Author Topic: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยและองค์กรอื่นจัดเวทีแสดงวิสัยทัศน์ผู้ว่ากรุงเทพ2556  (Read 4676 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 597
  • จิตพิสัย 29
ข่าวทั่วไป ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 17:51:29 น.
 กรุงเทพฯ--21 ก.พ.--สมัชชาสยามอารยะ
 สมัชชาสยามอารยะ ร่วมกับ สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, เครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) และ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดเวทีแสดงวิสัยทัศน์ผู้ว่าฯ 56 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ร่วมพูดคุยในหัวข้อ “การพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองศิวิไลซ์ที่ไฝ่หา” คือพัฒนากรุงเทพฯ อย่างเป็นระบบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ในวันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16.00 - 18.30 น. ณ ลานกลางแจ้งหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (แยกปทุมวัน) โดยมีผู้สมัครผู้ว่าฯ ที่ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ดร.โสภณ พรโชคชัย, นายโฆสิต สุวินิจจิต, นายสุหฤท สยามวาลา ดำเนินรายการโดย อาจารย์เชษฐา ทรัพย์เย็น หัวหน้าวิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎธรบุรี
---------------------------------------------- ;D ;D ;D ;D ;D
 ข่าวนี้ได้มีการจัดงานไปแล้วนะครับ แต่ผมขอส่งแรงใจเชียร์ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพฯทุกทุกคนนะครับทั้งจากพรรคการเมืองและจากการสมัครอิสระ ผมอยากบอกเพียงแค่ว่าสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยที่มีรูปเป็นเชิงเทียนที่มีเทียนจุดไฟอยู่นั้นเป็นองค์กรที่ดีด้านงานวิชาการนะครับและในอดีตนั้นผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพฯชื่อมรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ก็เคยร่วมงานกับสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยอยู่บ้างครับ ครั้งหนึ่งน่าจะเรื่องเกี่ยวกับงานวิชาการเรื่องรัฐสภานะครับเท่าที่เคยจำได้เลือนเลือนนะครับอย่าซีเรียสนะครับและชาวธรรมกายคิดเห็นเรื่องผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพฯแต่ละเบอร์อย่างไรก็ออกความคิดเห็นกันมาได้นะครับ ให้สมกับกรุงเทพฯดุจเทพสร้างและวัดวังงามเรื่องรอง เป็นต้นนะครับ
 
« Last Edit: February 25, 2013, 09:20:17 PM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 597
  • จิตพิสัย 29
สุขุมพันธุ์”รับตำแหน่งทำงานวันแรกขรก.แห่รับอุบอุ่น
 
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร วันที่ 29 มีนาคม 2556 เมื่อเวลา 07.00 น. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เดินทางถึงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เพื่อเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2556 โดยมี นางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และลูกจ้างในสังกัดกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ
 
โดยในเวลา 07.25 น. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทำความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย การสักการะพระพุทธนวราชบิตร ไหว้ศาลไทย (หลวงปู่มงคลปราสาท) -ศาลจีน (ศาลเจ้าพ่อเพ่งนั่มกิมไซ) และพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ภายในอาคารศาลาว่าการกทม. เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเริ่มทำงานในวันแรก โดยเข้าห้องทำงานผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชั้น 2 ในเวลา 07.49 น. ก่อนนั่งเก้าอี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้กล่าวด้วยว่า “ไม่มีใครเลื่อยขาเก้าอี้ผมใช่ไหม” ก่อนจะนั้งเก้าอี้และทุบโต๊ะเอาฤกษ์เอาชัย 3 ครั้ง
 
ทั้งนี้ในเวลาเวลา 09.30 น. จะมีพิธีมอบหมายงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และกล่าวต้อนรับ โดย นางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร จากนั้นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงานกรุงเทพมหานคร เพื่อมอบนโยบายการทำงานแก่ข้าราชการและลูกจ้างในสังกัด ซึ่งโอกาสนี้ หัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ใน 10 มาตรการเร่งด่วน และนโยบาย 6 ด้านเพื่อร่วมสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครแห่งความสุขของทุกคน ตามที่ได้เสนอต่อสาธารณชนในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง
 
สำหรับ 10 มาตรการเร่งด่วน ประกอบด้วย 1.การติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มอีก 20,000 ดวง 2.การจัดตั้ง อาสาสมัครชุมชน เฝ้าระวังภัยและยาเสพติด 3.ปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS อ่อนนุช-แบริ่ง, สะพานตากสิน-บางหว้า เหลือ 10 บาท และรถ BRT เหลือ 5 บาท 4.โรงรับจำนำกทม. รับจำนำดอกเบี้ย 1 สลึง 5,000 บาทแรก 5.เพิ่มทักษะอาชีพพร้อมสอนภาษาอังกฤษ จีน มลายู ฟรี เพื่อเพิ่มรายได้ 200,000 คน 6.ปรับอาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กก่อน วัยเรียน กทม. เป็นลูกจ้างชั่วคราวและเพิ่มเงินเดือนปริญญาตรี เป็น 15,000 บาท ปวส.10,000 บาท ปวช. 8,600 บาท 7.เพิ่มจุดบริการพิเศษงานทะเบียนราษฎร ในห้างสรรพสินค้าและขยายเวลาให้บริการถึง 22.00 น. 8.ฟรี Hi-Speed Wi-Fi 4MB 5,000 จุด 9.เพิ่มบริการเก็บขยะ ไม่ให้ตกค้างในตรอก ซอย และ 10.เพิ่มแท็กซี่ เพื่อคนพิการและผู้สูงอายุ จำนวน 100 คัน

วันที่ 29/03/2556 เวลา 12:48 น
----------------------------------------------------------
      ASTVผู้จัดการรายวัน- "จิตตนาถ"เตือนสติปชป.อย่างหลงระเริงกับชัยชนะคว้าผู้ว่าฯกทม.สมัยที่ 2 เหตุคนกรุงไม่อยากได้พวกเผาเมืองมาบริหารเมืองหลวง ด้านด้าน“ดร.เสรี ”แนะปชป.อย่าผยองกับชัยชนะศึกผู้ว่าฯ เพราะคะแนนไม่ได้มาจากการชื่นชม“คุณชายสุขุมพันธุ์” ทั้งหมด แนะเปลี่ยนแนวทางทำงาน อย่าหยิ่งทนงว่าเก่งจนไม่ฟังใคร และต้องล้างภาพดีแต่พูด พร้อมวอนแม่ยกเลิกวาจาหยาบคาย ดูถูกฝ่ายตรงข้าม
       
        นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือเอเอสทีวีผู้จัดการ กล่าวถึงผลการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครว่า ก็เป็นไปตามที่ “เอเอสทีวีผู้จัดการสุดสัปดาห์” ฉบับล่าสุดที่ฟันธงว่าท้ายสุดแล้ว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จะสามารถแซงโค้งสุดท้ายกลับมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นสมัยที่ 2 จากการจัดเต็มของพรรคประชาธิปัตย์กับแคมเปญการหาเสียงด้วยไม้ตาย “ใช้ความเกลียดความกลัวระบอบทักษิณ” เป็นนโยบายซึ่งต้องยอมรับว่าได้ผลเป็นอย่างยิ่ง
       
       เมื่อเทียบคะแนนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ครั้งที่แล้วที่ได้ราว 9 แสนกว่าคะแนน กับครั้งนี้ที่เพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้าน 2 แสนกว่าคะแนน กล่าวคือเพิ่มขึ้นราวสามแสนคะแนนนั้น กับคะแนนของผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยที่เพิ่มขึ้นจาก 5 แสนกว่าเป็นล้านกว่า หรือเพิ่มขึ้นราว 5 แสนกว่าเสียง ซึ่งเป็นการเพิ่มในอัตราที่มากกว่าคะแนนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ทั้งยังถือเป็นครั้งแรกที่ผู้สมัครจากพรรคการเมืองได้คะแนนแตะหลักล้านนั้น สามารถสะท้อนข้อมูลที่น่าสนใจออกมาดังนี้
       
       เมื่อพิจารณาจากฐานคะแนนเดิมของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วราว 9 แสนกว่า เทียบกับฐานคะแนนของคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยคราวนี้จำนวนล้านกว่าเสียง ซึ่งเป็นฐานเสียงเลือกตั้งที่ชัดเจนของทั้งสองฝ่ายไม่มีการสวิงไปหาผู้สมัครรายอื่น จะเห็นได้ว่า บรรดาโพลที่ออกมาทั้งหลายแหล่ในช่วงแรกมีความแม่นยำในระดับหนึ่ง ที่บอกว่าฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์เป็นรองในช่วงแรก
       
       คะแนนที่เพิ่มขึ้นของพรรคเพื่อไทยเกือบเท่าตัวถึง 5 แสนคะแนน เป็นดัชนี้ชี้วัดความเบื่อหน่ายการบริหารกรุงเทพมหานครอย่างไร้ประสิทธิภาพที่ผ่านมาของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ที่จับต้องไม่ได้สักเรื่อง แถมยังล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมขังได้ (ซึ่งต้องบอกว่าเป็นโชคเข้าข้าง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ที่ไม่ได้เลือกตั้งในหน้าฝน มิฉะนั้นคะแนนของผู้สมัครรายอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งคงเพิ่มมากขึ้นกว่านี้) หรือกล้องวงจรปิดที่เป็นกล้องดัมมี่แหกตาชาวบ้าน และที่ร้ายกาจที่สุดคือ “สนามฟุตซอล” อนุสรณ์สถานแห่งความอัปยศที่ฟีฟ่าไม่รับรอง
       
       ส่วนคะแนนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้อีก 3 แสนคะแนน จนช่วยให้แซง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ นั้นคือพลังเงียบที่ตัดสินใจในโค้งสุดท้ายนั้น หาใช่มาจากความนิยมในตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 4 ปีที่แล้วแต่อย่างใด หากแต่เป็นพลังเงียบที่รับไม่ได้หากผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยที่เป็นเนื้อเดียวกับพวกเผาบ้านเผาเมืองจะได้รับชัยชนะเป็นผู้ว่าฯ กทม.ตามยุทธศาสตร์สุดท้ายที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ปูพรมกระหน่ำจนได้ผล
       
       ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนที่รู้โพลคะแนนอย่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์จะประกาศว่าจะจดจำเหตุการณ์วันนี้ไปจนวันตาย เพราะเป็นการแซงกันที่โค้งสุดท้ายจริงๆ ส่วนเรื่องที่แปลกก็คือนโยบายหลักของ กทม. หาใช่การพัฒนา กทม.ให้ดีขึ้นไม่หากแต่เป็นการสกัดอย่าให้พรรคเพื่อไทยอันเนื้อเดียวกับพวกเผาบ้านเผาเมืองชนะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
       
       ผลลัพธ์ที่จะเกิดจากการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ อย่างดีที่สุด คนกรุงเทพฯ ก็แค่ “เท่าทุน” กล่าวคือซวยมาแล้วก็จะซวยต่อไป แทนที่จะซวยแบบไร้รอยต่อ หรือมีทางเลือกใหม่ๆ จากผู้สมัครอิสระ หรืออาจจะซวยหนักกว่าเก่าเนื่องจากครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้เทงบประมาณเลือกตั้งและสรรพกำลังในการรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่ากทม อย่างสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคนี้ ประกอบกับกรุงเทพมหานครถือเป็นแหล่งทำมาหากินแหล่งเดียวที่เหลืออยู่ของพรรคนี้ ดังนั้นการถอนทุนคืนย่อมเป็นไปอย่างคุ้มค่าในทุกโครงการ ซึ่งคน กทม.ก็ต้องหลับหูหลับตายอมรับไปเพราะถือว่าดีกว่าให้พรรคเพื่อไทยมาทำมาหากินบนถิ่นตัวเอง
       
       และจากการรักษาโรคที่ปลายเหตุ เหมือนกับที่กินยาพาราเซตามอลสะกดอาการปวดทั้งๆ ที่ตนเองเป็นโรคมะเร็ง คน กทม.ก็ต้องรับให้ได้กับการตกเป็นตัวประกันระหว่างพรรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคต่อไปเรื่อยๆ
       
       งานนี้คนที่ได้มากที่สุดคือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เพราะว่าเท่ากับว่าได้พรรคประชาธิปัตย์ทั้งพรรคมาช่วยฟอกตัวใหม่ให้ จากที่มีปัญหาในการบริหารงาน และคะแนนนิยมตกต่ำจนแทบจะไม่ได้เป็นตัวแทนพรรคในเบื้องต้น หากจะเปรียบภาพให้เห็นก็คือแมลงสาบแก่ๆ อุ้ยอ้ายติดเหล้าเมาไวน์ใกล้หมดสภาพตัวหนึ่งพลันได้รับการชุบชีวิตจากเหล่าชนชั้นผู้นำแมลงสาบด้วยกันจนผลัดกล้ามเนื้อเปลี่ยนกระดูกใหม่เป็น “เทพแมลงสาบอวตาร” ออกมาสู้กับ “ตัวเหี้ย” ที่กำลังแรงฤทธิ์
       
       นอกจากฟอกตัวให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์แล้ว ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์เองก็ได้อานิสงส์ในการฟอกตัวเองกลับไปด้วย โดยอาศัยความเกลียดกลัวของคน กทม. ให้ลืมเรื่องราวความเฮงซวยที่ตนเคยเป็นตัวตั้งตัวตีประกันตัวพวกเผาบ้านเผาเมืองออกมา และผลักภาระความรับผิดชอบทั้งหมดกลับไปที่คน กทม.เองตามสูตรสำเร็จของพรรคแมลงสาบที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น
       
       ในที่สุดคนที่ยังลังเลก็คิดว่า ถ้าต้องอยู่บ้านเดียวกับ “ตัวเหี้ย” ขอกลั้นใจอยู่กับ “แมลงสาบ” ดีกว่า เพราะเหี้ยดูน่ากลัวกว่าแมลงสาบ ถึงแม้ว่าทั้งสองเผ่าพันธุ์จะชอบกินขยะและซากของเน่าเหมือนกันก็ตาม
       
       ชัยชนะแบบลุ้นกันเหงื่อแตกที่โค้งสุดท้ายจนกลับมาเข้าวินของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ในครั้งนี้ คงต้องบอกว่าเป็นความถนัดในเกมตีกินของพรรคประชาธิปัตย์ล้วนๆ เพราะหาก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ลงสมัครอิสระย่อมจะไม่มีปาฏิหาริย์เช่นนี้เกิดขึ้นกับตัวเองแน่
       
       นับจากนี้ไปจะเป็นทางเลือกในการใช้ชีวิตช่วงชีวิตสุดท้ายของ “เทพแมลงสาบอวตาร” ตนนี้ว่า จะตั้งหน้าตั้งตาตอบแทนพระคุณที่ชาว กทม.บางส่วนกลั้นใจลงคะแนนให้ชนะตัวเหี้ย หรือจะหลงตัวเองว่าเป็นเพราะตัวเองแน่และพรรคตัวเองแน่เอาแต่อัตตาตัวเองอย่างเดียวเหมือนอย่างที่เคยทำมา คิดว่าทำอะไรก็ไม่น่าเกลียดเพราะกลายเป็นเทพ (แมลงสาบ) ไปแล้ว และคิดว่าวิธีการหาเสียงกับความเกลียดความกลัวจะใช้ได้ผลตลอดไป
       
       หลังจากผ่านช่วงดรามาไปแล้ว คน กทม.ก็จะได้เห็นกันว่า เทพแมลงสาบอวตารเกิดใหม่ตนนี้ทำงานคุ้มค่ากับโอกาสที่ได้รับหรือไม่อย่างไร และการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้เป็นการหยุดทักษิณได้จริงหรือไม่? ในอีกไม่นานพวกเราก็จะได้รับบทเรียนกัน
       
       ****"ดร.เสรี"เตือน
       
       วานนี้ (4 มี.ค.)เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด ได้เผยผ่านเฟซบุ๊ก “ดร.เสรี วงษ์มณฑา” ว่า
       
       “ประชาธิปัตย์อย่าได้ผยองกับชัยชนะครั้งนี้เด็ดขาด เพราะคะแนนที่ได้ 1 ล้าน 2 แสนนั้น ไม่ใช่ vote for คุณชายทั้งหมด แต่เป็นคะแนน vote against พงศพัศ ที่เป็นคนของทักษิณ คะแนนที่ได้มาคือ คนรักประชาธิปัตย์+คนรักคุณชาย+คนเกลียด กลัว สยอง ทักษิณ ขอให้ประชาธิปัตย์เปลี่ยนแนวในการทำงาน
       
       (1) อย่าหยิ่งทะนงว่าเก่งจนไม่ฟังใคร
       
       (2) รู้จักสร้างมิตร หาแนวร่วมจากสื่อ นักวิชาการ ผู้นำทางความคิด ผู้นำขุมชน
       
       (3) กล่าวคำว่า “ขอบคุณ” ให้เป็น ไปพบบ้าง โทรศัพท์บ้าง e-mail บ้าง ทำแบบไหนได้ก็ควรทำ ไม่ใช่ชนะแล้วไม่หันไปทบทวนเลยว่าผู้นำทางความคิดคนใดบ้างที่แกนนำหรือตัวคุณชายเองควรจะกล่าวขอบคุณเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่ขอบคุณทางสื่อรวมๆ กันถือว่าพอแล้ว
       
       (4) นักวิชาการที่ไปเชิญเขามาร่วมงานต้องให้เกียรติเขา ให้ความสำคัญกับเขา ด้วยการฟังข้อเสนอแนะที่ดี
       
       (5) รู้จักใช้หลักการตลาดในการทำงานสร้างคุณค่าให้ประชาชน ตอบสนองความต้องการของประชาชน แก้ปัญหาให้ประชาชนให้ถูกจุด โดนใจ
       
       (6) ต้องรู้จักใช้การประชาสัมพันธ์บอกให้ประชาชนรับรู้ผลงานอย่างต่อเนื่อง
       
       (7) อย่าทำอะไรที่ผิดหลักธรรมาภิบาลให้คนเขามาด่าว่าเลวพอกันกับฝ่ายตรงกันข้าม ขอให้โปร่งใสตรวจสอบได้
       
       (8) กราบไหว้วิงวอนแม่ยกและแฟนพันธุ์แท้ทั้งหลาย หยุดใช้วาจาหยาบคายด่าฝ่ายตรงกันข้าม สร้างความแตกต่างให้ชัดเจนสมกับที่คุณเปลวบอกว่าเป็นฝ่ายเทพ ไม่ใช่เขาหยาบมาก็หยาบตอบ แล้วจะอ้างว่าดีกว่าพวกเขาตรงไหน
       
       (9) ให้ระมัดระวังถ้อยคำที่ดูถูกฝ่ายตรงกันข้าม อย่าให้เขาอ้างได้ว่าพวกประชาธิปัตย์ทำตัวเป็นกลุ่มอำมาตย์สูงส่งเท้าไม่ติดดินดูถูกคนจน
       
       (10) ต้องล้างภาพ NATO (no action; talk only) หรือภาพที่ดีแต่พูด แต่ไร้ผลงานที่โดดเด่น เมื่อฝ่ายตรงกันข้ามเขาเลวจับต้องได้ ประชาธิปัตย์ก็ต้อง “ดีจับต้องได้” ถึงจะแสดงให้เห็นว่ากตัญญูกับประชาชนที่เทเสียงให้ ยกเป็นร่างทรงเทพ (ตามคำพูดของคุณเปลว) ในการต่อสู้กับร่างทรงมาร (ไม่ได้คิดจะดูถูกคนเลือกพงศพัศหรือตัวพงศพัศนะ แต่หมายถึงการกระทำหลายๆอย่างของทักษิณที่ได้รู้ได้เห็น เป็น “เชิงประจักษ์” ชัดแล้ว” ดร.เสรีระบุ