Author Topic: ครูฉลวยสมบัติสุขถึงแก่กรรมแล้วเมื่อ23กรกฏาคม2559ขอไว้อาลัยให้ครูฉลวยฯครับ  (Read 3911 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24

ครูฉลวย สมบัติสุข
อายุ ๙๒ ปี ๑๐ เดือน ๑ วัน
‪#‎ละสังขาร‬ ณ โรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่
รุ่งเช้ามืด ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๙ (ตี ๑ คืน ๒๒ กรกฎาคม)
บำเพ็ญกุศลศพ ณ วัดชัยศรีภูมิ์ ต.ช้างม่อย อ.เมือง เชียงใหม่

‪#‎อดีตหัวหน้าเวรโรงงานทำวิชชาวัดปากน้ำ‬
‪#‎ผู้รวบรวมเรียบเรียงคู่มือสมภารตามบัญชาหลวงพ่อวัดปากน้ำ‬
‪#‎ผู้จดบันทึกคำสอนหลวงพ่อวัดปากน้ำในโรงงานทำวิชชา‬
‪#‎ผู้คุมวิชชาการทำวิชชาพระของขวัญรุ่น๓_ตามบัญชาหลวงพ่อวัดปากน้ำ‬
อ้างข้อมูลจากเวปพลังจิตนะครับ
-------------------------------------------------------------------------

ผมไล่ฉาเจิงหรือLAICHAZENGวันนี้ผมขอแต่งกลอนไว้อาลัยแก่คุณครูฉลวย สมบัติสุข ครูสายวิชชาธรรมกายในสมัยหลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญครับ โดยกลอนที่แต่งนี้ก็ให้อ่านแบบกลอนแปดหรืออ่านแบบ3คำเป็นจังหวะได้ครับและกลอนที่ผมแต่งนี้อาจไม่ไพเราะเท่าไหร่ก็อย่าถือสากันนะครับ ผมแต่งกลอนแบบบ้านบ้านนะครับ  ผมขอเรียกกลอนชุดนี้ว่ากลอนแสนอาลัยคุณครูฉลวยปีสองห้าห้าเก้าครับและกลอนนี้มี8บทนะครับยาวหน่อยครับ ดังนี้
กลอนแสนอาลัยคุณครูฉลวยปีสองห้าห้าเก้า โดยไล่ฉาเจิงหรือlaichazeng
1—ครูฉลวยสมบัติสุขผู้ทรงศีล :blank:เคยบวชชีท่องสัมมาอะระหัง
จนเห็นสิบแปดกายดวงธรรมแผ่นฌาน :blank:ตามแนวทางหลวงพ่อสดยอดอาจารย์
2—หลวงพ่อสดสอนวิชชาธรรมกาย :blank:ที่เป็นสายกลางพุทธะศาสนา
ที่เชิดชูวิชชาสามของพุทธา :blank:ที่หนุนทำสัจจะสี่เพื่อนิพพาน
3—ครูฉลวยตอนเป็นชีทำงานดี :blank:หมู่แม่ชีวัดปากน้ำชอบถามหา
ครูฉลวยฝึกวิชชาจนชำนาญ :blank:ได้ติดตามหลวงพ่อสดเข้าโรงงาน
4—หลวงพ่อสดเข้าโรงงานทำวิชชา :blank:ควบคุมงานตรวจธาตุธรรมเพื่อศึกษา
ครูฉลวยฝ่ายแม่ชีทำวิชชา :blank:ทำวิชชาจนเป็นชีหัวหน้าเวร
5—หลวงพ่อสดไว้วางใจครูฉลวย :blank:ให้ฉลวยทำหนังสือมาให้เห็น
ฉลวยทำหนังสือวัดได้ดีเด่น :blank:หนังสือเด่นนี้ชื่อคู่มือสมภาร
6—มาวันหนึ่งครูฉลวยออกจากวัด :blank:เพื่อขอกลับไปเชียงใหม่แดนภูผา
ช่วยชาวพุทธในเชียงใหม่ให้เห็นธรรม :blank:ปัจจุบันครูฉลวยช่วยมากมาย
7—ครูฉลวยเดือนกอคอปีห้าเก้า :blank:ครูแก่เฒ่าเกินเก้าสิบกายไม่ไหว
ครูได้สิ้นอายุขัยจากโลกไป :blank:ไปเกิดใหม่ในสวรรค์ด้วยบุญนำ
8—แสนอาลัยครูฉลวยเจ้าข้าเอ๋ย :blank:ไม่เคยเลยที่จะหยุดคะนึงหา
แม้ชมฟ้อนเล็บฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา :blank:ทุกทุกวันยิ่งบูชาความดีครู
---------------จบกลอนมี8บท----------------------
สำหรับร่างกายของคุณครูฉลวย สมบัติสุข ได้เผาร่างกายแล้วเมื่อวันที่31กรกฏาคม 2559นะครับและวันทำบุญครบ50วันให้ครูฉลวยคือวันที่10กันยายน2559และวันทำบุญครบ100วันให้ครูฉลวยคือวันที่30ตุลาคม2559 อย่าลืมไปร่วมงานกันนะครับ
« Last Edit: September 21, 2016, 11:18:05 PM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
หมายเหตุจากกลอนของผม
ข้อแรกคือข้อความว่าแม้ชมฟ้อนเล็บฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตานั้นหมายถึงแม้ดูฟ้อนเล็บฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตานั่นเองโดยชื่อฟ้อน "ม่านมุ้ยเชียงตา" นั้น แยกได้เป็น ๒ คำ คือ คำว่า "ม่าน" และ "มุ้ยเชียงตา" โดยม่าน หมายถึง พม่า ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งฟ้อนแบบพม่าหรือครูพม่า และมุ้ยเชียงตา คือชื่อของครูสอนชาวมอญที่ชื่อ "เม้ยเจ่งต่า"
ข้อสองคือประวัติฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตามีว่าฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา เป็นฟ้อนที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕ ได้คิดขึ้นโดยมีช่างฟ้อนคุ้มหลวงร่วมกับครูชาวพม่าชื่อ โมนโหย่ คิดท่ารำจากท่าการฟ้อนของพม่าซึ่งเรียกว่า "เหว่ยเสียนต่า" หรือ "เหว่ยเสียนตาน่านโย่ง" ซึ่งใช้ฟ้อนกันในพระราชสำนักพม่ากับท่าฟ้อนรำของไทย โดยนำมาผสมกัน การแสดง ใช้ผู้หญิงแสดงหรือชายแสดงร่วมด้วยก็ได้๘-๑๖ คน สำหรับผู้แสดงแต่เดิมแต่งกายแบบผีเสื้อ มีปีกที่ทำด้วยผ้าซึ่งเคลื่อนไหวได้ติดรูปผีเสื้อที่หน้าอก จึงเรียกฟ้อนชุดนี้ว่า "ฟ้อนกำเบ้อ"ต่อมาภายหลังใช้การแต่งกายแบบหญิงในราชสำนักพม่าที่ปรับปรุงแล้ว(เปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากชุดผีเสื้อมาเป็นชุดระบำในที่รโหฐานตามคำบอกเล่าเดิมผสมกับภาพในหนังสือเรื่องพระเจ้าสีป้อ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ )แต่สำหรับแสดงครั้งแรกในงานฉลองพระตำหนักของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ที่สร้างขึ้นใหม่บนดอยสุเทพ เมื่อคราพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จเลียบมณฑลพายัพและได้เสด็จมาเสวยพระกระยาหารค่ำ พระราชชายาฯจึงได้จัดฟ้อนชุดนี้แสดงให้ทอดพระเนตร แต่ทรงเปลี่ยนเครื่องแบบจากชุดผีเสื้อ มาเป็นระบำในที่รโหฐาน ตามคำบอกเล่าเดิมจึงได้กลายเป็น “ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา” เมื่อปี พ.ศ.2469 นี้เอง
ข้อสามคือในตัวเมืองเชียงใหม่นั้นมีสถานที่ คือ วิหารวัดอุปคุตไทย โดยวิชชาธรรมกายเริ่มมีการมาเผยแพร่ที่วัดอุปคุตประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๒ เจ้าอาวาสวัดอุปคุตไทยสมัยนั้น คือ พระอธิการแก่น ปัญโญ(พ.ศ.๒๔๗๙-๒๕๐๓)
คุณยายฉลวย สมบัติสุข ปัจจุบันอายุ ๘๒ ปี รุ่นพ่อแม่ คือ พ่อโฆษิต และแม่เหรียญ สมบัติสุข รวมทั้งคุณยายฉลวยฯ ทันได้ร่วมศึกษาวิชชาธรรมกายในสมัยนั้น ได้เล่าว่า"ขณะอายุประมาณ ๑๗-๑๘ ปี เริ่มเป็นครูโรงเรียนเทศบาลท่าศาลา ขณะนั้นมีพระอาจารย์สมจิต จากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ มาเปิดสอนภาวนา สมาธิ ที่วัดอุปคุต คนในตลาดต้นลำไย ตลาดวโรรสและใกล้เคียงสนใจไปฝึกกันเยอะ บ้านของยายอยู่ที่ถนนราชวงศ์ ตอนเย็นเดินกันเป็นแถวไปฝึกภาวนาที่วัดอุปคุต คุณพ่อไปฝึกก่อน พ่อเป็นโรคเก๊า ปวดเข่า มีคนเล่าว่าไปฝึกภาวนาสมาธิแล้วจะหายจากโรค ก็ไปฝึกปรากฏว่าอาการดีขึ้น หลังจากนั้นแม่และป้า(นางกิมไล โปษยะวัติ) ก็ไปฝึก การฝึกอบรมนี้ทำทุกวันเวลาประมาณ ๖ โมงเย็น คนนิยมกันมากถึง ๑๐๐ คน นั่งฝึกกันเต็มวิหาร บางครั้งในวิหารไม่พอนั่ง ต้องไปนั่งกันที่กุฏิพระ

"เรื่องการสอนภาวนาสมัยก่อนนั้น ไม่มีการสอนกัน ถือว่าเป็นเรื่องของพระที่จะสอนเฉพาะศิษย์ และจะรู้กันในหมู่คณะเท่านั้น เป็นเหมือนวิชาที่หวงแหนและไม่เปิดเผยกันง่ายๆ เมื่อหลวงพ่อสด ส่งพระมาสอน ทำให้คนสนใจไปเรียนกัน คนหนึ่งที่เป็นแกนหลักในการนำวิชชาธรรมกายมาสอน คือ พระยาอมรฤทธิธำรงค์ เป็นข้าหลวงเมืองเชียงใหม่สมัยนั้น(ต่อมาเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด) เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อสด

"พระอาจารย์สมจิต ไปๆ มาๆ สอนอยู่วัดอุปคุตประมาณ ๓ ปีก็ย้ายกลับไปวัดปากน้ำ ผู้มาทำหน้าที่สอนแทน คือ อาจารย์สิน จากวัดปากน้ำเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒(ปี พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘) คาดว่าการสอนภาวนาคงหยุดไป หลังสงครามจึงมีการรื้อฟื้นกันใหม่ ผู้ที่มาสอนต่อ คือ แม่ชีทองสุก จากวัดปากน้ำเช่นเดียวกัน ต่อมาเมื่อแม่ชีทองสุก มรณภาพปี พ.ศ.๒๕๐๘ คาดว่าการฝึกที่วัดอุปคุตก็หยุดลง"