Author Topic: แครี มัลลิสหรือKary Mullisผู้คิดเรื่องเทคนิคPCRที่ทำให้เพิ่มปริมาณDNAได้  (Read 123 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
ประวัติชีวิตของนายแครี มัลลิสหรือKary Mullisผู้คิดเรื่องเทคนิคPCRที่ทำให้เพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมDNAได้อันมีประโยชน์ต่อชีววิทยาโมเลกุลและการแพทย์อย่างมาก อ้างเนื้อหาจากhttps://www.facebook.com/biologybeyondnature/posts/d41d8cd9/1352008018295108/มีเนื้อหาคือ

Biology Beyond Nature: ชีววิทยาเหนือธรรมชาติ
13 สิงหาคม 2019 ·
คนในวงการชีววิทยา... คงไม่มีใครไม่รู้จัก PCR

PCR (Polymerase Chain Reaction) เป็นเทคนิคการก็อบปี้ชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่เราสนใจในหลอดทดลอง เราสามารถเลือกได้ตามใจว่าจะก็อบปี้ดีเอ็นเอส่วนไหน ยาวแค่ไหน แถมใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ได้ดีเอ็นเอเป็นพันล้านก็อบปี้จากต้นฉบับแค่ชิ้นเดียว PCR เป็นเทคนิคสามัญประจำแล็บชีวโมเลกุลแทบทุกแห่งบนโลกนี้ เปรียบเหมือนเครื่องถ่ายเอกสารที่แทบทุกออฟฟิตต้องมีติดไว้ ดีเอ็นเอที่ก็อบปี้มาได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว แถมต้นทุนก็ถูกสามารถนำเอาไปใช้ได้หลากหลาย ตั้งแต่งานพันธุวิศวกรรม วินิจฉัยโรคติดเชื้อ ตรวจความผิดปกติพันธุกรรม พิสูจน์บุคคลทางนิติเวช ทดสอบสายพันธุ์พืช สัตว์ จุลินทรีย์ ฯลฯ

PCR ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1983 โดยนักชีวเคมีสุดเกรียนนามว่า Kary Mullis

Mullis เป็นลูกชาวไร่จากมลรัฐ North Carolina สหรัฐอเมริกา เรียบจบเอกด้านชีวเคมีจาก UC Berkeley ในปี 1972 หลังจากนั้นก็เปลี่ยนงานไปเรื่อยตั้งแต่เป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ เป็นนักวิจัย เปิดร้านเบเกอรี่ ฯลฯ ก่อนจะมาลงเอยที่ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญดีเอ็นเอของบริษัทไบโอเทคชื่อ Cetus Corporation ที่บริษัทแห่งนี้ Mullis ในวัย 39 ปีได้คิดค้นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่เรียกว่า PCR

Mullis เคยเล่าว่าเค้าปิ๊งไอเดียนี้ขึ้นมาตอนขับรถไปกับแฟนกลางดึกคืนหนึ่งว่าเราน่าจะสามารถใช้ดีเอ็นเอสายเดี่ยวสั้นๆ (primers) หนึ่งคู่ ร่วมกับเอนไซม์ (DNA polymerase) ในการเลียนแบบการก็อบปี้ดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตในหลอดทดลองโดยไม่ต้องอาศัยเซลล์จริงๆให้ยุ่งยาก บริษัท Cetus พอได้ยินไอเดียนี้เข้าก็ตื่นเต้นมาก ยอมให้ Mullis ยุติงานอื่นๆทุกอย่างเพื่อมาทุ่มเทกับโปรเจกนี้ หลังจากลองผิดลองถูกอยู่หลายเดือน Mullis ก็ทำ PCR สำเร็จครั้งแรกของโลกกลางเดือนธันวาคม 1983 เปเปอร์งานวิจัยนี้กลับถูกวารสารชั้นนำอย่าง Science และ Nature ปฏิเสธการตีพิมพ์ กว่าเปเปอร์จะออกเป็นทางการ (ในวารสาร Method of Enzymology) ก็ปาเข้าไปเกือบสี่ปีหลังจากนั้น

PCR เวอร์ชั่นที่ Mullis คิดค้นขึ้นมีข้อจำกัดสำคัญคือเอนไซม์ที่ใช้ก็อบปีดีเอ็นเอไวต่อความร้อน แต่ละรอบของการทำ PCR ต้องปรับอุณหภูมิขึ้นลง สูงสุดถึงกว่า 90 C เพื่อแยกสายดีเอ็นเอ ดังนั้นเอนไซม์ก็จะเสื่อมสภาพไปด้วยทำให้คนทำ PCR สมัยโน้นต้องลำบากคอยเปิดหลอดทดลองมาหยอดเอนไซม์เพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ แถมสมัยโน้นยังไม่มีเครื่อง thermal cycler สำหรับปรับอุณหภูมิขึ้นลงอัตโนมัติเป็นรอบๆ ดังนั้นวิธีทำ PCR ก็คือเอาหลอดทดลองใส่เอนไซม์ ใส่ดีเอ็นเอ ใส่ primer แล้วก็เอาไปจุ่มในหม้อน้ำร้อน (heat bath) ที่อุณหภูมิต่างๆกัน เวียนไปแบบนี้ทีละรอบๆ

ปัญหานี้ถูกแก้ไขโดยทีมวิจัยจาก Cetus Corporation ที่คิดเอาเอนไซม์ก็อบปี้ดีเอ็นเอเวอร์ชั่นทนร้อนที่แยกจากแบคเรียที่อาศัยในน้ำพุร้อนมาใช้ (แบคทีเรียThermophilus aquaticus ~ ชื่อย่อว่า “Taq” ) ดังนั้นเราจึงสามารถเติมสารทุกอย่างครบจบทีเดียวในหลอด PCR ไม่ต้องมาคอยหยอดอะไรทีหลังอีก และเมื่อใช้ร่วมกับเครื่อง thermal cycler ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นช่วงปี 1986 เลยทำให้ PCR ง่าย/เร็ว/ถูก กว่าเดิมมากจนแทบทุกแล็บชีวโมเลกุลในโลกสามารถนำไปใช้ได้

Mullis ได้รางวัลโนเบลในปี 1993 (คู่กับ Micheal Smith ผู้คิดค้นเทคนิค site-directed mutagenesis) บริษัท Cetus Corporation ให้โบนัส 10,000 เหรียญแก่ Mullis และต่อมาก็ขายสิทธิบัตรเทคโนโลยี PCR ให้แก่บริษัท Roche ยักษ์ใหญ่ในวงการเภสัชกรรมและไบโอเทคด้วยมูลค่าถึง $300 ล้านเหรียญสหรัฐ Mullis มักจะเคลมบ่อยๆว่า PCR เป็นผลงานของเค้าเต็มๆ ขณะที่เพื่อนร่วมงานหลายคนที่ Cetus อ้างว่า Mullis มีแค่ไอเดียที่ต่อยอดมาจากงานเก่าๆ ขณะที่คนทำ PCR สำเร็จจริงๆคือทีมงานนักวิจัยท่านๆอื่นของ Cetus

Mullis ลาออกจาก Cetus ตั้งแต่ปี 1986 หลังจากนั้นก็ไปเป็นนักวิจัย ผู้ก่อตั้ง และที่ปรึกษาบริษัทไบโอเทคอีกหลายบริษัท รวมทั้งบริษัทขายเพชรพลอยบรรจุชิ้นส่วนดีเอ็นเอจากดาราผู้ล่วงลับอย่างเอลวิส เพรสลีย์ และ มาริลีน มอนโร ฯลฯ ในวงการนักวิจัยหลายคนยกให้ Mullis เป็นหนึ่งในตัวประหลาดทั้งแนวคิดและการใช้ชีวิต Mullis ยอมรับอย่างเปิดเผยว่าเขาใช้ยาหลอนประสาท (LSD) เป็นประจำและมันช่วยให้สมองโล่งคิดอะไรสร้างสรรค์หลุดกรอบ เขาเป็นหนึ่งในนักวิจัยที่ไม่เชื่อว่าหลุมโอโซน (ozone hole) และสภาวะโลกร้อน (global warming) เป็นเรื่องจริงแต่เป็นเพียงการสมคบคิดระหว่างนักสิ่งแวดล้อมและรัฐบาล เขาไม่เชื่อว่าโรคเอดส์เกิดจากเชื้อHIVเป็นเพียงเรื่องกุขึ้นของนักวิจัยฉ้อฉล ครั้งนึงเขาเคยทำเซอร์ไพรซ์ก่อนขึ้นเลกเช่อร์หอประชุมใหญ่เรื่องงาน PCR ที่ได้โนเบลไพรซ์ด้วยการประกาศว่า ผมจะไม่พูดเรื่อง PCR แต่จะพูดเรื่องHIV แล้วก็เอาสไลดที่มีแต่รูปโป๊เปลือยขึ้นมาโชว์แล้วเคลมว่า “มันคือศิลปะ” นอกจากนี้เขายังเป็นนักวิทย์ดีกรีโนเบลเพียงคนเดียวที่เคยแจ้งความว่าได้พบกับมนุษย์ต่างดาวอีกด้วย Mullis เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “Dancing Naked in the Mind Field” รวบรวมเรื่องประหลาดๆจากประสบการณ์ส่วนตัวเหล่านี้ ใครสนใจไปหาอ่านกันได้
----------------------------------------

แครี มัลลิสหรือKary Mullisเกิดเมื่อ28ธันวาคม พศ.2487หรือคศ.1944 และเขาได้ตายเมื่อวันที่7สิงหาคม พศ.2562หรือคศ.2019 ก่อนที่โรคไวรัสCovid-19ทำให้คนป่วยตอนปลายปีคศ.2019หรือเดือนธันวาคมปีคศ.2019