Author Topic: ขอคำแนะนำในการปฏิบัติเบื้องต้นครับ  (Read 10465 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline Ozone

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 102
  • จิตพิสัย 4
ได้ฝึกนั่งสมาธิมาสักพัก ช่วงก่อนหน้านี้หลายวันรู้สึกว่านั่งแล้วดี นิ่งสงบเป็นสมาธิมากๆเลย เห็นดวงแก้วชัดเจน แต่พอ 3-4 วันนี้ ทำไมจิตไม่สงบเลยครับ พยายามจับภาพดวงแก้วอยูอย่างนั้น แต่ก็รู้สึกว่าหงุดหงิด ถึงจะเห็นดวงแก้วแต่ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นสมาธิสักเท่าไหร่เลย อาการอย่างนี้คืออะไร แก้ไขอย่างไรดีครับ
อุปสรรค ก็เหมือนกับกำแพง กำแพงไม่ใช่ประตูจะได้เดินเข้าได้ง่ายๆ บางคนอาจจะเดินอ้้อม อาจจะปีนข้าม หรือพังมันเข้าไปเลย แต่ถ้าเดินหนีไปทางอื่นชีวิตนี้ก็มีทางตันเพิ่มอีกทางหนึ่งแล้ว

Chanon

  • Guest
***เรื่องที่เห็นดวงแก้ว***

ดวงแก้วเป็นสมมุติ
ให้จรดใจที่กลางของกลาง/กลางของกลาง/ของดวงแก้วนั้นลงไป ไม่ต้องสนใจดวงแก้ว เรียกว่าตรึง ในนิมิตร มีดวงแก้วเป็นนิมิตร ตรึงนิมิตรไว้ให้แม่น ให้แน่น

แล้วจรดใจไว้ที่กลางของกลางดวงแก้ว ด้วยคำบริกรรมว่า "สัมมาอะระหัง" เรียกว่า ตรอง ในนิมิตร มีดวงแก้วเป็นนิมิตร ตรองนิมิตรไว้ให้แม่น ให้แน่น

ใจที่"ตรึง-ตรอง" ประคองนิมิตรไว้ดีแล้ว ย่อมเกิด ปิติ สุข เอกกัคคตา ตามมา ให้รู้เองให้เห็นเองนะ อย่าให้มีนิวรณ์ใดมากวนใจให้ส่ายออกไปนะ ตรึงไว้ตรองไว ้ให้มั่น

ให้แม่นนะ

ใจ คือ นามธรรม ที่มีองค์ประกอบของใจคือ เห็น(เวทนา) จำ(สัญญา) คิด(สังขาร) รู้(วิญญาน) เมื่อหยุดนิ่ง ซ้อนกันได้ที่ ที่สูญกลางกาย ฐานที่๗ แล้ว ด้วยอาการ

ตรึงตรองประคองนิมิตร คือลูกแก้วสมมุติที่กลมใสสว่างอยู่ภายในแล้ว ดวงศีล ดวงธรรม ดวงวิมุมติ ดวงวิมุติญานทัสสะ แล กายธรรมอื่น ตลอดจนถึงพระธรรมกาย เขา

จะปรากฏขึ้นให้เห็นเอง ไม่ต้องไปนึก ไม่ต้องไปหา กิจของท่านคือ ตรึก ตรอง ประคองนิมิตร ไว้ในอารมณ์ จนเกิด ปิติ สุข เอกัคคตา แล้ว ท่านเห็นเอง รู้เอง


***แต่พอ ๓-๔ วัน จิตไม่สงบเลย พยายามจับดวงแก้วอยู่จนหงุดหงิด***

วิธีแก้

- - ประการแรก ท่านไม่ต้องไปตามจับลูกแก้ว กิจของท่านในกัมมัฏฐานนี้ คือ ตรึกตรองประคองนิมิตรของท่านไว้ ที่ศูนย์กลางกายของท่าน ลูกแก้วไม่มีมาปรากฏ

ท่านก็ให้กำหนดกลางของกลางกายของท่านเอง ละเอียดลึกลงไป

- - ประการต่อไป ให้ท่าน สัมทับไว้ด้วยบริกรรมภาวนา สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ไว้ไม่ให้ใจเคลื่อนหนีจากกลางของกลางกายท่านนั้น แม้นว่ามีลูกแก้ว มาด้วย

ท่านนึกเป็นนิมิตรได้เอง ท่านก็ไม่ต้องทิ้งตรึกตรองประคองนิมิตรไว้ที่กลางของกลางกายของท่านนั้น ให้เป็นกลางของกลางกลางของกลาง ดวงแก้วที่ท่านนิมิตรขึ้นมา

เองได้นั้น ต่อไป จรดใจแต่กลางของกลางดวงแก้วเท่านั้น ไม่ต้องสนใจดวงแก้วนั้น และแม้น จะเกิดดวงแก้ว หรือกายใดๆขึ้นมาเอง ตามระดับบุญบารมีใดๆของท่าน

ท่านก็ไม่ต้องสนใจ ดวงนั้น กายนั้น ให้ท่านจรดใจไว้ที่กลางของกลางของกลาง ดวงนั้น กายนั้น ให้ละเอียดลึกลงไป ต่อไป เรื่อยๆ อย่าสนใจกิจอื่นๆ ทำไปเป็น

ลำดับๆนะ  ให้ใสสว่างอยู่ในศูนย์กลางใจของท่าน ศูนย์กลางกายในกายของท่านนะ


หยุด นิวรณ์ ทั้ง ๕ นะ หยุดแล้วไม่หงุดหงิด นะ  / ให้รวมใจจรดใจ คือ ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ให้หยุดนิ่ง ณ ศูนย์กลางกายของท่านนะ ทำใจให้ใสสว่าง

ไว้เหมือนกลางวัน / หยุด ตามจับตามหาลูกแก้วนะ // กำหนดให้เห็น เป็นนิมิตร ถ้าเห็นก็ให้กลางของกลางของกลางลงไป / ถ้าไม่เห็นก็กำหนดใจไว้ทีจุดศูนย์่กลาง

ของกายเรา นะ ทำไปทุกท่าน ตามนี้นะ

ที่ท่าน ถึง จะเห็น ดวงแก้ว แล้ว รู้สึกว่าไม่เป็นสมาธิเท่าไร เพราะกิจของท่าน ไม่ตรงในกัมมัฏฐาน สมาธิ ของท่านจะเกิดได้ ก็ เมื่อท่าน ทำแต่กิจของท่าน ในกัมมัฏฐาน

คือ ตรึกตรองประคองนิมิตร คือ ดวงแก้วกลมใส สว่างนั้น ต่อๆไป ที่กลางของกลางของกลาง ละเอียดลึกลงไปเรื่อยๆ พร้อมบริกรรมภาวนา สัมมาอะระหัง ไว้ไม่ให้ใจ

เคลื่อนจากศูนย์ จรดใจให้หยุดไว้ที่ศูนย์กลางดวงกลางกายนั้น สมาธิของท่านจะเกิดให้เห็นเอง เมื่อ ท่าน มี ปิติ สุข เอกัคคตา เกิดขึ้นกับตัวท่าน ท่านรู้เอง เห็นเอง

ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปตามจับอะไร ไปตามรู้อะไร ทั้งนั้น นะ

เจริญในธรรม นะ


อนึ่ง
ท่านจะไม่รู้ว่ามะพร้าวน้ำหอมจากอำเถอดำเนินสะดวก มันหอมหวานอร่อยกว่า น้ำมะพร้าวแกงกะทิจากเกาะสมุย อย่างไร ในเมื่อท่านไม่เคยได้ดื่มน้ำมะพร้าวทั้งสองแบบมาก่อน

ฉันใด ก็ ฉันนั้น

ท่านจะไม่รู้ว่า นิมิตรที่เกิดจากการไม่ได้นึก มันสุขใสสว่างสะอาดสงบมากกว่า นิมิตรที่เกิดจากการนึก อย่างไร เมื่อท่าน ไม่เคยได้เห็นทั้งนิมิตรที่ต้องนึก และนิมิตรที่

ไม่ต้องนึก

***มือ ที่แตะน้ำแล้ว เรารู้ว่าน้ำร้อน ก็ เพราะ เรารู้มาก่อนว่า น้ำเย็นมันไม่ได้ร้อนเท่านั้น***

***ใจที่ศูนยฺกลางกาย หยุดได้ที่แล้ว เห็นนิมิตร เป็นดวงเป็นกายลอยเด่นใสสว่างขึ้นมาดีแล้ว อย่างไร ก็เพราะเรารู้มาก่อนแล้วว่า ใจที่ไม่หยุดไม่นิ่งนั้น ใจมันไม่ใสไม่สว่างไม่เกิดดวงไม่เกิดกาย อย่างไร***

***มือต้องว่าง จึงหยิบของได้ - - ฉันใด - - ใจที่ว่าง จึงใช้ประโยชน์ได้ฉันนั้น***
 ้ำ้ำำ้

Chanon

  • Guest
 :)
 ;)
 :D
 ;D
ใจที่นิ่งดีแล้วหยุดดีแล้ว ทุกวัน ในหนึ่งเดือน หนึ่งปี แต่ไม่เห็นดวงเห็นกาย ใดๆ
ยังย่อมเกิดญานทัสสน หรือ ธาตุธรรมที่แข็งแรงกว่า
ใจที่นิ่งดีแล้วหยุดดีแล้ว หนึ่งวัน ในหนึ่งเดือน หนึ่งปี ทั้งๆที่เห็นดวงแล้วเห็นกายแล้ว

ฉันใดก็ฉันนั้น

การไม่เห็นดวงไม่เห็นกาย ย่อมไม่ใช่เหตุปัจจัยให้เรา พระเณรโยม ไม่ครองศีล ทำวัตร สวดมนต์ และภาวนาสมาธิ ให้เป็นประจำทุกวัน
เพราะเมื่อแม้นว่า เราจะไม่ได้ดวงได้กายในเวลาปัจจุบัน แต่สายธาตุสายธรรมที่แข็็งแรง จากการที่เรา ตั้งใจ บูชาพระรัตนตรัย ด้วย ทาน ศีล ภาวนา อยู่เป็นประจำทุกวัน ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เรา ผู้มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะแล้ว สามารถเป็นสื่อส่งผ่าน ญานทัสสนะ จากพระนิพพาน ไปถึง ศรัทธาสาธุชน ผู้แวดล้อมเราอยู่ได้ แล้ววันนึง เมื่อ บุญบารมีประกอบกันได้ที่เรา ทั้งเราทั้งเขาผู้แวดล้อมเราอยู่ ย่อมจักสามารถไปถึงที่ที่เทียง ที่ที่เป็นสุข ที่ที่เป็นอัตตา และที่ที่ไม่ต้องกลับมา ได้อีก เหมือนๆ กัน

เจริญพร

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
ฉันใดฉันนั้น  ชีวิตจึงต้องเพียรในกิจที่ดีงามหลายๆด้านตามแนวทางพุทธสาสนา..............ให้เป้นสันดานที่ดีในใจสืบต่อไปในชาติต่อๆไปหากชาติใดเราไม่เจอพุทธสาสนาไซร้  สันดานที่ดีงามแต่เดิมจะช่วยกระตุ้นให้เราหาคนที่ดีงามใด้ง่ายต่อไปและยังช่วยให้เราไม่ลังเลในการทำความดีเท่าที่เข้าใจได้ในชาตินั้นๆต่อไป..........อีกนานครับ

Chanon

  • Guest
สาธุ...ถามต่อว่า...ถึงแม้นท่านจะเพียรพยายามมาดีแล้ว...มีบุญติดตัวไปพอสมควรแล้ว...แต่ไม่พอด้วยมนุษย์ธรรมที่จะนำให้ไปเกิดเป็นคน...หรือด้วยว่ากรรมอุบัติให้ไปบังเกิดเป็นอย่างอื่นเล่า...ยกตัวอย่างว่าเป็นเดรฉานเป็นตน...เช่นว่าเป็นนกน้อยในบัดดลนั้นเล่า...ท่านอาจจะยังเข้าใจกิจอันดีในพระพุทธศาสนาที่ท่านเคยทำ...ท่านอาจจะบินไปหากินอยู่แต่ในวัดที่ท่านคุ้นเคย...แล้วแต่ว่า...ท่านต่อบุญนั้นๆด้วยตัวเองได้ไหม...สัญญาในอายตนะ...และวิญญานังในอายตนะ...จะยังพร้อมให้ท่านระลึกในการอนุโมทนาบุญได้ด้วยตัวท่านที่เป็นนกอยู่หรือ...แล้วท่านยังจะทำบุญได้อย่างที่อยากทำได้อยู่อีกหรือ...
...
...ฉันใดก็ฉันนั้น...
...ขอท่านผู้เจริญ...จงอย่าประมาทในการและกาลทั้งปวง...จงถึงพร้อมด้วยพระรัตนตรัยไว้ไม่มีประมาณเถิด...จงถึงพร้อมด้วย...จรณะ๑๕...ไว้เถิด..คนเราจะตายจากกันไปเท่าไรไม่รู้...จึงว่า...อย่าหวังเลยในชาติหน้า...จงเพียรภาวนาให้ถึงพระนิพพานกันในชาตินี้เถิด...แต่เพียงเพื่อพลาด...ก็ยังใหมีจิตตภาวนาให้ถึงพระนิพพานนั้นอยู่...ให้เป็นเหตุปัจจัยให้เราทั้งหลายไม่ล่วงสู้อบายภูมิแลภพที่ต่ำว่ามนุษย์ธรรมด้วยประการทั้งปวง...
...สาธุ.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
ท่านชานนท์ หรือ  พระคุณเจ้า ช่างต่อได้ดีจริงจริง
ผมเองก็เห็นด้วยกับท่าน เรื่อง นก ในชาติหน้า  นกน้อยยากมากที่จะทำดีได้เหมือนคนทุกประการ.....แต่ผมเชื่อว่า  การคิดแบบนั้นเป็นนกบ่อยบ่อยมากมากอาจทำให้บางคนกลัวชาติหน้ามากเกินไป แล้วทำให้ชาตินี้แย่ลงไปอีกคือหลงทางไปเลยกับศาสนาอื่นๆ....สำหรับผมแล้ว ผมมุ่งพยายามบอกผุ้อื่นทางเน็ตในเรื่องเน้นจิตสันดานดีงามให้มากกว่าสันดานกิเลสมัวเมาเพื่อสุคติในชาติหน้าและการให้จิตตั้งเป้าหมายนิพพานให้มั่นคงด้วยในชาตินี้แม้จะทำเพื่อแจ้งในนิพพานยังไม่ได้ก็ตามเพื่อไม่ต้องเกิดตายอย่างหลงทาง  ผมไม่เคยใช้วิธีเรื่องนกเหมือนพระคุณเจ้าชานนท์เลย ทั้งๆที่ผมรู้  เพราะเกรงชาวบ้านจะแย่ไหญ่ในเรื่องความกลัวและคิดแต่ลดบาปอย่างเดียวจนช่วยประเทสชาติไม่ได้ ประเทสอ่อนแอ เสียแก่ศาสนาอื่นไป......เรื่องนี้ คงต้องดูที่ คนแต่ละคนครับ  ถ้าจะสอนเรื่อง นก ว่าใครอยากนิพพานเร็วหรือช้า  ผมคิดแบบนี้นะ แต่มันจำเป็น ที่จะให้บางคนชอบฟังและจำไม่เหมือนกัน.......พระพุทธเจ้าอาจจะตรัสให้พระปุถุชนกลัวเรื่องการเป็นนกในชาติหน้ามากกว่าตรัสกับชาวบ้านทั่วไป.........ท่านพระคุณเจ้าชานนท์มีแนวการสอนเรื่องชาติหน้าอย่างไร ก็ลองชี้แนะแก้กระผมและชาวเว๊ปวัดมาแต่ก่อนดูนะครับ