Author Topic: นกโดโดหายไปเมื่อ333ปีก่อนและชาวโลกช่วงคศ1680ถึง1694  (Read 20555 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2556 00:00:23 น.
 
นักวิทยาศาสตร์ฝังเซลส์ของกบที่ออกลูกทางปากซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้วใส่ในไข่ของกบที่ยังมีชีวิตอยู่ ปรากฏว่าได้ตัวอ่อนและมีชีวิตรอดอยู่สองสามวัน ทำให้มีความหวังที่จะโคลนนิงสัตว์สูญพันธุ์ชนิดอื่น เช่น แมมมอธ นกโดโด้ เสื้อแทสเมเนียน เป็นต้น
 
โครงการลาซารัส ในวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ ทดลองโคลนนิงกบออกลูกทางปาก ชื่อวิทยาศาสตร์ Rheobatrachus silus ที่ใช้วิธีกลืนไข่ของมันลงท้องและฟักในกระเพาะอาหาร จากนั้นคลอดลูกออกมาทางปาก ซึ่งได้สูญพันธุ์ไปเมื่อ ค.ศ.1983 ถึงแม้ตัวอ่อนที่ได้จะมีชีวิตรอดอยู่ไม่กี่วัน ก็ถือความสำเร็จก้าวสำคัญ
นักวิจัยนำเนื้อเยื่อของ R. silus ที่เก็บไว้ในที่เย็นจัดของห้องแล็บเป็นเวลา 40 ปี มาแยกเซลล์นิวเคลียส แล้วนำไปทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก 5 ปีด้วยการใช้เทคนิคการถ่ายโอนเซลส์ที่ไม่ใช่เซลล์สืบพันธุ์ คล้ายกับวิธีการในภาพยนตร์เรื่องจูราสสิกพาร์ก โดยการนำไข่ของกบ Great Barred ที่มีตระกูลสัมพันธ์ห่างๆ กับกบ R. silus มาทำให้ยับยั้งนิวเคลียส แล้วแทนที่ด้วยยีนส์จากกบ R. silus
 
ผลปรากฏว่าไข่มีการแบ่งตัวโดนทันที และเติบโตขึ้นในระดับตัวอ่อน (embryo) เกิดเป็นลูกกลมๆ มีชีวิตของเซลส์สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว 30 ปี แม้ว่าจะเสียชีวิตภายหลังจากนั้นไม่กี่วัน แต่ถือเป็นการประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ที่จะนำไปสู่การพัฒนาเทคนิคในการโคลนนิงสัตว์ใหญ่อื่นๆ ต่อไป อาทิ แมมมอธวูลลี เสือแทสเมเนียน นกโดโด้ นกแก้วมาคอว์คิวบันแดง และนกยักษ์โมอะของนิวซีแลนด์
 
"เราเฝ้ามองลาซารัสตื่นขึ้นจากความตายแบบก้าวต่อก้าว อุปสรรคในเรื่องนี้ไม่ใช่ในทางชีววิทยา หากแต่เป็นในทางเทคโนโลยี ซึ่งเรามั่นใจว่าจะทำจนสำเร็จ และที่สำคัญเทคโนโลยีของเราคงจะได้ช่วยยับยั้งการสูญพันธุ์ของสัตว์บกครึ่งน้ำทั่วโลกที่กำลังลดจำนวนลงอย่างน่าเป็นห่วง" ศาสตราจารย์ไมค์ อาร์เชอร์ หัวหน้าโครงการลาซารัส กล่าวอย่างเปี่ยมหวัง.
---------------------------------------------------------------------
บทเพลงแห่งการสูญพันธุ์ของนกโดโดหรือนกโดโด้
คุณเคยได้ยินชื่อ Raphus cucullatus ไหม? แล้วถ้าใบ้ให้ว่ามันเป็นนกอ้วนๆ รูปร่างเหมือนไก่งวง แต่หน้าตาเหมือนนกพิราบยักษ์ มีปากใหญ่ยาวปลายงุ้มเป็นตะขอ ปีกสั้นเต่อ และพบแห่งเดียวในโลกบริเวณหมู่เกาะมอริเชียส ในทวีปแอฟริกา คราวนี้พอนึกออกหรือยัง? ถ้ายังไม่ออกเพราะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้เรื่องนกก็ไม่เป็นไรลองดูรูปประกอบ... ใช่แล้วผมกำลังพูดถึงนกโดโด (Dodo) นกที่ได้กลายเป็นตำนานแห่งการสูญพันธุ์ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ ...

“Dead as a Dodo” หรือตายสนิทอย่างโดโด คือคำเปรียบเทียบที่ใช้กันทั่วไปในภาษาอังกฤษ แต่ก่อนที่จะไปรู้จักที่มาของวลีที่ว่า ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับความชั่วร้ายทั้งสี่ของจาร์เร็ด ไดอะมอนด์ (Jared Diamond’s evil quartet) เสียก่อน จาร์เร็ด ไดอะมอนด์ นักวิทยาศาสตร์และนักเขียนนามอุโฆษแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลลิส เคยสรุปสาเหตุหลักของการสูญพันธุ์ในประวัติศาสตร์ และก่อนประวัติศาสตร์ไว้ 4 ประการ คือการฆ่าเกินขนาด (Overkill) ผลกระทบจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Impact of introduced species) การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย (Habitat destruction) และการสูญพันธุ์แบบห่วงโซ่ (Extinction chains หรือ Secondary extinctions) ความชั่วร้ายทั้งสี่ประการนี้ได้ชื่อว่าเป็นกระบวนการอันทรงพลังที่สุดในการทำให้สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งสาบสูญไปจากโลก

เราเก็บความชั่วร้ายทั้งสี่ใส่ลิ้นชักไว้ก่อน แล้วนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในอดีตสักห้าร้อยปี บินข้ามมหาสมุทรอินเดียมุ่งหน้าไปแอฟริกา ท่ามกลางท้องทะเลสีครามห่างจากมาดากัสการ์เกือบ 900 กิโลเมตรทางด้านตะวันออก ที่นั่นคือที่ตั้งของเกาะมอริเชียส (Mauritius) ณ ที่นั้นเองที่เราจะได้พบกับตัวเป็นๆ ของนกโดโด

ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่านกโดโดอาศัยอยู่บนเกาะมอริเชียสมานานแค่ไหนก่อนหน้านี้ แต่หลักฐานทางฟอสซิลบ่งชี้ว่าบรรพบุรุษของพวกมันซึ่งเป็นนกเปล้าในสกุล Treron จากแอฟริกา อาจเดินทางมาถึงเกาะแห่งนี้เมื่อ 4 ล้านปีก่อน มอริเชียสในเวลานั้นคงไม่ต่างอะไรกับสวรรค์บนดินสำหรับผู้มาใหม่ อาหารอันอุดมสมบูรณ์และสภาพแวดล้อมที่ไร้ศัตรูตามธรรมชาติ ทำให้นกเปล้าโบราณชนิดนี้ค่อยๆ วิวัฒน์ตัวเองจนกลายเป็น Raphus cucullatus นกตัวใหญ่อุ้ยอ้ายที่เดินหากินลูกไม้ขนาดใหญ่ที่ตกอยู่ตามพื้นป่า การมีหัวและปากขนาดใหญ่ทำให้นกโดโดกินลูกไม้ใหญ่ๆ ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังมีขาอันแข็งแรง และจะงอยปากใหญ่โตสำหรับฉีกเนื้อผลไม้เปลือกแข็งอย่างลูกปาล์มพื้นเมืองที่มีอยู่ดาษดื่น ในเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องบินหนีศัตรู หรือหากินในที่สูง ปีกที่ไม่ได้ใช้จึงลีบเล็กและไม่พัฒนา ต่างจากลำตัวที่อวบอ้วนขึ้นเพราะต้องสำรองพลังงานไว้ใช้ในช่วงยามที่เกาะขาดแคลนอาหาร ในที่สุดนกโดโดก็กลายเป็นนกเดินดินสูงเกือบหนึ่งเมตร หนักกว่า 20 กิโลกรัม และบินไม่ได้อีกต่อไป

ความที่บินไม่ได้ นกโดโดจึงน่าจะทำรังอยู่บนพื้น มีหลักฐานในอดีตรายงานว่ามันนำหญ้ามาสุมรวมเป็นวัสดุรองรัง แล้ววางไข่ครั้งละใบ ไข่ใบโตสีขาวขนาดเท่าลูกแพร มีนักสำรวจยุคแรกๆ หลายคนบันทึกว่าเห็นนกโดโดกินกรวด และหินพร้อมกับการกินอาหารชนิดอื่นอยู่เสมอ สันนิษฐานกันว่านกโดโดกินกรวดเหล่านี้เพื่อช่วยบดย่อยอาหารในกระเพาะ ภาพวาดโบราณบางภาพวาดตีนนกโดโดว่ามีลักษณะเป็นพังผืดเหมือนนกน้ำ แต่นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันยืนยันว่าแม้โดโดอาจจะชอบลงเล่นน้ำอยู่บ่อยๆ แต่มันว่ายน้ำไม่เป็น และไม่ได้มีตีนเป็นพังผืด

ไม่มีใครจำได้ว่าเสียงร้องของนกโดโดเป็นอย่างไร นักเดินเรือชาวดัตช์เมื่อปีค.ศ. 1663 จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามันร้องเสียงดังเหมือนห่านตอนที่ถูกจับแล้วหิ้วกลับมาด้วยขา แต่นั่นน่าจะเป็นเสียงร้องด้วยความตกใจมากกว่าเสียงปกติ เออรอล ฟุลเลอร์ (Errol Fuller) ให้ความเห็นไว้ในหนังสือ Extinct Birds ของเขาว่า “ไม่เคยมีใครได้ยินเสียงร้องจริงๆ ของโดโด แต่มีข้อสันนิษฐานว่า ‘โดโด’ อาจจะเป็นชื่อที่ตั้งตามเสียงร้องของมันโดยนักเดินเรือชาวโปรตุเกส” ส่วนในบันทึกเล่มอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ Raphus Cucullatus ไม่มีใครกล่าวถึงเสียงร้องของมันเลย ปัจจุบันคงไม่มีใครได้รู้ความจริงอีกแล้วว่าบทเพลงจากเสียงร้องของนกโดโดนั้นเป็นเช่นไร เพราะนกโดโดตัวสุดท้ายสาบสูญไปตั้งแต่ปี 1681 ตามบันทึกของเบนจามิน เฮนรี เพียง 80 ปีหลังจากที่มนุษย์ค้นพบนกชนิดนี้

แม้พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกหลายแห่งจะมีโครงกระดูกที่ค่อนข้างสมบูรณ์ของนกโดโด แต่ไม่มีใครมีตัวอย่างนกโดโดสตั๊ฟเก็บไว้เลย ไม่มีตัวอย่างของไข่ และตัวอ่อน ไม่มีภาพถ่ายตัวเต็มวัยเป็นหลักฐาน ภาพวาดของนกโดโดส่วนใหญ่ก็เกิดจากคำบอกเล่าและจินตนาการ เพราะแทบจะไม่มีศิลปินคนไหนเคยเห็นนกโดโดตัวจริงในธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับนกโดโดฟังคล้ายกับเป็นเรื่องเล่า... เป็นตำนานเกี่ยวกับนกอ้วนหน้าโง่ชนิดหนึ่งที่ถูกคนจับกินทีละตัวทีละตัวจนสูญพันธุ์
นักเดินเรือชาวโปรตุเกสที่นำโดยกัปตันอัลฟองโซ อัลเบอเคอร์คิว มาถึงเกาะมอริเชียสตั้งแต่ปี 1507 ตอนนั้นยังไม่มีคนอาศัยอยู่บนเกาะ และโปรตุเกสก็ไม่ได้สนใจที่จะยึดครองพื้นที่แต่อย่างใด ยังไม่มีการบันทึกหลักฐานเกี่ยวกับนกโดโดในเวลานั้น จนกระทั่งเกือบร้อยปีต่อมา จาค็อบ แวน เนค กัปตันเรือชาวดัตช์ ได้บันทึกเกี่ยวกับนกโดโดครั้งแรก จากประสบการณ์การไปเยือนเกาะมอริเชียสเมื่อปี 1598 กัปตันแวน เนค เขียนบรรยายลักษณะนกโดโด พร้อมกับให้ความเห็นเพิ่มเติมไว้ว่า

“...นอกจากนกแก้วสีเทาที่มีอยู่มากมายบนเกาะแล้ว ที่นี่ยังมีนกอีกประเภทหนึ่ง ตัวใหญ่มาก ใหญ่กว่าหงส์บ้านเรา หัวโต ตรงหน้ามีลักษณะเป็นหนังไม่มีขน ปีกขนาดเล็กดูไม่ค่อยสมประกอบ หางสั้นมีขนไม่กี่เส้น สีออกเทาๆ ... เราเรียกมันว่า Walckvogel เพราะยิ่งต้มนาน เนื้อก็ยิ่งเหนียวจนแทบจะกินไม่ได้”

Walckvogel เป็นภาษาดัตช์แปลตรงๆ ได้ว่า นกที่น่าสะอิดสะเอียน แม้จะขึ้นชื่อในเรื่องความเหนียว และรสชาติที่ไม่อร่อย แต่ด้วยความที่ตัวใหญ่ และจับง่าย นกโดโดได้กลายเป็นเสบียงสำคัญสำหรับนักเดินเรือกลางมหาสมุทร เช่นเดียวกับเต่าบก และนกที่บินไม่ได้ชนิดอื่นๆ บนเกาะ ครั้งหนึ่งๆ ที่ขึ้นเกาะลูกเรือเหล่านี้อาจจับนกโดโดทีละหลายสิบตัว อุ้มบ้าง หิ้วขาบ้าง เพื่อนำมากินบนเรือ และทำเป็นเนื้อเค็มสำรองไว้กิน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบนเรือเดินสมุทรที่ผ่านไปผ่านมาในมหาสมุทรอินเดียในช่วงนั้นคงจะมีเมนูโดโดสารพัดไม่ว่าจะเป็น โดโดต้ม โดโดย่าง โดโดเค็ม สลัดโดโด ฯลฯ

แต่ยังมีบางคนเชื่อว่าชื่อโดโด มาจากคำว่า Dodoor ในภาษาดัตช์แปลว่าพวกขี้เกียจ ในขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่ามาจากคำว่า doudo ซึ่งหมายถึงคนโง่เซ่อ ในภาษาโปรตุเกส ความเชื่อง ของนกตัวอ้วนที่ท่าทางไม่ค่อยฉลาดและถูกจับได้อย่างง่ายดาย ไม่น่าจะเป็น ความโง่ ของนกโดโด แต่นี่คือลักษณะปกติของสัตว์ที่ปรับตัวอาศัยอยู่บนเกาะมานับล้านปี สัตว์พวกนี้อยู่อย่างสงบ และค้นพบวิถีชีวิตอันสอดคล้องอย่างยอดเยี่ยมกับธรรมชาติของเกาะ สัตว์เหล่านี้ไม่เคยเจอมนุษย์ ไม่เคยรู้จักการถูกล่า และไม่เคยรู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่เดินสองขาหลังตรงผู้มาใหม่กำลังนำจุดจบมาให้กับเผ่าพันธุ์

การฆ่าอย่างไม่ปราณีปราศรัยเป็นเวลานับสิบๆ ปี ย่อมทำให้นกโดโดลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนกตัวใหญ่ที่วางไข่เพียงครั้งละฟอง แต่การล่าก็ไม่ใช่สาเหตุเดียวของการสูญพันธุ์ของโดโดอย่างที่หลายคนคิด ยังมีตัวละครหลักอีกสองตัวที่มาพร้อมกับมนุษย์ที่ได้เปลี่ยนฉากชีวิตอันสงบสุขบนเกาะอย่างถาวร ... หมูป่ากับลิงแสม
หมูและลิงที่ถูกมนุษย์นำมาปล่อยไว้บนเกาะมอริเชียสได้กลายเป็นศัตรูอันดับหนึ่งต่อความอยู่รอดของนกโดโด หมูจำนวนหนึ่งถูกชาวโปรตุเกสนำมาปล่อยไว้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 15 เพื่อหวังจะใช้เป็นเสบียง ส่วนลิงแสม (Crab-eating Macaque) นั้นไม่มีใครทราบแน่ว่ามาถึงเกาะได้อย่างไร บางตำราว่ามาพร้อมกับชาวโปรตุเกสอันเนื่องมาจากรสนิยมในการบริโภคเนื้อลิง แต่บ้างแย้งว่าลิงแสมบนเกาะมอริเชียสนั้นน่าจะถูกนำมาโดยชาวดัตช์ เพราะจากการตรวจสอบพบว่าลิงเหล่านี้เป็นลิงแสมจากเกาะชวา ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญในการติดต่อธุรกิจของชาวดัตช์ในสมัยก่อน ไม่ว่าจะมาถึงเกาะได้อย่างไรทั้งลิงแสม และหมูก็ได้ค้นพบว่าอาณาจักรแห่งใหม่บนเกาะมอริเชียสนั้นช่างสุขสบายเหลือเกิน นอกจากป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ บนเกาะยังเต็มไปด้วยอาหารเสริมต่างๆ นานาทั้ง ผลไม้และลูกไม้นานาพันธุ์ ทั้งไข่เต่าบนชายหาด และไข่นกบนพื้นป่า ความที่มันกินไม่เลือกและปรับตัวได้เก่ง จำนวนของพวกมันจึงเพิ่มขึ้นจากหลักสิบหลักร้อยเป็นหลักพันหลักหมื่นภายในระยะเวลาไม่นาน

ลองคิดดูว่านกโดโดซึ่งในเวลานั้นถูกล่าอย่างหนักจากมนุษย์จะมีโอกาสเหลือรอดได้อย่างไร ในสภาพแวดล้อมที่มีหมูนับหมื่นตัวเดินตะลุยหาอาหารไปทั่ว ฝูงหมูป่าอาจจะกินลูกนกและนกโดโดที่อ่อนแอด้วย ในขณะที่ลิงแสมก็อาศัยความคล่องแคล่วว่องไวคอยขโมยกินไข่และลูกนกจากรัง และที่สำคัญจำนวนลิงและหมูที่มากอย่างมหาศาลยังเท่ากับเป็นการแย่งอาหารของนกโดโดโดยตรง โดยเฉพะผลไม้และลูกปาล์ม ในที่สุดสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยก็ทำให้สายพันธุ์นกโดโดพบจุดจบภายในเวลาไม่กี่สิบปี

สมมติ... ลองสมมติว่ายังมีนกโดโดเหลือรอดอยู่จำนวนหนึ่งในป่าเวลานั้น มันอาจเป็นซูเปอร์นกโดโดที่หลบหลีกการไล่ล่าของฝูงหมูป่าได้อย่างเหลือเชื่อ ทำรังวางไข่ในที่ลึกลับซึ่งลิงแสมหาไม่เจอ ซูเปอร์โดโดฝูงนั้นอาจมีชีวิตอยู่รอดมาได้อีกหลายสิบปีโดยที่ไม่มีใครสังเกต เคลื่อนย้ายหลบหนีไปเรื่อยทั่วผืนป่า แต่แล้วพอมนุษย์เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรบนเกาะมอริเชียสในภายหลัง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นอีกระลอกหนึ่งจากการตัดไม้ทำลายป่าและปรับเปลี่ยนสภาพบนเกาะเพื่อการเกษตร... ในที่สุดซูเปอร์โดโดอันเป็นความหวังสุดท้ายของสายพันธุ์ก็ยอมแพ้ เพราะพวกมันไม่มีที่จะหลบหนีอีกต่อไป
ผลกระทบโดยตรงจากการสูญพันธุ์ของนกโดโดนั้นยังไม่มีข้อสรุป สแตนลีย์ เทมเพิล เขียนเปเปอร์ไว้ในวารสาร Science เมื่อปี1977 ว่า ต้นคาลวาเรีย (Calvaria major) ซึ่งเป็นไม้พื้นเมืองเฉพาะถิ่นที่มีผลขนาดใหญ่กำลังสูญพันธุ์ตามนกโดโด สแตนลีย์รายงานว่าในเวลานั้นเหลือต้นคาลวาเรีย อยู่เพียง 13 ต้นเท่านั้นบนเกาะ และทั้งหมดมีอายุประมาณ 300 ปี แต่ไม่มีต้นกล้าใหม่ปรากฏให้เห็นเลย หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่มีต้นกล้าใหม่เกิดขึ้นอีกเลยหลังจากการสูญพันธุ์ของนกโดโด เพราะผลขนาดใหญ่ของต้นคาลวาเรียนั้นจำเป็นต้องผ่านการย่อยในกระเพาะของนกโดโดเสียก่อน เมล็ดภายในจึงจะพร้อมที่จะงอกเป็นต้นใหม่ ดังนั้นถ้าไม่มีนกโดโด ต้นคาลวาเรีย หรือต่อมามีคนตั้งชื่อให้ว่าต้นโดโด ย่อมจะสูญพันธุ์ตามไปเช่นกัน

ปัจจุบันข้อสันนิษฐานของสแตนลีย์ได้มีการพิสูจน์โดยนักพฤกษศาสตร์หลายท่านแล้วว่า เรื่องราวของต้นคาลวาเรียนั้นเป็นอะไรที่ซับซ้อน และมีรายละเอียดมากกว่าจะสรุปเอาง่ายๆ เป็นสมการนกโดโด = ต้นคาลวาเรีย แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไม้พื้นเมืองกับค้างคาวกินผลไม้ นกแก้วยักษ์ และเชื้อราอสูร ยังไม่รวมพืชและสัตว์ต่างถิ่นอีกหลายชนิด เป็นมหากาพย์อีกบทหนึ่งที่มีตัวเอกชื่อ Calvaria major (ถ้ามีโอกาสจะได้นำมาเล่าให้ฟังกันต่อ)

กลับมาที่พระเอกของเรา ในวันนี้ไม่มีนกโดโดอีกแล้ว ไม่เหลือแม้แต่เงา ไม่มีแม้แต่เสียงให้ได้รำลึก การสูญพันธุ์ของนกโดโดเป็นตัวอย่างอันคลาสสิกของคาถาความชั่วร้ายทั้งสี่ของจาร์เร็ด ไดอะมอนด์ เริ่มจากการถูกฆ่าแบบล้างเผ่าพันธุ์ ตามมาด้วยการซ้ำเติมของลิงแสมและหมูป่า และปิดฝาโรงแบบไม่ฟื้นด้วยการทำลายป่าและเปลี่ยนสภาพธรรมชาติบนเกาะมอริเชียส สรุปว่า “Dead as a Dodo” ตายสนิทอย่างนกโดโดจริงๆ นอกจากนี้ในยุคหนึ่งการสูญพันธุ์ของนกโดโดยังเชื่อว่าทำให้เกิดการสูญพันธุ์แบบลูกโซ่ของไม้พื้นเมืองบางชนิดอีกด้วย เป็นอันว่าครบสูตรความชั่วร้ายของท่านจาร์เร็ด ไดอะมอนด์ และช่วยตอกย้ำให้เห็นว่าสาเหตุการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตโดยมากมักจะซับซ้อน และเกี่ยวโยงกับปัจจัยต่างๆ มากกว่าหนึ่งเสมอ

การสูญพันธุ์ของ Raphus cucullatus เป็นตำนานแสนเศร้าที่ถูกนำมาถ่ายทอดซ้ำแล้วซ้ำอีก บางทีสิ่งสำคัญที่สุดที่นกโดโดได้ทิ้งไว้ให้กับมนุษย์ก็คือ “จิตสำนึก” เพราะมันเป็นครั้งแรก... ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่ “เรา” ได้ตระหนักว่ามนุษย์เป็นต้นเหตุแห่งการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารโลกสีเขียว ปีที่ 12 ฉบับที่ 72


« Last Edit: April 10, 2013, 12:46:39 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
นกโดโดสูญพันธ์หายไปเมื่อประมาณปีคศ1680หรือ1681ซึ่งผ่านมานานประมาณ333ปีแล้วแต่ชาวโลกช่วงคศ1680ถึง1694 นั้นพวกเขาทำอะไรกันบ้างลองติดตามอ่านดูได้ดังนี้นะครับ
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ช่วงครองราชสมบัติค.ศ. 1656-1688)
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 เป็นพระราชโอรสสมเด็จพระเจ้าสรรเพชญ์ที่ 5 (ปราสาททอง) ประสูติเมื่อปีวอก จุลศักราช 944 จัตวาศก (พ.ศ.2175 ) เมื่อพระชนม์ได้ 10 พรรษา ได้ทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วไปประทับอยู่กับพระพรหมมุนีที่วัดปากน้ำประสพ และคงจะได้ศึกษาทั้งพุทธศาสตร์และไสวศาสตร์

ครั้นเมื่อพระเจ้าปราสาททองสวรรคตแล้ว เจ้าฟ้าไชยซึ่งเป็นโอรสพระองค์ใหญ่ได้ราชสมบัติ แต่แล้วก็ถูกพระนารายณ์กับพระศรีสุธรรมราชจับสำเร็จโทษ พระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองราชสมบัติแทน แต่ตั้งพระนารายณ์ให้เป็นพระมหาอุปราช ภายหลังมาคิดรักใคร่พระราชกัลยานีน้องพระนารายณ์ ทำให้พระนารายณ์น้อยพระทัย กะเกณฑ์ไพรพลยกเข้าโรมตีวังหลวง ได้ต่อสู่ล้มตายกันทั้งสองฝ่าย พระนารายณ์ให้ไพรพลทำลายประตูพระราชวังเข้าไป และตามจับพระศรีสุธรรมราชามาสำเร็จโทษ แล้วพระนารายณ์เสด็จปราบดาภิเษกเสวยราชสมบัติ ณ วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1656
ในรัชกาลนี้ ไทยมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศมาก เช่น เมื่อปี ค.ศ. 1661 อังกฤษกลับเข้ามาตั้งคลังสินค้าในกรุงศรีอยุธยาอีก หลังจากที่ปิดคลังสินค้าหยุดการค้าขายในกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีค.ศ.1624ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเป็นต้นมา ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ทางประเทศเขมรเกิดจลาจร คลังสินค้าอังกฤษในเขมรได้รับความเสียหาญ พวกอังกฤษจึงอพยพเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาอีกดังกล่าวแล้ว ถึงปี ค.ศ.1662 คณ ะบาทหลวงฝรั่งเศสพวกแรก คือ พระสังฆราชแห่งเบริธ ชื่อ ลังแบรต์ เดอ ลาม๊อต กับบาทหลวงอีก 2 องค์ ชื่อ เจมส์ เดอบูร์ช และ ฟรานซิสเดย์เดีย ได้เดินทางผ่านเข้ามาทางเมืองมะริดและเข้ามากรุงศรีอยุธยา ปี ค.ศ.1663 ไทยกับฮอลันดาพิพาทกันด้วย เรื่องฮอลันดายึดเรือสินค้าของสมเด็จพระนาราย์ที่ชักธงโปรตุเกส ฮอลันดาได้ปิดอ่าวไทย ไทยยอมทำสัญญาให้ฮอลันดาผูกขาดสินค้าหนังสัตว์ ปี ค.ศ.1671 บาทหลวงฝรั่งเศสเชิญพระราช สาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่14 กับบรรณาการของพระสันตะปาปา เข้ามาถวาย ปี ค.ศ.1680 ฝรั่งเศสเริ่มเข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา ปี ค.ศ.1681 ทูตไทยไปฝรั่งเศสไปเรือแตกแถวเกาะมาดากัสกา ปี ค.ศ.1683 ทูตไทยได้เดินทางไปฝรั่งเศสครั้งที่ 2 แต่ไม่ได้เข้าเฝ้า ปี ค.ศ.1685 พระวิสูตรสุนทร (โกษาปาน) เป็นทูตไปฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1687 ลาลูแบร์เป็นทูตเข้ามาแก้ไขสัญญา ในปีนี้ญี่ปุ่นได้ส่งทูตเข้ามาและไทยได้ส่งทูตไปญี่ ปุ่น ไทยเกิดพิพาทกับอังกฤษเรื่องเรือสินค้า เมืองคอลคอนดาในอินเดีย อังกฤษส่งเรือรบมาเมืองมะริด สมเด็จพระนารายณ์ทรงประกาศส่งสงครามกับอังกฤษ เลยขาดไมตรีต่อกัน ในปี ค.ศ.1688 ลาลูแบร์กลัวฝรั่งเศส มีทูตไทยไปด้วยนับเป็นครั้งที่ 4 กับมีนักไทยไปเรียนที่ฝรั่งเศสด้วย 5 คน
สมเด็จพระนารายณ์ทรงสวรรคต เมื่อวันที่ 11 กรกรฎาคม ค.ศ. 1688 ณ เมืองลพบุรี อยู่ในราชสมบัติ 31 ปี 9 เดือน 2 วัน
---------------------------------------------------------------
ในปี ค.ศ.1680 คณะทูตสยามคณะแรกออกเดินทางไปยุโรป นำพระราชสาสน์ ของสมเด็จพระนารายณ์ ไปถวายพระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 และสมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ ที่ 11 พร้อมทั้งเครื่องราชบรรณาการ แต่เรือที่คณะทูตชุดนี้เดินทางไปได้อับปางลงที่เกาะมาดากัสการ์ปลายเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1681 นี่ก็แสดงให้เห็นว่าคณะทูตสยามก็ได้ไปฝรั่งเศสตอนช่วงนกโดโดกำลังสูญพันธ์จากโลกไปพอดี///////
-----------------------------------------
วงโคจรของดาวหางแห่งปี 1680 เข้ากันกับกราฟแบบพาราโบลา แสดงในหนังสือ Principia ของไอแซก นิวตัน
แม้ดาวหางจะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นวัตถุท้องฟ้า แต่การเคลื่อนที่ของมันบนท้องฟ้ายังเป็นหัวข้อถกเถียงกันต่อมาอีกนับศตวรรษ แม้เมื่อโยฮันเนส เคปเลอร์ ได้พิสูจน์ในปี ค.ศ. 1609 แล้วว่าดาวเคราะห์ทั้งหลายต่างเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ในวงโคจรรูปวงรี แต่เขาก็ยังไม่แน่ใจว่ากฎเกณฑ์นี้จะใช้กับการเคลื่อนที่ของวัตถุอื่น ๆ ได้หรือไม่ เขาเชื่อว่าดาวหางเดินทางเป็นเส้นตรงไปท่ามกลางหมู่ดาวเคราะห์ กาลิเลโอ กาลิเลอี ผู้เชื่อมั่นในทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสอย่างแข็งขัน ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของไทโค และกลับเชื่อถือแนวคิดของอริสโตเติลมากกว่า ว่าดาวหางเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงผ่านไปในบรรยากาศชั้นบน
บุคคลแรกที่เสนอแนวคิดว่ากฎของเคปเลอร์สามารถใช้ได้กับการเคลื่อนที่ของดาวหาง ได้แก่ วิลเลียม โลเวอร์ ในปี ค.ศ. 1610 หลายทศวรรษต่อจากนั้น นักดาราศาสตร์มากมายเช่น ปิแยร์ เปติต์ (Pierre Petit), โจวันนี โบเรลลิ (Giovanni Borelli), เอเดรียน โอโซต์ (Adrien Auzout), โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke), โจฮัน แบบติสต์ ไคแซท (Johann Baptist Cysat) และโจวันนี โดเมนีโก กัสซีนี ต่างสนับสนุนว่าดาวหางเคลื่อนผ่านดวงอาทิตย์เป็นเส้นโค้งแบบวงรีหรือพาราโบลา ในขณะที่นักดาราศาสตร์อื่น ๆ เช่น คริสเตียน ฮอยเกนส์ และโยฮันเนส เฮเวเลียส ยังคงสนับสนุนแนวคิดว่าดาวหางเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง
ข้อถกเถียงนี้คลี่คลายเมื่อดาวหางสว่างดวงหนึ่งถูกค้นพบโดย กอตฟรีด เคียช เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1680 นักดาราศาสตร์ทั่วทั้งยุโรปพากันติดตามเส้นการเดินทางของดาวหางดวงนี้เป็นเวลาหลายเดือน ปี ค.ศ. 1681 นักบวชชาวแซกซอนชื่อ จอร์จ ซามูเอล โดเฟล (Georg Samuel Doerfel) พิสูจน์ได้ว่าดาวหางเป็นวัตถุท้องฟ้าที่เคลื่อนที่บนเส้นทางพาราโบลา โดยมีดวงอาทิตย์เป็นจุดโฟกัส ต่อมาในปี 1687 ไอแซก นิวตัน ได้เขียนในหนังสือ Principia Mathematica พิสูจน์ว่าวัตถุที่เคลื่อนที่ไปภายใต้กฎกำลังสองผกผัน (inverse square law) ของแรงโน้มถ่วงในเอกภพ จะต้องมีเส้นทางเป็นวงรีเหมือนภาคตัดของกรวย เขายังพิสูจน์ได้ด้วยว่าเส้นทางดาวหางบนท้องฟ้าเข้ากันพอดีกับเส้นโค้งแบบพาราโบลา โดยใช้ดาวหางปี 1680 เป็นตัวอย่างการคำนวณ///////
-----------------------------
การค้นพบเซลล์สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น ในปี ค.ศ. 1655 โดย นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke)มีชีวิตระหว่างปีคศ1635ถึง1703 ได้ใช้กล้องจุลทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นสังเกตโครงสร้างเล็กๆ ของไม้คอร์ก (cork) ที่ถูกเฉือนเป็นแผ่นบางๆ พบว่ามีลักษณะเป็นห้องเล็กๆ คล้ายรังผึ้ง เขาได้เรียกห้องเล็กๆเหล่านี้ว่าเซลล์ ซึ่งการศึกษาเซลล์ไม้คอร์กของโรเบิร์ต ฮุค ในครั้งนั้นเป็นการค้นพบเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเป็นครั้งแรก แต่เป็นเซลล์ที่ตายแล้วคงเหลือแต่ส่วนของผนังเซลล์ (cell wall) เท่านั้นและโรเบิร์ตฮุคผู้นี้เป็นผู้บัญญัติคำว่าเซลล์(cell)เป็นครั้งแรกในโลกและบัญญัติกฏของฮุคด้วยเป็นแนวทางสร้างนาฬิกาเที่ยงตรง
////////////////////
ปี ค . ศ .1680 Leewenhoek(มีชีวิตระหว่างคศ1632ถึง1723) เป็นคนแรกที่เห็นเซลล์ยีสต์และในปี ค.ศ. 1674 -1683 อังตวน แวน เลเวนฮุค (Anton Van Leeuwenhoek)นักวิทยาศาสตร์ชาวดัทช์ (Dutch) ได้พัฒนากล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายกว่า 200 เท่าและใช้ในการสังเกตสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กรูปร่างๆ แตกต่างกัน ได้แก่ โปรโทซัว (protozoa) แบคทีเรีย (bacteria) และสเปิร์ม (sperm) การค้นพบในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการค้นพบเซลล์ จุลินทรีย์เป็นครั้งแรกทำให้เลเวนฮุคผู้นี้ได้ถูกขนานนามว่าบิดาแห่งวิชาจุลชีววิทยา นี่ต่อไปก็เป็นพื้นฐานของการตั้งทฤษฏีเซลล์(cell theory)ของชไลเดนและชวานน์ช่วงคศ.1800ตามมา
//////////////////////
การสังเกตซุปเปอร์โนวาปีคศ1680
///////////////////////
เซอร์ไอแซคนิวตัน(มีชีวิตระหว่างคศ1642ถึง1727)
ปี ค.ศ. 1680 เซอร์ ไอแซ็ค นิวตัน เสนอทฤษฎีแรงโน้มถ่วง เพื่ออธิบายการตกของวัตถุในบรรยากาศโลก และการโคจรของวัตถุในอวกาศ////////////
--------------------------------------------------
พระราชวังแวร์ซายกำลังก่อสร้างต่อในปีคศ1680 (ช่วงสร้างค.ศ.1661-1691) สถาปัตยกรรมแบบบาโรก สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ใช้เงินประมาณ 500 ล้านฟรังส์ จุคนได้ประมาณ 10,000 คน เพื่อประกาศให้นานาประเทศเห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์ฝ//////////
------------------------------------
สมัยต้นราชวงศ์ชิง(เน้นประมาณคศ 1680)
   ปราบกบฏหมิงใต้ ปราบ กบฏสามเจ้าศักดินา
   เนื่องจากต้นราชวงศ์มีกบฏเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากทำให้ราชวงศ์ชิงต้องร่วมมือกับขุนนางราชวงศ์หมิงที่ทรยศชาติปราบกบฏหมิงใต้ หลังจากกบฏหมิงใต้สิ้นสุดเมื่อปี 1662 ปี 1673 เกิดกบฏสามเจ้าศักดินา ราชวงศ์ชิงใช้เวลาปราบกบฏทางใต้ 8 ปี 1673-1681
   กบฏสามเจ้าศักดินา 三藩之乱 เกิดขึ้นในสมัยฮ่องเต้คังซี เจ้าพิชิตภาคตะวันตกอู๋ซานกุ้ย (平西王) เจ้าพิชิตภาคใต้ซ่างจือซิ่น (平南王)และ เจ้าสถาปนาสันติสุขแห่งภาคใต้เกิ่งจิงจง (靖南王) ก่อการจลาจลในภาคใต้และปลุกระดมต่อต้านราชวงศ์ชิงปี 1673-1681 กบฏสามเจ้าศักดินาจึงสิ้นสุดลง
   สามเจ้าศักดินาคือขุนนางหมิงที่ยอมแพ้ต่อราชวงศ์ชิงและช่วยราชสำนักปราบปรามกบฏทางใต้ เป็นผู้ที่มีความดีความชอบถูกตั้งบรรดาศักดิ์รักษามลฑลทางใต้ดังนี้
   1.อู๋ซานกุ้ยถูกตั้งบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพิชิตภาคตะวันตก(平西王) รักษายูนนาน ได้รับดินแดนเพิ่มกุ้ยโจว
   2.ซ่างเขอสี่ถูกตั้งบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพิชิตภาคใต้ (平南王) รักษากวางตุ้ง
   3.เกิ่งจ้งหมิงถูกตั้งบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าสถาปนาสันติสุขแห่งภาคใต้(靖南王) รักษาฮกเกี้ยน
ค.ศ. 1683 (ปีรัชกาลที่ 22 ของจักรพรรดิคังซีราชวงศ์ชิง)รัฐบาลราชวงศ์ชิง ส่งทหารบุกรุกไต้หวัน เจิ้งเค่อส่วง(ลูกหลานเจิ้งเฉิงกงผู้ปราบฮอลันดาในไต้หวัน)นำชาวไต้หวันเข้าสวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลราชวงศ์ชิง รัฐบาลราชวงศ์ชิงจึงตั้ง 1 จังหวัดและ 3 อำเภอในไต้หวันให้สังกัดมณฑลฮกเกี้ยน
-----------------------------------------------------------------------------
อินเดีย(ช่วงปีคศ1526ถึง1857)อยู่ใต้การปกครองของราชวงศ์โมกุล(โมกุลสืบสายจากจักกะไทข่านและตุรกี)ในช่วงสมัยออรังเซฟแห่งโมกุลหรือคศ1657ถึง1707 หลังจากเหตุการณ์ออรังเซฟประหารชีวิตคุรุแห่งซิกข์องค์ที่เก้านี้ ชาวซิกข์ต้องถอยร่อนไปตั้งหลักอยู่แถบภูเขาศิวลิก (Shivalik) ในแคชเมียร์ตะวันออก โดยโควินท์ ราย (Gobind Rai) บุตรชายของท่าน ได้ดำรงตำแหน่งคุรุท่านที่สิบ ภายใต้นามว่า คุรุโควินท์ สิงห์ (Guru Gobind Singh – ค.ศ. 1666 - 1708) คุรุท่านนี้ได้ยกเลิกตำแหน่งมะสันด์ เนื่องจากพบว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้เริ่มทุจริตในหน้าที่ และด้วยเหตุที่ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มีความวุ่นวายทางการเมืองเป็นอย่างมาก โดยมีรัฐเล็กๆ ลุกฮือขึ้นประกาศตัวเป็นอิสระจากราชวงศ์โมกุล ดังนั้น คุรุโควินท์ สิงห์ จึงได้จัดตั้งคาลซา (Khalsa)หรือนักรบซิกข์ผู้ศรัทธาวัตถุแห่งศรัทธาห้าอย่าง ขึ้นมาแทนเพื่อปกป้องชาวซิกข์ในปี ค.ศ. 1699และช่วงสมัยออรังเซฟ นั้นชาวฮินดูเริ่มมีอำนาจมากขึ้นต่อสู้กับออรังเซฟได้สำเร็จ
------------------------------------------------------------------------------------------------
ปีคศ.1680ศรีลังกายังคงถูกครองครองโดยบริษัทดัตช์ อีสต์ อินเดีย คอมแพนีโดยได้ยกเว้นอาณาจักรแคนดี(kandy)ในศรีลังการให้มีอำนาจอิสระปกครองตนเองภายใต้กษัตริย์แห่งแคนดีได้ต่อไป
« Last Edit: March 15, 2014, 02:29:22 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
 :angel: :angel: :angel:
             ในปีคศ1680นั้นได้มีเจ้าลิกฟ้าหรือเจ้าผู้ดำแห่งราชสกุลสมะกุรียา(สุมุคุริยะเป็น1ใน7ราชสกุลปกครองไทอาหม)เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ไทอาหมปกครองอาณาจักรไทอาหมและตั้งแต่ปีคศ1681อาณาจักรไทอาหมได้มีราชสกุลสุดท้ายคือตุงคุนคิยะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ไทอาหมโดยเริ่มจากเจ้าเสือปาดฟ้าหรือคาธ ทาร์ สิงห์  และในสมัยกษัตริย์เจ้าเสือปาดฟ้าหรือคาธ ทาร์ สิงห์นี้ได้มีการย้ายเมืองหลวงใหม่แห่งอาณาจักรไทอาหมไปที่บอร์โกล่าด้วย และในรัชกาลสมัยเจ้าเสือปาดฟ้านี้ได้มีการทำเหรียญตราใช้ในอาณาจักรไทอาหมด้วยโดยเหรียญตรานั้นมีตราแผ่นดินของอาณาจักรไทอาหมที่เรียกว่าตราสิงโตมีปีกหรือมังกรไทอาหมหรืองีเงาคำ(NGI NGAO KHAM)โดยงีเงาคำนี้เป็นการรวมกันของสัตว์ห้าชนิดคืองูกับสิงโตกับเต่ากับม้ากับนกและสีสันของงีเงาคำมีถึงห้าสีด้วยและในปีคศ1682นั้นชาวไทอาหมได้ต่อสู้ครั้งสุดท้ายกับกองทัพมุสลิมโมกุลที่ครองอินเดียที่มีพระเจ้าออรังเซฟแห่งราชวงศ์โมกุลมุสลิมครองอินเดียผลปรากฏว่ากองทัพไทอาหมยังชนะกองทัพมุสลิมโมกุลของพระเจ้าออรังเซฟที่สมรภูมิอิตาขุลีทำให้หลังจากคศ1682ไทอาหมได้ครอบครองดินแดนโกจฮาโจเข้ารวมกับอัสสัมเพิ่มขึ้น(เรื่องการรบนี้ชาวไทอาหมเป็นนักรบที่เก่งมากสามารถต่อสู้กับกองทัพมุสลิมโมกุลที่ขยายอำนาจเข้าไปในอัสสัมหลายครั้งได้สำเร็จชนะทุกครั้งโดยครั้งสำคัญสุดคือสมรภูมิเตจบุรี หรือ Tezpur)และผ่านไปประมาณ200ปีจนถึงวันที่24กุมภาพันธ์ปีคศ1826นั้นอาณาจักรไทอาหมได้สิ้นสุดลงและต้องอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ............../////////////
             ปีคศ.1680หรือพศ2223นั้น พม่าได้อยู่ในรัชกาลสมัยของมังกะยอดิน(MIN-YEKYAWDIN)แห่งราชวงศ์ตองอูนะยองยานหรือตองอูช่วงฟื้นฟู ในรัชกาลของมังกะยอดินแห่งราชวงศ์ตองอูนะยองยานนี้มีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่กรุงอังวะ(AVA) โดยกษัตริย์ตองอูนะยองยานนามว่ามังกะยอดินนี้ยังคงมีอำนาจปกครองเมืองเชียงใหม่และอาณาจักรล้านนาทั้งหมดอยู่โดยนครเชียงใหม่และอาณาจักรล้านนายังคงตกเป็นหัวเมืองประเทศราชของราชวงศ์ตองอูโดยราชวงศ์ตองอูจะส่งข้าหลวงแห่งกรุงอังวะมาปกครองเมืองเชียงใหม่และอาณาจักรล้านนาดังนั้นในปีคศ1680หรือพศ2223นั้นข้าหลวงแห่งกรุงอังวะที่มาควบคุมแคว้นเชียงใหม่แห่งอาณาจักรล้านนามีนามว่าเจพูตรายและในปีคศ1680นี้ในรัชกาลสมัยของมังกะยอดินแห่งตองอูนะยองยานนี้บริษัทดัตช์ อิสต์ อินเดีย (ของฮอลแลนด์หรือเนเธอร์แลนด์)และบริษัท อิงลิช อิสต์ อินเดีย (ของอังกฤษ)ยังคงหยุดทำการในอาณาจักรตองอูรัตนะปุระอังวะและบริษัทเฟรนช์ อิสต์ อินเดีย  (ของฝรั่งเศส)ยังไม่มาเปิดทำการในอาณาจักรตองอูรัตนะปุระอังวะ.............//////////////
               ปีคศ1680นี้เจ้าเมืองเชียงตุงได้ปกครองเมืองเชียงตุงผ่านมาประมาณ30องค์แล้วและเมืองเชียงตุงยังคงเป็นหัวเมืองประเทศราชของพม่าหรือของอาณาจักรตองอูนะยองยานรัตนะปุระอังวะ และเมืองเชียงตุงนี้เป็นเมืองขึ้นของราชวงศ์ตองอูแห่งอาณาจักรตองอูมาตั้งแต่ปีคศ1564หรือพศ2107หรือช่วงกษัตริย์แห่งราชวงศ์ตองอูเก่านามว่าบุเรงนองและในปีคศ1680นี้เมืองเชียงตุงยังมีราชวงศ์มังรายที่สืบสายมาจากพญามังรายแห่งอาณาจักรล้านนาเป็นเจ้าเมืองปกครองดูแลเมืองเชียงตุงอยู่โดยกษัตริย์ตองอูนามว่ามังกะยอดินแห่งตองอูนะยองยานยังคงให้ราชวงศ์มังรายเป็นเจ้าเมืองมีอำนาจปกครองเมืองเชียงตุงได้อย่างเต็มที่เพียงแต่ส่งพระราชโอรสหรือครองครัวของราชวงศ์มังรายที่ได้เป็นเจ้าเมืองเชียงตุงไปเป็นตัวประกันที่กรุงอังวะเท่านั้น(ตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงตุงได้สืบสายมาจากราชวงศ์มังรายรวม600ปีจนถึงปีพศ2505หรือคศ1962โดยปีคศ1962นี้เมืองเชียงตุงถูกบังคับให้ยกเลิกการมีเจ้าเมืองพร้อมกับเมืองของเผ่าใตอีกหลายเมือง).......//////////////
              ปีคศ1680หรือพศ2223นี้เมืองเชียงรุ่งอันเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งสิบสองปันนาได้มีสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งปกครองเมืองเชียงรุ่งและสิบสองปันนาผ่านมาประมาณ30องค์แล้ว  ในปีคศ1680นี้เมืองเชียงรุ่งยังคงอยู่ในเขตแดนจีนสมัยรัชกาลคังซีแห่งราชวงศ์ชิงแต่ราชวงศ์ชิงและคังซียังคงให้เมืองเชียงรุ่งมีสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งปกครองเมืองเชียงรุ่งได้ต่อไปในฐานะหัวเมืองประเทศราชของราชวงศ์ชิงและคังซีแห่งราชวงศ์ชิงยังให้เสรีภาพด้านศาสนาแก่ยูนนานและเชียงรุ่งแต่ก็ยังติดตามการเคลื่อนไหวด้านศาสนาในยูนนาน และในปีคศ1680พม่าในสมัยรัชกาลมังกะยอดินแห่งราชวงศ์ตองอูนะยองยานก็ยินยอมให้เมืองเชียงรุ่งอยู่ในเขตแดนจีนเพราะราชวงศ์ตองอูนะยองยานไม่ต้องการมีปัญหากับจีนเรืองเมืองเชียงรุ่งและ ในปีคศ1680นี้เมืองเชียงรุ่งยังคงวุ่นวายเพราะเมืองเชียงรุ่งยังต้องจ่ายภาษีให้แก่กษัตริย์มังกะยอดินแห่งราชวงศ์ตองอูนะยองยานของพม่าและต้องจ่ายภาษีให้แก่พระจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิง และยังต้องเผชิญกับอิทธิพลของครอบครัวของเจ้าศักดินาอ๋องอู๋ซานกุ้ยที่ประกาศตัวเป็นกษัตริย์ในยูนนานต่อสู้กับราชวงศ์ชิงและยังต้องเผชิญกับอิทธิพลของพระจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิงที่ในปีคศ1680มีประกาศแต่งตั้งให้จ้าวเลียงตง(ZHAO LIANGDONG )เป็นข้าหลวงแห่งยูนนานและกุ้ยโจว(YUNNAN –GUIZHOU  GOVONOR )เพื่อแข่งกับการตั้งราชวงศ์ต้าโจวของเจ้าศักดินาอ๋องอู๋ซานกุ้ยในยูนนานและในปีคศ1680 นี้สวนดอกไม้ม่านทิงยังคงเป็นสวนดอกไม้ของเจ้าเมืองเชียงรุ่ง.////////
             ในปีคศ1680หรือพศ2223นี้ อาณาจักรล้านช้างลาวอยู่ในรัชกาลสมัยพระเจ้าสุริยะวงศาธรรมิกราช โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่นครเวียงจันทน์และยังอยู่ภายใต้กฏหมายของพระเจ้าสุริยะวงศาธรรมิกราชที่ถูกปรับปรุงแก้ใขจากคัมภีร์ธรรมศาสตร์โบราณ และปีคศ1680นี้อาณาจักรล้านช้างยังคงเป็นอาณาจักรที่เป็นอิสระจากอำนาจของกษัตริย์ราชวงศ์ตองอูนะยองยานพม่านามว่ามังกะยอดิน(MIN--YEKYAWDIN)และเป็นอาณาจักรที่เป็นอิสระจากอำนาจของกษัตริย์กรุงศรีอยุธยานามว่าสมเด็จพระนารายณ์แห่งราชวงศ์ปราสาททองด้วย และเป็นอิสระจากพระจักรพรรดิ์คังซีแห่งราชวงศ์ชิงด้วยและในปีคศ1680นี้ อาณาจักรของเผ่าไทดำนามว่าอาณาจักรสิบสองจุไทหรือสิบสองเจ้าไทและเมืองพวนของเผ่าไทพวนยังคงเป็นหัวเมืองประเทศราชของอาณาจักรล้านช้างลาว...////
             ก่อนปีคศ1680นี้ ซ่างซีซินผู้รับยศเจ้าศักดินาผิงนานอ๋องต่อจากพ่อของเขาที่ชื่อซ่างเขอสี่และซ่างซีซินได้ทำการกบฏต่อสู้กับราชวงศ์ชิงร่วมกับอู๋ซานกุ้ยผู้เป็นเจ้าศักดินาผิงซีอ๋องแห่งยูนนานและซ่างซีซินได้แพ้ต่อพระจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิงเมื่อปีคศ1677แล้วแต่ยังมีชีวิตรอดจากโทษการกบฏต่อราชวงศ์ชิงและในปีคศ1680นี้ซ่างซีซินได้กระทำการฆ่าตัวตายและในปีคศ1680นี้บริเวณเขตอิทธิพลของซ่างซีซินคือมณฑลกวางตงและมณฑลกวางซีจวงที่ติดชายแดนล้านช้างและเวียดนามนั้นก็ยังอยู่ในภาวะสงบเรียบร้อยภายใต้ข้าหลวงแห่งกวางตงและกวางซี(GUANGDONG-GUANGXI GOVONOR)ที่ชื่อว่าฉวนกวงจู(QUAN GUANGZU)ผู้ภักดีต่อพระจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิง/////
             ในปีคศ1680หรือพศ2223นั้น อาณาจักรกรุงศรีอยุธยาอยู่ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ ได้มีการจัดทำพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ขึ้นโดยพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯพศ2223นี้มีความน่าสนใจสองอย่างคือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้กู้เอกราชของกรุงศรีอยุธยาได้สวรรคตผ่านไปก่อนแล้วไม่นานประมาณ75ปีจึงเกิดมีพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสิรฐฯนี้ทำให้เรื่องพระนเรศวรมีความถูกต้องมากและพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯนี้มีการตัดลดเรื่องอภินิหารออกไปมากมายครับ////////
« Last Edit: March 18, 2014, 03:47:58 PM by yesterday »

Offline somchayzz

  • Newbie
  • *
  • Posts: 2
  • จิตพิสัย 0
อ่านเเล้วประโยชน์มากเลยอ่าครับ ได้รุ้เรื่องที่ไม่ได้รู้มาก่อนเลย

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
มีบันทึกเรื่องราชทูตชาวเปอร์เซียอัญเชิญพระราชสาสน์ของชาห์ สุไลมาน ถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อพศ.2228หรือคศ.1685 จากหนังสือของศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา2533
------------------------------------------------------------
มีเรื่องบันทึกบอกว่าเมื่อวันที่24พฤษภาคม คศ.1688 พระเจ้ากรุงสยามได้ส่งเรือ4ลำพร้อมคณะทูตนำช้างและสินค้าอื่่นอื่นเป็นบรรณาการแก่จักพรรดิโมกุลที่ครองอินเดียนามว่าออรังเซฟ อ้างจาก records of the relation between siam and foreign countries in the17th century
-----------------------------------------------------------
ในสมัยคศ.1752 ตรงกับพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์แห่งอยุธยา ขุนนางเปอร์เซียชื่อขุนกัลยาบดีได้แต่งหรือแปลถวายหนังสืออิหร่านราชธรรมหรือนิทาน12เหลี่ยมแต่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ยังทรงมีทศพิธราชธรรมของพุทธศาสนาเป็นอย่างดีมั่นคงแล้ว(นิทาน12เหลี่ยมเรื่องราชาอิสลามนั้นรัชกาลที่3พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งราชวงศ์จักรีของไทยปัจจุบันได้โปรดให้จารึกไว้ในศาลาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ท่าเตียนด้วย)

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
วันที่28พฤศจิกายน พศ.2223หรือคศ.1680 เป็นวันถึงแก่กรรมของโจวานนี ลอเรนโซ แบร์นินีหรือGiovanni Lorenzo Bernini อัจฉริยศิลปินสมัยบาโรค ผู้สามารถหลอมรวมสถาปัตยกรรมและประติมากรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้โดยมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักหรือเป็นโจทย์สำคัญในการสร้างสรรค์งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำพุของ โจวานนี ลอเรนโซ แบร์นินี สถาปนิก ประติมากร และจิตรกรสมัยบาโรคของอิตาลี แบร์นินี คือผู้เปิดศักราชใหม่ให้กับการออกแบบสร้างน้ำพุในอิตาลีและทุกประเทศในทวีปยุโรป เขาคือศิลปินผู้สร้างความสมบูรณ์แบบให้กับศิลปะบาโรคยุครุ่งเรือง และให้อิทธิพลแก่ประติมากรทั่วทั้งทวีปยุโรป  และผลงานที่ไม่ใช่น้ำพุของแบร์นินีก็มีนะครับเช่นซุ้มเซนต์ปีเตอร์เหนือแท่นบูชาในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
และจัตุรัสและแนวเสาระเบียงของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
« Last Edit: April 09, 2015, 02:32:29 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ในปีคศ. 1687 มหาวิหารพาร์เธนอนที่มีโครงสร้างแบบสัดส่วนทองหรือPARTHENON ได้เกิดอุบัติเหตุดินปืนที่กองทัพตุรกีเก็บไว้ภายในมหาวิหารพาร์เธนอนนั้นได้เกิดการระเบิดขึ้น ทำให้ส่วนกลางของมหาวิหารพาร์เธนอนหรือparthenonได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก  ทำให้มหาวิหารพาร์เธนอนทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว


« Last Edit: December 02, 2015, 11:17:33 PM by yesterday »