประโยชน์อื่นๆ ซึ่งผลการศึกษาได้บ่งชี้ว่า ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์จากโบสถ์ในเยอรมันได้ประกาศขายเพื่อเป้าหมายทางการค้า


          หนังสือพิมพ์ Politiken ของประเทศเดนมาร์ก ได้เปิดเผยว่า “จำนวนประชากรชาวเดนมาร์กที่นับถือศาสนาอิสลามเพิ่มมากขึ้นวันต่อวัน โดยที่ประชาชนชาวเดนมาร์กจะเข้านับถืออิสลามหนึ่งคนต่อวัน และเช่นเดียวกัน นับตั้งแต่เดนมาร์กได้ตีแพร่รูปลักษณ์อิสลามอย่างเสียหาย จำนวนชาวเดนมาร์กก็ได้เปลี่ยนมาเข้ารับนับถืออิสลามถึงห้าพันคน และหลังจากการตีแพร่รูปลักษณ์ที่เสื่อมเสียให้กับอิสลามกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง จำนวนชาวเดนมาร์กที่เข้ารับนับถืออิสลามใหม่ๆพุ่งมากขึ้นจนถึง ๑๕ คนต่อสัปดาห์ โดยส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น”

               ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ปัจจุบันนี้ มุสลิมมีจำนวนร้อยละ ๑๙.๒ จาก ๔,๒๐๐ กว่าศาสนาทั่วทั้งโลก ซึ่งเมื่อคิดรวมคริสต์ทุกนิกายแล้วได้ครองตำแหน่งศาสนาที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่ ถึง ๓๓ เปอร์เซ็นต์ และเนื่องจากสถิติการเจริญเติบโตของอิสลามในปีก่อนๆ คาดได้ว่าในปี ๒๐๒๕ มุสลิมทั่วโลกจะมีมากถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และคริสต์จะเหลือเพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนั่นหมายถึงมุสลิมจะมีจำนวนมากที่สุดในโลกในปีดังกล่าว

เรียบเรียงโดย... อะห์หมัด มุสตอฟา อาลี โต๊ะลง


« Last Edit: December 13, 2012, 12:14:38 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
นักบุญคริสต์ศาสนาหรือเซนต์
นักบุญ หรือ เซนต์ คือบุคคลที่ขณะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ได้ดำเนินชีวิต ที่แสดงออกถึงความเชื่อในพระศาสนา อย่างสมบูรณ์ ด้วยการปฏิบัติคุณงามความดีต่างๆ และเมื่อท่านจากโลกนี้ไปแล้ว พระศาสนจักรก็ได้ยกย่อง สดุดีคุณงามความดีต่างๆ ที่ท่านเหล่านั้นได้กระทำไว้ โดยถือว่าเป็นชีวิตคริสตชนตัวอย่าง ที่เราสามารถเลียนแบบได้ และถือว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ที่เราสามารถเคารพ นับถือ และสวดวิงวอนขอพรจากพระเจ้า ผ่านท่านได้ เพราะเชื่อว่าท่านมีชีวิตนิรันดร อยู่ร่วมกับพระคริสตเจ้า ในสรวงสวรรค์แล้วนั่นเอง

ประวัติความเป็นมาของ
คำว่า "นักบุญ" ใน 6 ศตวรรษแรกๆ ของพระศาสนจักรนั้น เซนต์คือผู้ที่ได้พลีชีพเพื่อยืนยันความเชื่อของตน สาเหตุก็เพราะว่าในสมัยนั้น คริสต์ศาสนายังถูกเบียดเบียน และข่มแหงอยู่มาก บรรดาคริสตชนหลายต่อหลายคน ได้ถูกจับไปประหารชีวิต เพราะเป็นคริสตชนหรือไม่ยอมทิ้งศาสนา คริสตชนที่พลีชีพ เพื่อประกาศความเชื่ออย่างเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ เรียกว่า "มรณสักขี หรือ มาร์ตีร์" (Christian martyrs) ถือว่าเป็นชีวิตคริสตชนตัวอย่าง เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งคริสตชนในยุคแรกๆ นั้น ต่างก็ยกย่องสดุดีให้ความเคารพ นับถือ และศรัทธาต่อท่านเหล่านั้นเป็นอันมาก จึงได้มีพิธีกรรมต่างๆ เพื่อแสดงถึงความเคารพ และระลึกถึงท่าน เช่น การเคารพหลุมฝังศพ การสวดวิงวอน และการประกอบพิธี บนหลุมฝังศพของท่าน เป็นต้น

ต่อมาเมื่อคริสต์ศาสนาได้รับการยอมรับ และกลายเป็นศาสนาประจำชาติโรมัน การเบียดเบียนจึงลดลง คราวนี้คนที่จะพลีชีพเพื่อศาสนา ก็มีจำนวนลดน้อยตามไปด้วย ดังนั้น การเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือเซนต์ไม่จำเป็นว่าต้องตายเพื่อศาสนาเสมอไป แต่ชีวิตที่แสดงออกถึงความเชื่อ และดำเนินไปตามพระบัญญัติ ด้วยการปฏิบัติคุณงามความดีต่างๆ ก็น่าจะได้รับการยกย่อง ว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือเซนต์ได้ด้วย
ตั้งแต่นั้นมา การเคารพนับถือผู้ศักดิ์สิทธิ์ จึงเริ่มขยับขยายออกไปยังคริสตชนอื่นๆ ที่เจริญชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์ ยึดมั่นในพระธรรมคำสอน และปฏิบัติคุณงามความดีอย่างเคร่งครัด บางคนเด่นในการบำเพ็ญพรตบำเพ็ญตบะ บางคนเด่นในการเผยแผ่พระศาสนา บางคนเด่นในด้านการมีความรอบรู้ ในพระสัจธรรม หรือเป็นนักปราชญ์ และบางคนก็เด่นในด้านมีเมตตาจิต อุทิศตนรับใช้เพื่อนมนุษย์ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ก็ได้รับยกย่องว่าเป็น "ธรรมสักขี" (Confessor)

วิวัฒนาการการแต่งตั้งเซนต์
ในช่วงศตวรรษที่ 6 - 10 ยังไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน เกี่ยวกับการแต่งตั้งใครคนใดคนหนึ่ง เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือเซนต์วิธีที่ใช้ตัดสินก็คือ การดูจากจำนวนคน ที่เคารพนับถือและศรัทธา จำนวนคนที่ไปเยี่ยมหลุมฝังศพ และได้รับความช่วยเหลืออย่างอัศจรรย์ ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการตัดสินแบบนี้ ก็เป็นเหตุให้เกิดความแคลงใจ ถึงความศักดิ์สิทธิ์ ของคนนั้นคนนี้อยู่เสมอๆ ดังนั้น พระศาสนจักรจึงได้กำหนดกฎเกณฑ์ ให้ชัดเจนขึ้นว่า บุคคลใดควรอยู่ในข่าย ได้รับการยกย่องเทิดทูนอย่างแท้จริง โดยในระยะแรกๆ นั้น ขึ้นอยู่กับพระสันตะปาปา หรือประมุขคริสตชนท้องถิ่นนั้นๆ แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 12 การอนุมัติเรื่องนี้ ต้องขึ้นกับพระสันตะปาปาแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้เพื่อจะเป็นหลักประกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งเพื่อเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีแก่บุคคลผู้นั้นนั่นเอง
จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1642 สมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 8 จึงได้ออกสมณกฤษฎีกา ว่าด้วยกฎเกณฑ์และวิธี การดำเนินการแต่งตั้งเซนต์ขึ้น ต่อมาในสมัยของพระสันตะปาปาปิอุสที่ 10 ก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม จนกระทั่งล่าสุด ในปี ค.ศ. 1930 พระสันตะปาปาปิอุสที่ 11 จึงได้ทรงโปรดให้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง ปัจจุบันได้มีสมณกระทรวง ว่าด้วยการประกาศแต่งตั้งนักบุญโดยเฉพาะ ซึ่งก็แยกส่วนออกมาจาก สมณกระทรวงพิธีกรรมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 ทั้งนี้เพื่อเป็นผู้รับผิดชอบดูแล เกี่ยวกับคำร้องและพิธีการ ดำเนินการประกาศแต่งตั้งเซนต์ทั่วพระศาสนจักรสากล โดยตรง

ขั้นตอนการแต่งตั้งเซนต์
ขั้นตอนการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญนั้น ละเอียดซับซ้อน ต้องกระทำอย่างรอบคอบถี่ถ้วน เพราะจะผิดพลาดไม่ได้ แบ่งออกได้เป็น 2 ขั้นตอนดังนี้ คือ
"การตั้งเป็นบุญราศี" (beatification)
 "การตั้งเป็นเซนต์" (canonization)
การตั้งเป็นบุญราศี (beatification)

พิธีแต่งตั้งบุญราศีที่ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
การตั้งเป็นบุญราศี (ภาษาอังกฤษ: Beatification) คือ บุคคลหนึ่งที่ประชาชนยอมรับว่าเป็นคริสตชนตัวอย่างที่ได้สิ้นชีวิตลง แล้วมีผู้ได้รับผลจากการสวดวิงวอนขอความช่วยเหลือจากท่าน พระสังฆราชในท้องถิ่น ก็จะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงต่างๆ เช่น ประวัติของผู้ตายและอัศจรรย์ต่างๆ ที่มีผู้ได้รับความช่วยเหลือ จากนั้นจึงรวบรวมเรื่องส่งไปยังสภาว่าด้วยการสถาปนานักบุญที่โรม ทางนั้นก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเรื่องราวบุคคลดังกล่าวอย่างละเอียด เมื่อได้ประกาศว่าหลักฐานทั้งหมดเป็นความจริงแล้ว ขึ้นต่อไปก็คือการพิสูจน์ว่าชีวิตของบุคคลที่จะได้รับการสถาปนานั้น เป็นชีวิตคริสตชนขั้นร้อนรนจริงๆ คือดำเนินชีวิตด้วยการปฏิบัติความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์อย่างเที่ยงแท้จริง ไม่ใช่เพราะอย่างอื่น

เมื่อทุกอย่างดำเนินไปจนทุกฝ่ายพอใจแล้ว ก็จะมีการประกาศว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคริสตชนตัวอย่าง ที่ควรแก่การเคารพยกย่องซึ่งถือว่าเป็นก้าวแรกที่จะต้องกระทำก่อนการประกาศเป็นบุญราศีหรือเซนต์ ก่อนที่จะได้รับประกาศเป็นบุญราศีนั้น พระศาสนจักรได้ตั้งเงื่อนไขว่า ต้องมีการพิสูจน์ได้ว่ามีอัศจรรย์อย่างน้อย 2 ประการเกิดขึ้น โดยอาศัยบุญบารมีของการประกาศว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคริสตชนตัวอย่าง ซึ่งในการพิจารณารับรองอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นนั้น พระศาสนจักรก็จะพยายามทุกวิถีทางในการตรวจสอบว่าได้เกิดอัศจรรย์ขึ้น และอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นนั้น ก็ต้องเกิดโดยการวิงวอนของบุคคลที่เป็นคริสตชนตัวอย่างดังกล่าวก่อนจริงๆ หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะนำเรื่องขึ้นกราบทูลสมเด็จพระสันตะปาปาเพื่อทรงรับรองอีกครั้ง และกำหนดวันสถาปนาคริสตชนตัวอย่างดังกล่าวขึ้นเป็น "บุญราศี"

แต่ก่อนที่จะได้รับประกาศเป็นนักบุญราศีนั้น ต้องมีการพิสูจน์ได้ว่า มีอัศจรรย์อย่างน้อย 2 ประการเกิดขึ้น โดยอาศัยบุญบารมีของ "คารวียะ" (ในกรณีของมรณสักขี หรือผู้ที่ยอมพลีชีพเพื่อศาสนา ความตายของเขา ก็ถือว่าเป็นอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ สามารถใช้แทนอัศจรรย์สองประการที่กำหนดนี้ได้)

การตั้งเป็นเซนต์(canonization)
หลังจากได้รับสถาปนาเป็นบุญราศีแล้ว ก่อนที่จะประกาศแต่งตั้งเป็น "เซนต์" จะต้องมีผู้ได้รับอัศจรรย์ โดยคำวิงวอนของท่านบุญราศีผู้นั้นอีก อย่างน้อย 2 ประการ ซึ่งการคอยอัศจรรย์ขั้นนี้ อาจจะยาวนานหลายปี บางรายกินเวลาเป็นศตวรรษก็มี

เมื่อผ่านขั้นตอนทุกอย่างแล้ว ก็จะมีพิธีการประกาศแต่งตั้งบุญราศีองค์นั้น ขึ้นเป็น "เซนต์" โดยพระสันตะปาปา ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ กรุงโรม เป็นพิธีที่สง่างามน่าประทับใจที่สุดพิธีหนึ่ง ที่ทางพระศาสนจักรจัดขึ้น เพราะการประกาศ สถาปนาบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นเซนต์ย่อมหมายถึงเกียรติขั้นสูงสุด ที่คริสตชนคนหนึ่งพึงจะได้รับ โดยท่านผู้นั้น จะได้รับการประกาศ ชนิดที่พระศาสนจักรใช้เอกสิทธิ์ ความไม่รู้ผิดพลั้งของสมเด็จพระสันตะปาปา มาเป็นหลักประกันความจริง ท่านจะเป็นที่เคารพนับถือของชาวคาทอลิกทั่วโลก และชื่อของท่านผู้นั้น ก็จะได้รับการบันทึกไว้ ในบัญชีสารบบเซนต์ ตลอดไปชั่วกาลนาน

วิวัฒนาการการแต่งตั้งนักบุญเป็นมาอย่างไร
ตามที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อมีการขยายการเคารพนับถือผู้ศักดิ์สิทธิ์ จากบุคคลที่พลีชีพเพื่อศาสนาอย่างเดียว มาเป็นบุคคลที่ปฏิบัติคุณงามความดีตามพระธรรมคำสอนอย่างเคร่งครัดนั้น ก็ได้ทำให้ผู้ศักดิ์สิทธิ์มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 6-10 ประกอบกับสมัยนั้นยังไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนเกี่ยวกับการแต่งตั้งใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือนักบุญวิธี ที่ใช้ตัดสินก็คือ การดูจากจำนวนคนที่เคารพนับถือและศรัทธา จำนวนคนที่ไปเยี่ยมหลุมฝังศพและได้รับความช่วยเหลืออย่างอัศจรรย์ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการตัดสินแบบนี้ก็เป็นเหตุให้เกิดข่าวลือหรือการโจษจันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของคนนั้นคนนี้อยู่เสมอ ๆ

ดังนั้นทางพระศาสนจักรจึงได้คิดว่าน่าจะมีการกำหนดกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนขึ้นว่า บุคคลใดควรอยู่ในข่ายได้รับการยกย่อ งเทิดทูนอย่างแท้จริง จึงได้กฎเกณฑ์และระเบียบการแต่งตั้งผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือนักบุญขึ้น ซึ่งก็มีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆโดยในระยะแรก ๆ นั้นการจะอนุมัติให้เคารพคนนั้นคนนี้ในฐานะที่เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้นั้น ขึ้นอยู่กับพระสังฆราชหรือประมุขคริสตชนท้องถิ่นนั้นๆ แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 12 การอนุมัติเรื่องนี้ต้องขึ้นกับพระสันตะปาปาแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้เพื่อจะเป็นหลักประกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งเพื่อเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีแก่บุคคลผู้นั้นนั่นเอง
วิวัฒนาการของการดำเนินการประกาศแต่งตั้งผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือนักบุญนับวันก็มีระเบียบกฎเกณฑ์ซับซ้อนขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1642 สมเด็จพระสันตะปาปาอูบาโนที่ 8 จึงได้ออกสมณกฤษฎีกาว่าด้วยกฎเกณฑ์ และวิธีการดำเนินการแต่งตั้งนักบุญขึ้น ชื่อว่า "Decreta servanda in canonizatione et beatificatione sanctorum" ต่อมาในสมัยของสมเด็จพระสัน ตะปาปาปีโอที่ 10 ก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม จนกระทั่งล่าสุด ในปี ค.ศ.1930 สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 จึงได้ทรงโปรดให้มีการปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง

ปัจจุบันได้มีสมณกระทรวงว่าด้วยการประกาศแต่งตั้งนักบุญโดยเฉพาะ ซึ่งก็แยกส่วนออกมาจากสมณกระทรวงพิธีกรรมตั้งแต่ปี ค.ศ.1969 ทั้งนี้เพื่อเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับคำร้องและพิธีการดำเนินการประกาศแต่งตั้งนักบุญทั่วพระศาสนจักรสากลโดยตรงนั่นเอง
-------------------------------------------
คริสต์ศาสนปราชญ์ (ภาษาอังกฤษ: Doctor of the Church; ภาษาละติน: docere) “docere” หรือ“doctor” ในภาษาละตินหมายถึง “สอน” “คริสต์ศาสนปราชญ์ ” เป็นตำแหน่งที่แต่งตั้งให้ผู้ที่มีความสำคัญทางศาสนาโดยเฉพาะทางด้านคริสต์ศาสนวิทยาหรือคำสอนของคริสต์ศาสนา

คริสต์ศาสนปราชญ์ในนิกายโรมันคาทอลิก
ในนิกายโรมันคาทอลิกตำแหน่งนี้จะมอบให้แก่นักบุญผู้เป็นเจ้าของงานประพันธ์ที่ทั้งสถาบันคริสต์ศาสนาถือว่ามีคุณค่าต่อการศึกษา โดยเป็นการประกาศจากพระสันตะปาปาหรือจากการประชุมสภาบาทหลวง (ecumenical council) การแต่งตั้งนี้นานๆ จึงทำกันครั้งหนึ่งและเป็นการแต่งตั้งหลังจากที่ผู้ได้รับการแต่งตั้งเสียชีวิตไปแล้วและหลังจากที่ได้รับสถาปนาให้เป็นเซนต์แล้วเท่านั้น เกรกอรี, แอมโบรส, ออกัสตินแห่งฮิปโป และ เจอโรมเป็นเซนต์สี่ท่านแรกที่ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นคริสต์ศาสนปราชญ์ เมื่อปึ ค.ศ. 1298 ทั้งสี่ท่านเป็นที่รู้จักรวมกันในนาม “คริสต์ศาสนปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งศาสนจักรตะวันตก” และ “คริสต์ศาสนปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งศาสนจักรตะวันออก” สี่องค์คือ นักบุญจอห์น คริสซอสตอม, นักบุญเบซิลแห่งเซซาเรีย, นักบุญเกรกอรีแห่งนาเซียนซัส และ นักบุญอธาเนเซียสแห่งอเล็กซานเดรีย ผู้ได้รับแต่งตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1568 โดย สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 5

คริสต์ศาสนปราชญ์แต่ละองค์ก็มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ กัน เช่นนักบุญเกรกอรีหรือพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 และนักบุญแอมโบรสเป็นนักเขียนจดหมายและศาสตรนิพนธ์, นักบุญแคทเธอรินแห่งเซียนนา และ นักบุญจอห์นแห่งกางเขนจะเขียนเกี่ยวกับเทววิทยาแบบรหัสยิก นักบุญออกัสตินแห่งฮิปโปและนักบุญโรเบิร์ต เบลลาร์มีนจะป้องกันศาสนาจากพวกนอกรีต นักบุญบีดเขียน “ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับศาสนาของชนอังกฤษ” ซึ่งเป็นเอกสารที่ดีที่สุดในทางประวัติศาสตร์อังกฤษในยุคกลาง นักบุญแอนเซลมแห่งแคนเตอร์บรี, นักบุญอัลเบอร์ทัส แม็กนัส และ นักบุญโทมัส อะไควนาส เป็นทั้งนักเทววิทยาคริสเตียนและนักปรัชญาขั้นเทพเทวดาจากบัญชาของพระสันตะปาปาปีโอที่5 นิกายโรมันคาทอลิกได้แต่งตั้ง “คริสต์ศาสนปราชญ์” ทั้งหมดด้วยกัน 33 องค์ ในจำนวนนี้ 17 องค์เสียชีวิตก่อนที่จะมีการแยกตัวของนิกายทางตะวันออกในปี ค.ศ. 1054 ซึ่งทาง นิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ก็ยังนับถือปราชญ์ทั้ง 17 องค์นี้ ในบรรดา 33 องค์นี้ 25 องค์มาจากศาสนจักรตะวันตก และอีก 8 มาจากศาสนจักรตะวันออก 3 คนเป็นผู้หญิง 18 คนเป็นบาทหลวง 29 คนเป็นพระ 1 คนเป็นดีคอน 2 คนเป็นชี 1 เป็นหญิงฆราวาส; 24 คนมาจากยุโรป, 3 คนมาจากแอฟริกาและอีก 6 คนมาจากเอเชีย
----------------------------------
วันหลังผมจะมาโพสเรื่องราวของโทมัส อะไควนาส(thomas aquinas )นักปราชญ์ขั้นเทพเทวดาจากบัญชาของพระสันตะปาปาปีโอที่5นะครับซึ่งโทมัส อะไควนาสนี้มีผลงานโดดเด่นมากในยุคกลางของยุโรปและตอนไกล้สิ้นสุดของสงครามครูเสดระหว่างคริสต์กับอิสลาม

« Last Edit: December 14, 2012, 03:43:41 AM by yesterday »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
การไม่ให้ราคาศาสนากลุ่มอับราฮัม ก็เป็นอันจบข่าวครับ

ยุคปรัชญาปิตราจารย์เช่นนักบุญโทมัสอไควนัส ที่ได้เอาแนวปรัชญาของ อลิสโตเติ้ล และเพลโต้ มาอธิบายคำสอนของคาทอลิกให้ดูดีขึ้นมาบ้างก็เท่านั้นเอง

ซึ่งการกระทำนี้ อาจจะทำให้ดูดีในสายตานักปรัชญา แต่บาทหลวงอนุรักษ์นิยมบางกลุ่มก็ไม่พอใจ เพราะเชื่ออย่างเต็มที่ว่าคำสอนคาทอลิกนั้นไม่ต้องเอาอะไรมาเสริมเติมแต่งอีกต่อไป

.....

ตรงข้ามกับศ่าสนาตะวันออกที่พัฒนามาควบคู่กับปรัชญา ศาสตร์ต่างๆ ทั้งการปกครอง การครองเรือน วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ตรรกะศาสตร์ ฯลฯ เช่นศาสนาพุทธ พรามหณ์-ฮินดู บางนิกาย เต๋า ขงจื้อ เป็นต้น

ศาสนาเหล่านี้ มีปรัชญาที่พัฒนามาอย่างสูงและลึกซึ้ง ไม่ได้เป็นปรัมปรา หรือความเชื่อเท่านั้น และยังเป็นวิถีชีวิตในภาคปฏิบัติมากๆด้วยครับ

.....

ส่วนนักบุญราศรีทั้ง ๗ ของไทยนั้น มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง การไม่ไว้ใจกันด้วยครับ ซึ่งชาวคริตส์ไม่ควรจะนำเรื่องเหล่านี้มาเป็นอารมณ์ร่วมมากนัก เพื่อเรียกศรัทธาอะไร เพราะความไม่ไว้ใจ จากพวกฟรั่ง ที่ชอบเอาศาสนามาแฝงการล่าอาณานิคม ชาวคาทอลิกควรจะยอมรับผลกรรมที่อดีตคนรุ่นก่อนของเขาทำเอาไว้ ให้เกิดความไม่ไว้วางใจต่อกันและกัน กระทั่งนำมาซึ่งความตาย ถึงแม้มันจะเป็นการกระทำที่โหดร้ายก็ตาม ซึ่งชาวคริตส์ก็ประจำอยู่แล้ว ชอบไปทำอะไรในถิ่นคนอื่นๆ ยิ่งเขาไม่ไว้ใจ ยิ่งชอบ พอเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็นำเอาเรื่องเหล่านี้มาเรียกร้องคะแนนสงสาร ดูในแอฟริกา เกิดเรื่องนี้บ่อยๆ ไปเปิดโบสถ์ร้องเพลงในถิ่นมุสลิม เจอมุสลิมเขาหมันไส้ ปาระเบิดใส่บ้าง เผาบ้าง ยิงตายห่านบ้าง ก็เพราะการพยายามไปทำอะไรขัดหูขัดตาหวังแหย่เขา เกิดเรื่องแล้วเรียกคะแนนสงสารดังนี้เเล

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร

นักบุญโทมัส อะไควนาส อ่อนมากมายครับ อิอิ  8)

ไม่ต้องให้พระระดับเอตทัคคะ หรืออรรถกถาจารย์ใดๆหรอก พระนาคเสน หรือคุณานันทะก็ไม่ต้องหรอกครับ

แค่นักพุทธปรัชญาชายขอบ ก็เอาชนะได้เเล้ว เอาแค่นักปรัชญาด้วยกันสมัยนั้นก็ต้อนท่านอไควนัสกระทั่งจนมุมให้แถออกข้างๆคูๆมาแล้วเลย

อีกอย่าง นักบุญโทมัส ชอบทุบ Android เล่นครับ อิอิ ทำเอา นักบุญอัลแบร์ตุส มาญุส บ่นอุบมากระทั่งปี 2012 นี้เลยมั้งครับ

ถ้าเขาอยู่ คงไล่ทุบ Apple และ Sumsung เล่นสนุกไปแล้ว อิอิ


Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
8) 8)-สาธุคุณต้นไม้เมตตานะครับที่มาแสดงความเห็นในกระทู้นีัครับ ผมก็เห็นด้วยกับคุณต้นไม้เมตตานะครับ หนังสือของเซ็นต์โทมัส อะไควนัสเรื่องซูมมา เทโอโลจิกาหรือ อภิมหาเทววิทยาและบทเพลงแพลง-ลิงกัว นั้นอธิบายโฮลี่ไบเบิลให้ดีขึ้นได้นิดหน่อยครับและสู้กับอัลกุรอานได้ แต่ก็ไม่สามารถชนะปัญญาของหนังสือของพุทธเถรวาทได้ นั่นคือศาสนากลุ่มพระเจ้าองค์เดียวสูงสุดสร้างสรรพสิ่งไม่สามารถชนะปัญญาของหนังสือพุทธเถรวาทได้ครับ แต่ผมอยากเสนอเรื่องราวของเซ็นต์โทมัส อะไควนัสบางอย่างครับถ้าตัดเรื่องไร้สาระมากมายอย่างเช่นพระเจ้าและการอ้างเหตุผลแบบโทมิสต์ของโทมัสอะไควนัสเองเพื่อควบคุมชาวคริสต์และควบคุมชาวอิสลามและควบคุมชาวศาสนาพระเจ้าสูงสุดออกไปแล้วเซ็นต์โทมัสอะไควนัสนั้นได้ทำให้ปรัชญาของอริสโตเติลผู้มีฉายาว่าบิดาแห่งวิทยาการหลายสาขาของกรีกได้แผ่ขยายให้ได้รับความสนใจและศึกษาเป็นวงกว้างจากประชาชนมากขึ้นมาอีกครั้งในแดนยุโรปในช่วงปลายสงครามครูเสด และปรัชญาของกรีกเองก็มีส่วนในการพัฒนานักปราชญ์มุสลิมอาหรับด้วยในยุคทองของอิสลาม และเซ็นต์โทมัส อะไควนัสเองก็ได้ศึกษาตำราของนักปราชญ์มุสลิมหลายท่านด้วยแต่เซ็นต์โทมัส อะไควนัสก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจกลายเป็นมุสลิมเลย เซ็นต์โทมัสอะไควนัสเกิดในช่วงราชวงศ์ซ่งจนถึงต้นราชวงศ์หยวนของจีนด้วยและมีชีวิตอยู่ในช่วงก่อนสุโขทัยจนถึงสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ของอาณาจักรสุโขทัยโดยประมาณนะครับ เซ็นต์โทมัส อะไควนัสน่าจะรู้จักเจงกิสข่านและอาณาจักรข่านไหญ่ทั้ง4ข่านของหลานเจงกิสข่านในเอเซียกลางถึงยุโรปและอิรักด้วยเพราะอาณาจักรข่านทั้ง4นั้นมีส่วนในการปะทะกับมุสลิมด้วยทั้งที่ตอนนั้นมุสลิมยังปะทะกับกองทัพคริสตจักรทั่วแดนยุโรปของพระสันตปาปาในช่วงสงครามครูเสดด้วย ทำไมเซ็นต์โทมัส อะไควนัสจึงไม่พูดถึงเอเชียกลางบ้างเลย แต่โทมัสอะไควนัสน่าจะรู้ถึงอาณาจักรข่านมองโกล3ข่านจาก4ข่านนั้นได้กลายเป็นอาณาจักรอิสลามไปแล้วเพราะข่านเชื้อสายเจงกิสข่านบางส่วนละทิ้งพุทธและปรัชญาเอเชียตะวันออกไปอย่างง่ายดายเหลือเกินในภาวะความเครียดเรื่องสงครามมั๊งครับ  ผมขอเสนอเรื่องราวบางอย่างของเซ็นต์โทมัส อะไควนัสผู้ยังมีความหลงทางในเรื่องพุทธอย่างแน่นอนที่น่าสนใจมาให้อ่านนะครับ ผมคิดว่าทุกท่านจะได้เข้าใจเรื่องราวประวัติศาสตร์และนักคิดของยุคกลางหรือมืดของยุโรปช่วงคศ900-คศ1300โดยประมาณได้มากขึ้นครับ

ประวัติย่อของเซ็นต์โทมัสอะไควนัส(saint Thomas Aquinas)
เซ็นต์โทมัสอะไควนัสมีตำแหน่งเป็นท่านเคานท์แห่งอากวีโน(aquino)ในอิตาลีสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งเนเปิลแล้วไปอยู่กับคณะสงฆ์โดมินิกัน พี่ชายสองคนของท่านได้นำท่านกลับไปกักขังไว้ในปราสาทตลอดเวลา 2 ปี เพื่อมิให้ท่านหนีไปบวช(คำว่าอะไควนัสหรือaquinasก็มาจากการรำลึกถึงบ้านเกิดคือaquinoหรืออากวีโนในอิตาลี่นั่นเอง)
     สมเด็จพรัสันตะปาปาทรงเรียกให้โทมัสเข้าพบทั้งยังได้ทรงเตือนมารดาและพี่ชายของโทมัสมิให้ขัดขวางเสรีภาพในการบวชของโทมัส ท่านจึงกลับไปยังคณะโดมินิกันทางคณะส่งโทมัสไปศึกษาต่อในฝรั่งเศสและเยอรมันเมื่อโทมัสบวชเป็นพระสงฆ์แล้วก็ได้เป็นอาจารย์มีชื่อเสียงโด่งดังมาก โทมัสอะไควนัสได้แต่งตำราปรัชญาและมหาเทววิทยามากมาย
ท่านชอบเทศน์สอนให้คนจนฟังและเขียนข้อพระธรรมคำสอนบทภาวนาบทสวดสรรเสริญศีลมหาสนิทที่พระศาสนจักรบังคับใช้ทุกวันนี้ หนังสือปรัชญาและเทวศาสตร์ที่ท่านเขียนเป็นคำสอนที่สมบูรณ์ที่สุดอันดับหนึ่งสังคยานาวาติกันที่2ก็ได้อ้างอิงคำสั่งสอนของท่านอย่างมากทีเดียว ท่านได้รับเกียรติด้วยการที่พระศาสนาจักรขนานนามท่านว่า " นักปราชญ์เทวดา" หรือdoctor angelicusและยังได้นามว่าdoctor universalisและdoctor communisด้วย และเมื่อตอนโทมัส อะไควนัสตายแล้ว ศพของเซ็นต์โทมัสอะไควนัสก็ถูกฝังไว้ในโบสถ์แห่งจาโคแบงส์หรือthe church of jacobinsที่เมืองตูลูส(Toulouse)ประเทศฝรั่งเศสโดยโบสถ์แห่งจาโคแบงส์นี้เป็นโบสถ์ประจำคณะนักบวชคริสต์นิกายโดมินิกันนั่นเองและมีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของเซ็นต์โทมัสอะไควนัสคือเซ็นต์โทมัสอะไควนัสได้ศึกษาแนวความคิดด้านเศรษฐกิจจากปรัชญาของอะริสโตเติ้ลแล้วนำมาประยุกต์ใช้เป็นกฏหมายแห่งพระศาสนจักรควบคุมสังคมคริสต์ด้านเศรษฐกิจด้วยและภายหลังการตายของเซ็นต์โทมัสอะไควนัส พระสันตะปาปาได้สร้างรูปปั้นของเซ็นต์โทมัส อะไควนัสขึ้นไว้บนยอดเสาในจตุรัสเซ็นต์ปีเตอร์แถวด้านข้างมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์หรือนักบุญเปโตรในวาติกันด้วยในกลุ่มรูปปั้นนักบุญคริสต์140คนเพื่อเชิดชูนักบุญคริสต์140คนต่อหน้าประชาชนในจัตุรัสเซ็นปีเตอร์ไปนานแสนนาน(รูปปั้นนักบุญ140คนนั้นมีเซ็นต์มาร์คเป็นต้น)

« Last Edit: December 19, 2012, 09:10:58 PM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
แนวคิดของเซ็นต์โทมัส อะไควนัสที่ทั่วโลกยอมรับ(คัดลอกจากเวปอื่นอื่น)
แนวคิดโทมัสอะไควนัสด้านการเมือง
สำหรับอะไควนัสนั้น เป็นที่ชัดเจนมากว่ามีความเด่นชัดในทางความเป็นนักปราชญ์ เพราะในขณะที่เซนต์ออกัสตินนำบางส่วนของแนวคิดทางปรัชญาการเมืองของ Plato ( โดยผ่านทาง Cicero) มาใช้  เซนต์โทมัส อะไควนัสกลับนำปรัชญาการเมืองของ Aristotle มาใช้แทน สำหรับอะไควนัสแล้ว ท่านนับเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อวงการกฎหมายของยุโรปเป็นอย่างมาก เนื่องจากท่านเป็นคนแรกที่เสนอว่า กฎหมายล้วนมี "ลำดับศักดิ์" ในการบังคับใช้ที่แตกต่างกัน ตามความสำคัญ เป็นที่มาของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ( Civil Laws )ของแต่ละประเทศ รวมทั้งไทยด้วย
สำหรับอะไควนัสแล้ว ท่านเป็นผู้สนับสนุนให้แยก(เช่นเดียวกันกับที่ออกัสตินเสนอให้แยก)ระหว่าง "สถาบันทางการเมือง" และ "สถาบันทางศาสนา" ออกจากกัน แต่สนับสนุนซึ่งกันและกัน ดังที่จะเห็นได้ว่า แนวความคิดของท่านเองก็มีผลให้พวกเสรีนิยม ร่างสิ่งที่เรียกว่า "รัฐธรรมนูญ" ขึ้นมาในภายหลัง โดยเฉพาะหมวดศาสนา (แม้ว่าโดยทางปฏิบัติแล้ว พวกเสรีนิยมจะได้รับอิทธิพลมาจากความคิดของจอห์น ล็อคมากกว่าก็ตาม)
สำหรับอะไควนัสแล้ว ท่านเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดลัทธิกฎหมาย-การเมือง (Juridico Political Doctrine)ขึ้น ก่อให้เกิดผลตามมา 2 ประการ คือ
1กระบวนการบริหารตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรต้องดำเนินไปด้วยความเสมอภาค
2การใช้อำนาจนิติบัญญัติ ต้องได้รับความยินยอมจากประชาชน
สำหรับแนวคิดทางการเมืองของอะไควนัส ท่านเชื่อมั่นว่า "ระบอบกษัตริย์" ดีที่สุด แต่ต้องเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) ที่ต้องได้รับการยินยอมจากประชาชนเท่านั้น และการปกครองของกษัตริย์ก็ต้องเป็นไปเพื่อการบริหารชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อประชาชน หาไม่แล้วกษัตริย์อาจกลายเป็นทรราชย์ได้
บทสรุป :
เราอาจสรุปได้ว่า แนวความคิดทางการเมืองของอะไควนัสนั้นมีสาระสำคัญดังนี้
1กษัตริย์ทรงปกครองประชาชนของพระองค์เพื่อความสุขและความเจริญก้าวหน้าในชีวิตของประชาชนเท่านั้น มิใช่เพื่อตนเอง(ทรราชย์)
2การปกครองโดยกษัตริย์เพียงองค์เดียวนั้น ประชาชนย่อมได้ชื่นชมในสันติภาพ ความยุติธรรมและความมั่งคั่งในทรัพย์สินของรัฐ
3การปกครองโดยกษัตริย์เป็นการปกครองที่ดีที่สุด ส่วนการปกครองของทรราชย์เป็นการปกครองที่เลวที่สุด
4การกำหนดกลไกการปกครอง(การตรวจสอบอำนาจ)ที่ชัดเจนมีความสำคัญมาก เพื่อไม่ให้มีระบอบทรราชย์ขึ้นมา (คือ กษัตริย์ควรถูกตรวจสอบจากประชาชน เพื่อไม่ให้เหลิงมีอำนาจอยู่ฝ่ายเดียว แล้วจะมากดขี่ประชาชน)
5การปกครองโดยกษัตริย์เพียงองค์เดียว ย่อมดีกว่าการปกครองโดยคณะบุคคล
6การปกครองแบบราชอาณาจักร ต้องกำจัดโอกาสในการใช้อำนาจแบบทรราชย์ออกไปให้หมดในทุกระดับชั้นของสังคม(ผ่านการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม)
7กษัตริย์ควรมีอาจารย์ที่ดีสั่งสอนความรู้ในการปกครองบ้านเมือง เพื่อการเป็นกษัตริย์ที่ดี เพียบพร้อมสำหรับการดูแลประชาชน
8การปกครองที่ดีนั้น ภายในราชอาณาจักรของกษัตริย์เองจะมีแต่ความยุติธรรมและมีเสถียรภาพ
9กษัตริย์ต้องปกครองประชาชนของพระองค์ให้มีชีวิตอยู่ในคุณธรรมเพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย  คือ การมีชีวิตที่ดี ตามคำสอนของอริสโตเติล และต้องทรงขจัดผู้ที่จะก่อให้เกิดความชั่วร้ายในสังคม คือ การพาสังคมไปสู่วิถีทางที่ระส่ำระสาย
ดังนั้น โดยข้อสรุปรวมๆข้างต้น จึงถือได้ว่า อะไควนัสเป็นนักปรัชญาการเมืองคนหนึ่งที่สนับสนุนระบอบการปกครองแบบกษัตริย์(ที่อยู่ใต้กฎหมาย)ที่เข้มแข็งและโดดเด่นที่สุดในยุคกลาง
-----------------------------------------------------------------------------------------


 
« Last Edit: December 19, 2012, 02:48:04 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
แนวคิดของโทมัส อะไควนัสด้านเศรษฐกิจ
เมื่อคริสต์ศาสนากำเนิดขึ้นและรุ่งเรืองต่อมาจากยุคโรมันสู่ยุคกลาง (ศตวรรษ 10-15) ซึ่งหลักคำสอนของศาสนามีอิทธิพลมากต่อการประพฤติปฏิบัติตนของผู้คนในสังคม โดยหลัก คำสอนของศาสนาไม่ให้ความสำคัญกับการผลิตและการให้สวัสดิการทางวัตถุ แต่ทุกคนก็ต้องทำงานเพื่อให้มีอยู่มีกิน ดังนั้นถ้าไม่ทำงานก็ไม่ควรจะได้กิน นอกจากนั้นสินค้าเป็นสิ่งธรรมดาที่ต้องแบ่งปันกันระหว่างมนุษย์ในฐานะพี่น้องกัน
ความมั่งคั่งและทรัพย์สมบัติของเอกชนถือว่าเป็นสิ่งที่ผันแปรไปจากเศรษฐกิจตามคำสอนของพระคริสต์เจ้าและการแสวงหาทรัพย์สมบัติเป็น สิ่งไม่ถูกต้อง คนรวยต้องสละทรัพย์สมบัติของตน ถ้ายังครอบครองเอาไว้ก็จะเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น การมีทรัพย์สมบัติส่วนตัวจึงเป็นสิ่งชั่วร้ายและสอนว่ามนุษย์มีบาปติดตัวมาแต่กำเนิดและโลกมีการฉ้อโกง ความกินดีอยู่ดีของมนุษย์ในทางวัตถุมีผลเพียงเล็กน้อยต่อชีวิต เมื่อเปรียบเทียบกับผลที่ได้รับจากการปลดปล่อยวิญญาณชั่วร้ายออกจากตนเพื่อโลกในภายหน้า (life after death) ดังนั้น ลัทธิเศรษฐกิจของศาสนจักรก็คือ มุ่งที่จะลดบาปให้เหลือน้อยที่สุดและการบริจาคจุนเจือแก่ผู้อื่นให้มากที่สุด
จริยธรรมทางความคิดของคริสเตียนในสมัยกลางมีลักษณะแตกต่างไปจากจริยธรรมตามความคิดของนักปราชญ์ชาวเอเธนส์ นั่นคือ ความดีงามในทรรศนะทางศาสนาถูกใช้ในความหมายว่าเป็นคุณสมบัติของบุคคลทั่วไป ไม่ใช่แต่เฉพาะในชนชั้นสูงหรือชนชั้นผู้ปกครองเท่านั้น

หัวข้อที่ควบคุมความคิดในสมัยกลางจึงเป็นเรื่องความสำคัญทางจริยธรรมและศีลธรรมของการกระทำและพฤติกรรมทางด้านธุรกิจและเศรษฐกิจของบุคคล โดยผู้มีมีอิทธิพลมากที่สุดของนักคิดสมัยกลางคือ St.Thomas Aquinas (1225-1274) ซึ่งมาตอนหลังในยุคกลางที่การค้าขยายตัวไปมาก มีจำนวนพ่อค้ามากมาย รัฐและศาสนจักรยอมรับและตระหนักถึงความสำคัญของการทำหน้าที่ของพ่อค้าในระบบเศรษฐกิจ (การผลิตและการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า) แต่มีปัญหาว่า พ่อค้าคนกลางควรจะได้ประโยชน์สักเท่าไรจากการทำหน้าที่ของตน หรือกำไรอันเป็นผลตอบแทนของพ่อค้าควรจะเป็นเท่าไร

ตามคำสอนของ St.Thomas Aquinas "สินค้าทั้งหมดต้องถูกขายที่ราคายุติธรรม" (just price) อันหมายถึงราคาที่จะทำให้ผู้ขายสามารถที่จะดำรงมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ตามชนชั้นของตน (พ่อค้าอยู่ในชนชั้นผู้ใต้ปกครองเช่นเดียวกับในยุคกรีก) หรืออีกนัยหนึ่ง "มูลค่าที่แท้จริงของสินค้า" (true value) ไม่ควรจะรวมถึงสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากค่าแรงที่เรียกว่าเป็น "ค่าแรงที่ยุติธรรม" (just wage) ซึ่งตั้งอยู่บนมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับกัน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการแสวงหาวัตถุดิบและผลประโยชน์ของผู้ขายแต่พอสมควร
นั่นคือมูลค่าที่แท้จริงของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง เท่ากับค่าแรงที่ยุติธรรมบวกค่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตและบวกผลประโยชน์ของผู้ขายแต่พอสมควร
---------------------------------------------------------------------
ทฤษฎีค่าจ้างยุติธรรม (Just Wage Theory)หนึ่งในทฤษฏีสำคัญของเศรษฐศาสตร์แรงงาน    
-มีอิทธิพลจากศาสนาและศีลธรรม  Thomas Aquinas  ต้องการให้ค่าจ้างเป็นไปอย่างยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย
-เจ้าหน้าที่จึงนำหลักเกณฑ์ของ “ราคายุติธรรม” มาใช้ในการกำหนด “ค่าจ้างยุติธรรม”  โดยถือเอาว่าค่าจ้างยุติธรรมคือค่าจ้างที่เพียงพอจะทำให้แรงงานที่มีฝีมือสามารถผลิตสินค้าและบริการออกมาต่อเนื่องได้  ดังนั้นค่าจ้างจะถูกกำหนดขึ้น ณ ระดับที่คนงานได้รับและนายจ้างยินยอมจ่ายเป็นจำนวนมากพอที่จะทำให้เขาดำรงชีพอยู่ได้  ตามมาตรฐานที่เป็นอยู่และความเคยชิน  การกำหนดค่าจ้างควรกำหนดขึ้นโดย  รัฐบาล  ประเพณีนิยม  หรือตามที่ผู้เกี่ยวข้องเห็นสมควร  ก็นับว่ายุติธรรม 
-ถ้าพบว่าอัตราค่าจ้างใดต่ำเกินไปก็กำหนดให้สูงขึ้น  และ  ถ้าอัตราค่าจ้างสูงเกินไปก็หาวิธีจำกัดไม่ให้อัตราค่าจ้างสูงเกินไป 
แนวคิดทฤษฏีค่าจ้างยุติธรรมที่มาจากthomas aquinasอันนี้ปัจจุบันใช้เป็นหลักการในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
---------------------------------------------------------------------------------------------
โจเซฟ ชุมปีเตอร์นักเศรษฐศาสตร์สำคัญคนหนึ่งในยุคนี้และชาวพุทธรู้จักมากท่านได้บอกว่าเซ็นต์โทมัส อะไควนัส เป็นผู้ทำให้ภาวะthe great gapของวิชาการด้านเศรษฐกิจสิ้นสุดลง ทำให้หลังจากเซ็นต์โทมัสอะไควนัสตายแล้ว ก็เกิดนักคิดที่พัฒนาระบบตลาดและกลไกอุปสงค์อุปทานที่เป็นอัติโนมัติได้

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
โทมัสอะไควนัสกับชาวพุทธในเรื่องปัญหาน้ำท่วมไทยปี2554 โดยพระมหากฤษณะ ตรุโณ,ผศ.ดร. (2554) ของมจร
ทรรศนะของกลุ่มจิตนิยม(Idealism)หรือลัทธิเอกนิยมแบบจิต
กลุ่มนี้ถือว่าจิตใจหรือนามธรรมเท่านั้นที่มีอยู่จริง โลกนี้ไม่มีอะไรนอกจากจิตใจเท่านั้น จิตใจหรือนามธรรมเท่านั้นที่เป็นจริงแท้ ส่วนวัตถุไม่มีอยู่จริง ต้องขึ้นอยู่กับจิตใจหรือนามธรรม หรือเป็นผลพลอยได้จากจิตใจเท่านั้น  แท้จริงแล้วปฐมธาตุมีแต่นามธรรมหรือจิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เป็นต้นตอของสรรพสิ่ง พื้นฐานที่สำคัญของสิ่งทั้งหลายมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือจิตหรือวิญญาณ โลกไม่มีอะไรอื่นนอกจากจิตล้วนๆ พฤติกรรมของคนขึ้นอยู่กับการบงการของจิต จิตมีพลังในการสร้างสรรค์ บำรุงรักษา และการทำลายโลก[5]เมื่อสาระของกลุ่มจิตนิยมไปเน้นเรื่องจิตเช่นนี้ ก็หลีกไม่ได้ที่จะต้องอธิบายต่อว่า ที่เกิดมหาภัยน้ำท่วมนี้ก็เพราะจิต จิตบันดาลให้เกิดน้ำท่วม หรือน้ำที่ท่วมนั้นก็คือจิตนั่นเอง อธิบายแนวนี้ดูจะเข้าใจยาก ขออธิบายอีกแนวหนึ่ง คือจิตนิยมบางสำนักจะอธิบายว่าจิตนี้หมายถึงจิตที่ยิ่งใหญ่ซึ่งก็คือพระเจ้านั่นเอง อธิบายแนวนี้มีนักปรัชญาที่ชื่อ เซนต์ โธมัส อไควนัส เป็นตัวอย่าง ถึงกับมีข้อพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า และพระเจ้าก็เป็นผู้สร้างโลกและสร้างสรรพสิ่ง ซึ่งก็สรุปต่อไปจากตรงนี้ว่า ที่น้ำท่วมใหญ่ก็เพราะพระเจ้าบันดาลให้ท่วม เพื่อจะได้ทดสอบว่าใครเป็นคนบุญใครเป็นคนบาป ซึ่งก็พอจะชี้ได้ลางๆว่า กลุ่มไหนเป็นคนบุญ กลุ่มไหนเป็นคนบาป จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
พุทธปรัชญาให้มองปัจจุบันไปสู่อนาคต
จากเหตุมหาภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้น พุทธปรัชญาไม่แนะนำให้จมอยู่กับน้ำ ไม่ให้จมอยู่กับเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่ผ่านไปแล้ว แต่ให้มองปัจจุบันที่เจ็บช้ำเพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่ดีงาม โดยจะมองว่าคนควรดำเนินชีวิตอย่างไรในวันนี้และวันต่อไป ซึ่งก็คือการดำเนินชีวิตที่พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ทรรศนะไว้ คือ เว้นชั่ว 14 ประการ เตรียมทุนชีวิต 2 ด้าน และรักษาความสัมพันธ์ 6 ทิศ ดังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ คือ เว้นชั่ว 14ประการได้แก่ 1.ไม่ทำร้ายร่างกายทำลายชีวิต 2.ไม่ลักทรัพย์ละเมิดกรรมสิทธิ์ 3.ไม่ประพฤติผิดทางเพศ 4.ไม่พูดเท็จโกหกหลอกลวง 5.ไม่ลำเอียงพระชอบ 6.ไม่ลำเอียงเพราะชัง 7.ไม่ลำเอียงเพราะขลาด 8.ไม่ลำเอียงเพราะเขลา 9.ไม่เสพติดสุรายาเมา 10.ไม่เอาแต่เที่ยวไม่รู้เวลา 11.ไม่จ้องหาแต่รายการบันเทิง 12.ไม่เหลิงไปหาการพนัน 13.ไม่พัวพันมั่วสุมมิตรชั่ว 14.ไม่มัวจมอยู่ในความเกียจคร้าน เตรียมทุนชีวิต 2 ด้าน คือ 1.เลือกสรรคนที่จะเสวนา 2.จัดสรรทรัพย์ที่หามาได้ รักษาความสัมพันธ์ 6 ทิศ คือการปฏิบัติตามหลักทิศ 6 ที่กล่าวไว้ในพุทธปรัชญา[7]การดำเนินชีวิตตามแนวที่กล่าวแล้วนี้ จะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองไปภายหน้า เพราะน้ำท่วมใหญ่ก็ผ่านไปแล้ว จะมัวแต่โศกเศร้ากับสิ่งที่ผ่านมา ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มองให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือบทเรียนของชีวิต ใช้สิ่งนั้นเสริมแรงให้สามารถก้าวเดินต่อไปได้
บทสรุป
น้ำเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิตก็จริง มันจะเป็นประโยชน์เมื่อมาตามความจำเป็น พอเหมาะสม ถ้ามามากเกินคนก็เดือดร้อน เช่นที่มามากจนท่วมบ้านท่วมถนน แต่ถึงอย่างไรคนก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ แม้ว่าในวันที่มีน้ำน้อยก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำที่มีจำนวนน้อย คนต้องคำนึงว่าทำอย่างไรจึงจะอยู่รอดนั่นเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย สำหรับเรื่องการมอง มุมมอง หรือท่าทีที่คนมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น มีมากมายหลายรูปแบบ ดังเช่นที่คนมองเรื่องน้ำท่วมที่ผ่านมา บางคนมองเห็นเป็นความทุกข์ เป็นปัญหาร้ายแรง บางคนมองว่าเป็นสิ่งท้าทายที่จะต้องแก้ไขเอาชนะให้ได้ บางคนก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ ในมุมมองของนักปรัชญามองว่าน้ำเป็นปฐมธาตุของโลก น้ำเป็นวัตถุธรรมชาติ น้ำเป็นสสาร และน้ำก็เป็นจิต ซึ่งมีเหตุผลมีคำอธิบายต่างกันไป ถ้าถามว่าน้ำท่วมเป็นเพราะว่าปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นหรืออย่างไร ทำไมจึงมาท่วมปีนี้ ปีก่อนนี้ทำไมจึงไม่ท่วม? ถ้าตอบว่าน้ำท่วมเพราะปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ก็ต้องมีเหตุผลตามมาว่าปริมาณน้ำของโลกเพิ่มขึ้นเพราะหิมะและธารน้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายมากขึ้นกว่าเดิมซึ่งเป็นผลมาจากโลกร้อน ถ้าตอบว่าปริมาณของน้ำคงที่ไม่มีเพิ่มขึ้นเพราะที่หิมะและธารน้ำแข็งละลายมานั้นก็ละเหยกลายเป็นไอไป ปริมาณน้ำเท่าเดิมทำไมจึงเกิดน้ำท่วม อาจตอบได้ว่าเพราะลมมรสุมหลายลูกไปอุ้มฝนมาตกมากในที่เดียว น้ำก็เลยท่วม นักวิชาการหลายท่านก็เตือนว่ากรุงเทพมหานครจะจมอยู่ใต้น้ำในโอกาสต่อไปภายหน้า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็อาจเป็นเพราะปริมาณน้ำมีมากขึ้น หรืออาจเป็นเพราะแผ่นดินบริเวณที่ตั้งกรุงเทพมหานครทรุดตัวลง ในกรณีนี้น้ำไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แต่แผ่นดินมันยุบลงไปเอง อย่างไรก็ตาม ก็มองน้ำท่วมในมุมมองของนักปรัชญาก็เป็นการมองหลายๆมุม ประกอบด้วยเหตุผลหลายๆด้าน ที่สำคัญคือต้องไม่เครียดไม่เป็นทุกข์ เป็นการมองแบบผู้รู้รอบด้าน มองหาความจริงหลายๆด้าน มองด้วยปัญญา การมองแต่ละด้านแต่ละมุมก็จะเป็นจิ๊กซอหลายชิ้นที่สามารถครอบคลุมความจริงไว้ได้ทั้งหมด การคิดหาทางแก้ไขก็จะเป็นเรื่องต่อไปเมื่อมองเห็นความจริงทั้งหมดแล้ว ในพุทธปรัชญาเสนอแนวทางปฏิบัติไว้ดังกล่าวแล้ว แนวทางนี้ใช้ได้ทั้งในเวลาที่น้ำท่วมและเวลาที่น้ำไม่ท่วม ใครที่เข้าใจพุทธปรัชญาก็จะเป็นคนที่เป็นอยู่ได้อย่างมีความสุขทั้งเวลาน้ำท่วมและเวลาน้ำไม่ท่วม.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
นิรโทษกรรมตามทรรศนะของนักปรัชญาและพระพุทธศาสนาโดยพระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี
การพิจารณาถึงปัญหาทางจริยศาสตร์เรื่อง
“นิรโทษกรรม”  ซึ่งพูดถึงการให้อภัยผิดหรือยกโทษความผิดที่ทำมาแล้ว  มีนักปรัชญาได้ตั้งทฤษฎีไว้  ดังนี้
๑. เซนต์
โทมัส อไควนัส (Saint Thomas Aquinus 1225-1274) นักปรัชญายุคกลางได้อธิบายถึงการกระทำนิรโทษกรรม (amnesty) ไว้ ๒ ลักษณะ คือ
 ก) การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
(Self-defence)
เซนต์โทมัสได้อธิบายว่า
ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำมีอยู่สองทางด้วยกัน  คือ
หนึ่งผลที่เกิดโดยความจงใจ
และอีกหนึ่งก็คือผลที่เกิดขึ้นนอกเหนือความตั้งใจ ซึ่งควรนำมาพิจารณาคือผลที่เกิดจากความจงใจ  เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นผลของการป้องกันตัวเองสองประการเช่นกัน
คือ
ผลอย่างแรกคือการรักษาชีวิตของตนไว้ได้
แต่ผลนอกเหนือจากนั้นคือการฆ่าผู้กระทำละเมิด  อย่างไรก็ดี
การป้องกันชีวิตของตนเองไม่เป็นการผิดกฎหมาย  เพราะเป็นไปตามธรรมชาติที่สิ่งมีชีวิตย่อมรักษาตนเองให้มีชีวิตได้นานที่สุด  แต่หากการกระทำนั้นเป็นไปโดยใช้ความรุนแรงเกินสมควร  ก็ยังเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายด้วย
 ข)
การกระทำโดยจำเป็น (Necessity)  เซนต์โทมัสได้อธิบายว่า  การจัดสรรทรัพย์สินเป็นสิ่งที่อยู่พื้นฐานของกฏหมายมนุษย์
แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธถึงความจำเป็นของมนุษย์  ดังเช่นเกิดภยันตรายใกล้ตัว  และไม่มีทางอื่นจะช่วยได้  ดังนั้น
จึงเป็นเรื่องชอบด้วยกฎหมายที่คนๆ หนึ่งจะช่วยเหลือตัวเขาด้วยความจำเป็นโดยใช้ทรัพย์สินของคนอื่น  ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือโดยลับ กรณีนี้ย่อมไม่เป็นการลักขโมย
๒. ฌาร์ก  เดอร์ริดา (JacquesDerrida) นักปรัชญาหลังยุคสมัยใหม่ (Postmodern)  ชาวฝรั่งเศสได้นำเสนอวิธีการรื้อโครงสร้าง
(Deconstrution) เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมว่า
ก) เป็นเรื่องของจริยศาสตร์แห่งการให้อภัย (Ethics of Forgiveness)
ข) เป็นเรื่องการเมืองของการลืม (the  Politics of Forgetting)
โดยเขาตั้งสมมติฐานว่า  “การให้อภัย(forgiveness) เป็นประสบการณ์นอกเหนือหรือแตกต่างกันทางกฎหมาย  ซึ่งการพิจารณานี้ควรจะอยู่ภายใต้หลักตรรกะและประวัติศาสตร์ของการนิรโทษกรรมที่มีการวิเคราะห์การอภัยโทษเป็น
๒ แนวทางคือ  หนึ่งคือสารที่ส่งมอบมาจากพระเจ้า  เป็นความรู้สึกในพระคัมภีร์ใบเบิลในเรื่องของการนิรโทษกรรมคือเป็นจริยธรรมของการให้อภัย  และสองคือผ่านมุมมองของมนุษย์ต่อเรื่องการเมืองของการลืม
(Forgetting)”
แนวคิดของพุทธปรัชญาเถรวาทได้ร่วมพิจารณาในเรื่องนิรโทษกรรมหรือการให้อภัย  โดยพิจารณาหลักเจตนาเป็นสำคัญ ดังนี้

ก) เรื่องวินัย
การงดเว้นการปรับอาบัติของพระภิกษุ  ถือว่าเป็นหลักการไม่เอาโทษหรือให้อภัยกับภิกษุผู้เป็นอาทิกัมมิกะหรือต้นบัญญัติทุกข้อ  นอกนั้นก็จะมีปรากฏในท้ายของอาบัติทุกข้อถึงข้อยกเว้นไม่ต้องอาบัติ
(อนาปัตติวาร)  อย่างปฐมปาราชิก คือ
ห้ามภิกษุเสพเมถุนกับสตรีก็มีการงดเว้นไม่ลงโทษแก่ภิกษุไม่รู้สึกตัว  ภิกษุบ้าหรือวิกลจริต ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน  ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนาไม่มีความสุข โดยสรุปแล้วเรื่องการงดเว้นโทษทางวินัยทั้งหมดสำหรับผู้ที่รักษาจิตตัวเองอยู่ตลอดเวลากล่าวคือ
รู้ตัว  ไม่บ้า  มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน  มีสติ
ข) เรื่องของอโหสิกรรม อย่างองคุลีมาลที่ฆ่าคนก่อนจะมาบวช
หลังจากนั้นท่านก็ต้องรับกรรมที่เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม (กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน)
โดยโดนก้อนหินที่คนปาใส่ท่าน กรรมนี้แม้ถึงบรรลุพระอรหันต์ก็ยังให้ผลอยู่  แต่กรรมที่ท่านทำในปัจจุบันหลังจากบรรลุพระอรหันต์นั้นล้วนเป็นอโหสิกรรม  กล่าวคือ ผลของกรรมไม่มี  (นาโหสิ กมฺมวิปาโก)  กรรมวิบากไม่ได้มีแล้ว (น  ภวิสฺสติ
กมฺมวิปาโก) กรรมวิบากจักไม่มี
(นตฺถิ กมฺมวิปาโก)  ไม่มีกรรมวิบากส่วนอุปปัชเวทนียกรรม
(กรรมที่ให้ผลในชาติต่อไป) และ อปราปริยเวทนียกรรม (กรรมที่ให้ผลในชาติต่อๆ ไป)
ของท่านหมดแล้ว  ด้วยหยุดการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว
แต่ทั้งสองกรณีนี้ก็ดูที่เจตนาเป็นสำคัญตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า  “ภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม
บุคคลคิดแล้วจึงทำกรรมทางกาย วาจา ใจ” (เจตนาหํ
ภิกฺขเว  กมฺมํ  วทามิ
เจตยิตฺวา  กมฺมํ  กโรติ กาเยน วาจาย มนสา) หากมีเจตนาแล้วกรรมจึงเป็นการกระทำ  แต่หากไม่มีเจตนาก็แค่เป็นกิริยาเท่านั้น
แต่การพิจารณาในเรื่องเจตนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  และยากเกินกว่าที่มนุษย์ที่ยังมีจิตใจไม่ละเอียดพอจะพิจารณาได้   จึงจำเป็นต้องมีกฏเกณฑ์ ที่เรียกว่าวินัยขึ้นมาควบคุมเพื่อให้เกิดความสงบสุขขึ้น  และน้อมรับต่อโทษที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
เช่นเดียวกับที่เซนต์  โทมัส อไควนัส กล่าวถึงผลที่เกิดขึ้นนอกเหนือความตั้งใจที่เราไม่อาจควบคุมได้
 จึงจำเป็นต้องมีการเข้าใจกฏเกณฑ์การให้อภัยและฌาร์ก เดอร์ริดา พูดถึงเรื่องของอำนาจที่ดูลึกลับจึงอยู่นอกเหนือประสบการณ์ที่จะเข้าใจได้  ต้องอาศัยความประนีประนอมที่บริสุทธิ์ที่อยู่เหนือขึ้นไป  จึงจำเป็นต้องรู้จักการประนีประนอมนั้นก่อนจะเรียนรู้การให้อภัยโทษกันได้