Author Topic: มีสติตลอดเวลา เรียกว่า พ้นทุกข์หรือไม่  (Read 4467 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline สิบศูนย์

  • Newbie
  • *
  • Posts: 27
  • จิตพิสัย 8
เรื่องของเรื่องคือพี่ชายของผม ตอนนี้ศรัทธาหลวงพ่อเทียนมากครับ
หลวงพ่อเทียนท่านจะให้เจริญสติโดยทำท่าต่าง ๆ ในเบื้องต้น เพื่อให้หัดและฝึกการรู้สึกตัวตลอดเวลา

ผมเคยคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนจะรู้เรื่องหลวงพ่อเทียนว่า ถ้าเราสามารถฝึกสติเป็นมหาสติ จนรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบจิต รู้แล้วปล่อย ทุกขณะจิต
อย่างนี้จะเรียกว่าพ้นทุกข์ได้มั๊ยรับ


Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร

พ้นครับ แต่เรียกว่า ตทังควิมุตติ

วิมุตติ 5

วิมุตติ คือ การหลุดพ้นจากกิเลสเป็นระดับชั้นไป มี 5 ระดับ คือ

ตทังควิมุตติ  หลุดพ้นชั่วคราว
วิกขัมภนวิมุตติ  หลุดพ้นด้วยการสะกดไว้  ระงับอำนาจกิเลสไว้ด้วยอำนาจของกำลังฌาน เมื่ออยู่ในฌาน ได้แก่ วิมุตติของผู้ได้ฌาน8
สมุจเฉทวิมุตติ  หลุดพ้นอย่างเด็ดขาด  หลุดพ้นด้วยอำนาจอริยมรรคตัดขาดจากกิเลสผู้บรรลุโสดาปัตติมรรค, อรหัตตมรรค
ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ  หลุดพ้นอย่างสงบ  พ้นกิเลสต่อจากอรหัตตมรรคถึงอรหัตตผล ไม่ต้องพยายามกำจัดกิเลสอีกเพราะกิเลสระงับไม่เกิดอีกแล้วในขณะผลนั้นๆ
นิสสรณวิมุตติ  หลุดพ้นด้วยออกไป  หลุดพ้นกิเลสอย่างยั่งยืน ได้แก่วิมุตติคือนิพพาน

ตทังควิมุตติ “พ้นด้วยองค์นั้นๆ”
       หมายความว่า พ้นจากกิเลสด้วยอาศัยธรรมตรงกันข้ามที่เป็นคู่ปรับกัน เช่น เกิดเมตตา หายโกรธ เกิดสังเวช หายกำหนัด เป็นต้น
       เป็นการหลุดพ้นชั่วคราว และเป็นโลกิยวิมุตติ
       ดู วิมุตติ

ผมเคยฟังบทเทศน์สอนของหลวงปู่เทียนแล้ว ท่านกล่าวโทษ ประมาณว่า คนนั้นก็สอนผิด คนนี้ก็สอนผิด ต้องสอนอย่างท่าน ถึงจะถูก ... ผมก็เลยเอวัง เฉยๆกับท่านครับ

แต่ถ้าใครถูกจริต เราก็ไม่ต้องไปขัดอะไรครับ อย่างน้อยๆ ได้เข้ามาสัมผัสทางธรรม ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส เจริญศีล สมาธิ ปัญญา ก็อนุโมทนาแล้วครับ

เอาไว้ซักวันหนึ่งเขาคัดค้านอะไรมา ก็ค่อยๆเสวนาธรรม นานาสาระเป็นที่ตั้งกับเขาไปครับ

ขอวิจารณ์แนวปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน ท่านก็มาแนว ลัทธิสติ ส่วนสำนักพองยุบผมเห็นว่าเป็นแนว ลัทธิสัมปชัญญะ

พองยุบนั้น ยังเน้นสำนวนปรมัตถ์ แต่หลวงพ่อเทียนจะประยุกต์อีกทีเป็นแบบของท่านเอง ไม่เอาสำนวนปรมัตถ์ เอาสำนวนง่ายๆของท่าน

แต่ที่สองสำนักนี้คล้ายๆกันคือ ใช้อาการ กิริยา อิริยาบทต่างๆ ของร่างกาย แล้วพยายามมองให้เป็น ไตรลักษณ์ ด้วยเข้าใจว่าเป็น วิปัสสนา

เช่น พอง ก็ให้มองว่าเป็น สภาวะธรรมเกิดขึ้นจริง ตั้งอยู่ พอท้องยุบ คือดับไปจริงๆ ... หลวงพ่อเทียนก็แนวๆนี้ ยกมือคือ สภาวะธรรมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เปลี่ยนอิริยาบทไปครับ

โดยมุ่งหวังจะทำลาย สักกายทิฏฐิ นั่นเอง

.....

ผมมองว่า เป็นเพียงทักษะ การพยายามมองสังขาร อิริยาบท ให้เป็นไตรลักษณ์ อยู่ตลอดเวลาๆ ซึ่งมันก็ดีครับ ฝึกไว้ๆ มันก็ทำให้เราอยู่กับตัวเราเองจริงๆ

แต่อย่าลืมว่า ครูอาจารย์เราท่านพูดมาว่า " กิเลสอยู่ที่ใจ มิใช่ที่มือที่เท้า " ... ฉะนั้น เราจะเจริญสติปัฏฐาน ก็ต้องแทงทะลุไปถึง จิตในจิต ธรรมในธรรม กิเลสถึงจะลดละ ละวางอุปปาทานในเบญจขันธ์ได้จริงๆนะครับ

หลายๆคน ยังอธิบายไม่ได้เลย ว่ากำหนดอิริยาบทกันไปทำไม ทั้งที่เขาเหล่านั้น ปฏิบัติสายพองยุบ สาย ลพ.เทียน กันมาก็นานนม ... จะว่าไป สายวิชชาธรรมกายเราเองก็เหมือนกัน ถ้าปฏิบัติแล้ว ไม่พิจารณาไตรลักษณ์ ละวางอุปปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น เน้นแต่ทักษะการเพ่งลูกแก้วให้สงบอย่างเดียว ก็ถือว่าไม่ครบครับ (ซึ่งหลวงป๋าสอนให้ละวางบ่อยๆนะครับ)

และแล้ว หลายๆท่าน ก็ควรศึกษาเพิ่มเติมว่า "เส้นทางการบรรลุธรรม" มีหลักวิชชากันอย่างไรบ้าง .... จับหลักกันให้ได้ครับ บางคนศึกษาศาสนามานานนม ยังเรียบเรียงไม่ค่อยได้เลย

สรุปง่ายๆ ... อะไรทำแล้วใจสงบ เป็น สมถะ (ศีล ,สมาธิ) อะไรทำแล้วเจริญปัญญา เห็นไตรลักษณ์คลายความยึดมั่นถือมั่น เป็น วิปัสสนา (ปัญญา) ... ไตรสิกขา ให้ครบอริยมรรค ถึงจะปหานกิเลสสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ได้ ก็เป็นอริยะบุคคลได้ นั่นเอง ...

อ้าว ถามว่า... ก็เราเห็นไตรลักษณ์อยู่บ่อยๆ ทำไมยังไม่บรรลุธรรมหล่ะ มันก็พ้นทุกข์อยู่บ่อยๆนะ

โอ้ว ตอบว่า... ก็เพราะยังเห็นไม่บ่อยพอ เห็นแต่ใจไม่สละอุปปาทานจริงๆ สติไม่ทันอารมณ์ของใจตนเอง และที่สำคัญ บารมียังไม่เต็มปรมัตถ์ ก็ต้องเพียรบำเพ็ญไตรสิกขากันต่อไป

เมื่อใดที่อินทรีย์พละ แก่กล้า เมื่อนั้น ก็ปหานกิเลสสังโยชน์ได้ ก็เป็นอริยบุคคลได้ พ้นทุกข์ได้จริงๆ ไม่ง่าย แต่ก็เพียรทำไปเรื่อยๆครับ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เหมือนฝนทั่งให้เป็นเข็มได้เมื่อไหร่ ก็รู้เอง ว่าหลุดพ้นแล้วจริงๆ

ถ้ามันง่ายขนาดนั้น การมีสติกำหนดอิริยาบทบ่อยๆ เห็นไตรลักษณ์บ่อยๆ เห็นทุกข์บ่อยๆ ป่านนี้ พระอรหันต์เต็มบ้านเมืองกันแล้วครับ 


Offline BunRaksa

  • Jr. Member
  • **
  • Posts: 95
  • จิตพิสัย 32
  • Gender: Male
ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยครับ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ธรรมะไปพร้อมๆกัน

มีความเห็นตรงกับคุณต้นไม้เมตตตาครับ เอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาเป็นตัวพิจารณา "ความหลุดพ้น" (วิมุตติ) มี 5 อย่างๆที่คุณต้นไม้เมตตาแสดงไป

แต่..."วิธีการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความหลุดพ้น" เป็น "สมุจเฉทวิมุตติ  คือ การหลุดพ้นอย่างถาวร กิเลสไม่มีกำเริบอีก จะมีวิธีการปฏิบัติอย่างไร พวกเราๆก็ควรจะ "ค้นคว้า" และ "ศึกษา" กันนะครับ

วิธีปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน เป็นไปตามที่คุณต้นไม้เมตตาแสดงไป  ....ผมมีเพื่อนที่ปฏิบัติสายหยุบ พอง เคยชวนมาฝึกปฏิบัติวิชชาธรรมกาย แต่เพื่อนทำไม่ได้ เพราะใจเขามันติดกับวิธีกำหนดจิตไปกับอิริยาบถต่างๆ  ถามว่า "สติ" มันแก่กล้าจริงไหม? เพื่อนก็ทำได้ตามภูมิธรรมของเขา เมื่อเผลอสติไป ใจไม่จดจ่ออยู่กับอริยบถต่างๆ ก็เป็นอย่างคนเดิมๆครับ โลภ โกรธ หลง นิวรณ์ 5 ครอบงำ กินเหล้า-เบียร์ พูดปด มีความอยากได้  เมื่อความโกรธ ความหลง ตัณหาอย่างรุนแรงเข้าบังคับใจ "สติแค่นี้" สู้กิเลสละเอียด(อนุสัย)ไม่ได้ ทำชั่วได้อยู่ดี (เกิดความอิจฉา กล่าวโทษคนอื่น เป็นต้น) กลายเป็นคนบาปไป

ผมถามเพื่อนว่า แล้ว... "อาสวักขยญาณ" ความรู้เพื่อกำจัดกิเลส อวิชชา ตัณหาอุปาทานให้สิ้นไป ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และแสดงไว้ มีวิธีปฏิบัติกันยังไง ไปรู้-เห็นได้เหมือนที่พระพุทธเจ้า บรมครูที่เรากราบไหว้กัน ทำได้-เห็นได้หรือเปล่า?? แล้วจะรู้ได้ยังไง กิเลสเบาบาง ถูกกำจัดไป หมดไปแล้ว  (ข้อนี้เพื่อนก็ตอบไม่ได้ และบอกไม่ได้ว่าจะต้องทำยังไงต่อไปหลังจากกำหนดสติอยู่กับอิริยาบทแล้ว)

พระสัมมาสัมพทธเจ้า ทรงได้ฌาน เจริญณานสมาบัติ แล้วมีวิชชา (ความรู้-ความเห็นวิเศษ) โดยเฉพาะ "ความรู้-ความเห็นที่จะกำจัดกิเลส อวิชชา ฯลฯ ให้หมดไป เรียกว่า "อาสวักขยญาณ"

ขอเพิ่มเติมอีก... วิธีการของหลวงพ่อ หลวงพี่ หลวงปู่ หลวงตา ท่านไหนๆ? ที่เจริญรอยตามบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วลด ละ เลิก กำจัดกิเลส อวิชชา ตัณหา ฯลฯ ได้ตามพระพุทธเจ้าที่ทรงรู้-เห็นตามได้จริง ควรเข้าไปค้นคว้า ศึกษา และลงมือปฏิบัติ...ครับ

ตัวผมนับถือและศรัทธาวิธีการปฏิบัติของหลวงปู่สดวัดปากน้ำ หลววงพ่อภาวนาฯ หลวงป๋า และหลวงปู่ หลวงตา ท่านอื่นๆที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ (ถึงแม้ท่านจะไม่แสดงตน) [วิชชาธรรมกาย] เป็นวิธีปฏิบัติที่สามารถเจริญวิชชา (ความรู้-ความเห็นอย่างวิเศษ) โดยเฉพาะ "วิชชาอาสวักขยณาน" เป็นหลักนำไปสู่เป้าหมาย คือ "ความหลุดพ้นอย่างถาวร" ตามพระพุทธเจ้าเลย..ครับ

ราตรีค่ำคืนของคนตื่นอยู่...มันนาน โยชน์ระยะทางของคนที่ล้าแล้ว..มันไกล สังสารวัฏฏของ "คนไม่รู้สัจจธรรมตามความเป็นจริง"..มันนานจริงๆ

« Last Edit: October 05, 2016, 09:48:02 AM by BunRaksa »
สิทธิ

Offline สิบศูนย์

  • Newbie
  • *
  • Posts: 27
  • จิตพิสัย 8
ขออนุโมทนาและขอบคุณ ในคำตอบของคุณต้นไม้เมตตาและคุณ BunRaksa ด้วยครับ