Author Topic: พูดถึงปัญญาชนสตรีรางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ คนแรก  (Read 13462 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 597
  • จิตพิสัย 29
ปี2552นี้ สตรีได้รับรางวัลโนเบลถึง5คน นับว่าพิเศษมาก แต่ผมขอเผยแพร่ สตรีผู้ได้รับรางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์คนแรก เพราะไม่คาดฝันว่าเธอจะเป็นตัวเก็งอันดับ1ในปีนี้และเป้นกำลังใจให้สตรีทุกอาชีพอาชีพต่อไปรวมถึง แม่ชีไทย ซักวันคงจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพบ้างนะครับ
 8) 8) 8)-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เอลินอร์ ออสตรอมหรือelinor ostrom
« Last Edit: September 21, 2012, 02:54:06 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 597
  • จิตพิสัย 29
เอเอฟพี - เอลินอร์ ออสตรอม และ โอลิเวอร์ วิลเลียมสัน สองศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้ จากผลงานของทั้งคู่ที่เสนอแนวคิดให้มีการสร้างความร่วมมือด้านธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจในองค์กรระดับต่างๆ โดย ออสตรอม นั้น ยังได้บันทึกประวัติศาสตร์ว่า เป็นสตรีคนแรกที่คว้าโนเบลในสาขานี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมาเป็นครั้งแรกในปี 1969 ด้วย
       
       ราชบัณฑิตสภาด้านวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน ประกาศมอบรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2009 แก่ เอลินอร์ ออสตรอม และ โอลิเวอร์ วิลเลียมสัน โดยทั้งคู่จะได้รางวัลมูลค่า 10 ล้านโครเนอร์สวีเดน (ราว 43.7 ล้านบาท) คนละครึ่ง
       
       คณะกรรมาการตัดสิน ระบุว่า มอบรางวัลให้ออสตรอมจากผลงาน “วิเคราะห์ธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ” โดยชี้ว่า งานของเธอนั้นได้แสดงให้เห็นว่า ทรัพย์สินร่วม (common property) จะถูกจัดการได้อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายองค์ความรู้ดั้งเดิมที่เชื่อว่า ทรัพย์สินประเภทนี้ไไม่ได้รับการจัดการที่ดี และควรจะถูกควบคุมกำกับโดยหน่วยงานกลางของทางการ หรือควรจะถูกแปรรูป
       
       ด้าน วิลเลียมสัน คณะกรรมการยกย่องว่า ได้สร้างทฤษฎีที่ระบุว่า องค์กรทางธุรกิจต่างๆ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างสำหรับการแก้ไขความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยเฉพาะจากผลงานการวิเคราะห์เรื่องขอบเขตขององค์กรด้วย
       
       ทั้งนี้ คณะกรรมการระบุว่า ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับรางวัลทั้งสองได้มีส่วนร่วมทำให้การค้นคว้าวิจัยด้านธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจได้เจริญก้าวหน้า จากที่เคยเป็นแค่แนวคิดชายขอบที่ไม่ได้รับความสนใจ จนกลายเป็นจุดความสนใจระดับแนวหน้า
       
       เอลินอร์ ออสตรอม เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยอินดีแอนนา และเป็นตัวเก็งมานานหลายปีแล้ว ตามสถิติของโนเบล เธอเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์ และเป็นสตรีคนที่ 5 ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ โดยมีชาวอเมริกันทั้งสิ้น 11 คน จากทั้งหมด 13 คนที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในสาขาต่างๆ ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดี บารัค โอบามา ที่คว้ารางวัลในสาขาสันติภาพ
       
       สาขาเศรษฐศาสตร์ เป็นรางวัลสุดท้ายของการประกาศในปีนี้ สาขานี้ไม่ได้เป็นรางวัลแรกเริ่ม แต่ธนาคารกลางสวีเดน ก่อตั้งขึ้นใหม่ ตามหลังสาขาฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ วรรณกรรม และสันติภาพ ที่ อัลเฟรด โนเบล นักอุตสาหกรรมและเคมีชาวสวีเดนเป็นคนริเริ่มขึ้นก่อนเสียชีวิต เนื่องจากเสียใจที่ระเบิดไดนาไมต์ที่เขาคิดค้นขึ้นถูกพัฒนาไปเป็นระเบิดปรมาณูทำลายชีวิตผู้คน เขาจึงอุทิศทรัพย์สินร้อยละ 94 มาเป็นทุนรางวัล ที่มอบให้แก่กับบุคคลที่มีผลงานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ที่โดดเด่น หรือสร้างคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติในสาขาต่างๆ โดยเริ่มมอบรางวัลเป็นครั้งแรกในปี 1901
----------------------------------
เอลินอร์ ออสตรอม’ คว้าโนเบลเศรษฐศาสตร์หญิงคนแรก

   
 
 
  
 
 
 ชูคุณค่าวัฒนธรรมชุมชน เหนือระเบียบราชการยุติข้อขัดแย้ง

เทศกาลประกาศรายชื่อผู้พิชิตรางวัลโนเบล สารพัดสาขาประจำปีนี้ได้ เริ่มต้นขึ้นแล้ว ท่ามกลางกระแสชื่นชม ผสมปนเปไปกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ ดุเด็ดเผ็ดร้อน

“บารัค โอบามา” ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ คือบุคคลที่ตกเป็น เหยื่อขี้ปากสาหัสสากรรจ์ที่สุด และคณะกรรมการพิจารณารางวัลสาขานี้ ก็ตกเป็น จำเลยสังคมโลก ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัย “ใช้สมอง ส่วนไหน” คิดพิจารณากันแน่

การได้มาซึ่งรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของโอบามา ทำเอาบุคคลหลายคนที่ ทำงานใกล้ชิดกับเขาในทำเนียบขาวยังถึง กับงุนงง สงสัยในความมหัศจรรย์พันลึก ราวกับ “ปาฏิหาริย์” ยังไงยังงั้น

บุคคลบางคน ซึ่งเคยคว้ารางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ถึงกับออกมาสะท้อนความ รู้สึกนึกคิดวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม ไม่คู่ควรด้วยประการทั้งปวง ที่จะยัดเยียด รางวัลอันทรงเกียรตินี้แก่โอบามา ด้วยเหตุผลว่าโอบามา เพียงแค่ “ขายฝันบันดาล สันติภาพ” เท่านั้น แต่ยังไม่เคยมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมของการแจกรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพประจำ ปีนี้ พอจะกล้อมแกล้มกลบเกลื่อนให้ลางเลือนลงไปได้ ด้วยคุณภาพการคัดเลือกบุคคลเข้ารับรางวัลในสาขาอื่นๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสาขาเศรษฐศาสตร์

“เอลินอร์ ออสตรอม” ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง แห่งมหาวิท ยาลัยอินเดียน่า และ “โอลิเวอร์ วิลเลียมสัน” ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็น 2 นักเศรษฐศาสตร์ ที่ได้รับเกียรติให้เป็นผู้คว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้ ได้รับความ ชื่นชมในความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันอย่างมาก

กรณีของศาสตราจารย์เอลินอร์ ออสตรอม ถือเป็นสุภาพสตรีคนแรกในประวัติ ศาสตร์ 40 ปีของการมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์

ผลงานการศึกษาของศาสตราจารย์ ออสตรอม ที่โดนใจคณะกรรมการพิจารณา รางวัล และทำให้เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่คว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ คือผลงานว่าด้วยกระบวนการป้องกันความขัดแย้งของสถาบันชุมชน

ผลการศึกษาของเธอบ่งชี้ว่าชุมชนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ ได้ดีกว่ากลไก หรือกฎระเบียบซึ่งถูกกำหนดจากระบบราชการ เนื่องจากการจัดสรรการใช้ทรัพยากรในแต่ละชุมชน ต้องมีความสอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม และวัฒนธรรมชุมชน

ดอกผลทางปัญญาของนักเศรษฐศาสตร์ท่านนี้ ซึ่งเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้ ดูน่าจะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนำมาประยุกต์ใช้ ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างสมาชิกชุมชน กับกลุ่มทุนขนาดยักษ์ ซึ่งกำลังร้อนฉ่าอยู่ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง และที่กำลังก่อตัวคุกรุ่นอยู่ในอีกหลายๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นประจวบคีรีขันธ์ สระบุรี หรือฉะเชิงเทรา

สำหรับผลงานการศึกษาที่ทำให้ศาสตราจารย์วิลเลียมสัน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้ มีความ สอดคล้องกับการศึกษาของศาสตราจารย์ ออสตรอม ในแง่มุมของความพยายามอธิบายทั้งมูลเหตุ และทางออกของความ ขัดแย้ง แต่มีขอบเขตที่กว้างขวางครอบคลุมระบบเศรษฐกิจ แทนที่จะจำเพาะเพียง แค่ระดับชุมชน

สมการความขัดแย้งในระบบเศรษฐกิจของศาสตราจารย์วิลเลียมสัน ประกอบไปด้วยทุกกลุ่มผลประโยชน์ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นตลาด สมาคมการค้า องค์กรธุรกิจ ตัวแทนนายหน้า ผู้บริโภคภาคครัวเรือน ซึ่งทุกกลุ่มผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในระบบเศรษฐกิจ สามารถมีส่วนในการคลี่คลายความขัดแย้งให้ลุล่วงไปได้

ศาสตราจารย์วิลเลียมสัน ยังมีความ เชื่อมั่นในหลักการบริหารจัดการที่ดี มีอานุภาพเหนือกว่าการควบคุม การสร้างเงื่อนไขข้อจำกัดการขยายตัวของธุรกิจ

เหตุแห่งความเชื่อมั่นดังกล่าวของ ศาสตราจารย์วิลเลียมสัน มาจากคำตอบ ที่ค้นพบว่าองค์กรธุรกิจที่มีความมั่นคง ยั่งยืน คือองค์กรธุรกิจที่มีขีดความสามารถตอบสนองต่อผลประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพแก่เจ้าของ พนักงาน คู่ค้า และลูกค้า
 
« Last Edit: October 20, 2009, 11:58:04 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 597
  • จิตพิสัย 29

Elinor Ostrom
Arthur F. Bentley Professor of Political Science
Indiana University, Bloomington


Professor Ostrom received a Ph.D. in political science from UCLA in 1965. She came to IU in 1966 as Assistant Professor, became Associate Professor in 1969, Professor in 1974, and Chair of the department from 1980-84. She is Co-Director of the Workshop in Political Theory and Policy Analysis since 1973 and Professor, part-time, School of Public and Environmental Affairs since 1984. She is also Founding Director of the Center for the Study of Institutions, Population, and Environmental Change at Indiana University and the Center for the Study of Institutional Diversity at Arizona State University.

She was elected a Fellow of the American Academy of Arts and Sciences in spring, 1991, and a member of the National Academy of Science in 2001. She is Past President of the American Political Science Association and has been the President of the Public Choice Society, the Midwest Political Science Association, and the International Association for the Study of Common Property. She is a member of the American Philosophical Society and the Association for Politics and Life Sciences.

Professor Ostrom was awarded a Doctor of Humane Letters from the University of Michigan (2006), the Cozzarelli Prize from the Proceedings of the National Academy of Sciences (2006), an Honorary Doctorate in Commemoration of Carl Linnaeus from Uppsala University (2007), and an Honorary Doctorate from Humboldt University (2007).

Professor Ostrom has served on numerous advisory boards including the International Association of Chiefs of Police; Law Enforcement Assistance Administration; National Academy of Public Administration; National Advisory Committee on Criminal Justice Standards and Goals; National Sheriffs'' Association; and National Science Foundation.

She has authored or co-authored the following books: Understanding Knowledge as a Commons: From Theory to Practice (2007); Understanding Institutional Diversity (2005); The Samaritans' Dilemma (2005); Trust and Reciprocity: Interdisciplinary Lessons from Experimental Research (2003); Governing the Commons: The Evolution of Institutions for Collective Action (1990).

Home: (812) 332-9821; Office: (812) 855-0441; Fax: (812) 855-3150; E-mail: ostrom@indiana.edu

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

IU professor Elinor Ostrom became the first woman to win the Nobel Memorial Prize in Economic Sciences since 1968

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 597
  • จิตพิสัย 29
แนวคิดของออสตรอม จัดได้ว่า เป็นแนวคิดหลักที่ยิ่งไหญ่อันหนึ่งในการพัฒนาธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ มีความโดดเด่นในบรรดาสำนักคิดต่างๆตั้งแต่อดีตไปอนาคต  และท้าทายแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน
-----------------------------------------------------------------------------


ประวัติของ อินดิแอน่า ยูนิเวอร์ซิตี้
Indiana's state government founded Indiana University in 1820 as the State Seminary, and officially changed the name to "Indiana University" in 1838.

Herman B Wells, the university's long-standing president (1938–1962) and chancellor (1962–2000), is credited for elevating the university's stature in research, the arts, and international studies. IU is now known around the world as one of the leading public research universities in the United States. The IU Bloomington campus continues to grow and make history every year.

1816
First constitution of Indiana adopted, providing for a general system of education ascending from township schools to a state university.
1818
State legislature establishes Monroe County and appoints commissioner to locate and name town where courthouse could be situated.
1820
January 20: Legislative act adopted establishing a state seminary (Founders Day).
Board of Trustees chooses location for seminary.
1822
Construction begins on Seminary Building and professor’s house.
1823
Baynard Rush Hall hired as first professor to teach in the seminary.
1824
Classes begin with an enrollment of 10 men, though Seminary Building not yet complete.
1825
Seminary Building completed.
1828
Legislative act adopted changing State Seminary to Indiana College.
1829
Andrew Wylie (1829–51) named first president.
1830
First graduating class.
Preparatory Department established (abolished 1890).
Construction of First College Building started at Seminary Square.
1836
First College Building finished.
1838
Legislative act adopted changing Indiana College to Indiana University.
1842
http://www.iub.edu/about/history.shtml
« Last Edit: October 20, 2009, 12:40:14 PM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 597
  • จิตพิสัย 29
แนวคิดธรรมาภิบาลเพื่อบบริหารงานพุทธศาสนา ของหลวงพ่อพระมหาเสริมชัย ชยมังคโล ก็เยี่ยมเช่นกันและเหมาะสมกับพุทธศาสนาอย่างยิ่งและยังวิจัยต่อยอดไปได้ด้วย
----------------------------------------------------------------------------------------------------

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
รางวัลของฟรั่งโดยฟรั่งซะโดยมาก คนทวีปอื่นๆที่จะได้ก็มี แต่เป็นส่วนน้อยมากจริงๆ :-[

โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าเป็นรางวัลที่น่าชื่นชมแต่ไม่ยิ่งใหญ่เลยครับ เพราะเหตุผลข้างต้น ::) และก็ไม่อยากให้ฟรั่งมาชี้เป็นชี้ตายว่าคนนั้นควรได้รางวัล คนนี้ไม่ควรได้ เขายิ่งใหญ่มาจากไหนกัน คณะกรรมการโนเบลเขาทำตามเจตนารมณ์นายโนเบลผู้ก่อตั้งรางวัลนี้กันจริงหรือไม่ >:(

จนถึงเมื่อเร็วๆนี้ก็มีเสียงวิพากย์วิจารณ์มามากเกี่ยวกับการได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของ โอบามา ปธน usa  ???

ครับเล่าสู่กันฟังนะครับ ไ่ได้ซีเรีสอะไร :D




Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 597
  • จิตพิสัย 29
ผมเองคิดว่า เป็นเรื่องน่าชื่นชม นะครับ อย่างน้อยก็เรื่องบุคคลที่น่าจะเป้นตัวอย่างในด้านความพยายามในการทำงานมายาวนานมีระบบได้ดีกว่าและสูงกว่าพวกดารานักร้อง คนได้รางวัลโนเบลและคนไม่ได้รางวัลโนเบลสุดท้ายก็ยังเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมทำกรรมข้ามชาติไปอีกหลายชาติร่วมกันอย่างเท่าเทียมกันต่อต่อไปอีกยาวนานแสน.......นานนาน..................... ว่ากันตามแนวทางของพระพุทธเจ้านะครับที่ค้นพบความจริงมากที่สุดในโลกและจักรวาลด้วยตนเองเอง
« Last Edit: September 21, 2012, 02:55:55 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 597
  • จิตพิสัย 29
elinor ostrom 7 August 1933-12 June 2012-------------------------------------
ขอไว้อาลัยแก่นักเศรษฐศาสตร์โนเบลหญิงผลงานด้านรัฐศาสตร์และหลักธรรมาภฺิบาลทางเศรษฐกิจแนวคอมมอนส์(for her analysis of economic governance, especially the commons)เสียชีวิตแล้วเมื่อ12มิถุนายน 2555(2012) :( :( :( :( :( :( :(และผมyesterdayขอนำเอาบทความบางตอนของผู้อื่นมาเผยแพร่ไว้เพื่อแสดงถึงความเก่งกาจของเอลินอร์ ออสมตรอม อย่างย่อย่อนะครับดังนี้
 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 Elinor Ostrom นักเศรษฐศาสตร์หญิงคนแรกที่ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ อายุ 78 ปี เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน เนื่องจากเท่าที่ผมทราบสังคมไทยไม่ได้ตื่นตัวตื่นเต้นอะไรกับข่าวนี้นัก ต่างจากนักวิชาการในวงสิ่งแวดล้อม และวงเศรษฐศาสตร์บางพวกโดยเฉพาะสายเศรษฐศาสตร์สถาบันแนวใหม่ และกลุ่มที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมรวมหมู่ (Collective Actions) ที่มองว่าโลกได้เสียนักวิชาการที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งไปทีเดียว จึงเห็นว่าควรจะเขียนเล่าเรื่องคุณูปการของเธอเป็นภาษาไทยเอาไว้บ้างเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจต่อไป

คุณูปการของ Ostrom นั้นมีผลต่อการเปลี่ยนโฉมหน้าของแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่งยวดตั้งแต่ราวคริสตศรรตวรรษ 1980-1990 ก่อนช่วงนั้น สังคมเข้าใจว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นสินค้าและบริการที่หากปล่อยให้ผู้ใช้ทรัพยากรบริหารจัดการทรัพยากรเองนั้น ย่อมจะนำไปสู่ “โศนาฎกรรมของทรัพยากรร่วม” (The Tragedy of the Commons) แน่ Hardin (1968) เป็นคนแรกที่เสนอแนวคิดนี้ โดยยกตัวอย่างการเลี้ยงสัตว์ในทุ่งหญ้าว่า ผู้ใช้ทรัพยากรมีแรงจูงใจที่จะใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่และไม่ดูแล เพราะว่า 1) การดูแลทรัพยากรนั้นหากทำก็เป็นต้นทุนของตนที่คนอื่นได้ประโยชน์ สู้รอคนอื่นทำแล้วเราได้ประโยชน์ด้วยดีกว่า – ปัญหาการขึ้นรถฟรี (Free-riding problem), 2) ถ้าเราไม่ใช้ทรัพยากรนั้นเต็มที่ คนอื่นก็ใช้จนหมดอยู่ดี เราก็เสียประโยชน์อันพึงได้ ฉะนั้นแล้วเราจึงควรใช้ทรัพยากรนั้นอย่างเต็มที่ดีกว่า 3) ต้นทุนของการที่ทรัพยากรนั้นฉิบหายไปก็ไม่ได้ตกอยู่กับเราคนเดียว คนอื่นก็แบกรับต้นทุนด้วย ฉะนั้นเมื่อต้นทุนของความฉิบหายของทรัพยากรถูกเฉลี่ยไปก็แปลว่าต้นทุนต่อผู้ใช้นั้นน้อยและอาจจะถูกกลบไปด้วยประโยชน์ระยะสั้น ในท้ายที่สุดก็กลายเป็นทรัพยากรที่ไม่มีใครดูแล เสมือนว่าตกอยู่ใต้ระบบกรรมสิทธิ์แบบเปิด (Open-Access property) ด้วยความเชื่อนี้นำมาซึ่งแนวนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรในลักษณะที่รัฐเข้าไปจัดการเอง ในรูปแบบของป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฯลฯ หรือกำหนดกรรมสิทธิ์ให้เอกชนเข้าไปครอบครองและบริหารจัดการในรูปแบบสัมปทาน

อย่างไรก็ดี หลังจากที่สภาวิจัยแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Research Council) ได้จัดประชุมนักวิชาการจากทั่วโลกและหลากหลายสาขาเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในปี 1985 ซึ่งเป็นครั้งแรกของการรวมตัวกันของนักวิชาการด้านนี้ พบว่า สถานการณ์ในโลกความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่ Hardin ทำนายไว้เสมอไป จริงๆกรณี “โศกนาฏกรรมของทรัพยากรร่วม” แทบจะเป็นกรณีจำเพาะเลยด้วยซ้ำ กรณีศึกษาจากหลายๆที่พบว่า ผู้ใช้ทรัพยากรสามารถเจรจาตกลงกันเกี่ยวกับกติกาในการใช้และการดูแลทรัพยากรได้ ภายใต้เงื่อนต่างๆ เช่น ลักษณะทรัพยากรที่ง่ายต่อการเข้าใจและทำนายพฤติกรรมของทรัพยากร และการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ และผู้ใช้กับทรัพยากรจะเป็นลักษณะระยะยาว คือ ผู้ใช้ต้องพึ่งพาอาศัยกัน และพึ่งพาทรัพยากรเพื่อการดำรงชีพ เป็นต้น (Ostrom 2002)

จากจุดนี้เองที่ Ostrom ได้ศึกษาในเชิงลึกจากกรณีศึกษาจำนวนมาก และนำเสนอลักษณะเชิงสถาบันที่จะทำให้การจัดการทรัพยากรร่วม (Common-pool resource) โดยผู้ใช้ทรัพยากรเกิดขึ้นและยั่งยื่นได้ (the Design Principle)

โดยหลักการ ทรัพยากรร่วม (Common-pool resource) เป็นสินค้า/บริการทางเศรษฐศาสตร์ลักษณะหนึ่งที่แตกต่างจากสินค้าเอกชน (private goods) หรือสินค้าสาธารณะ (public goods) ที่เราอาจเคยได้ยิน ลักษณะเด่นคือ 1) ทรัพยากรร่วมนั้น เมื่อถูกใช้ไปแล้ว จำนวนที่เหลืออยู่จะลดน้อยลง (Subtractability) 2) ต้นทุนในการกีดกันผู้ได้รับประโยชน์(โดยไม่ร่วมแบกรับต้นทุน)นั้นสูงมาก (high-cost of exclusion) โดยมากจะเป็นเพราะทรัพยากรร่วมครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ ฉะนั้นทรัพยากรจะประสบปัญหาอย่างน้อย 2 ประการคือ 1)ปัญหาของการใช้ทรัพยากรเกินกว่าที่ระบบทรัพยากรจะสามารถผลิตได้ (overuse problem) และ 2) ปัญหาของการที่ผู้ได้รับประโยชน์ไม่ยอมร่วมแบกรับต้นทุนและกีดกันไม่ได้ด้วยเพราะต้นทุนการกีดกันสูง (Free riding problem)

เพราะฉะนั้นการที่ผู้ใช้ทรัพยากรจะสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน จะต้องสามารถแก้ปัญหา 3 อย่างต่อไปนี้ให้ได้ หนึ่งคือปัญหาด้านอุปทาน (the problem of supply) คือ จะทำอย่างไรเพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรถูกเก็บเกี่ยวไปในระดับที่ไม่ทำให้ระบบทรัพยากรพังทลายไป สอง คือ ปัญหาในการให้คำมั่นสัญญา (the problem of commitment) คือ แต่ละคนจะแน่ใจได้อย่างไรว่าทุกคนจะทำตามกติกาที่ร่วมกันตั้ง และ สาม คือ ปัญหาการร่วมกันตรวจตรา (the problem of mutual monitoring) เราจะร่วมกันตรวจตราและบังคับใช้กติกาอย่างไร

ลักษณะเชิงสถาบันที่จะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างยั่งยืน (the Design Principles – หลักการออกแบบเชิงสถาบัน) มีดังนี้ (Ostrom 1990, 2010)

1A. ขอบเขตของผู้ใช้ทรัพยากร: มีการกำหนดได้ชัดเจนว่าใครคือผู้ที่สามารถใช้ทรัพยากรได้ ใครไม่สามารถใช้ทรัพยากรได้ (User boundaries)

1B. ขอบเขตของทรัพยากร: มีการกำหนดเขตชัดเจนว่าทรัพยากรที่ผู้ใช้ดูแลนั้นอยู่ภายในอาณาเขตไหนแยกออกจากระบบนิเวศน์-สังคมที่ใหญ่กว่า (Resource boundaries)

2A. กติกาจะต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมภายในท้องถิ่น (Congruence with local conditions)

2B. กติกาต่างๆจะต้องสอดคล้องกัน เช่น กติกาของการใช้ทรัพยากรจะต้องสอดคล้องกับกติกาของการดูแลทรัพยากร, การกระจายต้นทุนให้สมาชิกก็ต้องสมเหตุสมผลกับการกระจายผลประโยชน์ (Appropriation and provision)

3. กติกาที่กำหนดขึ้น กำหนดจากผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบจากกติกานี้ และผู้ใช้สามารถสร้างและเปลี่ยนแปลงกติกาได้ (Collective choice arrangements)

4A. ตรวจตราผู้ใช้ทรัพยากร – มีการตรวจตราผู้ใช้ทรัพยากรด้วยกันเอง หรือโดยคนอื่นที่ผู้ใช้ทรัพยากรเห็นชอบ (Monitoring users)

4B. ตรวจตราสภาพของทรัพยากร – มีการตรวจตราสภาพของทรัพยากร โดยผู้ใช้เองหรือคนอื่นที่ผู้ใช้เห็นชอบ (Monitoring the resource)

5. อัตราการลงโทษที่เพิ่มจากน้อยไปหามาก

6. มีกลไกในการจัดการความขัแย้งที่รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และเข้าถึึงได้ สามารถแก้ไขความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้ และระหว่างผู้ใช้กับเจ้าหน้าที่ได้ (Conflict resolution mechanisms)

7. สิทธิ์ในการออกกติกาเพื่อจัดการทรัพยากรโดยผู้ใช้ทรัพยากรเองได้รับการยอมรับจากรัฐ (Minimal Recognition of Rights)

8. หากทรัพยากรที่จัดการอยู่มีความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศน์ใกล้เคียง การจัดการควรครอบคลุมระบบนิเวศน์นั้นด้วย โดยอาจเชื่อมประสานกับองค์กรหรือเครือข่ายที่ดูแลระบบนิเวศน์ในระดับที่ใหญ่กว่า (Nested enterprises)

หลักการออกแบบเชิงสถาบันนี้ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในแง่งานวิจัยและในทางปฏิบัติมากมาย และงานสำคัญที่บรรจุหลักการนี้ของเธอ “Governing the Commons: The evolution of institutions for collective actions” (Ostrom 1990) ยังกลายเป็นผลงานที่สร้างคุณูปการจนทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์อีกด้วย
-------------------------------------------------------------------------------------------------
ขณะที่โลกยังหมุนรอบตัวเองและรอบดวงอาทิตย์ วิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมก็ได้รุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนปัจจุบันเราเข้าใจความเชื่อมโยงของระบบต่างๆ ในธรรมชาติ และเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างโลกธรรมชาติกับโลกประดิษฐ์ของมนุษย์มากกว่าที่เคยเป็นมาทุกยุคทุกสมัย

แต่ดังที่ ดาไล ลามะ กล่าวอย่างโด่งดังในบทกวีชื่อ “ความย้อนแย้งแห่งยุคสมัย” (Paradox of Our Age) – “เรามีความรู้มากขึ้น แต่มีวิจารณญาณน้อยลง ...มีผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น แต่ก็มีปัญหามากขึ้น”

เรามีความรู้และผู้เชี่ยวชาญมากขึ้นมาก แต่เหตุใดความขัดแย้งเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติก็ยังดำเนินต่อไป โดยเฉพาะระหว่างชาวบ้านในพื้นที่กับรัฐและนายทุน ดังที่มันเป็นมาเนิ่นนานตั้งแต่ผู้เขียนจำความได้?

ผู้เขียนคิดว่าสาเหตุหลักประการหนึ่งคือ ไม่ว่าเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปมากเพียงใด ผู้มีอำนาจในสังคม โดยเฉพาะผู้ดำเนินนโยบายสาธารณะ ยังตกหล่มวาทกรรมกระแสหลักที่เดินผิดจังหวะกับธรรมชาติ – ทั้งธรรมชาติของระบบนิเวศ และธรรมชาติของมนุษย์ ผู้เป็นอะไรๆ มากมายนอกเหนือจาก “สัตว์เศรษฐกิจ”

ผู้ดำเนินนโยบายและนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่า วิธีแก้ปัญหา “โศกนาฏกรรมทรัพยากรสาธารณะ” (tragedy of the commons) ซึ่งหมายถึงการที่ต่างคนต่างตักตวงทรัพยากรสาธารณะจนล่มสลาย มีเพียงสองวิธีเท่านั้นคือ ให้รัฐกำกับดูแล (เช่น ออกกฎหมายกำหนดโควตาการจับปลา และลงโทษผู้ฝ่าฝืน) หรือไม่ก็ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ในการใช้ทรัพยากร เพื่อสร้างแรงจูงใจให้บริหารจัดการอย่างยั่งยืน

วิธีคิดแบบนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแบบจำลอง “ความย้อนแย้งของนักโทษ” (Prisoner’s Dilemma) ในทฤษฎีเกม ทฤษฎีนี้บอกว่า ปัจเจกมีแนวโน้มที่จะตักตวงทรัพยากรแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา หักหลังคนอื่นตั้งแต่แรก ทำให้สุดท้ายในระยะยาวทุกคนเสียประโยชน์มากกว่าถ้าร่วมมือกันแต่ต้น แต่ในโลกแห่งความจริง เราติดกับดักนี้ก็ต่อเมื่อเรามองว่าตัวเองเป็น “นักโทษ” จริงๆ เท่านั้น คือตัดสินใจแบบตัวใครตัวมัน ไม่รู้จักใครและไม่หันหน้าคุยกัน แต่ในโลกจริงเรารู้จักคนอื่นในชุมชนเพราะมีความสัมพันธ์ยาวนาน สามารถมาพูดคุยหารือกัน เปลี่ยนกฎกติกาเสียใหม่ให้ทุกคนได้ประโยชน์ในระยะยาวได้ เช่น ออกแบบมาตรการลงโทษคนโกง หรือเปลี่ยนอัตราส่วนผลตอบแทน (ภาษาทฤษฎีเกมเรียกกรณีนี้ว่า Repeated Prisoner’s Dilemma)

พูดอีกนัยหนึ่งคือ วิธีแก้ปัญหาทรัพยากรร่วมร่อยหรอในโลกจริงไม่ได้มีแต่การให้รัฐหรือเอกชนเป็นผู้ควบคุมหรือจัดการเท่านั้น แต่คนในชุมชนผู้พึ่งพาทรัพยากรนั้นเองสามารถร่วมมือกันออกแบบ “สถาบันทางสังคม” (กฏ กติกา มารยาท) ที่ก้าวข้ามอาการสายตาสั้น อนุรักษ์ทรัพยากรร่วมอย่างยั่งยืนได้โดยไม่ต้องมีใครแทรกแซงจากภายนอก และหลายกรณีก็ได้ผลดีกว่าการให้รัฐหรือเอกชนจัดการด้วยซ้ำไป

ผู้มีส่วนช่วยลบล้างมายาคติของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมากที่สุดคนหนึ่งคือ เอลินอร์ ออสตรอม นักเศรษฐศาสตร์สถาบันชาวอเมริกัน เธอได้รับรางวัลโนเบลปี 2009 จากงานวิจัยภาคสนามที่ทำอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปีในหลายชุมชนทั่วโลก อาทิ ระบบการจัดการทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้านในแอฟริกา และระบบการจัดการชลประทานชุมชนของชาวบ้านในอินเดียและเนปาล ออสตรอมพบว่าการออกแบบกลไกบริหารทรัพยากรร่วมของชาวบ้านช่วยให้การจัดการมีประสิทธิผลได้ ในขณะที่การบังคับใช้กฎกติกาที่มาจากภายนอก (เช่น กฎหมาย) บางครั้งกลับส่งผลให้คนในชุมชนร่วมมือกันโดยสมัครใจน้อยลง

คุณูปการอันยิ่งใหญ่ของออสตรอมคือ เธอสามารถสกัด “หลักการออกแบบกติกา” (design principles) ออกมาจากกรณีการจัดการทรัพยากรร่วมของชุมชนที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก เพื่อตอบคำถามว่ากรณีเหล่านี้มีจุดร่วมตรงไหนบ้าง หลักการที่เธอสกัดออกมา 8 ข้อ ดังที่บอกไว้ก่อนแล้ว
« Last Edit: September 22, 2012, 06:36:14 PM by yesterday »