Author Topic: นั่งสมาธิแล้วปรากฏดวงดำขึ่นแก้ไขอย่างไร  (Read 12885 times)

0 Members and 2 Guests are viewing this topic.

Offline youngboy

  • Newbie
  • *
  • Posts: 9
  • จิตพิสัย 1
ขอบพระคุณท่านธนกฤตมากครับ ที่กรุณาเข้ามาให้ความรู้ จะศึกษาให้ละเอียดมากขึ้น และพยายามตั้งใจปฏิบัติต่อไปครับ กราบอนุโมทนาบุญในเจตนาอันเป็นกุศลที่ได้ให้ความรู้ในครั้งนี้ด้วยครับ

อยากจะขอเรียนถามปัญหาอีกสักข้อถึงท่านธนกฤต หรือคุณอาต้นไม้เมตตา ด้วยครับ

เหตุใดเมื่อช่วงหนึ่งที่เราพยายามปฏิบัติ หมายถึงช่วงที่มีกำลังใจเข้มแข็งที่จะปฏิบัติธรรม (ไม่ใช่ทำๆหยุดๆ) เหมือนกระผมที่พยายามเจริญภาวนาอยู่ในทุกอิริยาบทช่วงนี้ตามคำสอนครูอาจารย์ แม้จะยังไม่ได้เห็นดวงใดๆ ก็พยายามอยุ่ครับ แต่ความรู้สึกว่าเรื่องการปฏิบัติอยู่เนื่องๆนั้นเป็นประโยชน์ต่อเรื่องภายในอย่างมาก อาทิเช่น มีสติอยุ่กับการบริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวานาต่อเนื่องได้มากขึ้น เมื่อเผลอจิตคิดเรื่องราวภายนอกออกไป ก็จะมีสติรู้ตัวขึ้นมาเองเร็วขึ้น และกลับมาบริกรรมเช่นเดิม เมื่อโกรธหรือหงุดหงิดขึ้นมาก็มีสติรู้ตัวรวดเร็ดขึ้น และหายโกรธหายหงุดหงิดได้ทันที กล่าวโดยสรุปคือสามารถรักษากาย วาจา ใจ ได้มากขึ้น ฯลฯ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ถือว่าเริ่มดีขึ้นมากตามลำดับในการรักษากาย วาจา ใจ ในชีวิตประจำวัน แต่พอมาถึงเรื่องภายนอกหรือเรื่องของทางโลก เหตุใดชีวิตทางโลกถึงย่ำแย่ลง ทั้งเรื่องงาน เรื่องทรัพย์ เรื่องคนรอบข้าง ดูเหมือนปัญหาจะมาพร้อมๆกันทั้งหมด ทำให้การใช้ชีวิตในทางโลกเกิดความทุกข์อยู่บ่อยๆ แม้เรื่องของคนร่วมงานรอบข้าง แม้เราพยายามรักษากาย วาจา ใจ ไม่เข้าร่วมจับกลุ่มนั่งนินทาคนโน้น กล่าวร้ายคนนี้ (เรื่องนินทากล่าวร้ายผู้อื่นนี่ แม้การกระทำทุกทางเพื่อให้ได้งานมักเป็นเรื่องปกติในวงการที่กระผมทำงานอยู่) แม้เราจะพยายามงดเว้นเรื่องพวกนี้ แต่กลับกลายว่าเราดูเป็นคนแปลก เป็นคนไม่สนุกสนาน ในสายตาเพื่อนร่วมงาน ผมเคยโดยเพื่อนๆกล่าวว่า เป็นคนอยุ่แต่ในกรอบ ทำไมไม่ออกมานอกกรอบบ้าง ทำไมไม่มามีสังคมกับเพื่อนๆบ้าง แม้การทำบุญสร้างทานก็โดนเพื่อนตักเตือนว่าทำมากไป อย่างปีที่แล้วผมพยายามหยอดกระปุกเพื่อเก็บไว้ร่วมสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ ได้เงินทำบุญประมาณแสนกว่าๆ พอเพื่อนสนิทรู้ว่าผมใหญ่เลย ว่าทำไมไม่เก็บเงินไว้บ้าง ทำบุญมากไปรึป่าว เกินตัวรึป่าว สารพัดจะว่า ทั้งๆที่ผมพยายามอธิบายว่า เงินทำบุญเกิดจากการหยอดประปุกไว้ ไม่ได้เบียดเบียนตัวเองเลย ก็ดูเหมือนคำอธิบายจะไร้ผล แม้กระทั่งเพื่อนๆระดับหัวหน้างานผม แม้เราไม่คล้อยตามเรื่องผิดๆตามเค้าก็โดนว่าผมเป็นคนคอนโทลยากหรือควบคุมยาก ด้วยเหตุแบบนี้และครับ ทำให้เกิดปัญหาในทางโลกในเรื่องการงานในเรื่องความเป็นอยู่ของผมมาก

ทุกวันนี้ยังสงสัยอยุ่หน่อยครับว่า เหตุใดหนาช่วงที่เราศรัทธาในพระรัตนตรัยมากๆ พยายามปฏิบัติตามคำสอนท่าน พยายามศึกษาคำสอนท่าน เหตุใดชีวิตทางโลกจึงเป็นเช่นนี้  แม้เรื่องทานกุศลก็พยายามกระทำอยู่เนื่องๆ แต่ชีวิตทางโลกกลับไม่เจริญรุ่งเรื่อง เคยคิดเหมือนกันนะครับว่า ในอดีตช่วงที่ไม่ค่อยสนใจปฏิบัติ ปล่อยกาย ปล่อยวาจา ปล่อยใจ ไปตามกระแสโลก ไม่ค่อยได้คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษสักเท่าไหร่ ทำไมนะชีวิตทางโลกทั้งการงานการเงินมันถึงรุ่งเรืองดีแท้ แต่ตอนนี้ทำไมเป็นแบบนี้ จะแก้ไขอย่างไร

ก็ขอบพระคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ อาจจะเป็นคำถามนอกเรื่องการปฏิบัติสักหน่อย ที่ถามแบบนี้เพียงเพราะคิดเอาว่าเมื่อเรายิ่งพยายามปฏิบัติน่าจะยิ่งส่งผลถึงทางโลกให้รุ่งเรื่องยิ่งขึ้นมิใช่หรือ มิได้ถามเพราะขาดความศรัทธาในพระรัตนตรัยนะครับ แต่อีกนัยหนึ่งถือว่าเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจของผมล่ะกันครับ ขออย่าได้ถือสา

กราบขอบพระคุณครับ

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
เป็นกำลังใจให้นะครับ โลกเราก็เช่นนี้ ไอ้ที่อยาก ก็อด ไอ้ที่ไม่อยาก ก็ต้องทน อดทนไว้ เป็นขันติบารมี

ทำดีแล้ว ภาคกุศล อย่าท้อแท้หยุดทำ ไม่งั้นถูกเขาสอดละเอียดซ้ำเติมทันที ตามวิสัยของมาโร ... ใช่ว่าท้อ กลับไปย่อหย่อนเหมือนเดิม แล้วมารจะให้สมบัติจักรพรรดิซะเมื่อไหร่

.....

ว่าตามวิถีบำเพ็ญบารมี ก็ต้องบอกว่า มารเขาหาเรื่องทดสอบบารมี ... ว่าตามหลักวิชชา คงเป็นช่วงชีวิตที่อวิชชาเขาสอดเหตุมา ... แต่ให้มองดูให้ดี จะพบว่า มันมีดี มากกว่าเสีย เพราะหากว่ามันมีเสียมากกว่าดี ป่านนี้ คุณคงแย่กว่านี้ ... สิ่งที่ทำดีมา มันดีอยู่แล้ว ถ้าท้อแท้กลับไปมัวหมองเหมือนเดิม เท่ากับว่าเขาจองถนนในธาตุธรรมเราได้ละ ค่อยๆคืบสอดละเอียดเราทีละเล็กทีละน้อย ... ฉะนั้น ขันติ และทำดีต่อไป อย่าได้ท้อครับ

ว่าด้วยเรื่องทางโลก มันเป็นครรลองชีวิต เราคงต้องฉลาดในการปรับตัว แกล้งโง่ดูบ้าง เนียนๆกันไป ตามสไตล์ หากเราทำดีที่สุดแล้ว รู้สึกว่ามีปัญหากับสังคมตรงนั้น แสดงว่า เป็นสังคมทุศีลหล่ะครับ คงไม่ค่อยเหมาะกับเรา หากหาที่ใหม่ได้ ก็หาที่สบายใจดีกว่า แต่ก็คงไม่มีอะไรรับประกันว่า ที่ใหม่ๆ มันจะไม่มีปัญหา ขอให้ทำตัวตามสบาย ปรับตัวเนียนๆกันต่อไป โดยไม่เสียความเป็นตัวตนของเรา ไม่แน่ว่า ยามที่บางคนเขาเดือดเนื้อร้อนใจ ว้าวุ่น เราอาจจะเป็นที่พึ่งพิงทางใจ เป็นกัลยาณมิตรให้เขาได้นะครับ

บททดสอบว่าใจเรายังหวั่นไหวมากน้อยเพียงไร เป็นฆราวาส ก็ปฏิบัติธรรมได้ หลวงป๋าสอนให้มีสติรู้เท่าทันกิเลสเสมอๆ หากมีอะไรมากระทบ ที่จะทำให้เราโลภ โกรธ หลง ก็อย่าหวั่นไหว นี่เป็นบททดสอบของจริงเลยทีเดียว

หลวงป๋าสมัยทำงาน แล้วปฏิบัติธรรมไปด้วย ขนาดมาเปิดสอนที่วัดปากน้ำ และบวชที่วัดปากน้ำแล้ว ท่านยังต้องเจอ โลภ โกรธ หลง และคนเข้าใจผิดต่างๆนาๆ กว่าจะผ่านมาได้ทุกวันนี้ ไม่มีอะไรง่าย

นอกจาก ขันติธรรม ปัญญาการเอาตัวให้รอดในสังคม ... นอกจากภาวนาว่า "ช่างหัวมัน" และ "เช่นนั้นเอง" ... ก็ให้ตั้งจิตอธิษฐานที่ศูนย์กลางกายเสมอๆ ย้ำๆเข้าไป ถึงผังสำเร็จ และผังสุขสมบูรณบริบูรณ์ อย่างอาจหาญ และไม่ท้อแท้ ตรงนี้อยากยกย่องศิษย์สายวัดพระธรรมกาย ที่เขาปลูกฉันทะ และความหึกเหิม ให้ลูกศิษย์เขาได้ดีจริงๆ ผมไม่ค่อยเห็นคนสำนักวัดพระธรรมกาย จะท้อแท้อะไรเลย ไม่ว่าจะเจอเรื่องราวหนักๆขนาดไหน อันนี้ยกย่องศิษย์ทางสำนักนั้นจริงๆ เราก็ทำเช่นนั้นได้นะครับ

สุขจากการมีทรัพย์ เป็นภายนอก ส่วนคุณงามความดีเป็นเรื่องยกระดับจิตใจ และลดละตัวตนจอมปลอมหลอกๆไตรลักษณ์ที่มารสร้างไว้ เป็นโลกุตตระธรรม  อย่าเอามาหวั่นไหว เพียงเพราะว่าไม่ได้สุขแบบโลกิยะ จนท้อแท้ในการทำความดีนะครับ ... เพราะถ้าเราคิดว่า ทำความดีและบำเพ็ญบารมี เพื่อโลกิยะสมบัติ มันจะทำให้เราได้บารมีไม่เต็มที่ ... เพราะไม่ตรงเป้าหมายของการลดตัวตนจอมปลอมและละกิเลสนั่นเอง ...

ขอให้เข้าใจว่า ความเป็นใหญ่ฝ่ายสมบัติ เป็นผลพลอยได้ จะทำหน้าที่โดยจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง ก็ยังต้องมาเก็บเหตุแห่งคุณงามความดี คำนวนกลับมาปรุงเป็น "อาณาจักรพรรดิสมบัติ" อยู่ดีนะครับ อย่าได้ท้อใจไป ... มหาจักร บรมจักร กายสิทธิ์ ก็วนเวียนกันทำหน้าที่ไป ... สู้ต่อไปนะครับ พระพุทธเจ้าและหลวงปู่สด ครูบาอาจารย์ ไม่ทิ้งทุกท่าน จะมีแต่ทุกท่าน ที่ท้อแท้และหวั่นไหวกันไปก่อน เราจะหวั่นไหวให้เสียบารมี หรือเข็มแข็งทำดีต่อไปเพื่อให้มารสะท้าน ก็ลองตรองดูนะครับ ... สาธุ


Offline youngboy

  • Newbie
  • *
  • Posts: 9
  • จิตพิสัย 1
กราบขอบพระคุณคุณอาต้นไม้เมตตามากครับสำหรับกำลังใจที่มีให้ ผมจะพยายามอดทนให้มากครับ อย่างที่คุณอากล่าวสังคมทุศีล มันคงเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่คนดีๆก็พอมีอยุ่บ้างแต่มันน้อยเต็มทีครับ ด้วยวิบากกรรมของผมเองจึงต้องมาทำงานในวงการนี้ 20 ปีแล้วครับ เพราะร่ำเรียนมาสายนี้ หนีไม่พ้นจริงๆครับ สังคมทางโลกเค้ามองวงการนี้สวยหรูดูดีครับ มีแต่คนสวยคนหล่อ ต่างชื่นชมหลงใหลรูปลักษณ์ภายนอก แต่สังคมคนทางธรรมเค้าเรียกวงการแห่งกิเลส วงการแห่งมายา ฉะนั้นถ้าพิจารณาดีๆแล้ว ถ้าเราพยายามปฏิบัติตนอยู่ในสัมมาทิฏฐิ ก็คงจะอยุ่กันคนละขั้วกับวงการนี้จริงๆ (สมัยก่อนอยู่ดีมีสุขได้เพราะยังหลงใหลยังตามกระแสทางโลกอยู่)

แต่ไม่เป็นไรครับ จะพยายามอดทนตามคำแนะนำของคุณอาครับ เหตุที่ทุกข์เรื่องทางโลกนั้น เพียงเพราะปรารถนาและตั้งใจไว้มากว่าจะได้มีโอกาสร่วมสละทรัพย์ร่วมสร้างพระมหาเจดีย์ฯตลอด อยากจะได้ดูแลมารดาให้สุขสบาย อีกที่เคยมีโอกาสดูแลพระที่วัดหลวงพ่อสดที่ท่านอาพาธอยู่ ไหนจะคุณยายแม่ชีท่านหนึ่งทางอีสานศิษย์หลวงป๋าที่ผมปรารถนาจะดูแลท่านบ้าง พอมาเจอปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นเลยตั้งตัวไม่ทันครับ ลำพังตัวผมเองไม่ห่วงเท่าไหร่ครับจะกินจะใช้สักเท่าไหร่กัน แต่กิจอย่างอื่นที่เคยทำมันสะดุดตามไปด้วย ความทุกข์ใจเลยเกิดขึ้นครับ

โอเคครับคุณอา ผมบ่นให้คุณอาฟังมากพอแล้ว 5555 สู้ๆต่อไปครับ เป็นไงเป็นกัน อดทนต่อไปครับ

กราบขอบพระคุณอีกครั้งนะครับ  :) :) :)