Author Topic: ปรัชญาหนังCloud Atlas : ส่ำสัตว์ในวัฏฏะสงสารคล้ายพุทธและกฏหนังจีนกำลังภายใน  (Read 11025 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 595
  • จิตพิสัย 29


ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พูดได้ว่าเป็นสัปดาห์ล้วงกระเป๋าคนรักหนังอย่างแท้จริง เพราะหนังแต่ละเรื่องที่เข้าฉาย เข้าข่าย “หนังดีๆ ที่น่าดู” ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น The Impossible ที่กลายเป็นหนังเรียกน้ำตาแห่งความซาบซึ้งกินใจประจำอาทิตย์ไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้น ยังมี Rise of the Guardians ซึ่งทีมสร้างเคยฝากผลงานดีๆ มาแล้วก่อนหน้า อย่าง How to Train Your Dragon แอนิเมชั่นที่นักวิจารณ์แทบทุกสำนักและคนรักหนังทุกๆ คน ยกให้เป็นหนึ่งแอนิเมชั่นแห่งปี
       
       พ้นจากนี้ ก็ยังมี Cold War หนังฮ่องกงที่ประกาศสัจธรรมว่า ในวงการตำรวจ ไม่มีใครที่จะเป็นศัตรูของตำรวจได้เท่ากับคนในกรมตำรวจด้วยกันเอง ทั้งนี้ ยังไม่นับหนังที่แปลงร่างจากนิยายขายดีรวมอย่าง The Paperboy ซึ่งสอยคะแนนและคำชมมาพอสมควร อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางหนังที่น่าดูทั้งหลายเหล่านั้น ผมคิดว่า Cloud Atlas คือหนังที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
       
       หนังเรื่องนี้ สร้างมาจากนวนิยายระดับเข้าชิงรางวัลแมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลใหญ่ระดับสากล มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากเพื่อนบางคนตั้งแต่ผมยังไม่ได้หยิบนิยายเล่มนี้ขึ้นมาอ่านแล้วว่า ตัวนิยายนั้นมีความแปลกประหลาดในตัวเองสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเล่าเรื่องแบบตัดสลับกันไปมาระหว่างเรื่องราวหกเรื่องซึ่งต่างยุคต่างสมัย และ “ดูเหมือนว่า” จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย นั่นก็ทำให้ผมหวั่นใจต่อการหยิบนิยายมาอ่านพอสมควร เพราะส่วนหนึ่งก็กลัวว่า ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องแล้วจะพาลไปกล่าวโทษว่านิยายเขาไม่ดี
       
       ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงอีกข้อหนึ่งซึ่งหลายคนคงรู้กันอยู่ ก็คือว่า ผลงานชิ้นนี้ ถูกถ่ายเทส่งผ่านสู่จอภาพยนตร์โดยผู้กำกับที่เคยสร้างงานอันชวนให้ “มึนตึ้บ” มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น “ทอม ทีคเวอร์” เจ้าของผลงาน Run Lola Run รวมไปจนถึงสองพี่น้องตระกูลวาชอฟสกี้ที่เคยให้ “ยามึน” กับคนดูหนังมาแล้ว ในเรื่องเดอะแมททริกซ์ สรุปก็คือว่า ด้วยปัจจัยแวดล้อมทั้งหมดที่กล่าวมา มันทำหน้าที่เสมือนเสียงขู่อยู่กลายๆ ว่า คุณอาจดูหนังเรื่องนี้ไม่เข้าใจหรือไม่รู้เรื่อง ซึ่งสุดท้าย...ก็เป็นเพียงเสียงขู่ อยู่ในความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น
       
       โดยส่วนตัว ผมมองว่า หนังนั้นผ่านการคิดมาพอสมควรว่าจะต้องไม่ยากเกินไป แต่ก็ต้องไม่ถึงกับง่ายมาก ช่วงแรกๆ คนดูอาจต้องพยายามปะติดปะต่อและจับจุดสักเล็กน้อยว่าเรื่องราวทั้งหกเรื่องเรื่องนั้นไม่ได้อยู่ในยุคสมัยเดียวกัน อีกทั้งการเล่าเรื่องก็ไม่ใช่การเล่าไปทีละเรื่องให้สิ้นสุดก่อนจะเริ่มเรื่องใหม่ หากแต่เป็นการเปิดเรื่องนี้ได้สักหน่อย ก็ไปเปิดเรื่องใหม่ขึ้นมา และก่อนจะเปิดเรื่องใหม่อีกเรื่อง หนังก็อาจจะย้อนกลับไปเล่าเรื่องที่เปิดไว้ในตอนแรกต่ออีกหน่อยแล้วค่อยเปิดเรื่องใหม่ขึ้นมา ผ่านการตัดต่อที่ใช้คำว่า “ขั้นเทพ” ก็ไม่ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด
       
       สิ่งหนึ่งซึ่งหนังใช้สอยเป็นเครื่องมือในการตัดต่อ เพื่อเชื่อมร้อยเรื่องราวแต่ละตอนเข้าด้วยกัน คือ บานประตูที่เปิดออก สังเกตว่าหนังใช้สิ่งนี้บ่อยมากจนน่าคิด มันเหมือนกับประตูอีกหลายๆ บานในหนังหลายเรื่อง อย่างเช่นประตูที่เด็กน้อยแห่ง Narnia เพียงแต่มันอาจไม่ใช่บานประตูที่เปิดไปสู่โลกแห่งจินตนาการ เพราะบานประตูแห่ง Cloud Atlas มันเป็นการเปิดระดับ “ภพชาติ” จากภพชาติหนึ่งสู่อีกภพชาติหนึ่ง เรื่องราวทั้งหมดในหนังนั้นกินเวลายาวนานนับพันปี เพื่อสะท้อนถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างยุคสู่ยุค และระหว่างบุคคลสู่บุคคล ผ่านการกระทำหรือบุญกรรมที่ก่อไว้ในแต่ละภพแต่ละชาติ
       
       เข้าใจว่า เดวิด มิทเชลล์ ผู้เขียนนิยายเรื่องนี้ คงผ่านการศึกษาแนวคิดตามหลักพุทธศาสนามาดีระดับหนึ่ง เขาคือนักเดินทางที่ท่องโลกมาแล้วทั่วหล้า และคงติดไม้ติดมืออุดมธรรมทางพุทธมาพอสมควร นิยายของเขาจึงอวลไปด้วยเรื่องราวของบุญและกรรม อันหมายถึงสิ่งที่คนเรากระทำทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น จนก่อเกิดเป็นสายใยไม่รู้จบ ผ่านภพข้ามชาติ หลักคิดเหล่านี้เปรียบเสมือนโครงสร้างใหญ่ที่คุมหนังทั้งเรื่องไว้ ขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปแห่งยุคสมัยแต่ละยุค ก็ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นภาพและสะท้อนให้เห็นถึงลำดับขั้นแห่งวิวัฒนาการทางสังคม จากสังคมยุคก่อนอารยธรรม ยุคทาส ยุคเทคโนโลยีเฟื่องฟู แล้ววกกลับไปสู่ยุคที่ผู้คนนับถือศรัทธาไสยศาสตร์ผีสางกันอีกครั้งหนึ่ง เป็นวัฏจักรวงจรของสังคม
       
       เรื่องราวหกเรื่อง ราวกับเมฆหกกลุ่มหกก้อนที่สัญจรเคลื่อนผ่านกาลเวลา จากเมฆาสู่เม็ดฝนตกหล่นไปเป็นน้ำแล้วระเหิดระหายกลายไปสู่หมู่เมฆอีกคราครั้ง จะว่าไป มันก็คือ “วัฏฏะสงสาร” หรือ “วัฏจักร” ทั้งของสังคมและตัวบุคคลที่หมุนวนไปเรื่อยๆ สังคมปัจจุบันเป็นแบบใด มันก็คือผลพวงที่ส่งทอดจากสังคมบุพกาล และสังคมปัจจุบันเป็นแบบใด มันก็คือเงื่อนไขที่จะกำหนดความเป็นไปของสังคมอนาคตด้วยเช่นกัน สรรพสิ่งเชื่อมโยง เหมือนกรรมใดใครก่อ ไม่ว่าดีหรือร้าย สุดท้ายก็ต้องได้ชดใช้กรรมนั้น ไม่ช้าก็เร็ว...
       
       Cloud Atlas เป็นหนังที่ดูสนุกครับ มันอาจจะไม่ใช่ความสนุกในแบบหนังแอ็กชั่นหรือตลก หากแต่สนุกเพราะวิธีเล่าเรื่องซึ่งสะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นทะเยอทะยานอย่างถึงที่สุดของผู้สร้างที่ตั้งใจทำเรื่องยากๆ ให้เป็นที่เข้าใจได้ หนังมีความอลังการทั้งวิธีดำเนินเรื่องไปจนถึงตัวของโปรดักชั่น งานวิช่วลต่างๆ ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยม เมกอัพหน้าตาตัวละครแต่ละตัวที่ต้องเล่นกันหลายบทบาท ไม่เห็นจุดที่ขาดตกบกพร่อง
       
       ในความรู้สึกว่า หนังประกอบด้วยบทพูดที่ฉลาดคมคาย กระตุ้นให้ฉุกคิดได้ตลอดทั้งเรื่อง กล่าวอย่างถึงที่สุด Cloud Atlas คือหนังที่มีความมหัศจรรย์น่าตื่นตาตื่นใจอยู่ในตัวเอง สัมผัสสุดท้ายที่เกิดขึ้น ผมอยากจะใช้คำว่า “อลังการ” มันเหมือนกับตอนที่ได้ดูหนังอย่าง Babel แล้วรู้สึกถึงจุดเล็กๆ ที่เชื่อมร้อยกันเข้าอย่างเป็นเอกภาพและทำให้เราสัมผัสได้ถึงความกว้างใหญ่ไพศาลของโลกอันไร้ที่สิ้นสุด Cloud Atlas ก็เป็นเช่นเดียวกัน เพียงแต่ข้อแตกต่างก็คือ Babel สะท้อนให้เห็นถึงการเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกันภายใต้วิธีคิดแบบ “โลกาภิวัตน์” (Globalization) ที่ว่า การกระทำของคนคนหนึ่งสามารถส่งผลกระทบไปถึงคนอื่นๆ ได้อีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดุจเดียวกับปรากฏการณ์บัตเตอร์ฟลายเอฟเฟคต์ หรือ “เด็ดดอกไม้สะเทือนดวงดาว”
       
       แต่ Cloud Atlas มหัศจรรย์ไปกว่านั้น เพราะมันไม่ได้กล่าวถึงเพียงผลกระทบของการกระทำของบุคคลที่ส่งผลต่อส่วนอื่นๆ ในสังคมในชาตินี้ หากแต่ขยายขอบเขตกว้างไกลไปถึงขั้นสื่อถึงผลกระทบระดับข้ามภพข้ามชาติ แล้วสะท้อนสัจธรรม “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ออกมาอย่างหมดจด ชาวพุทธที่มีพื้นในแก่นธรรมเรื่องเวรเรื่องกรรมซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ จะ “เข้าถึง” และ “เข้าใจ” หนังเรื่องนี้ได้ดีเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะครับ
       
       แต่อย่าไปกลัวว่ามันจะซับซ้อนดูยาก หนังไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คิด คนในชีวิตหลายๆ คน ซับซ้อนและเข้าใจยากยิ่งกว่านี้หลายร้อยเท่าอีกครับ เชื่อผม!!

---------------------------------------------------------
Cloud Atlas ผมว่าเป็นหนังดีเรื่องหนึ่งของปีนี้เลยนะครับ

แต่คนที่จะเข้าไปดูควรจะทำความเข้าใจกับเนื้อหาสักนิดนึงนะครับ จริงๆแล้วหนังเล่าถึง 6 ยุค 6 ชาติ ตอนแรกๆที่ผมดูผมค่อนข้างงงนิดหน่อยเพราะคิดว่า ทั้ง 6 ยุคจะเชื่อมต่อกัน แต่ความจริงแล้วหนังแค่ต้องการจะบอกว่า การกระทำของเราเพียงๆเล็กในภพหนึ่ง อาจะจจะส่งผมกระทบต่อไปในอีกภพหนึ่งได้ คนบางคนก็ได้ได้จะเกิดมาเลวทุกชาติไป และคนบางคนก็อาจจะเป็นคนดีในทุกๆภพไป

ผมอยากจะแนะนำว่าอยากให้คนที่เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ใจเย็นๆกันสักนิดนะครับ เพราะว่ารอบที่ผมดูมีคนเดินออกจากโรงไปถึง 2 คนเพราะดูไม่รู้เรื่อง และหนังมีระยะเวลาค่อนข้างนานคือ 3 ชั่วโมง แรกๆหนังอาจจะค่อยๆดำเนินเรื่องตัดไปตัดมาทำให้งงครับ แต่รับรองว่าเวลาคุณดูจบจะได้อะไรให้กับไปคิดเยอะครับ

---------------------------------------------------------
แบ่งเป็นยุดๆดังนี้ครับ

บันทึกท่องแปซิฟิคของ อดัม อีวิง
ปี 1850 เรือ พรอฟิเทส, มหาสมุทรแปซิฟิค
ทนายหนุ่มชาวอเมริกัน อดัม อีวิง กำลังป่วยหนักระหว่างการเดินทางจากเกาะซาธัมไปยังซานฟรานซิสโกบ้านเกิด และได้เขียนเรื่องราวต่างๆที่ได้พบเจอในการเดินทางลงในบันทึก

จดหมายจากเซเดลเกม
ปี 1931 ปราสาทเซเดลเกม, เบลเยียม
นักดนตรีหนุ่มอังกฤษ โรเบิร์ต โฟรบิเชอร์ ได้เข้าไปเป็นอาลักษณ์ของอดีตนักดนตรีชื่อดัง วิฟเวียน แอร์ส เพื่อหวังไต่เต้าสู่ความฝัน และเล่าเรื่องราวลงในจดหมายถึงเพื่อนรักที่ชื่อ รูฟัส ซิกซ์สมิธ

ครึ่งชีวิต: เรื่องลึกลับครั้งแรกของลุยซา เรย์
ปี 1975 บิวนาส เยอร์บาส, แคลิฟอร์เนีย
เรื่องราวของนักข่าวสาวโสดลุยซา เรย์ที่ได้เข้าไปสืบสวนโครงการที่ไม่ชอบมาพากลของโรงพลังงานนิวเคลียร์แห่งหนึ่ง

วิบากกรรมสยองของ ทิโมธี คาเวนดิช
ช่วงต้นศตวรรษที่ 21, อังกฤษ
เจ้าของสำนักพิมพ์สูงอายุที่ต้องหนีการตามล่าจากพวกแก๊งค์พี่น้องของนักเขียนในสังกัด ที่เรียกร้องเงินส่วนแบ่งจากการขายหนังสืออย่างไม่เป็นธรรม

คำให้การของซอนมี 451
อนาคตยุคดิสโทเปีย, เนอา โซ โคโปรห์ (เกาหลี)
มนุษย์สังเคราะห์ ซอนมี 451 อดีตบริกรของร้านอาหาร ปาปา ซอง ได้ลงบันทึกคำให้การถึงเรื่องราวของตัวเธอซึ่งอาจก่อให้เกิดกระแสปฏิวัติ

ช่องเขาสลูซาและเรื่องราวถัดจากนั้น
โลกหลังการล่มสลาย, ฮาวาย
ชนเผ่าหุบเขา นาม แซครี่ ได้พบกับ เมโรนิม หญิงชาวหยั่งรู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมครั้งก่อนการล่มสลาย และการเผชิญกับชนเผ่าโคนาที่โหดร้าย
โจ้โอนิ
--------------------------------------------------
ส่วน ปานรูปดาวที่ปรากฏนั้น ความเห็นส่วนตัวมองว่าผู้ทำหนังใส่เข้ามาเพื่อให้เห็นถึงการเชื่อมโยงของดวงจิตหรือวิญญาณในแต่ละภพ ชาติ ว่าหนึ่งดวงวิญญาณสามารถเกิดได้ในหลายๆรูปกาย ทั้ง ชาย หญิง เกย์ และ สามารถสร้างกรรมดี กรรมชั่ว และกรรมดี กรรมชั่วที่สร้างไว้นั้น มันสั่งสม และ ติตตามมา เพื่อชดใช้กรรม แล้วแต่วาระ แล้วแต่โอกาส และส่งผลข้ามภพชาติถัดๆไปได้ตลอด
เพียงหนึ่งตัวละครเพื่อทำให้คนดูได้ฉุกคิด และกระตุกให้คนดูได้เริ่มวิเคราะห์และเชื่อมโยงดวงจิต หรือดวงวิญญาณ ของตัวละครอื่นๆ ตามกรรม ตามวาระ ที่ควรน่าจะเป็น ด้วยสมองและจิตสำนึกเรื่องดี ชั่วเอง..(ประมาณว่าชี้โพลงให้แล้วนะ ที่เหลือลองคิดเอง) และความคิดนี้เองคนดูสามารถได้รับประโยชน์และสามารถชี้วัดถึงเรื่อง ความเชื่อ ต่อ เรื่องกรรมดี กรรมชั่ว ที่มีในตัวคนดูเองได้มากน้อยเพียงใด
สรูปโดยส่วนตัว หนังเรื่องนี้ได้สอนให้คนได้รับรู้ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีจริง คนทำเลวชาตินี้ ได้ดี แต่ชาติหน้าได้รับผลกรรมนั้นแน่นอน
พุทธ ล้วนๆ
จากชาวพุทธ ดูหนังด้วยสติ
--------------------------------
มาจากhttp://www.manager.co.th/entertainment/viewnews.aspx?NewsID=9550000148624
 
« Last Edit: September 04, 2013, 09:39:23 PM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 595
  • จิตพิสัย 29
กฏของหนังจีน กำลังภายใน 100 ข้อ

1. ถ้าคุณเป็นพระเอก แม้ ไม่เคยมีงานทำแต่มีเงินใช้ตลอดเรื่อง
2. ไม่ว่าหน้าผาจะสูงซักแค่ไหน ถ้าคุณเป็นพระเอกตกยังไงก็ไม่ตาย
3. หลังตกจากหน้าผา คุณไม่เจอคนใจบุญ(พวกผู้หญิงช่วยเอาไว้)คุณก็ต้องเจอสุดยอดคัมภ ีร์
4. ใครก็ตามที่อ้างว่าตัวเองเป็นฝ่ายธรรมะคนนั้นมักจะเป็นคนเลว
5. คนบ้าๆ โทรมๆ มักจะมีวรยุทธสูง พอๆ กับความบ้าของมัน
6. เวลาคุณ ได้เปรียบศัตรู มักจะใจดีปล่อยศัตรู ทั้งๆที่ปกติก็หาโอกาสยากอยู่แล้ว
7. เวลานางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชาย คนในเรื่องจะดูไม่ออก แม้คนทั้งโลกจะดูออกก็ตามโดยเฉพาะ พระเอกจะโง่กว่าใครเพื่อน
8. เวลาพระเอกหนาว หรือ ไอเย็นเข้าแทรก นางเอกมักจะเป็นคนห่มผ้าให้หรือไม่ก็เอาตัวห่ม
9. เวลาโดนฝ่ามือซัด ต้องรักษาด้วยลมปราณ
9.1 ถ้าเป็นผู้ชาย กับ ผู้หญิง จะต้องถอดเสื้อผ้าเดินลมปราณ
9.2 ถ้าเป็นผู้ชาย กับผู้ชาย ไม่ต้องถอดเสื้อหรอกโว้ย (ทำไมว๊ะ)
10. ตัวละครที่อารมณ์ดีที่สุด คือ ตัวโกง เพราะหัวเราะร่วนทั้งเรื่องโดยเฉพาะก่อนลงมือฆ่า แต่ก็เพราะมันมัวแต่หัวเราะ พระเอกมักฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

11. ไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บรูปแบบไหน โดนฟันแขนหรือขา เลือดก็จะต้องออกทางปาก
12. ตัวประกอบตายเร็วเสมอ ตัวสำคัญจะใช้ เวลาสั่งเสียยาวนานจนคุณเปลี่ยนวีดีโอม้วนใหม่
13. ก่อนจะเงื้อดาบ ต้องข่มขวัญกันก่อนเสมอ เช่น “ดาบข้าตีด้วยเหล็กเย็นใช้เวลาเจ็ดปี อาบเลือดมาแล้วกว่าร้อยศพ “ ฯลฯ
14. ถ้าฝ่าย อธรรม มีคนมากกว่าฝ่ายธรรมะ เรียกว่า หมาหมู่ ถ้าฝ่ายธรรมะมากกว่าเรียกว่า สามัคคี รวมใจปราบมาร
15. นางเอกมักเป็นลูกตัวโกง หรือไม่ก็อยู่พรรคมาร ต้องโดนเรียกจิกหัวว่า นางมาร
16. นางมาร ตัวจริง ต้องชุดแดง สวย sexซี่
17. การกินมูมมาม เสียงดัง เลอะเทอะ แสดงว่า อาหารอร่อย กรอกเหล้าเข้าปากต้องให้ หกๆ แสดงว่าดื่มเก่ง
18. เวลาแอบดู คุณต้องเอานิ้วจิ้มน้ำลาย เพื่อเจาะประตูให้เป็นรูก่อนนะ ขอแนะนำชุดดำ โพกหน้า โพกหัวด้วย แต่ถ้าคุณเป็นผู้หญิง จะโดนจับได้ก่อนเสมอ
19. ถ้าจะส่งสารท้าประลอง ต้องเอาเลือดเขียน (**เขียนสวยด้วยนะ)หมึกมีแต่อย่าไปใช้เชียวเชย
20. พิราบสื่อสาร โดนฝ่ายตรงข้ามจับได้ก่อนประจำ

21. หมอเทวดา มักเปิดคลีนิคอยู่ในป่า ขุนเขาลึกลับ ถ้าไม่เก่งจริงอย่าไป ตายอย่างเขียด เพราะอันตรายมาก หมอพวกนี้ไม่นิยมคิดตังค์ซะด้วยสิ
22. ถ้าบาดเจ็บ เป็นโรคตอนหน้าร้อน ต้องระวังให้มาก เพราะสมุนไพรเจ๋งๆ ส่วนใหญ่ต้องอยู่ บนหุบเขาที่มีหิมะ หายากๆ
23.วัดร้าง ต้องมีวัดร้างเสมอ วัดร้างจะต้องรกๆ มีฟางเยอะๆ และตอนอยู่ในวัดร้างศัตรูก็จะตามมาพอดี แล้วพระเอกนางเอกก็จะหลบอยู่หลัง พระพุทธรูปคอยเงี่ยหูฟัง ตัวร้ายคุยกัน
24.ถ้ำจะอยู่ลึกลับมาก จะไม่มีวันได้เจอ จนกว่า จะโดนซัดฝ่ามือตกลงมา ในนั้นนอกจากคัมภีร์ สุดยอดวิชา จะมีกระดูก หรือไม่รูปปั้น และก็คำกลอน สารภาพรัก ไม่ก็บรรยายความเศร้า ชีวิตที่ผ่านมา พระเอกอ่านเจอ ก็จะรู้ว่าท่านผู้นี้คือสุดยอดฝีมือ ที่หายจากยุทธภพไปนานอย่างไร้ร่องรอย
25.คนที่รู้ความลับ มักตายก่อน ก่อนตายจะ บอกความลับให้นางเอกรู้ แต่ก็จะพร่ำพรรณา จนตายไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้บอกความลับเลย
26.ชุดไม่เคยเปลี่ยน ต้นเรื่องยันท้ายเรื่อง
27.เจ้าของโรงเตี๊ยม มาดนอบน้อมใจดี มักเป็น ฝ่ายผู้ร้าย แอบส่งข่าวให้ตัวร้ายรู้
28.ชอบเกิดผิดใจกันในโรงเตี๊ยม มี 2 กรณี ไม่เป็นเพื่อนรักกันไปเลย ก็เป็น ศัตรูคู่อาฆาต
29.ชอบสั่งหมี่เปล่าๆมากิน อร่อยตรงไหน?
30.ขณะที่นั่งเขียนหรืออ่านหนังสือ อัตราการถูกซัดลูกดอก อาบยาพิษ สูงมาก

31.สารท้าจากพรรคมารจะมาในรูปแบบของลูกดอก ปักที่ต้นไม้พร้อมจดหมาย
32. ถ้าไม่อยากโดนลูกหลงจงอย่าไปนั่งในโรงเตี๊ยมเด็ดขาด เพราะมันจะต้องมีเรื่องกันกลางโรงเตี๊ยม และจับโยนลงมาจากชั้นลอยเพื่อให้อีกฝ่ายตกลงมาฟาดโต๊ะให้หักเป็ น 2 ท่อน
33. ถึงแม้ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะก็ตาม.. แต่ทุกครั้งที่มีเรื่องในโรงเตี๊ยมมักไม่เกรงใจผู้อื่น โดยเฉพาะเจ้าของ โรงเตี๊ยมที่ต้องรับกรรม เพราะหลังจากโรงเตี๊ยมพังพินาศแล้ว ทั้งพระเอกและตัวร้ายก็จะสะบัด** จากไปอย่างไม่อายฟ้าดิน
34. ไม่มีคำว่า " ให้อภัย " มากไปกว่า " ล้างแค้นแทนพ่อ " ก็จะไม่ให้มันแค้นคั่งได้ยังไง ในเมื่อผู้เป็นพ่อ ได้สั่งเสียไว้ก่อนตายว่า " ล้างแค้นแทนพ่อด้วย .. แหง็ก.. "
35. ถ้าเรื่องไหนกล่าวถึงฮ่องเต้ มักจะต้องกล่าวถึงแม่ฮ่องเต้อยู่เสมอ และยัยแก่คนนี้แหละที่จะเป็น คนเดียวที่ฮ่องเต้เกรงใจนอกไปจากขุนนางสอพลอที่ฉายแววร้ายและสา รเลวให้ทุกคนในโลกได้รู้ ยกเว้นฮ่องเต้...
36.ไปสำนักบู๊ตึง ต้องผ่านเหวทิ้งกระบี่สำหรับทิ้งอาวุธ แต่พอขึ้นไปบนสำนัก ฟันกันไม่ยั้งทั้งกระบี่ ดาบ หอก ( ทางสำนักมีให้เช่า ก็ไม่บอก )
37.สำนักนางโลม สาวสวยๆมักไม่ขายบริการ แต่ขายเสียงเพลง วาดรูปอย่างเดียว ( สงสัยจะรอพระเอก ) แต่คนเที่ยวตรึม
38. ไม่ว่าจะโดนโจมตี กี่ครั้ง ปางตายแค่ไหน เสื้อขาดจนกลายเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่หลังจากได้รับการรักษาตัวแล้ว เสื้อจะกลับกลายเป็นอย่างเดิม สีเดิม ย้ำ เหมือนเดิมทุกอย่าง ประมาณว่าผู้รักษาเป็นหมดเทวดา ที่แม้แต่เสื้อผ้า แกก็สามารถซ่อมได้ เหมือนเดิม
39. โดยมากนางเอกจะฉลาดกว่าพระเอก
40. ถ้าพระเอกหรือนางเอกโดนยาพิษ มักจะรักษาได้ยากมาก อาจต้องใช้บัวหิมะพันปี โสมหมื่นปี ซึ่งอายุการงอกเป็นไปตามชื่อ แต่เมื่อไปเก็บยา(อาจจะยากลำบากหน่อย) มักจะเจอทุกครั้ง (ถ้าไม่ใข่พระเอกกับนางเอกอาจตายได้)

41. ถ้าเห็นคนผ่าฟืน ตักน้ำ หรือหาปลา พึงสังวรณ์ไว้ว่า มันคือยอดฝีมือทั้งนั้น อย่าประมาท
42. ต้องมีสถานที่ประหลาดๆเช่น หุบเขาแม่ม่าย เกาะดอกท้อ หมูบ้านเศร้าซึม อะไรเทือกนั้นน่ะ
43.ฮองเฮาในเรื่องจะร้ายเสมอ
44.พวกขุนนางโฉดมักจะเป็นพ่อตาฮ่องเต้
45.มักมีห้องลับ ประตูกล ทะลุไปยังที่เก็บคัมภีร์ ไม่ก็ ที่ๆสลักกระบวนท่าวิทยายุทธเอาไว้ หรือไม่ ก็เป็นทางออก ทำให้หนีจากศัตรูได้
46.พระเอกนางเอกมักมีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์พ่อหรือ X 
47.ต้องมีซักคนจากไปพร้อมทิ้งจดหมายเอาไว้
48.เมื่อโดนไล่เข้าตาจน ข้างหลังเป็นหน้าผาเบื้อง ล่างเป็นน้ำทะเล อย่ากลัว ให้กระโดดลงไป เพราะไม่มีทางจะตาย ต้องไปติดเกาะอะไรซัก อย่างเสมอ
49.ลูกสาวพวกเจ้าสำนัก หรือลัทธิอะไรต่างๆ ชอบมักพระเอก
50.ชอบหนีปัญหาด้วยการไปบวชเป็นหลวงจีน

51. พระเอก ผู้ร้าย นางเอก สวมชุดเดิมเสมอตลอดกาลไม่เคยเปลี่ยน
52. ประโยคเด็ด "เราจะหนีออกจากยุทธจักรด้วยกัน ไปที่สุดหล้า ฟ้าเขียว หามีผู้ใดเจอเราไม่ ข้าทำนาเจ้าทอผ้า มีความสุขตามประสา"
53. หนังกำลังภายในที่มีเล่นแสง แสงผู้ร้ายมักเป็นสีเขียว
54. หนังผี โดยมาก ผีจีนมักอยู่ในราชวงศ์ชิง (แมนจู) นานๆจะเจอราชวงศ์ฮั่น หรือถัง หรือซ้อง
55.พระเอกมักจะถูกจับไปขังหรือไม่ก็ไปติดอยู่ในถ้ำ แล้วฟลุ๊คเจอคำภีร์ ทั้งๆที่คนอยู่ก่อนหน้านี้ ไม่ยักเจอ
56.พระเอกต้องมีสาวมาหลงอย่างต่ำ 2 คนขึ้นไป
57.พระเอกอยู่ดีๆก็มีคนโยนตำแหน่งเจ้าสำนักมาให้ ทั้งที่ๆคนในสำนักนั้นแย่งชิงกันแทบตาย แต่กลับมาตกอยู่ที่พระเอก
58.ต้องมีแบบแอบเป่ายาสลบเข้าไปรมตัวละครที่ในห้อง
59.ต้องมีการย่างไก่หรือ!อื่นๆกินกลางป่า
60.อาหารสุดฮิตของโรงเตี๊ยมกลางทางคือหมั่น โถวกะนำชา

61.ยัยคนที่เป็นนางเอกมักแก่นเซี๊ยว
62.ไม่มีทางที่นางเอกจะเก่งกว่าพระเอก ยุทธจักรน่ะมันโลกของผู้ชายโว้ย
63.วัดร้างย่อมต้องมีไก่ป่า เห็นหระเอกจับมาย่างกินตัวเหลืองอร่ามแทบทุกเรื่องเชียว
64.จอมยุทธ์เดินทางรอนแรมเป็นปี ๆ ผ่านก่รต่อสู้มามากมาย แต่เสื้อผ้าไม่ยักกะเลอะเทอะ แถมสัมภาระในการเดินทางก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าห่อผ้าเล็ก ๆ ห่อเดียว
65.ตัวเอกแทบไม่เคยขัดสนเงินทอง หากไม่มีเงินแบบแท่โต ๆ ก็ต้องมีตั๋วเงินให้ล้วงออกมาใช้เสมอ (สงสัยจริง ๆ ว่าแขนเสื่อพวกเนี้ย มันใส่ของได้จุขนาดนั้นเลยเรอะ)
66.ที่สำคัญ จอมยุทธจะเชื้อดีมาก ไม่สนว่าช่วงนั้นจะมีประจำเดือนมั๊ยรับรองถ้าได้เสียกันครั้งเด ียว ท้องแน่นอน
67.เวลา พระเอกนางเอกตกน้ำ พอฉากหลังจากนั้น เสื้อผ้าพี่ทั่น ทรงผม ฯลฯ จะ หายเปียก หรือ ผมเข้าทรง เหมือนเดิม สงสัยมี บริการ ซักอบ รีด กับ hair salon delivery มั้ง
68.ไฟในเรื่องจะเป็นอาไร ที่จุดง่ายมาก เวลาย่างไก่กิน ทำมัยติดง่ายจัง เวลาเผา บ้านเผาวัดแม้ไม่มี เชื้อเพลิง ไม่มีน้ำมัน แต่ จะกลายเป็นไฟนรกได้ ในพริบตา
69. อย่าดูถูก พวก แมงมุม ตะขาบ กบ คางคบ ว่าเป็น !ชั้นต่ำ ให้ลองชิม ดูแล้วจะรู้ว่า กินแล้ว พลังวัตร จะสูงขึ้น แก้พิษได้ด้วย
70. วิชาที่เหมือนๆกัน ไม่ว่าจะมีคนจะฝึกมานานแค่ไหน 10 ปี 20 ปี แต่พอพระเอกมาฝึกแล้ว ขอเวลา วัน 2 วัน จะเก่งขึ้นกว่าคนที่ฝึกมาก่อนเสมอ

71.เวลาตกเขาแล้วรอดตาย แต่ แขนหักทำมัยไม่มีเลือดออก ตัวเบาจิง
72.คนใช้ของนางเอก ต้องชื่อเสี่ยวชุ่ยทุกคน ทุกเรื่องด้วย ไม่รู้ทำไม
73.พระเอก ตอนเล็กๆ ต้องไม่เป็นวรยุทธ์ แต่อยู่ดีๆก็จะฝึกไอ่ที่เค้าฝึกไม่ได้กันจนสำเร็จ (คนคิดวิชายังฝึกได้แค่ขั้น 9 )
74.ไม่เคยมีใครฝึกวิทยายุทธเป็น เร็วและคล่องเท่าพระเอก
75.ในเรื่องห้ามฝึกวิชาตามขั้นตอนเด็ดขาด ต้องฝึกแบบลัดๆ หรือไม่ก็ฝึกแบบไม่สนธาตุไฟเข้าแทรก (มักจะสำเร็จวิชาภายในเวลาอันรวดเร็วมากๆ เช่นข้ามคืน) จึงจะเก่งได้ (เก่งกว่าคนที่ฝึกมา 20-30 ปีด้วย)
76.ไม่ใช่นก ไม่มีปีก แต่ก็ใช้** บินได้...
77.พวกหนังจีนจะเป็นพวกสิงห์รมควัน จะรักษา ใครหรือถ่ายพลังให้ใครฝึกลมปราณจะต้องมีควันฟุ่งขึ้น ยิ่งควันสีขาวนี่สุดยอด
78.เวลาที่พระเอกนางเอกสู้กับศัตรู ตอนที่ศัตรูจะใช้ดาบฟันขา พวกเขามักจะกระโดดหลบได้เสมอ ไม่เคยเห็นเรื่องไหนมันโดนฟันขาขาดมั่งเลย
79.ในเรื่อง คนจนส่วนมากจะเก่งกว่าคนรวย โดยเฉพาะพวกขอทาน พรรคกระยาจก และจะแต่งตัวโทรม ๆ ถือไม้คนละอันขันอีกใบ แต่พวกนี้มีวิชายอดเยี่ยม ไม่รู้เอาเวลาที่ไหนไปฝึกวิชาแล้วเอาวิชาที่ฝึกมาจากไหน
80.เสี่ยวเอ้อไง ใครอยากรู้ข่าวอะไรในยุทธภพก็จะมาถามเสี่ยวเอ้อนี่แหละ รับรองว่ารู้หมด

81. ทำมัยพวกหลวงจีน ตามวัดเส้าหลิน นักบวชที่ถือศีล ถึงฆ่าคนได้ เลือดเย็นโคด เอ่ะอ่ะๆฟัน
82. ไม่ว่าจะบาดเจ็บปางตายแค่ไหน ที่ที่คุณควรไป คือวัดเส้าหลินอีกแล้ว คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น ช่วยคุณได้เสมอ
83.เวลา พระเอกนางเอก งอนกัน หรือ ทะเลาะแล้วต้องแยกจากกัน เวลาทั้งคู่อยู่ในสถานที่เดียวกัน เดินผ่านกัน ในตลาด มักจะมองไม่เห็น บังเอิญจริง
84. เรื่องของการจี้สกัดจุดยังไง แค่เอานิ้วแตะเบาๆทีสองทีก็ตัวแข็งทื่อได้เป็นวันๆเลย หรือจี้เบาๆ ที่เดียวก็อ๊วกออกมาเป็นเลือดเลย จริงหรือเปล่า?
85.เวลาจะไปแอบฟังหรือแอบดูความลับใคร ไม่ใช้นิ้วเจาะผนังกระดาษก็กระโดดไปเปิดหลังคาบ้าน สงสัยจริงๆว่าช่างมันเจาะจงไว้ให้หรือว่าอย่างไรนะ
86.ชาวยุทธจักรช่างใจเสาะกันจริงๆ พูดแต่คำว่ามิกล้าๆๆ วันนี้ขอเพิ่มแค่นี้ก่อนแล้วกันวันหลังจะมาใหม่
87.พระเอกจะฝึกวิชา ยกเว้นวิชาที่บอกให้ตอนตัวเองเป็นขันที ซึ่งก็จะมีแต่ตัวโกงเท่านั้น ที่ฝึกทุกวิชา โดยไม่ลืมหูลืมตา ก็เพราะต้องการเป็นใหญ่ในยุทธจักร
88. ทั้งๆที่เหล้านารีแดงเป็นเหล้าที่หายากชั้นเลิศแต่ไม่เคยเห็นคน สั่งกินกันอย่างสุภาพเลยซัดโฮกๆ
89.เวลาสำรวจว่าอาหารมีพิษหรือเปล่าต้องใช้ตะเกียบงาช้างเท่นั้ นหรือไม่ก็มีตัวประกอบเสนอหน้า ท่านชายข้าจะลองกินเอง อัตราสูงมากที่เจ้าตัวประกอยนั้นต้องตายเป็นคนแรก เพราะอยากเสร่อลองชิม
87.สุรายอดฮิตอีกอย่างนอกจากนารีแดงก็คงไม่พ้นใบไผ่เขียว อิอิอิ
88.จะบุกวัดเส้าหลิน ต้องไปหอคัมภีร์ก่อน ของตำรา แล้วจุดไฟเผา ไฟไหม้ช้ามาก แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ พวกหลวงจีน หาน้ำดับไฟไม่ทันอยู่ดี
89.พระเอกมักตื่นเช้าขึ้นมาแล้ว มักไม่อาบน้ำ แปรงฟัน แต่จะใช้น้ำในกาละมังที่ สาวใช้เตรียมไว้ ลูบเฉพาะใบหน้า (คุณชายโสโครก)
90. อยากเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับพระเอก ไม่ยาก สิ่งที่ต้องทำคือ เลี้ยงเหล้า ให้ที่พัก ให้เงิน หรือแม้กระทั่งประลองยุทธ เนื่องจากพระเอกถูกชะตาคนได้ง่ายมาก

91.ถ้าตัวร้ายเป็นผู้หญิงอาวุธเธอไม่มีอะไรมากแค่เครื่องดีดสาย อันนึงหรือไม่ก็ผ้ายาวเป็นเมตร ออกมาทางแขนเสื้อ(มันจุได้เยอะขนาดเชียว)
92.ตัวร้ายผู้หญิงก่อนจะมาเป็นนางมารต้องถูกหักอกมาก่อน
93.ตัวร้ายหญิงต้องเกลียดผู้ชาย
94.กรณีนางเอกปลอมเป็นชายจะถูกจับได้ก็เมื่อ อันผ้าโผกหลุดเห็นผมยาว-ดูเหมือนจาเลิกฮิตไปแล้ว เพราะมีกลยุทธshowนางเอก ให้(พระเอกเท่านั้น)จับได้ ไม่ว่าจาเป็นเห็นตอนอาบน้ำ เผลอ(แอบ) จับหน้าอก สวมกอด ..เป็นต้น
95.เวลาแม่นางเอกคลอดลูกตายถ้าลูกรอด..อีกสิบก่าปีต่อมาลูกจะหน ้าเหมือนแม่เด๊ะทุกกระเบียดนิ้ว... (บอกให้เค้ารู้ว่าแม่หนาแบบนี้)ถ้าเป็นผู้ชายก้อจะหน้าเหมือนพ่ อ...เหมาะแก่การตามหาพ่อ เมื่อเป็นกรณีที่พลัดพรากกันตอนยังไม่เกิด......
96.ก่อนพ่อแม่นางเอกจะตายต้องสั่งเสียว่าอย่าลืมล้างแค้นให้ด้ว ยนะ
97.ถ้าพระเอกถูกเจ้าสำนักลงโทษ ต้องไปคุกเข่าที่หอ/ห้อง/เขาสำนึกตน โดยมีศิษย์น้อง (ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและนางเอก)ไปส่งอาหารให้
98.พระเอก ต้องเปงคนดีเสมอ ฉันนี่แหละเริ่ด เหตุผลฉันดีกว่า แบบประมาณว่าพระเอกเนี๊ยแหละถูก อยู่กะพระเอกแล้วจะรอด หรือไม่ก้อจะเปงผ่ายดีตลอดกาล
99.ไม่ว่าคนเขียนจะเป็นใคร ในเรื่องจะมีสำนักน้อยใหญ่มากแค่ไหน แต่สำนักpatternที่ต้องมีคือ บู๊ตึ้ง เส้าหลิน ง้อไบ๊ ส่วนพรรคมารแล้วแต่ผู้เขียนเรื่องนั้น
100.พรรคมารมักชื่อดูยิ่งใหญ่ เหมือนจะครอบครองทั้งยุทธภพเช่นพรรคใต้หล้าในstormrider ส่วนพรรค ลูกๆของพรรคมารที่กระจอกมักชื่อเป็น! เช่น พรรคปลาวาฬ พรรคเสือดาว พรรคอินทรี พรรคฉลาม

-พระเอกจนๆจะคู่กับหมั่นโถว
-ขนมหวานยอดฮิตจะเป็นพุทราเชื่อม
-กับแกล้มยอดฮิต ไก่ต้ม
-ถ้าพระเอกได้รับพิษร้ายแรง หลังจากรักษาหายแล้ว ก็จะได้รับผลข้างเคียงเป็นพลังวัตรแบบสุดยอด
-ของที่พระเอกซื้อไปฝากนางเอกมักป็นปิ่นปักผม บางทีอาจเป็นหวี
-จอมยุทธตาบอดจะต้องเก่งมากๆเสมอ
-มักมีฉากตีกัน ณ ที่ตากผ้า ผ้าจะต้องเป็นผ้าผืนยาวเป็นสิบเมตร ห้ามเป็นผ้าที่ตัดเย็บแล้ว
-เมื่อตีกันในโรงเตี๊ยมจะต้องมีคนถลาออกมาจากหน้าต่างชั้นสองเสมอ
-------------------------------
คัดลอกจากเวปอื่นอื่นนะครับ :-\ :-\ :-\

Offline ISP

  • Newbie
  • *
  • Posts: 17
  • จิตพิสัย 0
หนังเรื่อง Total  Recall  ก็มีการพูดถึงหลักธรรมต่างๆของศาสนาพุทธไว้เหมือนกันนะครับ

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 595
  • จิตพิสัย 29
คุณISPครับ การพูดเรื่องหนังมันก็อาจจะทำให้จิตใจชอบหนังได้มากกว่าโลกแห่งความจริงนะครับ ผมจึงขอแสดงความเห็นสั้นๆบางอย่างดังนี้ครับว่า สำหรับหนังเรื่องtotal recall(โททอลรีคอล)มันต่างจากหนังเรื่องcloud atlas(คลาวแอตลาส)อยู่นะครับดูเหมือนว่าหนังเรื่องคลาวแอตลาสจะมีเรื่องปรัชญาศาสนาที่มากกว่าหนังเรื่องโททอลรีคอลเช่นหนังคลาวแอตลาสพยายามแสดงว่าคนทำอะไรในแต่ละชาติของตนเองรวม6ชาตืของตนเองแต่หนังโททอลรีคอลพยายามแสดงว่าคน1ชาติของตนเองนั้นอาจจะเจอกับเครื่องรีคอลหรือRekall ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องที่หลบจากความเป็นจริงและปลูกฝังความทรงจำใหม่ ที่สามารถเป็นอะไรก็ได้ดังใจฝัน ดังนั้นความหมายนี้จึงบอกได้ว่าโลกแห่งความเป็นจริงไม่สามารถดำเนินไปให้ถึงฝั่งฝันได้จึงมีคนหันมาใช้บริการเครื่องรีคอลหรือRekallกันมากมาย

และผมอาจจะคิดเห็นส่วนตัวกับหนังเรื่องโททอลรีคอลที่พยายามเสนอเรื่องสาวที่มีสามเต้านมที่เป็นจุดเด่นพอควรในหนังครับ ผมคิดว่าสาวที่มีสามเต้านมอาจจะสื่อความหมายว่าราคะหนึ่งเต้านมและโทสะหนึ่งเต้านมและโมหะหนึ่งเต้านมซึ่งราคะโทสะโมหะจะให้ความตื่นเต้นสนุกเย้ายวนหอมหวลอบอวลแก่ทุกคนที่ขาดสติไม่เห็นพิษภัยของราคะโทสะโมหะซึ่งได้สาระอยู่นะครับ

สำหรับผมแล้วภาวะสมาธิที่มีในโลกแห่งความจริงดูจะเป็นคู่แข่งกับเครื่องรีคอลที่มีอยู่ในหนังโททอลรีคอลเท่านั้นตอนนี้ มันเลยทำให้ผมขอถามความเห็นคุณISPและทุกท่านที่อ่านนะครับว่าหลังจากที่ท่านเมื่อได้ดูหนังโททอลรีคอลและได้อ่านเรื่องประหลาดยานี(prahlad jani)โยคีอินเดียผู้อ้างว่าทำสมาธิอดน้ำอดข้าวมาได้ตั้ง70ปียังไม่ตายเลยซึ่งเป็นข่าวดังระดับโลกไม่แพ้หนังระดับโลกเลยนะครับนั้นท่านชอบที่อยากจะอยู่ในภาวะใดมากกว่ากันถ้ามีให้เลือกแค่สองภาวะเท่านั้นระหว่างภาวะที่อาศัยเครื่องรีคอลกระทำกับจิตสมองและภาวะสมาธิแบบประหลาดยานีที่อดข้าวอดน้ำไม่ตายมา70ปีแล้ว

ผมขอยกเรื่องประหลาดยานี(prahlad jani)มาให้อ่านสั้นสั้นตามข่าวและวิกิพีเดียนะครับ(และปีพศ.2556ประหลาดยานียังมีชีวิตอยู่นะครับ)ดังนี้
-Prahlad Jani, also known as "Mataji", (born Chunriwala Mataji, 13 August 1929) is an Indian sadhu. He claims to have lived without food and water since 1940, and says that the goddess Amba sustains him…..-นี่จากhttp://en.wikipedia.org/wiki/Prahlad_Jani
และจากข่าวไทยรัฐออนไลน์โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์วันที่13 พฤษภาคม 2553, 10:00 น.หัวข้อว่าฤาษีอดข้าวอดน้ำ83 ปีแพทย์ตรวจถี่ถ้วนถึงครึ่งเดือนหาเหตุไม่ได้.....โยคีผู้ไว้ผมปล่อยหนวดเคราไว้ยาวชื่อว่า ประหลาด ยานี ได้เข้าโรงพยาบาลในรัฐคชราชของอินเดีย เพื่อให้คณะบุคลากรทางแพทย์ 30 คน ที่พรั่งพร้อมด้วยอุปกรณ์การแพทย์นานาชนิด พร้อมด้วยกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ได้มีโอกาสตรวจศึกษาร่างกายอย่างใกล้ชิด โดยที่ตลอดเวลานั้น เขาก็ไม่ได้กินหรือดื่มอะไรเลย แม้แต่เข้าห้องน้ำ.................หรือhttp://www.thairath.co.th/content/life/82452
« Last Edit: October 30, 2013, 12:45:44 AM by yesterday »