Author Topic: อยากให้ช่วยวิจารณ์งานเก่าของผมเรื่องอุปปาทสูตรธรรมนิยาม3เท่านั้น อย่างไรก็ได้  (Read 11956 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
ต่อไปนี้ ผมจะขอยกวิวาทะเรื่อวการวิเคราะห์พุทธพจน์สามประโยค ในอุปปาทสูตร ที่ผมเคยลงไปเมื่อปี2549ในเวปครั้งแรกครับ ในครั้งแรกของผมปี2549นั้นผมวิเคราะห์พุทธพจน์เรื่องอื่นหลายอย่าง ทุกท่านยังไม่ต้องสนใจนะครับ เพราะผมยังไม่ได้ปรับปรุงใหม่เลยอาจจะมีที่ผมอธิบายผิดพลาดไปบ้างในงานปี2549นี้ แต่ขอให้อ่านเน้นเรื่อง การอธิบายพุทธพจน์สามประโยคในอุปปาทสูตรหรือธรรมนิยาม3(ของสังขตธรรม)เท่านั้นครับ เพราะมันชัดเจนและผมยังทำได้ถูกต้องเช่นเดิมและสามารถเขียนเป็นแผนภูมิสามประโยคของพิทยานันตญาณปรีชาหรือไล่ฉาเจิงได้ด้วย อาจยาวมากมากมากหน่อย ปวดหัวบ้างเพราะเป้นงานเก่าของผมจาการตอบโต้ทางอินเตอร์เน็ต-กับคนเก่าเก่าที่ตอนนี้ก็เปลี่ยนชื่อกันไปหมดแล้วมั้งครับ-----------------ดังนี้[/color]
456 การเข้าถึงนิพพานนั้น พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องทำบารมีให้เต็มก่อนจึงเข้าถึงนิพพานจริงถาวรได้

ตอนนี้คุณถาม การดับทุกข์ต้องละอัตตา ตรงนี้ได้เพียงนิพพานชั่วคราวเฉพาะชาติเกิดอายุขัยนี้เท่านั้นครับ จะเอาอัตตามากอดหรือไม่ต่อ คุณก็ยังต้องมีอัตตาอีกตามกรรมเก่า ดังนั้นนิพพานชั่วคราว จึงเป็นอนัตตา นั่นเองครับ คือจิตเหมือนว่างจากอัตตาชั่วคราวชั่วชีวิตชาตินี้ก็ได้ ///////////

พระพุทธเจ้า บอกว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาแต่พระพุทธเจ้าไม่เคยเอา ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตามาตัดสินนิพพานเลยเพื่อตรัสเป็นพุทธพจนืบาลีไว้เป็นศาสดาว่านิพพานต้องเป็นอนัตตาด้วย ดังนั้น ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา จะ นำมาใช้ตัดสินนิพพาน ยังไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้ายังไม่ทำการใช้การตัดสินแบบนั้นเองเลยและไม่เคยอนุญาติให้ใครมาใช้พุทธพจน์ตัดสินพุทธพจน์แทนพระพุทธเจ้าเองได้ ถ้าพระองค์ไม่ทำให้ไว้ก่อน นี่แหละทำตามพระพุทธเจ้าจริงจริงไม่เกินเลยและรักษาพุทธพจน์จริงจริง พิสูจน์ได้ ///////

พระพุทธเจ้า ท่านแบ่งว่า นิพพาน ไม่ใช่โลกียธรรม นะครับ และคุณสุตะ จะตีความเองไม่ได้ สรุปเองไม่ได้ด้วย และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ธรรมนี้หมายถึง นิพพานด้วยคุณก็โมเมเอง ถ้า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา พระพุทธต้องการให้ธรรมทั้งปวงหมายถึงสังขารและนิพพานรวมกันจริงในประโยคนี้ พระพุทธเจ้าย่อมใช้หลักพุทธพจน์ที่ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา มาตัดสินและสรุป เป็นพุทธพจน์ที่ว่า นิพพานเป็นอนัตตาเองได้ด้วยเป็นคำศาสดาเองได้ในพระไตรปิฏกทันทีเอง ท่านฉลาดกว่าคุณนะแต่ความจริงพระพุทธเจ้าไม่เคยใช้หลักธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตามาต้ดสินและสรุปเรื่องนิพพานเองเลยว่าเป็นอนัตตาให้เป็นพุทธพจนืศาสดาแทนพระองค์จริงจริงตลอดพุทธกาลด้วย มีแต่คุณสุตะ คห 15 ตีความเอง ตัดสินใจเองแทนพระพุทธเจ้า กระทำการตัดสินเกินพระพุทธ ได้ไงครับ พระพุทธไม่ได้อนุญาติให้คุณตัดสินเองแทนพระองค์นะในเรื่องนิพพาน แม้แต่สงฆ์เอง ถ้าตีความเอง ก็ต้องบอกว่า พระพุทธเจ้ายังไม่เคยตีความแบบนี้ให้ไว้ด้วยครับ มาโมเมไม่ได้

ขอให้คุณเข้าใจครับว่า เรายังไม่ควรเอาหลักธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตามาตัดสินเรื่องนิพพานเองแทนพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธไม่เคยกระทำแบบนั้นและ ด้วยเหตุผลว่า พระพุทธเจ้า ไม่เคยใช้หลักว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตามาสรุปรับรองเองว่าสิ่งที่เที่ยง สุข ต้องเป็นอนัตตาด้วย เป็นพุทธพจน์ ด้วย ยิ่งตอกเน้นย้ำว่า พระพุทธองค์ไม่ต้องการใช้หลักธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา มาตัดสินสรุปให้นิพพานเป็นอนัตตาเลยในทุกกรณี /////

จากคห 19 ที่ว่าพระพุทธเจ้า ไม่เคยใช้หลักว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตามาสรุปรับรองเองว่าสิ่งที่เที่ยง สุข ต้องเป็นอนัตตาด้วย เป็นพุทธพจน์ ด้วย ยิ่งตอกเน้นย้ำว่า พระพุทธองค์ไม่ต้องการใช้หลักธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา มาตัดสินสรุปให้นิพพานเป็นอนัตตาเลยในทุกกรณี ดังนั้น พระพุทธเจ้าต้องเห็นแจ้งโดยโลกุตตรปัญญาว่าหลัก ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา พระพุทธเจ้าหมายถึง สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตาเองเท่านั้น พระพุทธเจ้าจึงใช้หลักนี้ตัดสินให้นิพพานแล้วสรุปตรัสเองว่านิพพานเป็นอนัตตาไม่ได้เลยตลอดพุทธกาล ข้อนี้จริง..และสากล ตรงตามพุทธประวัติ พุทธพจน์ ไม่เกินเลยและ

ความในบาลีแห่งวินัยปิฏก ผูกเป็นคาถายืนยันไว้ว่า...
" สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา..... นิพพานและบัญญัติเป็น อนัตตา... วินิจฉัยมีอยู่ ดังนี้..."....! หลักฐานที่มารับรอง : วินย. 8/ 826 /224

ตรงนี้ ผมเห็นว่า สงฆ์ได้ใช้วินิจฉัยแบบโลกียปัญญาเกินปัญญาของพระพุทธเจ้า ผมไม่ใส่ใจ สงฆ์ตีความเอง ก็จะรับกรรมหลังตายเอง ในการแปลแบบนี้ เพราะโลกุตตรปัญญาของพระพุทธเจ้าแสดงชัดเจนว่า ไม่มีหลักใดของพระพุทธเจ้ามาให้พระพุทธเจ้าตัดสินสรุปเองได้ว่า นิพพานต้องเป็นอนัตตา.........โลกุตตรบุคคลก็ยังทำไม่เกินพระพุทธเจ้าเลย//////////////

ถึง ฐิต 1. ในอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต อุปปาทสูตร พุทธพจน์ ความว่าตถาคต (พระพุทธเจ้า) ทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุนั้นก็ยังคงมีอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยามว่า..... สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง...สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์... ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา... ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผยแจกแจง ทำให้เข้าใจง่าย ว่า สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา//////////////

ตรงนี้ มันชัดเจนอยู่แล้วครับว่า พระพุทธเจ้าต้องการให้สามประโยคนั้นเป็นหลักเท่าเทียมกัน คุณจะแทนสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ ด้วยประโยคที่ว่าธรรมทั้งปวงไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ด้วยก็ได้...เพราะเป็นธรรมนิยาม เหมือนกัน.....เพราะไม่ผิดหลักการตั้งหลักการที่เท่าเทียมกันแบบธรรมนิยามแต่ที่สำคัญที่สุดคือ พระพุทธเจ้าไม่เคยเอาหลักในธรรมนิยามอุปปาทสูตร ที่ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา มาตัดสินนิพพานเลย แล้วบอกสรุปเป็นพุทธพจน์เองว่า นิพพานเป็นอนัตตาไว้ ตลอดพุทธกาล ถ้าใครเอาหลักนี้มาสรุปนิพพานเอง เขาก็ตีความเอง ทำเกินพุทธพจน์ เพราะ พระพุทธเจ้าไม่เคยเอาหลักธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตานี้มาสรุปและตีความตัดสินนิพพานเองว่านิพพานเป็นอนัตตาเลยเป็นพุทธพจน์เองให้เลย ตลอดพุทธกาล ถ้าพระพุทธต้องการให้ธรรมทั้งปวงรวมนิพพานจริงว่า เป็นอนัตตา พระพุทธเจ้าจะตัดสินสรุปนิพพานเองว่า นิพพานเป็นอนัตตา ไว้เป็นพุทธพจน์ศาสดาเอง โดยคุณไม่ต้องตีความเอง แต่ความจริง พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสพุทธพจน์สรุปว่านิพพานเป็นอนัตตาเลย เราจึงไม่ควรใช้ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา มาตัดสินเองเกินพระพุทธเจ้า ดูคห ก่อนก่อนได้ครับ/*/*/

2. คัมภีร์ปริวาร เป็นคัมภีร์รุ่นหลังในชั้นพระไตรปิฏกด้วยกันแม้มิใช่พุทธพจน์ แต่ก็ยอมรับกันแพร่หลายสืบมา ว่าเป็นทัศนะของพระพุทธศาสนายุคต้น ๆ คือก่อนยุคอรรถกถา..@ อีกทั้งในชั้นของอรรถกถา ตามที่แสดงในคห 18 พระเถระท่านก็รับรองว่า ....นิพพาน ว่างจากอัตตา.. ผมอยากบอกคุณคห 18 ว่า อย่าลืมว่า แม้อรรถกถาจะบอกถึงคำว่า อัตตสูญญะ หรือว่างจากอัตตา ตรงนี้เรื่องอื่น ไม่ใช่พุทธพจน์ ขอข้ามไป แต่อรรถกถา ก็ยอมรับว่า นิพพานนัญเจวะ บัญญัติ อนัตตา อิติ นิจฉิตา ให้แปลว่า นิพพานที่เป็นบัญญัติ ตัดสินว่าเป็น อนัตตา เพราะเป็นการแปลก่อนยุคอรรถกถาไว้จริงแบบเดียวเท่านั้นแต่คุณคห 18 กลับไม่ยอมรับว่า อรรถกถาต่างยอมรับให้แปลเป็นนิพพานที่เป็นบัญญัติ ตัดสินว่าเป็น อนัตตา ไว้ในชั้นอรรถกถา แต่ไปเชื่อฏีกาแทน คุณยังจะใช้อรรถกถาอีกเหรอ มาเป็นหลักฐานเฉพาะส่วนที่หนุนคุณ

3. ที่คุณบอกว่า พุทธพจน์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา...การทำความเข้าใจว่าธรรมทั้งปวง ...ครอบคลุมเรื่องนิพพานหรือไม่ ... จะทำให้เข้าใจเรื่องนิพพานเป็นอนัตตาได้ง่าย ตรงนี้ ผมบอกในคหข้อหนึ่งแล้วว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยเอาหลักการที่ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา มาตัดสินนิพพานและสรุปเป็นพุทธพจน์ให้เองว่านิพพานเป็นอนัตตา ตลอดพุทธกาล ผมจึงบอกว่า การเข้าใจว่านิพพานเป็นอนัตตาจากคำว่าธรรมทั้งปวง เป็นเรื่องที่คนรุ่นหลังตีความเอง เกินพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่เคยตัดสินตีความนิพพานเลยในเรื่องนี้ ให้เป็นพุทธพจน์ด้วยตนเองจากคำว่าธรรมทั้งปวง4ที่คุณฐิตบอกว่า.นอกจากนี้ยังมีพุทธพจน์ ที่ทรงแสดงเรื่อง ศาสดา 3 ประเภท ที่พระพุทธองค์ทรงเป็นศาสดาที่ไม่บัญญัติอัตตาตามเป็นจริง ทั้งปัจจุบัน และเบื้องหน้า ทรงเป็นศาสดาที่เรียกว่าสัมมาสัมพุทธะคำว่า ไม่บัญญัติอัตตา ฯ ข้อนี้ก็สามารถมาทำไว้ในใจให้แยบคายได้ คือ แกะเรื่องอัตตาใด ๆ ออกไปได้ง่ายขึ้นผมอยากบอกว่า คำว่า ไม่บัญญัติอัตตา นั้น ชัดเจนว่า หมายถึง ไม่บัญญัติอัตตาตามศาสดามิจฉาทิฏฐิต่างต่างเช่น พวกศาสดาสัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ เป็นต้น โดยความเป็นของจริง ของแท้ ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ตรงนี้ผม เห็นด้วย แต่คุณฐิต ยังคิดไม่ครบถ้วน บอกไม่ครบและไม่เข้าใจบางอย่าง อีกประการหนึ่ง โดยผมขอบอกดังนี้ ศาสดาแบบ สัมมาสัมพุทธ นั้น โดยความจริงนั้น มีองค์ประกอบมากกว่านั้น ตรงนี้คุณคงเห็นด้วย ผมจะบอกถึงองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องศาสดา 3 เท่านั้น คือศาสดาแบบสัสตทิฏฐิและอุจเฉท นั้น ต่างไม่เห็นนิพพานของจริง ด้วย นิพพานของมิจฉาทิฏฐิจึงตัดสินว่าเป็นอนัตตาด้วยตามหลักธรรมชาติ แต่ ศาสดาแบบสัมมาสัมพุทธ ต้องเห็นนิพพานของจริง แต่ไม่ตัดสินว่า นิพพานเป็นอนัตตาด้วย ตรงนี้แหละ ที่ผมอยากจะบอกว่า คุณฐิตเข้าใจเรื่องศาสดา ยังไม่ครบถ้วน จริงจริง พระพุทธเพียงแค่ ตรัสแบบไม่ครบถ้วนเท่านั้น เพื่อให้ผู้ฟังแบบปุถุชนเข้าใจง่ายเช่น เสนิยะ เป็นต้น จริงจริง พระพุทธเจ้า รู้อย่างเกี่ยวข้องด้วยว่า ศาสดามิจฉาทิฏฐิ 2 พวกแรก ต่างไม่เห็นนิพพานของจริง เสมอตลอดกาล ดังนั้น ถ้าเราจะเข้าใจถึงศาสดาประเภทที่สาม ให้ละเอียดรอบคอบมากขึ้นเราต้องบอกว่า ศาสดาที่ไม่บัญยัติอัตตาตามศาสดามิจฉาทิฏฐิ โดยความเป็นของจริงแท้ ในสามกาล และไม่ตัดสินนิพพานของจริงว่าเป็นอนัตตาด้วย ศาสดานั้นแหละเรียกว่า ศาสดาแบบผู้สัมมาสัมพุทธะดังนั้นเมื่อไม่มีพุทธพจน์ที่ว่า นิพพานเป็นอนัตตา เลยในพระไตรปิฏกบาลีเถรวาท เราจะใช้ เรื่องศาสดา 3 มาตัดสินนิพพานเองว่าเป็นอนัตตาไม่ได้ เพราะทำเกินพระพุทธเจ้าและพุทธพจน์ จริงจริง

5. ขอแถม จริงอยู่ พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า อัตตาเป็นเพียงโลกสมัญญา โลกนิรุติ ถ้อยคำแบบที่โลกตั้งเองยึดถือเอง พระพุทธ บอกถึงอัตตาแบบนั้น แต่ไม่ยึดถือ ตรงนี้ เหมือนกับที่คห 18 ยกบอกมาว่า พระพุทธบอกว่า เราไม่ยึดมั่นถือมั่นในวาทะอัตตาใดใด เพื่อให้เป็นทุกข์ โศก พอใจ ไม่พอใจ เป็นต้น นั่นเองการไม่ยึดถือนั้น หมายถึง ไม่ยึดถืออัตตาที่มีขันธ์ 5 มาผสมปนนั่นเอง ไม่ว่าปนมาน้อยแค่ไหนก็ตาม แบบใดก็ตาม เพราะ อัตตาที่มีขันธ์ห้าหรือขันธ์ 5 ผสมปน นั้น ไม่ว่าแบบใดใด ล้วนจะให้ผลทุกข์จากกิเลสและอุปทานทั้งสิ้นในอนาคตตลอดกาล

6. ผม พิทยานันตญาณปรีชาคม ชื่อจีนมาตรฐานว่า lai cha zeng โดย lai = depend//cha=tea//zeng=grand ได้รับปริญญาตรีใบแรกที่ มสธหรือสุโขทัยธรรมาธิราช รุ่นที่ 19 ได้กล่าวถึงหลักของพิทยานันตญาณปรีชาคมไว้ในความเห็นก่อนด้วยเป็นหลักของผมเองไม่เกี่ยวกับวัดใด เพื่อให้ทุกท่านได้ศึกษาให้หลายมุมขึ้น ถ้ามหาเถรเจ้า มาอ่าน คง บันเทิง ไม่น้อย ถ้าหลักการของผม มีประโยชน์มากต่อการพัฒนาชาวพุทธให้เห็นถูกต้องขึ้น ผมขอให้ทุกท่านมีใจเป็นกลางและช่วยกันร่วมบุญสร้าง พระมหาเจดีย์ สมเด็จ ของ พระมหาเสริมชัย ชยมังคโล แห่งวัดหลวงพ่อสด ดำเนินสะดวก ราชบุรี เว็ปคือ www.dhammakaya.org ด้วยครับ ให้สำเร็จโดยเร็วด้วยครับ เพราะผม มั่นใจว่า วัดนี้ เชิดชู พระไตรปิฏกเถรวาทไว้ยิ่งกว่าชีวิตด้วยครับและรักษาความถูกต้องของประวัติหลวงพ่อสดทุกด้านอย่างเคร่งครัด ไว้ดีที่สุดในโลกครับ สมควรที่ผมต้องบอกให้ทราบต่อสังคมโลกด้วย สาธุโมทนาให้ทุกคนตั้งใจศึกษาธรรมต่อไปนะครับอย่างมั่นคง/**-

นี่เป็นหลักมาตรฐานของผม พิทยานันตญาณปรีชาคม = lai cha zeng และใช้อ้างอิงและเผยแพร่ได้เสรีเพื่อพัฒนาความเข้าใจด้านพุทธสาสนาให้แก่ชาวพุทธทั่วโลกมากขึ้น หลักการของพิทยานันตญาณปรีชาคม = lai cha zeng ต่อ///////////////////

และจากธรรมนิยามสามคือ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา..........เขียนต่างกัน ไม่จำเป็นต้องบอกว่า มีเจตนาหรือใช้ความหมายต่างกันนะครับในสามประโยค เป็นหลักธรรมชาติแท้เลย ถ้าคุณฐิต ยึดมั่นในคำแบบศัพท์มากเกินไป จะเห็นความจริงน้อยหรือมากเกินกว่าความจริงที่มีจริงเป็นจริง อาจเป็นได้
ธรรมนิยาม 3 นั้น คุณต้องดูว่าพระพุทธเจ้าตัดสินเพิ่มเติมให้นิพพานก่อนหรือยังว่าเป็นอนัตตาไว้ให้เป็นพุทธพจน์ก่อนบอกว่าธรรมทั้งปวง ไม่มีครับ ดังนั้น ธรรมทั้งปวง พระพุทธเจ้าไม่มีเจตนาให้ใช้เป็นความหมายเพิ่มขึ้นครับจากสังขารทั้งปวงแน่นอนครับ สรุปว่า ธรรมทั้งปวง พระพุทธ มีเจตนา ใช้เพื่อแทน สังขารทั้งปวงเท่านั้นครับ อย่างเดียว////////

หลักการของพิทยานันตญาณปรีชาคม=lai cha zeng ต่อ
ถึงสุตะก..จากพุทธพจน์ที่ว่า "เรามองไม่เห็นว่าจะมีความยึดมั่นใด ๆ ในวาทะอัตตา
(ทฤษฎียึดติดอัตตา ลัทธิถือมั่นอัตตา)... ที่เมื่อยึดติดถือมั่น เข้าแล้ว จะไม่ก่อให้เกิดโสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส อุปายาส.."ตามหลักฐาน : พระไตรปิฏก ม.มู. 12 / 283 / 275 คุณสุตะบอกว่าผมจะมายกคำว่า "วาทะอัตตา" มาผสมปนเป..ตามจริต ตามความชอบของคุณนั่น.."ไม่ใช่ธรรม" นะครับ ผมตัวจริงขอตอบแทนคนรักผมว่า ผมอยากบอกคุณว่า ข้อกล่าวหาของคุณว่า ผมเอาคำว่า วาทะอัตตา มาผสมปนเปตามจริตผม เอง นั้น ไม่จริง เพราะจากหลักฐานแห่งเดียวกัน พระพุทธเจ้าบอกชัดตรงตรงเองว่า พระพุทธมองไม่เห็นว่าจะมีความยึดมั่นใดใดในวาทะอัตตา ตรงนี้ ผมแปลอย่างเป็นกลางสุดและตรงความจริง ได้ว่า พระพุทธผู้เห็นนิพพานของจริงก่อนแล้วและไม่ตัดสินนิพพานว่าเป็นอนัตตาด้วย มองไม่เห็นว่า จะมีความยึดมั่นใดใดในวาทะอัตตา......ตรงนี้ ผมบอกถูกต้องครับแน่นอนพิสูจน์ได้ว่าวาทะอัตตา คำนี้ ไม่เกี่ยวกับนิพพานของจริงเลย เพราะ นิพพานของจริงที่พระพุทธเห็นก่อนนั้นพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ตัดสินว่าเป็นอนัตตาเลยให้เป็นพุทธพจน์ก่อนตรัสพุทธพจน์สรุปว่า มองไม่เห็นว่าจะมีความยึดมั่นใดใดในวาทะอัตตา ดังนั้นคำว่าวาทะอัตตา จึงยังรวมนิพพานของจริงไม่ได้เพราะ พระพุทธเจ้ายังไม่ตรัสสรุปตัดสินให้นิพพานเป็นอนัตตาเลยเป็นพุทธพจน์มาก่อน วาทะอัตตาจึงต้องถูกตัดสินให้หมายถึงที่เกี่ยวข้องกับขันธ์5ผสมปนเท่านั้นครับเป็นอนัตตา และเป็นทั้งอนัตตาและทุกขังโศกจากวัฏฏสงสารด้วย ถ้าใครตัดสินนิพพานก่อนพระพุทธประกาศเอง เขาทำเกินพระพุทธเจ้า ตีความเกินพระพุทธเองครับ ดังนั้น คนรักผม คหก่อนนั้น โยงถูกแล้วและต้องใช้คำว่า วาทะอัตตาที่ขันธ์5ผสมปนเท่านั้น จะจริงที่สุด lสรุปว่า ผมทำตามกระบวนการของพุทธพจน์และพระพุทธเจ้าทุกประการ ไม่มีตรงไหน ผมคิดเองเกินพุทธพจน์ข.คุณสุตะบอกว่าขอยืนยันว่า .."ไม่มีบทไหนเลยในพระธรรมวินัยที่กล่าว ยกเว้นนิพพาน ว่า ไม่ใช่ ธรรม"นิพพานก็คือธรรมครับผม !! ตรงนี้ ผมขอบอกว่า นิพพานก็คือธรรมประเภทหนึ่งครับ ตามพุทธพจน์ แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยตรัสเป็นพุทธพจน์ในพระไตรปิฏกมาก่อนว่า สังขารและนิพพาน เป็นอนัตตา เลยนะครับ มาก่อนพุทธพจน์สรุปที่ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ดังนั้น คุณจะมาโมเมเองไม่ได้ว่าพระพุทธเจ้าต้องเห็นว่า สังขารและนิพพานต้องเป็นอนัตตาก่อน จึงสรุปได้ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ตาม / //ความจริงคือ พระพุทธเจ้าต้องเห็นเรื่องสังขาร และเรื่องนิพพาน ก่อนว่า เป็นอย่างไรแน่ในสามกาล แล้วจึงสรุปเป็นแบบคำว่าธรรม ได้จริง ดังนั้น เมื่อไม่มี พุทธพจน์ที่ว่า สังขารและนิพพานเป็นอนัตตา เลยอย่างชัดเจนมาก่อน มันก็ชัดเจนครับว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ยังไม่ควรสรุปว่า เป็นผลจาก พระพุทธเจ้าตัดสินจากสังขารและนิพพานเป็นอนัตตาจริงจริงมาก่อน อย่าลืมความจริงนะครับว่า ที่ พระพุทธเจ้าบอกว่า นิพพานคือธรรมได้ เพราะพระพุทธเจ้าต้องเห็นนิพพานของจริง ได้ก่อน(มีพุทธพจน์รับรองการเห็นว่านิพพานมีจริงอยู่) แล้วพระพุทธจึงสรุปเป็นว่านิพพานคือธรรมได้เป็นพุทธพจน์เอง แต่คุณสุตะ คงจะลืมว่าด้วยวิธีเดียวกัน นี้ พระพุทธเจ้าต้องเห็นสังขารและนิพพานเป็นอนัตตาจริงก่อน(ตรงนี้ไม่มีพุทธพจน์ชัดชัดแบบประโยคนี้รับรองเลยในพระไตรปิฏกเหมือนกรณีนิพพานมีจริงก่อนแล้วสรุปว่าคือธรรม) แล้ว พระพุทธจึงสรุปตรัสว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาไว้เป็นพุทธพจน์เอง วิธีเดียวกันครับ อ่านดีดี//////////


ถึงฐิต
1. ไปอ่าน หลักการของพิทยานันตญาณปรีชาคม หรือlai cha zeng ในข้อ สาสดา3 ไหม่นะ
2. จะเพิ่มการประยุกตืใช้หลักของlai cha zeng อีก จากที่คุณฐิตยกมาในเวป www.manager.co.th นั้นคือ

To ฐิต คุณพยายามอย่างยิ่งที่จะอธิบาย ผมอยากยกข้อ14-15-16 ของคุณที่ว่า
14. ในบาลี องฺติก. 20/486-7/192
ท่านแสดงลักษณะ สังขตธรรม และอสังขตธรรมไว้
เรียกว่า "สังขตลักษณะ และ อสังขตลักษณะ"

15. สังขตลักษณะ คือ เครื่องกำหนดหมาย
ให้รู้ว่าเป็นสังขารหรือสังขตะ ว่า เป็นสภาวะที่มีปัจจัย
ทั้งหลาย มาร่วมกัน แต่งสรรค์ขึ้น มีลักษณะ 3 คือ

(1) ความเกิดขึ้น....ปรากฎ
(2) ความแตกดับ หรือ ความสลาย ...ปรากฎ
(3) เมื่อดำรงอยู่ ความผันแปร ...ปรากฎ
16. อสังขตลักษณะ คือ เครื่องกำหนดหมาย
ให้รู้ว่าเป็นวิสังขารหรืออสังขตะ ว่า มิใช่เป็นสภาวะที่ปัจจัยทั้งหลาย มาร่วมกันทำขึ้น แต่งขึ้น มีลักษณะ 3 คือ

(1) ไม่ปรากฎความเกิด
(2) ไม่ปรากฎความสลาย
(3) เมื่อดำรงอยู่ ไม่ปรากฎความผันแปร

คุณรีบสรุปเกินพระพุทธเจ้าไปเองว่า จากสังขตลักษณะและอสังขตลักษณะ มีลักษณะร่วมกันคือ อนัตตา ผมอยากบอกว่า จากสังขตะลักษณะ3 มีพุทธพจน์ตัดสินอยู่แล้วว่า สังขตหรือสังขาร ต้องเป็นอนัตตา ตรงนี้ชัดเจน แต่ อสังขตลักษณะนั้น พระพุทธบอกถึง 3 ลักษณะ แต่พระพุทธก็ไม่สามารถตัดสินสรุปจนตรัสเป็นพุทธพจน์เองได้ว่าอสังขตธรรม (ต้อง) เป็นอนัตตา หมายถึงอะไร หมายถึงว่าพระพุทธตัองการบอกว่า ถ้าเอาลักษณะของสังขตะมาทำตรงข้ามเป็นอสังขตลักษณะ ไม่ว่ากี่ครั้ง ก็ตาม เท่าเท่ากัน พระพุทธก็จะไม่มีทางยอมตัดสินให้ อสังขตธรรมเป็นอนัตตาเลย ไว้เป็นพุทธพจน์ ประเด็นคือเทียบลักษณะ กี่ครั้งเช่น พันล้านครั้ง ก็ตาม อนัตตาก็ไม่มีทางเป็นลักษณะของอสังขตะธรรมได้นี่คือ ความจริงของอสังขตธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ ดังนั้นอนัตตาจึงมีแต่ใน ลักษณะของสังขารเท่านั้นที่เป็นพุทธพจน์รับรองไว้ ดังนั้น ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา แม้ คำว่าธรรมก่อนจะเป็นมาภาคประธาน จะมีความหมายกว้างที่สุดเพียงใด แต่คำว่า เป็นอนัตตาในภาคแสดง นั้นพระพุทธเจ้าตัดสินรับรองแค่อนัตตาของสังขารอย่างเดียวเท่านั้นเป็นพุทธพจน์ ดังนั้น ความจริง เพื่อให้ประโยคเป็นจริงตามพระพุทธเจ้าต้องการและพุทธพจน์ที่มีจริง ภาคแสดงคือเป็นอนัตตาจะเข้าไปควบคุมและจำกัดขอบเขตของภาคประธานคือ ธรรมทั้งปวงโดยปริยาย /////////////

ดังนั้น คุณฐิตหรือเจ้าคุณ จะมาแปลแต่ธรรมหรือภาคประธานแบบลอยลอย อย่างเดียวในประโยคไม่ได้ เพราะภาคแสดงมันชัดเจนกว่าภาคประธานอยู่ก่อนแล้วในเรื่องขอบเขต

สรุปว่า นี่ก็สอดคล้องและเป็น หลักการของพิทยานันตญาณปรีชาคมหรือlai cha zeng ด้วย คุณฐิต พึงเข้าใจนะ ผมจะบอกว่า ที่ท่านเจ้าคุณตามที่คุณอ้าง อธิบายถึง เรื่องมีคนอ้างว่า นิพพานเป็นอัตตา...........ผมก็ชอบเจ้าคุณนะท่านอธิบาย เรื่องทิฏฐิและจิต ละเอียดดีในเรื่องธรรมของโลกเท่านั้น เรื่องอัตตามีพุทธพจน์ บอกน้อยมาก น้อยกว่าเรื่องกฏแห่งกรรมหลายโลกหลายชาติและเรื่องสังขาร และผมไม่ค่อยสนใจนักเรื่องอัตตา ผมพอให้ข้อสังเกตแบบเป็นกลางก่อนได้ว่า ไม่มีพุทธพจน์บทใด ที่ตัดสินว่า อัตตาทั้งปวงคืออนัตตาแบบสังขาร แต่มีพระพุทธพจนืตัดสินให้ อัตตาของพวกมิจฉาทิฏฐิที่ไม่เห็นนิพพานของจริงตามพระพุทธเจ้า เป็นอนัตตาแบบสังขารเพราะมีสังขารปลอมปนอย่างมาก เป็นตาข่ายดักพรหม /*/*/ ///

[size=13pt]หมายเหตุ[/size]
แผนภาพ3ประโยคของไล่ฉาเจิงหรือพิทยานันตญาณปรีชาวิเคราะห์ว่าพุทธพจน์3ประโยคในอุปปาทสูตรหรือธรรมนิยาม3ที่ว่า
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา น่าจะเป็นโครงสร้างผสมที่มาจากโครงสร้างรูปลึก2แบบที่สัมพันธ์กันและสามารถใช้แทนกันได้โดยปริยายคือ
โครงสร้างหลักคือ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง--สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์--สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา และโครงสร้างที่ใช้แทนโครงสร้างหลักได้คือธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง—ธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์---ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา โดยธรรมทั้งปวงนั้น
พระพุทธเจ้าผู้รู้ภาษาศาสตร์ต้องการหมายถึงสังขารทั้งปวงโดยปริยายเพราะภาคแสดงที่ชัดเจนมากสัมพันธ์กันเป็นตัวจำกัดความหมายของภาคประธานเรื่องธรรม เพื่อให้ คำว่าสังขารและคำว่าธรรมแทนกันได้จริง
ดังแผนภูมิสามประโยคที่แทนกันได้ของผม(รูปคล้ายตัวTหรือYเป็นต้นก็ได้เพื่อรำลึกถึงวันที่ผมคิดแผนภูมินี้ได้อย่างมั่นใจเมื่อ20 มกราคม 2542พอดีคือ
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง=ธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง
สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์=ธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา=ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
         \________________/
                       |
         เปรียบเทียบการแทนกันแล้วเลือกผสมรูปสามประโยคเป็น
                       |
            สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
            สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
            ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา    ..................ถ้าเข้าใจจะนำไปสู่การอธิบายกระบวนการลดรูปเหลือ1หรือ2ประโยคได้ง่ายเลยครับ.........           
« Last Edit: September 04, 2009, 01:50:15 PM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
ผมอยากต่อในคห 41 หลักการของพิทยานันตญาณปรีชาคม หรือ lai cha zeng ต่อ จะไม่นอกเรื่องคือ เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้เคยตัดสินบอกเป็นพุทธพจน์ว่า อสังขตเป็นอนัตตา จากที่เคยบอกถึงอสังขตลักษณะ 3 นั้น ผมบอกว่า อนัตตาจึงมีแบบเดียวเท่านั้นในพุทธพจน์ คืออนัตตาของสังขตะเท่านั้น ดังนั้น หนูนิด และทุกท่าน ที่วิมติวิโมทนีฏีกาตามที่อ้างเพื่อแปลบริวารในพระวินัยปิฏก บอกว่า เพราะ นิพพานและบัญยัติ เสมอกันโดยอสังขตะ นั้นบังคับให้แปลว่า นิพพานและบัญยัติตัดสินว่าเป็นอนัตตา ผมจึงขอใช้ การตัดสินใจจริงของพระพุทธเจ้าตลอดพุทธกาล ที่ว่า พระพุทธไม่เคยตัดสินบอกเป็นพุทธพจนืว่า อสังขตเป็นอนัตตา เลย ดังนั้น การแปลตามวิมติวิโนทนีฏีกา สมควรต้องตกไป เพราะ พระพุทธยังไม่เคยบอกเป็นพุทธพจน์เลยว่า นิพพานถาวรจริงนั้นเหมือนหรือเสมอกับสังขารเลยโดยความเป็นอนัตตา ตามที่วิมติวิโมทนีฏีกาอ้างมา ผมจึงคิดว่า การแปลตามอรรถกถาที่ว่า นิพพานที่เป็นบัญยัติ ตัดสินว่า เป็นอนัตตา นั้นถูกต้องกว่าแล้ว เพราะ สงฆ์ก่อนยุคอรรถกถา ท่านน่าจะเคร่งพุทธพจน์เป็นศาสดา จริงอย่างมากมาก ///////////////
ถ้าคุณไม่เข้าใจพระพุทธก่อนให้ถูกต้องตรงตรงแน่นอน คุณก็ยากที่จะเข้าใจพุทธพจน์แท้ที่เป็นศาสดาได้ อรรถกถา ไม่ใช่ศาสดา นะครับ แทนพระพุทธเจ้า ด้วยความรักและเคารพ ในธรรมของพระมหาธีรนาถสุคตเจ้า เป็นไหญ่ ผมจำเป็นต้องบอกว่า พวกเราปัจจุบันนี้ ต่างยอมรับว่า อรรถกถา มีบางอย่างแปลถูก มีบางอย่างแปลผิด

ดังนั้น พวกเราจะยอมรับไม่ได้เหรอครับว่า ส่วนที่คุณสุตะเอามาจากอรรถกถา นั้น ท่านจะเข้าใจผิดเลยเขียนผิดไปก็ได้ หรือเรายุคหลังอาจไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของอรรถกถาก็ได้ เลยต้องมีการแปลอรรกถาซ้ำอีก

ถ้าคุณเข้าใจแท้ถึงคำว่าถึงธรรมทั้งปวงในพุทธพจน์ก่อนไม่เกี่ยวกับอรรถกถา คุณจะเข้าใจว่า ที่อรรถกถาขยายความว่า พระพุทธตรัสรวมนิพพาน หมายถึงอะไรเอง จริงจริง อรรถกถาตั้งหลักอยู่แล้วว่า จะไม่ตีความเกินพระพุทธเจ้า

คุณเข้าใจไหม ตัวอย่าง ท่อนอรรถกถาท่อนนี้แปลว่า "ข้อความว่า "ธรรมทั้งปวง" ตรัสไว้รวมแม้ทั้งนิพพานด้วย ชื่อว่าเป็นอนัตตาโดยความหมายว่าไม่เป็นไปในอำนาจ" ทั้งมีเงื่อนและไม่มีเงื่อนในที่อื่นอื่น คุณอาจจะเข้าใจว่าท่านอรรถกถาแปลคำว่า ธรรมทั้งปวงแล้ว แต่ผมขอเสนอว่า ท่านยังไม่ได้แปลคำว่าธรรมทั้งปวงเลยต่างหาก ท่านอรรถกถามีแต่แสดงความเห็นเพิ่มเติม ขยายต่อจากพุทธพจน์ว่า รวมนิพพานด้วยเท่านั้น แต่พระพุทธไม่ได้ตรัสออกมาจริงจริง ตรงนี้แหละผมเสนอให้ ว่า เราต้องเข้าใจคำว่า ธรรมทั้งปวงที่เป็นพุทธพจน์ก่อนเพราะอรรถกถายังไม่ได้แปลให้จริง แล้วเราจะเข้าใจตามมาว่า ที่อรรถกถาว่ารวมนิพพานด้วยขยายตามมา อรรถกถา น่าจะหมายถึงอะไร ?? สำหรับผม ต่ออรรกถกถา คือ ผมเห็นว่า พุทธพจน์ว่าธรรมทั้งปวงหมายถึงสังขารทั้งปวงเท่านั้น ตามวิธีของผม แต่การขยายความของอรรถกถาเองที่ว่ารวมนิพพานด้วย ผมเชื่อมั่นว่า อรรถกถาหมายเอาเพียงรวมขันธ์5ที่ยังเหลืออยู่ใน สอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นโดยผมมั่นใจว่าอรรถกถา ต้องการให้เราตีนิพพานแคบลงตามธรรมทั้งปวง เพราะทำเกินพุทธพจน์ไม่ได้ ทำไมอรรถกถาใช้ คำว่านิพพานกว้างกว้างมาขยายความเพราะ ท่านต้องการให้เราตีความพุทธพจน์ตรงตรงเองก่อนไงครับแบบตรงต่อพระพุทธที่สุดเองทั้งพุทธพจน์ทุกบท แล้วค่อยมาตีความส่วนขยายของอรรถกถาในคำว่านิพพานอีกที แบบไม่เกินพระพุทธ ท่านอรรถกถา อาจจะทำเพื่อทดสอบคนยุคหลังมากกว่าว่า จะเข้าใจพุทธพจน์และอรรถกถา ดีจริงเพียงใด ท่านอรรถกถาสอนให้เราพิสูจน์การขยายความของท่าน ด้วยตัวเราเองนะครับ ไม่ใช่ให้ยึดตามอักษรของอรรถกถาไปหมดทุกตัว ยกเว้นต้องการจำอักษรเท่านั้นครับ ...... ดังนั้น เอาพุทธพจน์เป็นไหญ่เท่านั้นครับ//////////////////////

เรื่องพุทธพจน์ สำคัญกว่าอรรกถกถา นะ ฐิตและหนูนิด
เมื่อไม่มีพุทธพจน์ตัดสินชัดเจนมาก่อนว่านิพพานเป็นเป็นอนัตตา แล้วพระพุทธจะตรัสสรุปเป็นพุทธพจน์ได้ยังไงว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา รวมถึงนิพพานด้วย////แต่ความจริงสังขารทั้งปวงเป็นอนัตตาได้มีพุทธพจน์ตัดสินรับรองมาก่อนแล้ว (เช่นพุทธพจนืตัดสินที่ว่ารูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเป็นต้น)ตรงนี้พระพุทธจึงตัดสินและสรุปเป็นพุทธพจน์ตามมาได้ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา โดยความจริงพระพุทธไม่รวมนิพพานด้วยแน่นอนทุกกรณี/*/*/*- พระพุทธมีเจตนาเพียงแค่ใช้ธรรมทั้งปวงแทนสังขารทั้งปวงเท่านั้นตามคหก่อนที่แสดงไว้ข้างบนแล้ว
และพุทธพจน์ที่ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา พระพุทธไม่เคยใช้พุทธพจน์นี้มาเป็นหลักตัดสินนิพพานด้วย พระพุทธจึงไม่ตรัสสรุปเป็นพุทธพจน์เองว่า นิพพานเป็นอนัตตา ด้วย ไว้เลยตลอดพุทธกาล แล้ว พวกเราจะใช้หลักนี้มาตัดสินนิพพานแทนพระพุทธเจ้าได้ยังไง นอกจากเราและสงฆ์ได้กระทำการตีความกันเองเท่านั้นครับ
อรรถกถา ก็ตัดสินเองและตีความเอง ไม่ได้มาจากการตัดสินของพระพุทธเจ้าเองเลยผ่านพุทธพจน์ที่พระพุทธตรัสไว้ดีแล้วตลอดพุทธกาล...............นี่ตรงตามจริงในสมัยพุทธกาลครับ ถ้าเราตวจสอบการตัดสินใจของพระพุทธเจ้าผ่านพุทธจน์อย่างเดียวจริงจริง//////////

หลักของพิทยานันตญาณปรีชาคม หรือ lai cha zeng ได้พิสูจน์ให้เห็นจริงแล้วตามนี้ครับ.........หรือคุณไม่เข้าใจเลยเพราะยึดคำสอนที่ไม่ใช่พุทธพจน์มาอ้าง
ถึงฐิต ที่อ้างอรรถกถา มาขยายความพุทธพจน์ที่ว่าพระไตรปิฎกเล่มที่ 17 มี พุทธพจน์ แสดงว่า...
สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ (สํ.ข. 17/233)
แปลว่า ....... " สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา " ......

@ คัมภีร์อรรถกถา อธิบายว่า....
สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ สพฺเพ เตภูมกสงฺขารา อนิจฺจา....
สพเพ ธมฺมา อนตฺตาติ สพเพ จตุภูมกธมฺมา อนตฺตา ............(สํ.อ. 2/346)
แปลความดังนี้.....
...พุทธพจน์ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง
หมายความว่า สังขารในภูมิ 3 (กามาวจรภูมิ รู ปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ) ทั้งปวง ไม่เที่ยง .....
...พุทธพจน์ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา
หมายความว่า ธรรมในภูมิ 4 (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และ โลกุตตรภูมิ
คือมรรค ผล นิพพาน) ทั้งหมดทั้งปวงเป็นอนัตตา.....

คุณฐิต เห็นจริงหรือเปล่าว่า คำว่าสังขาร ในพุทธพจน์นั้น อรรถกถา ยังไม่แปลเลยแต่เขียนตามพุทธพจน์ว่าสังขาร แล้วอรรถกถา ขยายความต่อมาว่า ในภูมิ3 ตรงนี้ คนรุ่นหลังแปลการขยายความของอรรถกถาได้เอง
และคำว่า ธรรมทั้งปวงคำนี้ อรรถกถา ยังไม่แปลเองเลยเช่นกัน เพียงแต่เขียนตามพุทธพจน์ แล้วอรรถกถาก็ขยายความเองต่อมาว่า เป็นไปในภูมิ4 แล้วคุณจะเข้าใจว่า อรรถกถาแปลธรรมทั้งปวงแล้วไม่ได้ เพราะเป็นเพียงการขยายความของอรรถกถาต่อพุทธพจน์เท่านั้น เหมือนที่ผมอธิบายก่อนข้างบนแล้ว เทียบกันได้ ดังนั้นตรงนี้ เราต้องตีพุทธพจน์คำว่าธรรมทั้งปวงเองก่อนด้วยพุทธพจน์ตลอดพุทธกาลเท่าที่มี แล้วเราจะเข้าใจการขยายความของอรรถกถาตามมาได้ ว่าในภูมิ4 จะเป็นอย่างไร........ตามหลักขยายความแบบเดียวกันของอรรถกถา........สรุปคือ ธรรมในภูมิ4 หมายถึงธรรมทั้งปวงคือสังขารทั้งปวงในภูมิ4นั่นเองครับเป็นอนัตตาโดยลักษณะนี้หมายเอาสอุปาทิเสสนิพพานที่ยังมีสังขารครองเท่านั้นเองครับ
« Last Edit: June 25, 2009, 11:36:22 AM by laichazeng »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
สาธุครับ

อธิบายดีแล้วครับ

มีความพยายามในการอธิบายธรรมะขนาดนี้ เป็นบุญกุศลอย่างยิ่งครับ

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
คุณozone พูดได้ถูกใจผมในวันนี้ครับ..............มันทำให้คุณต้นไม้เมตตาได้หายเหนื่อยไปด้วยเนื่องจากคุณต้นไม้เมตตากำลังพยายามหารายละเอียดมากมายเพื่อใช้อ้างอิงในการตอบคำถามในหลายกระทู้ของทุกคนอยู่ครับ..........ส่วนตัวผม ผมเกิดความคิดเห็นทันสมัยที่สุดของผมมาตั้งแต่วันที่20 มกราคม 2552ที่ผ่านมาครับว่า ทางแห่งความแตกฉานของพระสารีบุตรจริงจริง ถ้าท่านอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าจะแบ่งข้อย่อยอย่างยิบยับย่อยในย่อยไปเรื่อยเรื่อย ก็สามารถแบ่งข้อย่อยได้มากมายไม่สิ้นสุด ใช้เวลาหลายอสงไขยก็แบ่งข้อย่อยในข้อย่อยได้เรื่อยเรื่อยไม่มีที่สุดในเรื่องของธรรมชาติครับ ที่สำคัญคือในวันที่20มกราคม 2552ผมได้ไหว้พระธาตุของพระพุทธเจ้าและรูปหลวงปุ่มั่นและรูปหลวงพ่อสดครับแล้ว
laichazengก็เขียนอีเมล์ส่วนตัวมาบอกผมว่าที่ผมถามเรื่องนิพพานเป็นปรมัฏฐ์นั้นเป็นการส่วนตัวกับlaichazengและ lai cha zengได้ตอบกับผมในวันที่20 มกราคม 2552 เป็นการส่วนตัวว่าขันธ์5หรือ สังขตะเป็นอนัตตา นิพพานหรืออสังขตะเป็นปรมัฏฐ์ พระสารีบุตรแสดงนิพพานเป็นปรมัฏฐ์เป็นประโยคที่แยกจากและไม่รวมเข้าในประโยคที่เป็นอนัตตาชัดเจน   ดังนั้นข้อย่อยของนิพพานหรืออสังขตะก็มีข้อย่อยที่เป็นสภาพอสังขตะเช่นกันก็คือสภาพความไม่แปรปรวนเป็นต้นย่อมเป็นปรมัฏฐ์ด้วย lai cha zeng ยังบอกต่อว่า ดูพระไตรปิฏกเถรวาทอีกทีซิ  พระสารีบุตรเคยบอกว่า สภาพดับแห่งนิโรธ เป็นอนัตตา (หรือคือประโยคที่เป็นที่แสดงอนัตตา)และสภาพดับแห่งนิโรธ มีข้อย่อยที่ว่าสภาพความไม่แปรปรวนหรือสภาพอสังขตะเป็นต้นด้วย ดังนั้นข้อย่อยของสภาพแห่งนิโรธที่ว่าสภาพอสังขตะนั้น ย่อมเป็นปรมัฏฐ์ด้วยด้วยโดยปริยาย  เมื่อเป้นปรมัฏฐ์ แล้ว ก็ทำให้ ส่วนปรมัฏฐ์ไม่ต้อง
เอาเข้าเหมาไปรวมในประโยคที่เป็นที่แสดงอนัตตาชัดเจน..ทุกกรณี...นี่คือหลักการความคิดเห็นส่วนตัวของไล่ ฉา เจิง อีกอันหนึ่งที่บอกผมเป็นการส่วนตัวครับ แต่ผมขออภัยต่อไล่ฉาเจิงที่วันนี้ขอนำเอามาบอกคนในเวปนี้ด้วยเจตนาดีเพราะไล่ฉาเจิงก็อยุ่ในเวปนี้และแนะนำผมมาในเวปนี้เช่นกัน คงไม่ได้ทำให้ท่านไล่ฉาเจิงขายหน้าแน่นอน และยังทำให้ท่านไล่ฉาเจิงพยายามพัฒนาความคิดเห็นให้ดีขึ้นด้วยครับ ทำให้กระทู้ผมมีความคิดเห็นของท่านไล่ฉาเจิงด้วยครับ จะทำให้เพิ่มความหลากหลายมากขึ้นในการคิด
และลืมไป หลวงพ่อสด-หลวงพ่อเล็ก-หลวงพ่อวีระ-หลวงพ่อเสริมชัยยังยืนยันตามพระพุทธเจ้าว่าอสังขตะเป็นอนัตตาไม่มีจริงครับเพราะ หลักการเป็นอนัตตามีหลักเดียวเท่านั้นตามที่พระพุทธเจ้าบอกไว้คือสิ่งใดไม่เที่ยง ทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา อันนี้ผมก็เชื่อเต็มที่ครับว่าจริงสุดสุดสุดเลยขอแสดงไว้ด้วย
หวังว่าทุกท่านจะช่วยกันต่อยอดความคิดของทุกท่านนะครับให้สร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อเวปนี้และสายหลวงพ่อสดต่อไป



คุณozone พูดได้ถูกใจผมในวันนี้ครับ..............มันทำให้คุณต้นไม้เมตตาได้หายเหนื่อยไปด้วยเนื่องจากคุณต้นไม้เมตตากำลังพยายามหารายละเอียดมากมายเพื่อใช้อ้างอิงในการตอบคำถามในหลายกระทู้ของทุกคนอยู่ครับ..........ส่วนตัวผม ผมเกิดความคิดเห็นทันสมัยที่สุดของผมมาตั้งแต่วันที่20 มกราคม 2552ที่ผ่านมาครับว่า ทางแห่งความแตกฉานของพระสารีบุตรจริงจริง ถ้าท่านอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าจะแบ่งข้อย่อยอย่างยิบยับย่อยในย่อยไปเรื่อยเรื่อย ก็สามารถแบ่งข้อย่อยได้มากมายไม่สิ้นสุด ใช้เวลาหลายอสงไขยก็แบ่งข้อย่อยในข้อย่อยได้เรื่อยเรื่อยไม่มีที่สุดในเรื่องของธรรมชาติครับ ที่สำคัญคือในวันที่20มกราคม 2552ผมได้ไหว้พระธาตุของพระพุทธเจ้าและรูปหลวงปุ่มั่นและรูปหลวงพ่อสดครับแล้ว
laichazengก็เขียนอีเมล์ส่วนตัวมาบอกผมว่าที่ผมถามเรื่องนิพพานเป็นปรมัฏฐ์นั้นเป็นการส่วนตัวกับlaichazengและ lai cha zengได้ตอบกับผมในวันที่20 มกราคม 2552 เป็นการส่วนตัวว่าขันธ์5หรือ สังขตะเป็นอนัตตา นิพพานหรืออสังขตะเป็นปรมัฏฐ์ พระสารีบุตรแสดงนิพพานเป็นปรมัฏฐ์เป็นประโยคที่แยกจากและไม่รวมเข้าในประโยคที่เป็นอนัตตาชัดเจน   ดังนั้นข้อย่อยของนิพพานหรืออสังขตะก็มีข้อย่อยที่เป็นสภาพอสังขตะเช่นกันก็คือสภาพความไม่แปรปรวนเป็นต้นย่อมเป็นปรมัฏฐ์ด้วย lai cha zeng ยังบอกต่อว่า ดูพระไตรปิฏกเถรวาทอีกทีซิ  พระสารีบุตรเคยบอกว่า สภาพดับแห่งนิโรธ เป็นอนัตตา (หรือคือประโยคที่เป็นที่แสดงอนัตตา)และสภาพดับแห่งนิโรธ มีข้อย่อยที่ว่าสภาพความไม่แปรปรวนหรือสภาพอสังขตะเป็นต้นด้วย ดังนั้นข้อย่อยของสภาพแห่งนิโรธที่ว่าสภาพอสังขตะนั้น ย่อมเป็นปรมัฏฐ์ด้วยด้วยโดยปริยาย  เมื่อเป้นปรมัฏฐ์ แล้ว ก็ทำให้ ส่วนปรมัฏฐ์ไม่ต้อง
เอาเข้าเหมาไปรวมในประโยคที่เป็นที่แสดงอนัตตาชัดเจน..ทุกกรณี...นี่คือหลักการความคิดเห็นส่วนตัวของไล่ ฉา เจิง อีกอันหนึ่งที่บอกผมเป็นการส่วนตัวครับ แต่ผมขออภัยต่อไล่ฉาเจิงที่วันนี้ขอนำเอามาบอกคนในเวปนี้ด้วยเจตนาดีเพราะไล่ฉาเจิงก็อยุ่ในเวปนี้และแนะนำผมมาในเวปนี้เช่นกัน คงไม่ได้ทำให้ท่านไล่ฉาเจิงขายหน้าแน่นอน และยังทำให้ท่านไล่ฉาเจิงพยายามพัฒนาความคิดเห็นให้ดีขึ้นด้วยครับ ทำให้กระทู้ผมมีความคิดเห็นของท่านไล่ฉาเจิงด้วยครับ จะทำให้เพิ่มความหลากหลายมากขึ้นในการคิด
และลืมไป หลวงพ่อสด-หลวงพ่อเล็ก-หลวงพ่อวีระ-หลวงพ่อเสริมชัยยังยืนยันตามพระพุทธเจ้าว่าอสังขตะเป็นอนัตตาไม่มีจริงครับเพราะ หลักการเป็นอนัตตามีหลักเดียวเท่านั้นตามที่พระพุทธเจ้าบอกไว้คือสิ่งใดไม่เที่ยง ทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา อันนี้ผมก็เชื่อเต็มที่ครับว่าจริงสุดสุดสุดเลยขอแสดงไว้ด้วย
หวังว่าทุกท่านจะช่วยกันต่อยอดความคิดของทุกท่านนะครับให้สร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อเวปนี้และสายหลวงพ่อสดต่อไป



-------------------------------------------------
โปรดดูจากhttp://www.dhammakaya.org/forum/index.php?topic=275.0ได้นะครับ วันหลังมีโอกาสจะค่อยค่อยปรับปรุงต่อไปนะครับตามโอกาสอำนวยครับ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ
« Last Edit: December 07, 2009, 06:46:41 PM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
ที่มาอ้างจาก:  พระไตรปิฎก เล่มที่ 31 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 23 ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค วิปัสสนากถา สาวัตถีนิทานบริบูรณ์  ข้อที่735 ดังนี้ หรือ  จาก www.84000.org
[๗๓๕]
ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการเท่าไร ย่างลงสู่สัมมัตต นิยามด้วยอาการเท่าไร??
 ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ ย่างลงสู่สัมมัตต นิยามด้วยอาการ ๔๐ ฯ ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน ฯ
 ภิกษุพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ๑ เป็นทุกข์ ๑ เป็นโรค ๑ เป็นดังหัวฝี ๑ เป็นดังลูกศร ๑ เป็นความลำบาก ๑ เป็นอาพาธ ๑ เป็นอย่างอื่น ๑ เป็นของชำรุด ๑ เป็นเสนียด ๑ เป็นอุบาทว์ ๑ เป็นภัย ๑ เป็นอุปสรรค ๑ เป็นความหวั่นไหว ๑ เป็นของผุพัง ๑ เป็นของไม่ยั่งยืน ๑ เป็นของไม่มีอะไรต้านทาน ๑ เป็นของไม่มีอะไรป้องกัน ๑ เป็นของไม่เป็น ที่พึ่ง ๑ เป็นของว่าง ๑ เป็นของเปล่า ๑ เป็นของสูญ ๑ เป็นอนัตตา ๑ เป็น โทษ ๑ เป็นของมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ๑ เป็นของหาสาระมิได้ ๑ เป็น มูลแห่งความลำบาก ๑ เป็นดังเพชฌฆาต ๑ เป็นความเสื่อมไป ๑ เป็นของ มีอาสวะ ๑ เป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง ๑ เป็นเหยื่อแห่งมาร ๑ เป็นของมีความ เกิดเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความป่วยไข้ เป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความตายเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความเศร้าโศกเป็น ธรรมดา ๑ เป็นของมีความร่ำไรเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความคับแค้นใจเป็น ธรรมดา ๑ เป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ๑
1. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับ แห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเที่ยง ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม
2.เมื่อพิจารณาเห็น เบญจขันธ์โดยความเป็นทุกข์ ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความ ดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นสุข ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม
3. เมื่อพิจารณา เห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นโรค ..เมื่อ พิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีโรค.
4. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นฝี เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์ เป็นนิพพานไม่มีฝี ...
5. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นดังลูกศร ... เมื่อ พิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีลูกศร ...
6. เมื่อพิจารณา เห็นเบญจขันธ์โดยความลำบาก ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็น นิพพานไม่มีความลำบาก ...
7.เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอาพาธ ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์ เป็นนิพพานไม่มีอาพาธ ...
8. เมื่อ พิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอื่น ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่ง เบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีสิ่งอื่นเป็นปัจจัย ...
9. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดย ความเป็นของชำรุด ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่ มีความชำรุดเป็นธรรมดา ..
10. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นเสนียด ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีเสนียด ...
11. เมื่อ พิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอุบาทว์ ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่ง เบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอุบาทว์ ...
12. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็น ภัย ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานอันไม่มีภัย ...
13. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอุปสรรค ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความ ดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอุปสรรค ...
14. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดย ความเป็นของหวั่นไหว ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็น นิพพานไม่มีความหวั่นไหว ...
15. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของ ผุพัง ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความ ผุพัง ..
16.. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน ... เมื่อพิจารณา เห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานมีความยั่งยืน ...
17. เมื่อพิจารณาเห็น เบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่มีอะไรต้านทาน ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับ แห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นที่ต้านทาน ...
18. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความ เป็นของไม่มีอะไรป้องกัน ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็น นิพพานเป็นที่ป้องกัน ...
19. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่มี ที่พึ่ง ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นที่พึ่ง ...
20. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของว่าง ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความ ดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่ว่าง ...
21. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความ เป็นของว่างเปล่า ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่ เปล่า ...
22. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของสูญ ... เมื่อพิจารณาเห็น ว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานสูญอย่างยิ่ง ...
23. เมื่อพิจารณาเห็น เบญจขันธ์โดยความเป็นอนัตตา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์ เป็นนิพพานเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง(ปรมัฏฐ์) ...
24. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็น โทษ ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีโทษ ...
25. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของแปรปรวนเป็นธรรมดา ... เมื่อ พิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานมีความไม่แปรปรวนเป็น ธรรมดา ..
26.. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของหาสาระมิได้ ... เมื่อ พิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานมีสาระ ..
27. เมื่อพิจารณาเห็น เบญจขันธ์โดยความเป็นมูลแห่งความลำบาก ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับ แห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีมูลแห่งความลำบาก ..
28.. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นดังเพชฌฆาต ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็น นิพพานไม่เป็นดังเพชฌฆาต ...
29. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของ เสื่อมไป ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความ เสื่อมไป ..
30. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีอาสวะ ... เมื่อ พิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอาสวะ ..
31. เมื่อพิจารณา เห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความ ดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ...
32. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นเหยื่อแห่งมาร ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็น นิพพานไม่เป็นเหยื่อแห่งมาร ...
33. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมี ความเกิดเป็นธรรมดา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพาน ไม่มีความเกิด ...
34. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความแก่เป็น ธรรมดา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความ แก่ ..
35. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความป่วยไข้ ..
36. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความตายเป็นธรรมดา ... เมื่อ พิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความตาย ...
37.เมื่อ พิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา ... เมื่อ พิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความเศร้าโศก ...
38. เมื่อ พิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความร่ำไรเป็นธรรมดา ... เมื่อพิจารณา เห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความร่ำไร ...
39. เมื่อพิจารณาเห็น เบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความคับแค้นเป็นธรรมดา ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความคับแค้น ย่อม ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม
40. เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความเศร้า หมองเป็นธรรมดา ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่ง เบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความเศร้าหมอง ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ฯ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 ถ้าเราดูจากพระไตรปิฏฏบาลี แบบภาษาบาลีจะสั้นกว่าภาษาไทยนะครับ จากวันที่ 20มกราคม 2552 วันนั้น ผมยังได้ข้อสังเกตุเพิ่มเติมต่ออีกว่า(แต่คุณyesterdayไม่ได้ลงให้หมด) ดังนี้คือ
ก1.คำว่าขันธ์5หรือเบญจขันธ์ พระสารีบุตร หมายถึง ขันธ์5หรือเบญจขันธ์ที่ยังคงเหลือมีในภาวะสอุปาทิเสสนิพพานด้วย ส่วนคำว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์หรือความดับแห่งขันธ์5อย่างสิ้นเชิงนั้นคือนิพพานหรือนิพพานในส่วนภาวะอนุปาทิเสสนิพพานอย่างเดียวนั่นเองเป็นบริบูรณ์ที่สุด

ก2. ดังนั้นข้อที่ว่า. เมื่อพิจารณาเห็น เบญจขันธ์โดยความเป็นอนัตตา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์ เป็นนิพพานเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง(ปรมัฏฐ์)  ผมคิดว่าย่อมหมายถึงเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า
. เมื่อพิจารณาเห็น เบญจขันธ์ในสอุปาทิเสสนิพพานโดยความเป็นอนัตตา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์(ทั้งปวงสิ้นเชิง) เป็นนิพพานในภาวะอนุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง(ปรมัฏฐ์)

ก3.คุณเห็นอะไรเพิ่มเติมต่อเหมือนกับที่ผมสังเกตเห็นไหมครับคือ ผมสังเกตุเห็นชัดเจนว่า เราสามารถบอกชัดเจนได้ว่า พระสารีบุตรนั้นได้แยกประโยคที่ว่าอนุปาทิเสสนิพพานเป็นปรมัฏฐ์หรือประโยชน์อย่างยิ่ง นั้น ออกจากหรือไม่รวม
ในประโยคที่เป็นอนัตตาหรือประโยคที่แสดงอนัตตาอย่างชัดเจนนั่นเอง

ก4.นั่นคือข้อสังเกตุของผมในเรื่องนี้คือ สรุปได้ว่า อนุปาทิเสสนิพพานไม่มีทางรวมอยู่ในประโยคที่เป็นที่แสดงอนัตตาอย่างชัดเจนนั่นเองด้วย(เพิ่มเติม) แต่เราพออนุโลมบอกว่าสอุปาทิเสสนิพพานเป็นอนัตตาได้เพราะหมายเอาส่วนขันธ์5ที่ยังเหลืออยู่ในภาวะสอุปาทิเสสนิพพานได้นั่นเอง

ก5.ข้อสังเกตุของผม สนับสนุน ท่านพระราชญาณวิสิฐ(เสริมชัย ชยมังคโล) ที่บอกว่า ต้องใช้ความหมายนิพพาน 2นัย จะพอสงเคราะห์ให้ได้ว่า  สอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นพอสงเคราะห์เป็นอนัตตาได้  เมื่อท่านได้เคยบอกกับพระมหาปยุต ปยุตโตไปนานมากแล้ว และที่ท่านพระมหาประยุทธ ปยุตโต เคยบอกว่า ไม่มีหลักฐานตรงไหนที่สามารถใช้ความหมายของนิพพาน2นัยมาแบ่งแยกนิพพานเพื่อบอกว่าเป็นอนัตตาได้ในหนังสือนิพพาน อนัตตาของเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุดโต ตรงนี้ผมพอตอบได้แล้วครับว่า จากคำพูดของพระสารีบุตรข้อนี้นี่แหละที่ผมสังเกตุเห็น ทำให้เราสามารถมั่นใจและใช้เรื่องนิพพาน 2นัย มาบอกได้ว่า สอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นสงเคราะห์เป็นอนัตตาตามท่านพระมหาเสริมชัยชยมังคโล ที่ได้แสดงไว้แล้วนานมากในหนังสือหลายเล่มของพระมหาเสริมชัย ชยมังคโล..................นี่ช่วยยืนยันว่า พระมหาเสริมชัย ชยมังคโล ท่านยังใช้แนวทางอธิบายได้ถูกต้องอย่างมีหลักฐานในพระไตรปิฏกและสอดคล้องกับผลของการภาวนาตามแนววิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญหรือพระมงคลเทพมุนีด้วยครับ

ก6.ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมยังไม่สิ้นสุดและไม่ได้ปรับปรุงแก้ใขไหม่ให้ดีขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังพยายามศึกษาแนวทางของผมเพื่อใช้อธิบายการธิบายพุทธพจน์ของพระอรรถกถาจารย์ ให้ดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต อีกขั้นตอนหนึ่งด้วยครับ นี่เป็นความเห็นของผมหรือนามแฝงคือlai cha zeng หรือพิทยานันตญาณปรีชา ต่อนะครับ วันหลังถ้ามีโอกาสจะมาบอกต่ออีกครับ
---------------------------------------------------------------------------- :) ;) :) ;) ;) ;) :) :)





« Last Edit: December 07, 2009, 06:54:27 PM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
เนื่องจากกระทู้พันทิพย์ที่ว่า   http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9802259/Y9802259.html


ผมไล่ฉาเจิงหรือพิทยานันตญาณปรีชาหรือพิทยานันตญาณฯ บังเอิญได้ไปอ่านกระทู้ในเวปพันทิปที่ว่าสัพเพ ธัมมา อนิจจา ทุกขา อนัตตา ถูกต้องจริงล่ะหรือ ??? (ต่อ){แตกประเด็นจาก Y9779896}หรือhttp://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y9802259/Y9802259.html ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ผมควรจะแสดงในเวปวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามเอาไว้เผื่อว่าคุณf=9bหรือชาวพระป่าหรือชาวเวปห้องศาสนาในwww.pantip.com มาอ่านในเวปวัดหลวงพ่อสดหรือมีใครช่วยนำไปบอกในกระทู้นั้นของเวปพันทิปได้ยิ่งดี เพื่อคิดศึกษาอย่างถ่องแท้ต่อไป
1.ผมเคยบอกว่า สัพเพ ธัมมา อนิจจังและ  สัพเพ  ธัมมา ทุกขาและ  สัพเพ ธัมมา อนัตตา  มันอยู่ในโครงสร้างรูปลึกสามประโยค  ของ พุทธพจน์สามประโยคที่ว่า สัพเพ  สังขารา อนิจจา  และสัพเพ สังขารา ทุกขา และ สัพเพ ธัมมา อนัตตา    ลองย้อนไปดู แผนภาพของไล่ฉาเจิงหรือ พิทยานันตญาณฯดูก็ได้  ดังนั้น  พุทธพจน์สามประโยคนี้มีโครงสร้างรูปลึกอย่างน้อย 2แบบ ผสมกันออกมาเป็นพุทธพจน์สามประโยคนี้  และในการสังคายนาครั้งที่1 ถึงตลอดกาล  นี้เป็นที่รู้กันชัดเจนว่า ไม่มีพุทธพจน์ตรงตรงชัดเจนที่ว่า นิพพาน เป็น อนัตตา   ในเถรวาทของแท้แน่นอน ดังนั้น เราย่อมพอสรุปได้ว่าพุทธพจน์ที่ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา มี โครงสร้างรูปลึกคือ สัพเพ  สังขารา อนัตตาเท่านั้นไม่มี นิพพานเป็นอนัตตา เข้ามารวมได้เลยในรูปลึกเพราะไม่มีพุทธพจน์ชัดเจนที่ว่า นิพพานเป็นอนัตตามายันในพระ ไตรปิฏกเถรวาทของแท้แน่นอน นี่แหละทำให้พุทธพจน์ที่ว่า  สัพเพ สังขารา  อนิจจา และทุกขา  เราจึงสามารถ บอกได้ว่า  มีโครงสร้างรูปลึกคือ สัพเพ ธัมมา อนิจจา และทุกขาได้ แบบหนึ่ง อย่างเป็นสัจจนิรันดร์ในเรื่องนี้ได้ด้วย   พระพุทธเจ้าท่านย่อมรู้เรื่องโครงสร้างรูปลึกที่ผสมกันได้แทนกันได้ของประโยคที่เปล่งออกมาเป็นพุทธพจน์อย่างแน่นอน  แม้แต่คำที่แทนกันได้ พระพุทธเจ้ายังใช้เยอะมากในพุทธกาล  ทำใมพระพุทธเจ้าไม่ตรัสพุทธพจน์สามประโยคว่า สัพเพ ธัมมา อนิจจาและสัพเพ ธัมมา ทุกขาและสัพเพ ธัมมา อนัตตา ล่ะ ก็เพราะพระพุทธเจ้าท่านต้องการให้สัพเพ ธัมมา อนิจจาและ ทุกขา  เป็นแต่โครงสร้างรูปลึกของพุทธพจน์เท่านั้นเอง โดย มี สัพเพ ธัมมา อนัตตา เป็นทั้งโครงสร้างรูปลึกของพุทธพจน์ และเป็นพุทธพจน์ตรัสออกมาชัดเจนในพระไตรปิฏกเถรวาทด้วย  เห็นมั๊ยว่า ผมเองก็เห็นว่าประโยคพุทธพจน์ที่ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา นั้น มีความพิเศษ และโดดเด่นที่สุดเช่นกัน และเป็นประโยคที่เป็นป้อมปราการใหญ่สุดของคำว่าอนัตตาด้วย เมื่อมันเป็นป้อมปราการใหญ่สุด นี่แหละ
พระพุทธเจ้า ท่านจึงจงใจชัดเจนปิดทางไม่ให้ป้อมใหญ่สุดของอนัตตานี้ มีคำว่านิพพานเป็นอนัตตา รวมอยู่ในป้อมไหญ่สุดนี้ได้  ด้วยการไม่ตรัสเด็ดขาดตลอดกาลและตลอดพุทธกาลว่า นิพพานเป็อนัตตานั่นเอง  เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ตรัสพุทธพจน์ว่า นิพพานเป็นอนัตตา   แล้ว   ไอ้คำว่า นิพพานเป็นอนัตตา มันจะรวมอยู่ในป้อมปราการพุทธพจน์ที่ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาได้อย่างไร   ถ้าใครยุคหลังพระพุทธเจ้าไปบังอาจรวมเอง  มันก็โกงพุทธพจน์แล้วและมันก็ทำตัวเก่งกว่าพระพุทธเจ้าแล้วไม่ว่าจะคิดอย่างไรและเห็นแจ้งอย่างไร นั่นก็ไม่ใช่การเดินตามทางพระพุทธเจ้าแล้วแน่นอน เมื่อนิพพานเป็นอนัตตา ไม่มีเป็นพุทธพจน์ยืนยันชัดเจนแล้ว  โครงสร้างรูปลึกที่ว่า นิพพานเป็นอนัตตา  จึงต้องไม่มีจริงในธรรมชาติแน่นอน มั่นใจได้เลย ดังนั้น  พุทธพจน์สามประโยคจึงสอดคล้องกับพุทธพจน์ที่ว่า
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็อนัตตา เท่านั้นเอง อย่าคิดเกินเลยจากพระพุทธเจ้าเด็ดขาด  ถ้าอยากเป็นชาวพุทธที่ดีรักษาพุทธศาสนาให้ประเทศและโลกอย่างเข้มแข็งต่อไป

สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง  =                    ธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง
สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์   =                   ธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา  =                 ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
             \_______________________/
                                 |
                เปรียบเทียบการแทนกันแล้วเลือกผสมรูปสามประโยคเป็น
                                 |
                     สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
                     สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
                     ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา (ดูข้างบนทุกกระทู้ด้วยยิ่งดีจะได้รู้ความเป็นมา)
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

2. คำพุทธพจน์ว่าธรรมกาย และคำว่า นิพพานเป็นอสังขตสถานของพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีกล่าวไว้กับคณะสงฆ์ตอนพระนางไกล้นิพพาน  ก็ดี  คำเหล่านี้ผมคิดว่า มีโครงสร้างรูปลึก เช่นกัน
และเป็นโครงสร้างรูปลึกที่น่าจะลึกว่า พุทธพจน์ที่ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา เสียอีกอย่างไม่สิ้นสุด  คำง่ายๆแต่ลึกซึ้งด้านการปฏิบัติและปฏิเวธมาก ผมก็เชื่อตามการอธิบายเรื่องธรรมกายและนิพพานเป็นอสังขตสถานตามหลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญครับ ตลอดมา มั่นใจว่าตรงถูกต้องที่สุดแล้วในล้านปีข้างหน้าอย่างน้อยในเรื่องคำว่าธรรมกาย   และที่สำคัญ ผมคิดเองว่า  ยิ่งไกล้นิพพาน  ไม่เห็น พระนางและพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ในพุทธกาลท่านใดเลย จะมีปาฏิหารย์กล้าหาญตรัสและบอกว่า นิพพานเป็นอนัตตา มีจริงได้ควบด้วย  ทั้งทั้งที่พระนางเมื่อทูลลานิพพานแล้วและกล้าหาญทำปาฏิหารย์อันยิ่งไหญ่สุดสุดต่อหน้าพระพุทธเจ้าแล้วและกล้าหาญบอกแล้วว่า นิพพานเป็นอสังขตสถานแล้วต่อคณะสงฆ์ ดังนั้น  ผมมั่นใจว่า คำว่า ธรรมกาย และ นิพพานเป็นอสังขตสถาน โครงสร้างรูปลึกของคำเหล่านี้  แน่นอนไม่มีคำว่าอนัตตาควบปนด้วยแน่นอน นี่แหละปาฏิหารย์ /////เราชาวพุทธยุคปัจจุบันจึงควรตั้งจิตต่อพระพุทธเจ้าว่า เราพูดได้มั่นใจแล้วเราสัทธาได้แล้วว่า นิพพานเป็นอสังขตสถานจริงต่อพระพุทธเจ้าพระธาตุอรหันต์และพระพุทธรูปและพระธรรม และพระสงฆ์ ไม่มีทางเป็นอุปมาไปได้
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3.ขันธ์ 5เป็นอนัตตา และนิพพานเป็นปรมัตถ์  วาทกรรมของพระสารีบุตรเอกอัครมหาสาวกเถระผู้เลิศทางปัญญา  
และคัมภีร์อภิธรรมปิฏก แสดงปรมัตถธรรมว่ามี นาม รูป จิต เจตสิก นิพพาน  ผมก็เห็นว่าปรมัตถ์ธรรมคือ นาม รูป จิต เจตสิก สงเคราะห์เป็น ขันธ์5 เป้นอนัตตา  ส่วนปรมัตถธรรมที่ว่านิพพานก็สงเคราะห์เป็นปรมัตถ์นั่นเองหรือปรมัตถ์แบบนิพพานเป็นปรมัตถ์ ไม่ได้อยู่ในประโยคของอนัตตาแต่อย่างใดใดเลย  ปรมัตถ์แบบนิพพาน  ยังไงก็มี ธรรมกายและอสังขตสถานด้วยแน่นอน เป็นปรมัตถ์  เพียงแต่ อภิธรรมปิฏก ไม่ได้บอกเรื่องนิพพานอย่างมีรายละเอียดครบ  บอกแต่เพียงเป็นปรมัตถ์เพื่อหลีกเลี่ยงรายละเอียดด้านธรรมกายและอสังขตสถาน ครับ เมื่อหลีกเลี่ยง เลยไม่จำเป็นต้องแสดงเรื่องการทำสมาธิแบบธรรมกายแบบหลวงพ่อสดวัดปากน้ำไว้ในพระไตรปิฏก  จะเห็นว่า  ยุคนั้นพระโมคคัลลีบุตร ท่านหลีกเลี่ยงการอธิบายรายละเอียดเรื่องธรรมกายและอสังขตสถานไว้ในพระไตรปิฏกและอภิธรรมปิฏกแต่ยังมีการปฏิบัติกันอยู่ในแบบไม่ต้องจำใส่ไว้ในพระไตรปิฏกและอภิธรรมปิฏก   พระพุทธเจ้าก็ทำแบบนี้ ให้การปฏิบัติธรรมแบบธรรมกายไม่ต้องถูกจำอธิบายรายละเอียดใส่ในพระธรรมวินัย  เสี่ยงต่อการหายไปสูงมาก แต่ท่านก็รู้แต่จำต้องทำเพราะมารขัดขวางนั่นแหละครับจึงแปลกแบบนี้เอง มาถึงยุคหลวงพ่อสดวัดปากน้ำไทย  มีการอธิบายรายละเอียดเรื่องธรรมกายและนิพพานไว้เป็นอัตโนมติภูมิปัญญาเถรวาทไทยในรูปสิ่งพิมพ์ต่างต่างได้  ก็ไม่ได้ถูกนำไปเป็นรายละเอียดใส่ไว้ในพระไตรปิฏกเช่นเดิม  จะเห็นว่าหลวงพ่อสดวัดปากน้ำท่านก็เข้าใจว่าในพระไตรปิฏก ต้องมีเพียงคำว่าธรรมกาย4แห่งและนิพพานเป็นอสังขตสถานและนิพพานเป็นปรมัตถ์ และไม่มีพุทธพจน์แบบว่า นิพพานเป้นอนัตตา เหมือนโบราณเช่นเดิม
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4.ฝากถึงคุณเซนโชติหรือf=9bแห่งพันทิปดอทคอมว่า อย่าได้แปลพุทธพจน์ในสิ่งที่เกินเลยจากธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้จริง และแผนภาพของไล่ฉาเจิงของผมนี้ สามารถอธิบายวิธีแปลพุทธพจน์สามประโยคของคุณf=9bได้และชาววัดป่าได้แน่นอน ว่า ความคิดแบบf=9b เรื่องสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป้นทุกขื ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา  คุณเซนโชติหรือf=9bไม่ได้คิดถึงความจริงที่ลึกที่สุดจริงในwww.pantip.comและแผนภาพของผมจะแสดงไห้ยาวกว่านี้หลายลำดับได้อีกมากครับขึ้นกับว่าจะเอาไปใช้อธิบายให้ใครฟัง  ผมขอกล่าวย่อย่อไว้เท่านี้ก็แล้วกันครับ ผมก็ไม่เก่งอะไรแต่รับรองได้ว่า ผมก็ชอบความจริงสุดสุดเช่นกัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
« Last Edit: October 16, 2010, 01:54:41 AM by laichazeng »

Offline samatha

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 210
  • จิตพิสัย 24
  • ความรู้ทางวิชชาธรรมกาย....http://khunsamatha.com/
สวัสดีครับ คุณlaichazeng ผมได้อ่านงานเขียนของคุณอย่างคร่าวๆ แล้ว ถือว่าอธิบายได้ดีครับ

สำหรับเรื่องที่ฝากถึงตาเซนโชตินั้นอย่าไปสนใจแกเลย  ผมคุยกับตาเซนโชติมามากแล้วในเวบพันธุ์ทิพย์  สรุปง่ายๆ ก็คือ  แกมีทิฏฐิที่เบนไปทางอุจเฉททิฏฐิ  อธิบายอะไรให้ฟังแกก็ไม่มีทางเข้าใจดอกครับ

ทิฏฐิของเซนโชติไม่เป็นมัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง  มันเอนเอียงไปสุดโต่งข้างอุจเฉททิฏฐินะครับ

ประเด็นที่ต้องการคุยสู่กับคุณlaichazeng ก็คือ  ผู้สนใจฝึกวิชชาธรรมกาย  เมื่อจะอธิบายเรื่อง "นิพพาน"  ต้องระมัดระวังอย่าให้เข้าข่ายสัสสตะทิฏฐิเป็นใช้ได้

แน่นอนครับ  นิพพานไม่เป็นอนัตตาแบบอันตรธานหายสูญอย่างแน่นอน  ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายย่อมจักต้องเคยสัมผัสนิพพาน  ทั้งอารมณ์แห่งพระนิพพาน  นิพพานธาตุอันได้แก่อายตนะนิพพาน  และผู้ทรงอารมณ์พระนิพพานก็คือธรรมกายของเราที่เข้าไปในนิพพาน(ชั่วคราว)นั่นเอง  รวมถึงพระนิพพานอันได้แก่ธรรมกายของพระอรหันต์ที่อยู่ในอายตนนิพพาน...ผู้ได้ธรรมกายต้องไปรับรู้สัมผัสมาในทุกแง่มุมเหล่านี้เพื่อความแจ้งใจ


ถ้านิพพาน ในความหมาย อนัตตา ที่ไปแปลว่า ความว่างจากตัวตน  เราก็จะยิ่งพ่ายแพ้ต่อกิเลสคือวิชาของธรรมภาคมารไปเท่านั้น  เพราะนิพพานนั้นว่างอย่างยิ่ง  กล่าวคือ  ว่างจากกิเลสเครื่องบังคับของธรรมภาคมารต่างหาก 

อนัตตาเป็นวิชาปกครองของธรรมภาคมารในรูปแบบหนึ่ง  เมื่อไปแปลว่าตัวตนไม่มีเสียแล้ว  แทนที่จะแปลตรงๆ ว่า ไม่ใช่ตน  แต่ไปแปลว่า ไม่มีตน  นั่นแหละครับเสร็จมารเขาทันที
และยิ่งไปแปลว่า อนัตตา  คือไม่มีใครเป็นเจ้าของ  บังคับบัญชาไม่ได้  แทนที่จะเข้าใจว่า  ถ้าสัตว์โลกตกอยู่ในกระแสอนัตตา แบบไม่มีใครเป็นเจ้าของ  บังคับบัญชาไม่ได้  ก็แปลว่า เราแพ้แก่ธรรมภาคมารมาชนิดที่เป็นบ่าวเป็นทาสเขามานานแสนนาน

เพราะอะไร  ก็เพราะ ตัวตนที่อนัตตานี้  แม้แต่จะบังคบบัญชาก็ไม่ได้  ลองคิดถึงคนเป็นอัมพฤกหรืออัมพาตดูซีครับ  กายหยาบก็เห็นๆ กันอยู่  มือไม้ที่เคยหยิบจับอะไรได้ตามปกติ จู่ๆ ก็บังคับบัญชาแขนขาตนเองไม่ได้  แล้วมันจะไปเหลืออะไร

ก็ตกเป็นขี้ข้าเขาร่ำไป  อะไรที่เราไม่สามารถบังคับได้  ก็เท่ากับเราตกอยู่ในกระแสถูกบังคับเสียเอง  นี่คือมุมมองหนึ่ง  จากหยาบไปหาละเอียดก็ไม่มีอะไรเป็นไทได้ซักอย่างเดียว  เพราะ อนัตตาที่แปลว่า  ไมมีตัวไม่มีตน  ไม่มีใครเป็นเจ้าของ บังคับบัญชาไม่ได้  ก็คือผลแห่งการพ่ายแพ้แก่วิชาของธรรมภาคมารโดยสิ้นเชิง....นี่ผมมองในมุมผู้ปกครอง  คือมองจากสูงลงมาหาต่ำ  สูงคือ ธาตุธรรม ๓ ฝ่าย ในระดับผู้ปกครอง  ต่ำก็คือ  สัตว์โลกทั้งหลายผู้อยู่ใต้ปกครองนั่นเอง

ส่วนการพิจารณาเพื่อปล่อยวางอุปาทานในการยึดถือผิดๆ ในธรรมทั้งปวงนั้น  ผมมองว่าคนละประเด็นกัน  ถ้าเราเข้าใจธรรมตามเป็นจริงได้  ก็แปลว่าเราไม่ได้ยึดถือผิดๆ การปล่อยวางในระดับนี้ก็คือปล่อยวางจากการยึดถือธรรมแบบผิดๆ เพื่อให้เข้าถึงสภาวธรรมตามเป็นจริง  ที่กล่าวเรื่อง อนัตตาคือวิชาที่ภาคมารใช้ปกครองสัตว์โลก เพื่อให้เห็นว่าเราควรพิจารณาธรรมทั้งปวงอนัตตาไปในทิศทางใดต่างหากนะครับ
"ประกอบเหตุ....สังเกตผล....สนใจเถิด....ประเสริฐนัก"
"ให้เอาความรู้ออกหน้า...อย่าเอาความเชื่อออกหน้า"

เวบไซต์ความรู้ทางวิชชาธรรมกาย....http://khunsamatha.com/ 
ห้องสนทนาและตารางงานสอนสมาธิ.... http://khunsamatha.fix.gs/index.php

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่าน..........วันหลังมีอะไรแนะนำอีกก็โปรดบอกด้วยนะครับ  
 ;) ;) ;) ;) ;D ;D ;D                                        :) :) :) :)
« Last Edit: February 12, 2011, 02:51:37 PM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
จากกระทู้ในพันทิพย์คือhttp://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y10657585/Y10657585.html
มีบอกว่า
ถ้าเราเคารพในพระไตรปิฎก ยำเกรงในพระอรหันต์ ข้อความต่อไปนี้น่าจะเป็นคำตอบไปแล้ว จะไม่มีเห็นเป็นอื่น ท่านร่วมกันสังคายนาและวินิจฉัยกันมาแล้วว่านิพพานเป็นอนัตตา ดังนี้
--------------------------------------------------------------------------------
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘
ปริวาร
ย่อหัวข้อสมุฏฐาน

[๘๒๖]  สังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
  พระนิพพานและบัญญัติ ท่านวินิจฉัยว่า เป็นอนัตตา. เมื่อดวงจันทร์ คือ
  พระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์ คือ พระพุทธเจ้า ยังไม่อุทัย
  ขึ้นมา เพียงแต่ชื่อของสภาคธรรมเหล่านั้น ก็ยังไม่มีใครรู้จัก. พระมหา-
  วีรเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้มีพระจักษุ ทรงทำทุกกรกิริยามีอย่างต่างๆ ทรง
  บำเพ็ญบารมีแล้วเสด็จอุบัติในโลกเป็นไปกับพรหมโลก พระองค์ทรง
  แสดงพระสัทธรรม อันดับเสียซึ่งทุกข์ นำมาซึ่งความสุข. พระอังคีรส-
  ศากยมุนี ผู้อนุเคราะห์แก่ประชาทุกถ้วนหน้า อุดมกว่าสรรพสัตว์
  ดุจราชสีห์ ทรงแสดงพระไตรปิฎก คือ พระวินัย ๑ พระสุตตันตะ ๑
  พระอภิธรรม ๑ ซึ่งมีคุณมาก อย่างนี้ พระสัทธรรมจะเป็นไปได้ ผิว่า
  พระวินัย คือ อุภโตวิภังค์ ขันธกะและมาติกา ที่ร้อยกรองด้วยคัมภีร์
  บริวาร เหมือนดอกไม้ร้อยด้วยเส้นด้าย ยังดำรงอยู่. ในคัมภีร์บริวารนั้นแล
  สมุฏฐานท่านจัดไว้แน่นอน ความเจือปนกัน และนิทานอื่นย่อมเห็นได้
  ในพระสูตรข้างหน้า เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักด้วยดี ใคร่ต่อ
  ธรรม พึงศึกษาคัมภีร์บริวารเถิด. ในวันอุโบสถ ภิกษุและภิกษุณีย่อม
  สวดสิกขาบท อันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในวิภังค์ทั้ง ๒ ข้าพเจ้าจัก
  กล่าวสมุฏฐานตามที่รู้ ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า. ปฐมปราชิกสิกขาบท
  ๑ ทุติยปาราชิกสิกขาบท ๑ ต่อแต่นั้น สัญจริตสิกขาบท ๑ สมนุภาสน-
  สิกขาบท ๑ อติเรกจีวรสิกขาบท ๑ เอฬกโลมสิกขาบททั้งหลาย ๑
  ปทโสธัมมสิกขาบท ๑ ภูตาโรจนสิกขาบท ๑ สังวิธานสิกขาบท ๑
  เถยยสัตถสิกขาบท ๑ เทสนาสิกขาบท ๑ โจรีวุฏฐาปนสิกขาบท ๑ รวม
  กับการบวชสตรีที่มารดาบิดา หรือสามีไม่อนุญาต จึงเป็นสมุฏฐาน ๑๓.
  ในอุภโตวิภังค์นี้ นัยแห่งสมุฏฐาน ๑๓ นี้ วิญญูชนทั้งหลาย คิดกันแล้ว
  ที่คล้ายคลึงกัน ย่อมปรากฏในสมุฏฐานอันหนึ่งๆ.

จากคุณ : ศิรัสพล    
เขียนเมื่อ : 8 มิ.ย. 54 05:21:55  
----------------------------------------
ผมไม่เข้าใจว่าคนอ้างคัมภีร์ปริวารมาเพื่อหนุนความหลงทางเห็นผิดของตนที่ว่านิพพานเป็นอนัตตานั้น มันเคารพพระพุทธเจ้าเป็นหลักเหนือกว่าคัมภีร์ปริวารอย่างถูกต้องจริงเหรอ  ????
ในคัมภีร์ปริวารที่อ้างมาจากคำว่าสังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พระนิพพานและบัญญัติ ท่านวินิจฉัยว่า เป็นอนัตตา.
คัมภีร์ปริวารพยายามแสดงให้เห็นว่า ในความคิดนั้น สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมมาจากกระบวนการลดสามประโยคสัมพันธ์กันเต็มที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ได้เท่านั้นโดยแท้ คือ ถ้าใครพูดว่า สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา อย่างเดียวลอยลอย มันก็มาจากความคิดการลดสามประโยคสัมพันธ์กันที่ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงและสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์และสังขารทั้งปวงเป็นอนัตตาเท่านั้นนั่นเอง
แล้วที่นี้ พระนิพพานและบัญญัติ ท่านวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตาประโยคเดียวลอยลอยแบบนี้ มันก็ต้องมาจากความคิดการลดสามประโยคสัมพันธ์กันเต็มที่ว่า นิพพานและบัญญัติ ท่านวินิจฉัยว่าไม่เที่ยง  นิพพานและบัญญัติ ท่านวินิจฉัยว่าเป็นทุกข์ นิพพานและบัญญัติท่านวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา ได้เท่านั้นเอง  ดังนั้นเราจึงไม่สามารถอ้างคัมภีร์ปริวารมาหนุนความเห็นผิดหลงทางที่ว่านิพพานเป็นอนัตตาได้เพราะ พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่านิพพานเป็นอนัตตาเช่นนั้นตลอดพุทธกาลและพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่าสิ่งใดเที่ยง สุข สิ่งนั้นเป็นอน้ตตาด้วย ในพุทธพจน์เลยด้วย แล้วคัมภีร์ปริวารเองมันก็ไม่สามารถบอกแสดงเต็มว่าสิ่งใดเที่ยง สุข สิ่งนั้นอนัตตาได้เพราะไม่มีพุทธพจน์ชัดเต็มตรงตรงที่ว่า สิ่งใดเที่ยง สุข สิ่งนั้นเป็นอนัตตา เลย ถ้าเราซื่อตรงต่อพระพุทธเจ้าจริง ต้องเข้าใจชัดเจนแบบนี้นะครับ ที่นี้ถ้าแปลว่า นิพพานและบัญญัติ ท่านวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา เราก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าินิพพานนี้ท่านสงเคราะห์หมายเอาสอุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นที่พอสงเคราะห์ให้บอกรวมกับบัญญัติได้แล้ววินิจฉัยว่าเป็นอนัตตาได้เพราะมีส่วนที่เป็นไปตามหลักอนัตตาหลักเดียวเท่านั้นคือหลักอนัตตาของสังขารธรรมตามพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้านั่นแหละรับรองไว้คือสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นทุกข์ สิ่งใดทุกข์ สิ่งนั้นอนัตตา พระพุทธเจ้าเองที่ทรงตรัสแต่สิ่งใดไม่เที่ยงและทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตาไว้ตลอดกาลเพียงหลักเดียวเท่านั้น
------------------------------------------------------------------------------------
แม้่ต่อให้แปลว่านิพพานที่เป็นบัญญัติ ตัดสินว่าเป็นอนัตตา ประโยคเดียวลอยลอย มันก็มาจากการลดสามประโยคเต็มที่ว่า นิพพานที่เป็นบัญญัติตัดสินว่าไม่เที่ยง นิพพานที่เป็นบัญญัติตัดสินว่าเป็นทุกข์ นิพพานที่เป็นบัญญัติ ตัดสินว่าเป็นอนัตตา ได้เท่านั้นเอง และการแปลว่านิพพานที่เป็นบัญญัติ นั้นแปลถูกที่สุดแล้วครับ  นิพพานต้องเป็นเฉพาะนิพพานที่เป็นบัญญัติเท่านั้นวินิจฉัยตัดสินว่าเป็นอนัตตา  ถ้าซื่อตรงต่อพระพุทธเจ้าและพระพุทธพจน์ก็ต้องแปลอย่างถูกต้องที่สุดแบบนี้ครับ ไม่ว่าแปลอย่างไรโครงสร้างและหลักแท้ก็ไม่ได้เสียหายเลยคือไม่มีพุทธพจน์ที่ว่าินิพพานหรืออนุปาทิเสสนิพพานเป็นอนัตตาอย่างแน่นอนตั้งแต่พุทธกาลเป็นต้นมาเลยตลอดกาล ผมมั่นใจว่า นิพพานเป็นอัตตาแน่นอน หรือนิพพานไม่เป็นอนัตตานั่นเองถูกต้องตรงกับพระพุทธเจ้า เราต้องพยายามแยกแยะเรื่องอัตตาและอนัตตาให้ได้ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าให้ได้ครับไม่ว่าเราจะเกิดในสมัยใดก็ตาม
----------------------
หลักอนัตตาของพระพุทธเจ้ามีหลักเดียวเท่านั้นคือหลักอนัตตาของสังขารธรรมเช่นพุทธพจน์ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๑/๔๒
----------------------------------------------
ในอนาคตข้างหน้าถ้ามีโอกาสดีดีผมจะทำแผนภาพเพิ่มเติมเพื่อใช้อธิบายคัมภีร์ปริวารที่บอกว่าสังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา  พระนิพพานและบัญญัติ ท่านวินิจฉัยว่า เป็นอนัตตา  มาให้ดูกันนะครับ คหนี้ผมเขียนบอกย่อย่อไปก่อนนะครับ
---------------------
เรื่องภาษิตของพระสารีบุตรที่บอกว่า ขันธ์5เป็น อนัตตา , นิพพานเป็นปรมัฏฐ์  พระสารีบุตรจงใจตั้งใจบอกตามพุทธพจน์วันมาฆะนั่นแหละครับว่า นิพพานเป็นปรมัฏฐ์     ต้องเข้าใจพุทธพจน์ให้ถูกต้องเท่านั้นจึงจะเข้าใจภาษิตของพระสารีบุตรข้อนี้ได้ถูกต้องที่สุด ดังนั้น ประเด็นสำคัญสุดของภาษิตของพระสารีบุตรยังคงมีแต่เรื่องขันธ์5เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สัมพันธ์กันเท่านั้นอยู่ดีตามพระพุทธเจ้าต่อไปเป็นทางแห่งความแตกฉานตามพระพุทธเจ้าด้วย
« Last Edit: June 09, 2011, 02:34:33 AM by laichazeng »