Author Topic: สัมมาอะระหังกับลมหายใจเข้าออก  (Read 18013 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline ใบไม้สีส้ม

  • Newbie
  • *
  • Posts: 3
  • จิตพิสัย 0
เวลานั่งสมาธิ พยายามกำหนดนิมิตดวงแก้วอยู่กลางท้อง และภาวนา สัมมาอะระหัง 
แต่ว่าจิตไปจับกับลมหายใจเข้าออกอยู่เรื่อยๆ  ไม่ทราบว่าจะแก้อย่างไรดี
สอบถามท่านผู้รู้ช่วยด้วย

Offline nineprem

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 109
  • จิตพิสัย 8
อานาปานสติคือมีสติรู้ว่าหายใจออกหรือเข้า โดยปกติจะให้กำหนดรู้ 3 ฐาน คือปลายจมูก กลางอก และกลางท้อง
แต่สำหรับตามแนวหลวงปู่สด จะให้กำหนดที่กลางท้องอย่างเดียว

สำหรับผมจะสังเกตว่าสุดลมหายใจอยู่ที่ไหน แล้วก็เอาใจไว้ที่นั่นที่เดียว เพียงแต่กำหนดรู้เท่านั้นว่าหายใจเข้าหรือออกอยู่ และการกำหนดนิมิตจะช่วยให้ใจอยู่ที่ศูนย์กลางกายง่ายขึ้นโดยที่เราไม่ต้องไปตามลมครับ

สรุปแล้วคอยสังเกตอย่างเดียวว่าสุดลมหายใจอยู่ที่ไหน แล้วกำหนดนิมิตยึดไว้อีกที แล้วก็สัมมาอะระหังไปเรื่อย ๆ ครับ

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
สมาธิ แปลตรงๆว่า ความตั้งใจมั่น อธิบายว่า หมายเอาความสงบจากนิวรณ์ โดยคุณธรรมอันได้แก่ฌาณสมาบัติทั้ง 8

จุดสำคัญ

ต้องตั้งฐาน ฐานลม ฐานสภาวะธรรม ถึงจะรู้เห็นสภาวะธรรมได้ชัดเจน ถูกต้องแท้จริง

เพราะว่า

ถ้าไม่ตั้งฐาน อาจจะดูเหมือนสบายๆ แต่ไปๆมาๆ มันจะไปเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์ ควบคุมเอาสาระได้ยาก

...

วิชชาธรรมกายใช้กัมมัฏฐานวิธี 3 ประการ

1.บริกรรมนิมิต = อาโลกกสิณ (กสิณแสงสว่าง กำหนดจุดเล็กใสกลางดวงแก้วใสสว่าง)

2.บริกรรมภาวนา = พุทธานุสสติ (ภาวนาท่องคำว่า สัม มา อะ ระ หัง)

3.ฐานที่ตั้งของใจ = ให้กำหนดที่ตั้งของใจไว้ ณ ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ ฐานที่ 7 สามารถใข้ อานาปานัสสติ เข้าประกอบด้วยเพื่อหาที่ตั้งของใจ นั่นคือ ที่สุดลมหายใจคือตั้งฐานที่ท้อง หรือฐานที่ 7 และกำหนดลมหายใจเข้าออกกระทบดวงแก้ว แต่ไม่ต้องตามลม ความจริงแล้วมี 7 ฐาน อย่าให้ออกนอกตัวแล้วกัน และเน้นตั้งฐานที่ 7 เป็นสำคัญที่สุด

มีอานุภาพมาก ทำพร้อมกันไปเลยสามอย่าง หรือทำที่ถนัดไปก่อนก็ได้ ค่อยๆทำไป ทำบ่อยๆ จะชำนาญและลงตัวเอง สำคัญคือ ที่สุด ต้องตั้งฐานให้ได้ถูกศูนย์ถูกส่วน เพื่อการเข้าสิบตกศูนย์ให้ได้

เทคนิคสำคัญ เจ้าคุณหลวงป๋าสอนว่า " ปล่อยใจไปตามญาณวิถี " คือ ต้องปล่อยวางใจในที่สุดนั่นเอง จนกระทั่งเข้าสิบตกศูนย์ได้

ดังนั้นเมื่อเราปฏิบัติไปได้ซักระยะหนึ่ง เราปล่อยวางไปเอง ไม่ต้องท่องแม้คำว่าสัมมาอะระหัง ไม่ต้องกำหนดลมหายใจ ใจจะหยุดปล่อยวางไปเอง

...

ในวิสุทธิมรรค ใช้ 3 ฐาน คือ จมูก อก ท้อง และยกตัวอย่างแมลงภู่บินมาอย่างพอดีๆ เกาะดอกไม้ได้ ไม่เลยไป และยกตัวอย่างนายช่างเลื่อยไม้ เข้า ออก ๆ ๆ ๆ แต่ ตา และ ใจ อยู่ตรงจุดที่เลื่อย

...

ในพระพุทธพจน์ ทั้งสติปัฏฐาน และมหาสติปัฏฐาน ให้ตั้งฐานกองลม เปรียบเหมือนนายช่างชักรอกเข้าออกยาวสั้น ก็รู้ แล้วระงับกายสังขาร คือตั้งฐานและทำให้สงบ

...

มหาสติปัฏฐานสูตร

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=10&A=6257&Z=6764

 [๒๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์
ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อ
หายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เรา
หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้า
สั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอด
กองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกอง
ลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่าง
กลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว
เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า เราชักสั้น แม้ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจ
เข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลม
ทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เรา
จักระงับกายสังขารหายใจเข้า ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายใน
กายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้ง
ภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็น
ธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อม
ในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียง
สักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัย
อยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ

...

สติปัฏฐานสูตร

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=1754&Z=2150

อานาปานบรรพ
             [๑๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์
ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า. เธอมีสติ หายใจออก มีสติ หายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว
ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว.
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจเข้าสั้น. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก. ย่อม
สำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับ
กายสังขารหายใจออก. ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า. นายช่างกลึง หรือ
ลูกมือของนายช่างกลึงผู้ฉลาด เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว. เมื่อชักเชือกกลึงสั้น
ก็รู้ชัดว่า เราชักสั้น แม้ฉันใด
. ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เรา
หายใจออกยาว. เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจออกสั้น. เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น. ย่อมสำเหนียกว่า เราจัก
เป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง
หายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกาย
สังขาร หายใจเข้า. ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็น
กายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ
ความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความ
เกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่า
ความรู้เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่น
อะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่.

...

อะไรไม่เท่าว่า ทำไปแล้ว จะพิจารณาวิปัสสนาได้อย่างไร ทำไปทำไป ละกิเลสตรงไหน อริยสัจแจ้งอย่างไร ก็ต้องค่อยๆศึกษากันไป

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=12&i=131&p=2#เจริญอานาปานสติ

เจริญอานาปานสติ               
               ก็เมื่อพระโยคาวจรนั้น ศึกษาอยู่ด้วยอำนาจแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุสำเหนียกว่า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว ฌานทั้ง ๔ จะเกิดขึ้นในเพราะนิมิต คืออัสสาสะและปัสสาสะ.
               เธอออกจากฌานแล้ว กำหนดลมหายใจออกลมหายใจเข้า หรือกำหนดองค์ฌาน, ในจำนวนอัสสาสะปัสสาสะ และองค์ฌานทั้ง ๒ อย่างนั้น. (ถ้า) เป็นผู้กำหนดอัสสาสะปัสสาสะเป็นอารมณ์ ก็กำหนดรูปอย่างนี้ว่า อัสสาสะปัสสาสะอาศัยอยู่กับอะไร? อาศัยอยู่กับวัตถุกรชกาย ชื่อว่าวัตถุ. มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป (๒๔) ชื่อว่ากรชกาย.
               ต่อมา กำหนดนามรูปอย่างนี้ว่า นามมีอยู่ ในอารมณ์นั้น มีผัสสะเป็นที่ ๕ เมื่อแสวงหาปัจจัยของนามรูปนั้นจะเห็นปฏิจจสมุปบาทมีอวิชชาเป็นต้น ข้ามความสงสัยได้ว่า นี้เป็นเพียงปัจจัยและธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่มีสัตว์หรือบุคคล อื่นต่างหาก (จากอัสสาสปัสสาสะนั้น) ยกนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยขึ้นสู่ไตรลักษณ์ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตตามลำดับ.
               นี้เป็นช่องทางแห่งการออกไป (จากทุกข์) จนถึงอรหัตของภิกษุรูปหนึ่ง.
               ส่วนผู้กำหนดฌานเป็นอารมณ์ จะกำหนดนามรูปว่า องค์ฌานทั้งหลายเหล่านี้๑- อาศัยอยู่กับอะไร?
____________________________
๑- ปาฐะว่า อิทานิ พม่าเป็น อิมานิ แปลตามฉบับพม่า.

               อาศัยอยู่กับวัตถุ กรชกาย ชื่อว่าวัตถุ องค์ฌานเป็นนาม กรชกายเป็นรูป เมื่อแสวงหาปัจจัยของนามรูปนั้น จะเห็นปัจจยาการมีอวิชชาเป็นต้น ข้ามความสงสัยเสียได้ว่า นี้เป็นเพียงปัจจัยและธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่มีสัตว์หรือบุคคลอื่นต่างหาก (จากนามรูปนั้น) ยกนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยขึ้นสู่ไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนา บรรลุอรหัตตามลำดับ.
               นี้เป็นช่องทางแห่งการออกไป (จากทุกข์) จนถึงพระอรหัตของภิกษุรูปหนึ่ง.

...

  อริยสัจ ๔ ในอานาปานะ               
               บรรดาสัจจะเหล่านั้น สติที่กำหนดอัสสาสะและปัสสาสะ เป็นทุกขสัจ. ตัณหาที่มีแต่ก่อนที่เป็นสมุฏฐานของสตินั้น เป็นทุกขสมุทัย. ความไม่เป็นไปแห่งสติ และตัณหาทั้ง ๒ อย่างนั้น เป็นนิโรธ. อริยมรรคที่มีการกำหนดรู้ทุกข์ มีการละสมุทัย มีนิโรธเป็นอารมณ์ เป็นมรรคสัจ.
               เธอขวนขวายด้วยอำนาจสัจจะทั้ง ๔ อย่างนี้แล้ว จะบรรลุความดับ (นิพพาน) ฉะนั้น ข้อนี้จึงเป็นช่องทางแห่งการออกไปจาก (ทุกข์) จนถึงอรหัตของภิกษุผู้ไม่ยึดมั่นด้วยอำนาจอัสสาสะและปัสสาสะ รูปหนึ่ง.
               จบอานาปานบรรพ

...
« Last Edit: March 04, 2013, 04:37:56 PM by ต้นไม้เมตตา »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
เมื่อปฏิบัติก้าวหน้าไปได้ จะได้สงบระงับนิวรณ์ ก็ไม่ควรยินดีในการแช่อิ่ม แต่ต้องยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา

ความสงบ ฌาณ สมาธิ อุปกิเลศ นั้นเป็นของดี แต่จะเป็น อุปกิเลศ ก็ต่อเมื่อ ยึดติด แช่อิ่ม แล้วไม่ไปต่อนั่นเองนะครับ

...

3 อุปกิเลสญาณนิทเทส, ปฐมฉักกะ, หมวดหกที่ 1
อุปกิเลส 18 เหล่าไหนย่อมเกิดขึ้น

คือ เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามลมหายใจเข้าที่ฐานเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด จิตที่ถึงความฟุ้งซ่านในภายใน ย่อมเป็นอันตรายต่อสมาธิ

เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามลมหายใจออกที่ฐานเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด จิตที่ถึงความฟุ้งซ่านในภายนอก ย่อมเป็นอันตรายต่อสมาธิ

ความเป็นไปแห่งตัณหาคือความติดใจหวังลมหายใจเข้า ย่อมเป็นอันตรายต่อสมาธิ

ความเป็นไปแห่งตัณหาคือความติดใจหวังลมหายใจออก ย่อมเป็นอันตรายต่อสมาธิ

...

ถ้ายึดติดตัณหา แช่อิ่ม หรือแม้แต่ติดใจในลมหายใจเข้าๆออกๆ ก็จะเป็นอุปกิเลศได้นะครับ
« Last Edit: March 04, 2013, 04:44:30 PM by ต้นไม้เมตตา »

Offline phon

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 551
  • จิตพิสัย 79
  • Gender: Male
เวลานั่งสมาธิ พยายามกำหนดนิมิตดวงแก้วอยู่กลางท้อง และภาวนา สัมมาอะระหัง 
แต่ว่าจิตไปจับกับลมหายใจเข้าออกอยู่เรื่อยๆ  ไม่ทราบว่าจะแก้อย่างไรดี
สอบถามท่านผู้รู้ช่วยด้วย

บางครั้ง ผมตอบคำถามนี้ อย่าหาว่า ตอบแบบกวนประสาท นะครับ

หลักการ ของการฝึกสมาธิ ตามแนววิชชาธรรมกาย มี 3 อย่าง คือ

1 บริกรรมนิมิต ในที่นี้ ใช้ ดวงแก้วใส หรือองค์พระของขวัญ
2 บริกรรมภาวนา คือ สัม มา อะ ระ หัง
3 ตำแหน่ง ที่วาง หรือกำหนดบริกรรมนิมิต นั้น คือ ฐานที่ 7

ไม่มีอย่างอื่น มาปน หรือมากกว่า

ใครนึกลมหายใจอยู่ แสดงว่า ทำไม่ถูกวิธี

ให้มีสติ ประคับประคองนิมิต อยู่ที่ฐานที่ 7 อย่าเอาสติไปอยู่กับลมหายใจ เท่านี้ ก็แก้ได้

ถ้าเอาสติไม่ยึดกับลมหายใจ แสดงว่า ฝึกสมาธิไม่ถูกต้องตามแนววิชชาธรรมกาย

สติ เน้น สติ คนที่ฝึกสายอื่น บอกว่า แนววิชชาธรรมกายไม่ได้เน้นสติ แสดงว่า ไม่เข้าใจการฝึกสมาธิ อย่างแท้จริง

แนววิชชาธรรมกาย เอาสติไปจรดตรงฐานที่ 7 ครับ

« Last Edit: March 05, 2013, 01:32:57 PM by phon »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร

http://www.dhammakaya.org/ตอบปัญหาธรรม/การเจริญภาวนาเบื้องต้นมีหลักอย่างไร 

การเจริญภาวนาเบื้องต้นมีหลักอย่างไร ?

ตอบ:

 
 
หลักในการเจริญภาวนาเบื้องต้น ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้แนะนำให้ประพฤติปฏิบัติ เพื่อทำใจให้หยุดนิ่ง เพื่อให้สิ้นกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญา ให้ได้ผลดีที่สุดนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ให้คำแนะนำเป็นหลักปฏิบัติ มีหลักสำคัญอยู่ 3 ประการ คิอ

ประการที่ 1 ให้กำหนดองค์บริกรรมนิมิต
ประการที่ 2 ให้กำหนดองค์บริกรรมภาวนาคู่กัน
ประการที่ 3 ให้กำหนดที่ตั้งของใจไว้ ณ ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ

โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้กำหนดให้ผู้ปฏิบัติ ตรึกนึกให้เห็นดวงแก้วกลมใส ใจอยู่ในกลางของกลาง ตรงกลางจุดเล็กใส นี้เป็นสำคัญ นี้เรียกว่า กำหนด “บริกรรมนิมิต” ส่วน “บริกรรมภาวนา” นั้น ให้ใช้คำบริกรรมภาวนาว่า “สัมมาอรหังๆ” โดยให้ภาวนาไปที่กลางของกลาง ตรงจุดเล็กใสกลางดวงแก้วกลมใส และ “ที่ตั้งของใจ” ที่จะให้เอาใจไปจรด ไปหยุด ไปนิ่งนั้น กำหนดให้เอาใจไปจรด ไปหยุด ไปนิ่ง ณ ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือประมาณ 2 นิ้วมือ

ฯปฯ

มีความสำคัญอื่นๆ ประกอบเข้ามาด้วยใน 3 หลักนี้

ก็คือว่าสำหรับผู้ที่เจริญภาวนาอานาปานสตินั้น คือ การมีสติพิจารณาเห็นลมหายใจเข้าออก ไม่ว่าผู้เจริญนั้นจะตั้งสติพิจารณาเห็นลมหายใจเข้าออกกี่ฐาน เป็นต้นว่าฐานที่ 1 ปากช่องจมูกหรือปลายจมูก ฐานที่ 2 ตรงหน้าอกหรือตรงใกล้ลำคอ ฐานที่ 3 ตรงกลางกายหรือตรงกลางพระนาภี นี้เป็นตัวอย่าง บางท่านอาจจะกำหนด 2 ฐาน 3 ฐานก็แล้วแต่ เมื่อมีสติพิจารณาเห็นลมหายใจเข้าออก ว่ายาวหรือสั้น ว่าหยาบหรือละเอียด จนจิตละเอียดเข้าไปแล้ว ลมหายใจจะสั้นเข้าๆ ละเอียดลงไปๆ จนใจหยุดนิ่ง เพราะลมหยุดอย่างมีสติ ใจจะหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางนาภี ก็คือตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือนั้นเอง

เพราะฉะนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อ จึงเน้นที่จุดศูนย์กลาง อันเป็นที่ตั้งของกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม หรือชื่อว่ากลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม อันเป็นที่สุดลมหายใจเข้าออก หรือต้นทางลมหายใจเข้าออก ซึ่งเมื่อเจริญภาวนามีสติพิจารณาเห็นลมหายใจเข้าออกสั้นเข้า ละเอียดไปจนสุดละเอียดแล้ว จะหยุดตรงนั้นพอดี หยุดตรงกลางพระนาภี และถ้าหากผู้ใดกำหนดเห็นบริกรรมนิมิตไม่ชัดเจนในเบื้องต้น ก็จะใช้หลักอาปานสติเข้าช่วยได้ คือขณะตรึกนึกให้เห็นดวงแก้วกลมใส ใจอยู่ในกลางของกลางตรงจุดเล็กใส กลางดวงแก้วกลมใสนั้น นึกให้เห็น หรือมีสติพิจารณา เห็นลมหายใจเข้าออกกระทบดวงแก้ว ก็จะเห็นดวงแก้วได้ชัด แล้วก็ปล่อยความสนใจในลมหายใจเข้าออก เพื่อให้ลมละเอียดและให้ใจหยุดนิ่งสนิทได้ง่ายยิ่งขึ้น ให้คงอยู่แต่การกำหนดองค์บริกรรมนิมิตบริกรรมภาวนา คู่กันไป ไม่ช้าจะรวมหยุดเป็นจุดเดียวกันตรงนั้นได้โดยง่าย และอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อใจหยุดนิ่งสนิทก็จะปล่อยบริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนาเอง โดยอัตโนมัติ

ดังนั้นจุดศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือตรงนี้ มีสติพิจารณาเห็นองค์บริกรรมนิมิตบริกรรมภาวนา และเห็นลมหายใจเข้าออกตรงนี้ ก็เป็นหลักของอานาปานสติ คือ เมื่อลมหยุด เมื่อใจละเอียดหนักแล้วลมหยุด ก็จะหยุดตรงนั้นพอดี จึงนับเป็นอานาปานสติอีกโสตหนึ่งด้วย

เพราะฉะนั้น หลักสำคัญใน 3 ประการนี้นี่แหละ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้กำหนดให้ผู้เจริญภาวนา ตรึกนึกให้เห็นดวงแก้วกลมใส ใจอยู่ในกลาง ตรงจุดเล็กใส กลางดวงแก้วกลมใส เพื่อรวมใจให้หยุดเป็นจุดเดียวกันได้โดยง่าย และในหยุดตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม อันเป็นที่ตั้งของกาย เวทนา จิต ธรรม จากสุดหยาบไปสุดละเอียด หรือ ณ ภายนอกและ ณ ภายใน ละเอียดเข้าไปจนสุดละเอียด ถึงธรรมกายถึงพระนิพพานได้

.........

http://www.dhammakaya.org/ธรรมปฏิบัติ/วิชชาธรรมกาย/2.-วิธีเจริญสมถภาวนา-ถึงธรรมกาย

...ฯปฯ...ค่อยๆ เลื่อนเครื่องหมายนั้นลงไปตรงๆ ช้าๆ ตามเส้นทางลมหายใจเข้าออก เหมือนกับเรากลืนดวงแก้วลงไปในท้องยั้งงั้นแหละ  ลงไปหยุดนิ่งอยู่ตรงสุดลมหายใจเข้าออก  ตรงระดับสะดือพอดี  แล้วบริกรรมประคองนิมิตนั้นไว้ว่า "สัมมาอะระหังๆๆ"  3 ครั้ง นี่เป็น ฐานที่หก...ฯปฯ

http://www.dhammakaya.org/ธรรมปฏิบัติ/วิชชาธรรมกาย/หลักการสอนสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน

แล้วเลื่อนเครื่องหมายลงไปฐานที่ 6 กลางตัว สุดลมหายใจเข้าออก สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั๊กข้างใน    ตรงกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ที่ใจหยุดนั่นทีเดียว   ตั้งตรงนั้น เอาใจของเราจรดเข้าที่ดวงใสนั้น แล้วบริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง" 3 ครั้ง    แล้วถอยหลังจากฐานที่ 6 มาที่เหนือกลางตัวเรานี้ขึ้นมา 2 นิ้วมือ   ฐานนั้นเรียกว่าฐานที่ 7


http://www.dhammakaya.org/ธรรมปฏิบัติ/ภาวนาเบื้องต้น

เมื่อเห็น “นิมิต” ชัดขึ้นแล้ว ไม่ต้องท่อง “สมฺมาอรหํ”

เมื่อประคับประคองใจไว้ที่ศูนย์กลางกายไว้    ในไม่ช้า ใจจะค่อยๆ หยุดนิ่ง เป็นจุดเดียว และค่อยๆ   เห็นภาพดวงแก้วที่ศูนย์กลางกายชัดเหมือนเห็นด้วยตาเนื้อ  ก็อย่าตื่นเต้นดีใจ  ทำใจเป็นกลางๆ  และไม่ต้องท่องในใจว่า “สมฺมาอรหํ”  อีก (บางท่านก็จะลืมว่า “สมฺมาอรหํ” ไปเอง ในขณะที่ใจหยุดนิ่งนั้น)   เพ่งเบาๆ ที่ศูนย์กลางดวงแก้วนั้น 

เมื่อใจหยุดนิ่งสนิท จะเห็นจุดเล็กใสที่ศูนย์กลางดวงแก้วด้วย  ดวงชัดและใส สว่าง ขึ้น   เมื่อเห็นดวงแก้วชัดขึ้นมาแล้ว

แล้วให้แตะใจเบาๆ ที่ศูนย์กลางดวงแก้วนั้น  อย่าเพ่งดวงแก้วแรงเกินไป เพราะจะทำให้ดวงเคลื่อนและ/หรือหายไป   ให้แตะใจเพียงแผ่วๆ  ลงไปที่ศูนย์กลางดวงแก้วนั้น พอใจหยุดได้ถูกส่วนเข้า   ดวงเดิมก็จะว่างหายไป แล้วปรากฏดวงใหม่ใสแจ่มบังเกิดขึ้นแทนที่ มีรัศมีสว่างกว่าที่เคยนึกทีแรกเสียอีก    และถ้าหยุดนิ่งถูกส่วน ยิ่งนิ่งสนิท   ดวงใสจะขยายโตขึ้น ให้ปล่อยใจให้ดิ่งลงไป ณ ศูนย์กลางดวงแก้วนั้นไว้เรื่อย  ไม่ถอยใจออกมา 

ไม่ช้าก็จะเห็นกายในกายภายใน  ก็ให้เดินดวงเดินกาย คือ เห็นดวงก็เอาใจจรดเข้าที่ศูนย์กลางดวง  เห็นกายก็เอาใจจรดเข้าที่ศูนย์กลางกาย ไม่มีถอยออก   ใจละเอียดหยุดนิ่งเท่าไร กายในกายยิ่งใสสว่าง ใตใหญ่ขึ้นเท่านั้น.

Offline ใบไม้สีส้ม

  • Newbie
  • *
  • Posts: 3
  • จิตพิสัย 0
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เมตตาเข้ามาช่วยตอบข้อสงสัย
ได้รับความกระจ่างหลายเรื่องเลย ทั้งยังเป็นแนวทางให้พิจารณาปรับปรุงการปฏิบัติอีกด้วย
ขอบคุณค่ะ

Offline ธนกฤต สกลธีรกุล

  • Newbie
  • *
  • Posts: 34
  • จิตพิสัย 1
หากติกลมหายใจเข้าออก  ก็ใช้ลมหายใจก็ได้ครับ  เพียงให้ใจไปอยู่ที่สุดลมหายใจ  ตั้งสติประคองลมหายใจเอาไว้ แล้วบริกรรมภาวนา จะเป็นสัมมาอรหัง  หรือพุทโธก็ได้  พอใจหยุดเมื่อไหร่  จะเข้าสิบตกศูนย์เข้าไปเห็นดวงปฐมมรรคเอง  มีคนนึงมานั่งกะเราก็ใช้พุทโธ  พอใจหยุดก็เข้าถึงธรรมกายได้เหมือนกัน  อยู่ที่สติประคองลมหายใจ  แล้วบริกรมมภาวนา