Author Topic: คุณคิดอย่างไรเรื่องชาวอิสลามทำการเบี่ยงเบนการล่มสลายของมหาวิทยาลัยนาลันทา  (Read 13941 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
ชาวอิสลามทำการเบี่ยงเบนการล่มสลายของมหาวิทยาลัยนาลันทามักแสดงเหตุผลแบบนี้เช่น
การล่มสลายของมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยนาลันทาได้ถูกทำลายลง ด้วยฝีมือของทหารชาวเติร์กนามว่ามูฮัมหมัด คิลญี   ซึ่งเป็นทาสทหารของแม่ทัพกุฏบ อัดดีน อัยบัก (ภายหลังได้เป็นที่รู้จักกันในนาม สุลต่านเดลฮี) ด้วยความเข้าใจผิดคิดไปว่ามหาวิทยาลัยนาลันทานั้นเป็นป้อมปราการของพวกมคธ   ในครั้งนั้นทำให้มีพระภิกษุล้มตายเป็นจำนวนมาก รวมถึงคัมภีร์ทางศาสนาได้ถูกทำลายไปอย่างมากมายเช่นเดียวกัน แต่การที่จะบอกว่ามหาวิทยาลัยนาลันทานั้น ถูกทำลายด้วยฝีมือของมุสลิมก็จะดูเป็นการปรักปรำกันมากเกินไป เนื่องด้วยสาเหตุที่ว่าดังนี้

1) มูฮัมหมัด คิลญี นั้นเป็นทาสซึ่งไม่ได้รับการเรียนรู้เรื่องศาสนาเท่าไรนัก เพราะว่าหลักการทำสงครามในอิสลามนั้น ได้ห้ามฆ่านักบวช หรือเผา หรือทำลายศาสนาสถานของศาสนาต่างๆ  รวมทั้งยังให้สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาอีกด้วย

2) พวกเติร์ก  กลุ่มนี้เพิ่งรับอิสลามได้ไม่นาน  ทั้งยังอยู่ห่างไกลจากดินแดนอาระเบีย  ทำให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของศาสนาอิสลามนั้น  ยังไม่ดีนัก  

3) มูฮัมหมัด คิลญี ไม่รู้จักศาสนาพุทธ

4) ในยุคนั้นศาสนาพุทธในมหาวิทยาลัยนาลันทากำลังเสื่อมลงเป็นอย่างมาก  เนื่องจากการเกิดขึ้นมาของนิกายตันตระ  ซึ่งเป็นนิกายที่ผสมผสานแนวคิดแบบฮินดู  มีการเล่นไสยศาสตร์  และเลยเถิดไปถึงการร่วมเสพเมถุน  ซึ่งเป็นไปได้ว่า มูฮัมหมัด คิลญี อาจจะเห็นพิธีกรรมประหลาด  จนเข้าใจผิดไปว่าเป็นพวกหมอผี ทำคุณไสย ไม่ใช่พระ

จากคุณ : Ms.Kohlanta    เป็นชาวอิสลาม
เขียนเมื่อ : 22 พ.ค. 54 09:34:06  
---------------------------------------------------------------------

ประวัติการพลีชีพในพระพุทธสาสนา นั้นไม่ได้ไปพลีชีพเพื่อทำร้ายใครเลย แต่เป็นการตั้งสัจจะในการบำเพ็ญเพียรหรือทำความดีอย่างใดอันหนึ่งเท่านั้น เพราะพระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นไม่ใช้ความรุนแรงทุกประเภท ปฏิเสธการทำสงคราม ส่วนใหญ่จะหนีสงคราม นิสัยเก่าของชาวพุทธก็ยังติดมาจนถึงปัจจุบัน ภายในสามปี ประชากรชาวพุทธในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย จาก สามแสนคน ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง เก้าหมื่นคนเท่านั้น วัดก็ร้างไปหลายวัดแล้ว  

มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ของพวกเติร์กสมัยที่บุกเข้านาลันทา ว่าพวกเติร์กคิดว่านาลันทาเป็นป้อมปราการแห่งหนึ่ง ทหารเติร์กพังประตูเข้าไปโดยปราศจากการต่อต้านใดๆ ภายในมีนักรบหัวโล้นห่มผ้าสีเหลือง นักรบในป้อมเหล่านั้น นั่งสงบนิ่งกันเป็นกลุ่มๆ ครั้นทหารเอาดาบฟันหัวขาดกระเด็นไปทีละคน นักรบเหล่านั้นก็มิได้มีความเกรงกลัว ก็พากันนั่งสงบให้ทหารตัดหัวไปทีละคน จนหมดสิ้นไป  
มินฮัช (Minhaj) นักประวัติศาสตร์ มุสลิมได้เล่าถึง โมฮัมเม็ด บุขเตียร์ (Mohammed Bukhtiar) ทำลายเมืองๆหนึ่ง ในแคว้นพิหารตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งวิชาการ ของพระพุทธศาสนา แห่งหนึ่ง เมืองนี้ก็คือนาลันทา นั่นเอง.

ข้อมูลบางแหล่งว่า พวกมุสลิมซึ่งมีแม่ทัพชื่อ บักตยาร์ ขิลจิ พร้อมทหาร 200 คน บุกเข้ามาฆ่าพระสงฆ์ องค์แล้วองค์เล่า แต่พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้น ก็ยังคงนั่งกันเฉย ไม่ลุกหนี  ไม่ต่อสู้.บางท่านเล่าถึง การบุกโจมตีนาลันทาว่า

“ป้อมปราการที่นี่ ช่างน่าแปลก นักรบทุกคน ล้วนแต่นุ่งห่มสีเหลือง โกนหัวโล้น ไม่มีอาวุธในมือ นั่งกันอยู่เป็นแถวๆ เมื่อเราบุกเข้าไปถึง ก็ไม่ลุกหนี ไม่ต่อสู้ เมื่อเราเอามีดฟันคอขาด คนแล้วคนเล่า ก็ยังนั่งกันอยู่เฉยๆ ไม่ร้องขอชีวิต ไม่โอดครวญ”

ตารนาถกล่าวว่า มุสลิมได้สร้างความพินาศ ย่อยยับ ให้แก่นาลันทา, โดยฆ่าพระภิกษุ อย่างเหี้ยมเกรียม บุกรุกทำลาย จุดไฟเผา จนนาลันทา กลายสภาพ เป็นเถ้าถ่านไป ในที่สุด.พวกมุสลิม ยังได้เผาทำลาย ตำรับตำราต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา ในมหาวิทยาลัยนาลันทา จนหมดสิ้น.

กล่าวกันว่า เผาตำรับตำราอยู่ถึง 3 เดือน จึงได้เผาหมด. นอกจากนี้มุสลิม ยังเอาไฟคอกพระภิกษุ โดยหวังจะให้ตายให้หมด แต่ก็ยังมี พระส่วนน้อยที่หนีไปได้ โดยหนีเข้าไปอยู่ ในธิเบตบ้าง เนปาลบ้าง.เมื่อได้ฆ่าและเผาแล้ว พวกมุสลิม ยังได้ขนเอาทรัพย์สมบัติ อันมหาศาลไปด้วย. มุสลิมนั้น หวังจะทำลาย พระพุทธศาสนา ให้หมดสิ้น ไปจากอินเดีย.


http://www.gotoknow.org/blog/peacewarrior/93320

ต้องลองค้นคว้าประวัติศาสตร์ครับ ว่าในยุคนั้น ทำไมต้องเผาตำราใช้เวลาถึงสามเดือน
ถ้าบอกว่าเข้าใจผิด คงไม่จำเป็นต้องเผาตำราใช้เวลาถึงสามเดือนหรอกครับ
ประวัติการพลีชีพในพระพุทธสาสนา นั้นไม่ได้ไปพลีชีพเพื่อทำร้ายใครเลย แต่เป็นการตั้งสัจจะในการบำเพ็ญเพียรหรือทำความดีอย่างใดอันหนึ่งเท่านั้น เพราะพระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นไม่ใช้ความรุนแรงทุกประเภท ปฏิเสธการทำสงคราม ส่วนใหญ่จะหนีสงคราม นิสัยเก่าของชาวพุทธก็ยังติดมาจนถึงปัจจุบัน ภายในสามปี ประชากรชาวพุทธในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย จาก สามแสนคน ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง เก้าหมื่นคนเท่านั้น วัดก็ร้างไปหลายวัดแล้ว  

มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ของพวกเติร์กสมัยที่บุกเข้านาลันทา ว่าพวกเติร์กคิดว่านาลันทาเป็นป้อมปราการแห่งหนึ่ง ทหารเติร์กพังประตูเข้าไปโดยปราศจากการต่อต้านใดๆ ภายในมีนักรบหัวโล้นห่มผ้าสีเหลือง นักรบในป้อมเหล่านั้น นั่งสงบนิ่งกันเป็นกลุ่มๆ ครั้นทหารเอาดาบฟันหัวขาดกระเด็นไปทีละคน นักรบเหล่านั้นก็มิได้มีความเกรงกลัว ก็พากันนั่งสงบให้ทหารตัดหัวไปทีละคน จนหมดสิ้นไป  
มินฮัช (Minhaj) นักประวัติศาสตร์ มุสลิมได้เล่าถึง โมฮัมเม็ด บุขเตียร์ (Mohammed Bukhtiar) ทำลายเมืองๆหนึ่ง ในแคว้นพิหารตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งวิชาการ ของพระพุทธศาสนา แห่งหนึ่ง เมืองนี้ก็คือนาลันทา นั่นเอง.

ข้อมูลบางแหล่งว่า พวกมุสลิมซึ่งมีแม่ทัพชื่อ บักตยาร์ ขิลจิ พร้อมทหาร 200 คน บุกเข้ามาฆ่าพระสงฆ์ องค์แล้วองค์เล่า แต่พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้น ก็ยังคงนั่งกันเฉย ไม่ลุกหนี  ไม่ต่อสู้.บางท่านเล่าถึง การบุกโจมตีนาลันทาว่า

“ป้อมปราการที่นี่ ช่างน่าแปลก นักรบทุกคน ล้วนแต่นุ่งห่มสีเหลือง โกนหัวโล้น ไม่มีอาวุธในมือ นั่งกันอยู่เป็นแถวๆ เมื่อเราบุกเข้าไปถึง ก็ไม่ลุกหนี ไม่ต่อสู้ เมื่อเราเอามีดฟันคอขาด คนแล้วคนเล่า ก็ยังนั่งกันอยู่เฉยๆ ไม่ร้องขอชีวิต ไม่โอดครวญ”

ตารนาถกล่าวว่า มุสลิมได้สร้างความพินาศ ย่อยยับ ให้แก่นาลันทา, โดยฆ่าพระภิกษุ อย่างเหี้ยมเกรียม บุกรุกทำลาย จุดไฟเผา จนนาลันทา กลายสภาพ เป็นเถ้าถ่านไป ในที่สุด.พวกมุสลิม ยังได้เผาทำลาย ตำรับตำราต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา ในมหาวิทยาลัยนาลันทา จนหมดสิ้น.

กล่าวกันว่า เผาตำรับตำราอยู่ถึง 3 เดือน จึงได้เผาหมด. นอกจากนี้มุสลิม ยังเอาไฟคอกพระภิกษุ โดยหวังจะให้ตายให้หมด แต่ก็ยังมี พระส่วนน้อยที่หนีไปได้ โดยหนีเข้าไปอยู่ ในธิเบตบ้าง เนปาลบ้าง.เมื่อได้ฆ่าและเผาแล้ว พวกมุสลิม ยังได้ขนเอาทรัพย์สมบัติ อันมหาศาลไปด้วย. มุสลิมนั้น หวังจะทำลาย พระพุทธศาสนา ให้หมดสิ้น ไปจากอินเดีย.


http://www.gotoknow.org/blog/peacewarrior/93320

ต้องลองค้นคว้าประวัติศาสตร์ครับ ว่าในยุคนั้น ทำไมต้องเผาตำราใช้เวลาถึงสามเดือน
ถ้าบอกว่าเข้าใจผิด คงไม่จำเป็นต้องเผาตำราใช้เวลาถึงสามเดือนหรอกครับ
ประวัติการพลีชีพในพระพุทธสาสนา นั้นไม่ได้ไปพลีชีพเพื่อทำร้ายใครเลย แต่เป็นการตั้งสัจจะในการบำเพ็ญเพียรหรือทำความดีอย่างใดอันหนึ่งเท่านั้น เพราะพระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นไม่ใช้ความรุนแรงทุกประเภท ปฏิเสธการทำสงคราม ส่วนใหญ่จะหนีสงคราม นิสัยเก่าของชาวพุทธก็ยังติดมาจนถึงปัจจุบัน ภายในสามปี ประชากรชาวพุทธในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย จาก สามแสนคน ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง เก้าหมื่นคนเท่านั้น วัดก็ร้างไปหลายวัดแล้ว  

มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ของพวกเติร์กสมัยที่บุกเข้านาลันทา ว่าพวกเติร์กคิดว่านาลันทาเป็นป้อมปราการแห่งหนึ่ง ทหารเติร์กพังประตูเข้าไปโดยปราศจากการต่อต้านใดๆ ภายในมีนักรบหัวโล้นห่มผ้าสีเหลือง นักรบในป้อมเหล่านั้น นั่งสงบนิ่งกันเป็นกลุ่มๆ ครั้นทหารเอาดาบฟันหัวขาดกระเด็นไปทีละคน นักรบเหล่านั้นก็มิได้มีความเกรงกลัว ก็พากันนั่งสงบให้ทหารตัดหัวไปทีละคน จนหมดสิ้นไป  
มินฮัช (Minhaj) นักประวัติศาสตร์ มุสลิมได้เล่าถึง โมฮัมเม็ด บุขเตียร์ (Mohammed Bukhtiar) ทำลายเมืองๆหนึ่ง ในแคว้นพิหารตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งวิชาการ ของพระพุทธศาสนา แห่งหนึ่ง เมืองนี้ก็คือนาลันทา นั่นเอง.

ข้อมูลบางแหล่งว่า พวกมุสลิมซึ่งมีแม่ทัพชื่อ บักตยาร์ ขิลจิ พร้อมทหาร 200 คน บุกเข้ามาฆ่าพระสงฆ์ องค์แล้วองค์เล่า แต่พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้น ก็ยังคงนั่งกันเฉย ไม่ลุกหนี  ไม่ต่อสู้.บางท่านเล่าถึง การบุกโจมตีนาลันทาว่า

“ป้อมปราการที่นี่ ช่างน่าแปลก นักรบทุกคน ล้วนแต่นุ่งห่มสีเหลือง โกนหัวโล้น ไม่มีอาวุธในมือ นั่งกันอยู่เป็นแถวๆ เมื่อเราบุกเข้าไปถึง ก็ไม่ลุกหนี ไม่ต่อสู้ เมื่อเราเอามีดฟันคอขาด คนแล้วคนเล่า ก็ยังนั่งกันอยู่เฉยๆ ไม่ร้องขอชีวิต ไม่โอดครวญ”

ตารนาถกล่าวว่า มุสลิมได้สร้างความพินาศ ย่อยยับ ให้แก่นาลันทา, โดยฆ่าพระภิกษุ อย่างเหี้ยมเกรียม บุกรุกทำลาย จุดไฟเผา จนนาลันทา กลายสภาพ เป็นเถ้าถ่านไป ในที่สุด.พวกมุสลิม ยังได้เผาทำลาย ตำรับตำราต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา ในมหาวิทยาลัยนาลันทา จนหมดสิ้น.

กล่าวกันว่า เผาตำรับตำราอยู่ถึง 3 เดือน จึงได้เผาหมด. นอกจากนี้มุสลิม ยังเอาไฟคอกพระภิกษุ โดยหวังจะให้ตายให้หมด แต่ก็ยังมี พระส่วนน้อยที่หนีไปได้ โดยหนีเข้าไปอยู่ ในธิเบตบ้าง เนปาลบ้าง.เมื่อได้ฆ่าและเผาแล้ว พวกมุสลิม ยังได้ขนเอาทรัพย์สมบัติ อันมหาศาลไปด้วย. มุสลิมนั้น หวังจะทำลาย พระพุทธศาสนา ให้หมดสิ้น ไปจากอินเดีย.


http://www.gotoknow.org/blog/peacewarrior/93320

ต้องลองค้นคว้าประวัติศาสตร์ครับ ว่าในยุคนั้น ทำไมต้องเผาตำราใช้เวลาถึงสามเดือน
ถ้าบอกว่าเข้าใจผิด คงไม่จำเป็นต้องเผาตำราใช้เวลาถึงสามเดือนหรอกครับ
จากventure
-----------------------------------------------
จากที่คุณอ้างมามันเชื่อได้หรือไม่คะ รู้ได้ไงว่าเขาพูดแบบนี้จริงๆ เล่ามาซะเป็นฉากๆ ถ้าบันทึกได้ขนาดนี้ ก็แสดงว่า ต้องอยู่ในเหตุการณ์นะสิ  และใกล้พอที่จะได้ยิน เขาพูดกัน แล้วรอดมาได้ไงอ่ะคะคนนั้น คนที่เล่าอ่ะ  ถ้าใกล้ขนาดนั้น แล้วฟังภาษาเติร์กโบราณออกได้ไง พวกนี้มาจากอุซเบกนะ แล้วอีกอย่างเขารู้ได้ไงว่ามีทหารเท่านั้นเท่านี้ คนที่บันทึกไม่วิ่งหนีหรอกหรือคะ เวลาเขาบุกมาอ่ะค่ะ

มุสลิมอยากจะทำลายศาสนาพุทธ อืม เก่งนะ อ่านใจได้ไง ไปร่วมวางแผนกับเขาเหรอ  ถึงสามารถรู้ใจเขาได้
แล้วอีกอย่างพวกทหารที่บุกไปเป็นทาสนะคะ เป็นทั้งกองทัพ  พวกเขาอ่านอัลกรุอ่านเป็นไหม  กุรอานจะอ่านกันเป็นกี่คนกัน  แล้วทหารพวกนี้ได้เรียนศาสนาไหม ทาสอ่ะจะไปเรียนจากไหนหล่ะคะ แล้วจะโทษอิสลามได้ไง อิสลามไม่ได้สอนให้เผาวัด

หลักการอิสลามบอกชัดเจน ว่า ห้ามฆ่า ทำลาย นักบวช วัด วิหารต่างๆและ ห้ามเผาเมืองด้วย


ส่วนที่บอกว่ามีการเผากันสามเดือน รู้ได้ไง ใจเย็นถึงขนาดนับวันนับคืน แต่ไม่ทำอะไรเลย ตำราที่นั่น เยอะถึงขนาดเผาสามเดือนหรอคะ ถ้าสมมติพวกเขาจะเผา ทำไม คนเข้าใจผิดจะเผาไม่ได้หล่ะ ก็ในเมื่อไม่รู้ และ เข้าใจผิดอยู่


ดังนั้น ข้อมูลที่คุณเอามา ลอยมากค่ะ เป็นการเอาข้อมูล ที่ไม่รู้ว่าพิสูจน์ได้หรือเปล่า

จากคุณ : Ms.Kohlanta  เป็นชาวอิสลาม
-------------------------------------------------------





« Last Edit: May 24, 2011, 08:03:40 PM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
------------------------------------------------------
จุดจบนาลันทา..จุดจบพุทธศาสนาในอินเดีย

ป้อมปราการที่นี่ช่างน่าแปลก นักรบทุกคนล้วนห่มเหลือง....เมื่อเราเอาดาบฟันคอ คนแล้ว...คนเล่า ก็นั่งกันอยู่เฉยๆ ไม่ร้องขอชีวิต ไม่โอดครวญ...

วันนี้เราไปเที่ยวอินเดียกันครับ...เหตุมาจาก เมื่อคืนนั่งฟังท่าน ป.อ. ปยุตฺโต กล่าวถึงการเดินทางนำหมู่คณะผู้ร่วมจาริกบุญ ไปนมัสการสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนายังประเทศอินเดีย และท่านได้บรรยายถึงสถานที่ต่างๆไว้น่าสนใจมาก ชื่อว่า จาริกบุญ จารึกธรรม ผมเลยขอถือโอกาสนำมาเล่าต่อเป็นธรรมทานแล้วกันนะครับ

เดิมทีเดียวมหาวิทยาลัยนาลันทานั้นเป็นวัดนะครับ วัดแรกสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ราวพุทธศตวรรษที่ 3 และจากนั้น พระราชาในราชวงศ์ของพระเจ้าอโศกก็สร้างต่อๆกันมา รวมทั้งสิ้น หก วัด หรือ หกวิหาร (ในภาษาบาลีวิหารแปลว่าวัด) เรื่องที่มาของมหาวิทยาลัยนาลันทา ก็ยังไม่แน่นอนนะครับ บางตำราท่านก็ว่าสร้างตั้งแต่ ศตวรรษที่ 1 หรือจริงๆแล้วก็สร้างต่อเติมกันมาเรื่อย จนไม่รู้ว่าใครสร้างก่อนใคร สมัยใดแน่

พอมีวิหารมาอยู่รวมกันเข้าหลายๆวิหารก็เลยกลายมาเป็นมหาวิหาร เป็นที่ๆพระสงฆ์ได้เข้ามาบวชเรียนศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์สืบต่อกันมา และที่นาลันทาแห่งนี้ เป็นบ้านเกิดของพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธองค์ พระสารีบุตรท่านทรงดับขันธนิพพานที่เมืองนาลันทาอันเป็นบ้านเกิด ก็เพื่อจะโปรดโยมแม่ให้หันมานับถือพุทธศาสนาก่อนที่ท่านจะดับขันธนิพพาน

พระสารีบุตรนั้น ท่านเป็นผู้ที่ชอบช่วยเหลือทางด้านการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาส อย่าลืมว่าในอินเดียสมัยนั้นลัทธิพราหมณ์เป็นใหญ่นะครับ เขามีการแบ่งชนชั้นตามวรรณะกันชัดเจน อย่างพวกวรรณะศูทร มีข้อบังคับทางสังคมระบุไว้เลยว่า ถ้าพวกศูทรริไปอ่านคำภีร์พระเวท ก็ให้ตัดลิ้น ถ้าฟังก็ให้ตัดหู หรือถ้าเรียนพระเวท ก็ให้ผ่าตัวเป็นสองซีก

ดังนั้น พวกวรรณะชั้นต่ำของอินเดียเลยไม่มีโอกาสทางการศึกษา และการบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาก็เป็นช่องทางหนึ่งที่เหล่าเด็กๆจะได้ศึกษา และการนี้นั้น พระสารีบุตรท่านให้การศึกษาแก่เด็กๆกำพร้า เด็กยากจนมาเสมอ และควรทราบว่า พระสารีบุตรท่านเป็นผู้ที่บวชให้พระราหุล พระโอรสของพระพุทธองค์เมื่อสมัยเป็นเจ้าชาย

ดังนั้น นาลันทาเมืองที่เป็นบ้านเกิดของท่านพระสารีบุตร จึงเจริญด้วยความรุ่งเรืองด้านการศึกษามาโดยตลอดหลายร้อยปี พระถังซำจั๋ง ที่เรารู้จักดีก็ศึกษาและได้เป็นผู้บริหารของที่นี่ด้วย

ความเจริญของนาลันทานั้น ส่วนหนึ่งมาจากพระราชาองค์ต่อๆมาให้การดูแลอุปถัมภ์นาลันทามหาวิหารแห่งการเรียนรู้ของพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ภาษีที่เก็บมาได้ส่วนหนึ่งก็นำมาให้ที่แห่งนี้ใช้ในการศึกษา พระสงฆ์จึงเรียนรู้ได้อย่างไม่ต้องกังวลเรื่องปัจจัยสี่

ต่อมาภายหลัง ลัทธิพราหมณ์เริ่มที่จะปรับตัวจนกลายมาเป็น ฮินดู การปรับตัวนั้นก็เพื่อต่อสู้กับการเจริญเติบโตของพุทธศาสนา จากลัทธิพราหมณ์ที่ไม่มีนักบวช ก็มี ไม่มีวัด ก็มี จากการเข่นฆ่าบูชายันต์สัตว์ ก็หันมานับถือสัตว์บางประเภทและประกาศไม่กินเนื้อ เช่น วัว และพระพุทธเจ้าก็กลายเป็นอวตารหนึ่งของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู

ด้วยความที่ชาวพุทธไม่ค่อยถือสาหาความอะไรมากนัก สังคมพุทธกับฮินดูเลยอยู่กันอย่างกลมกลืนมาโดยตลอด ฮินดูนั้นอยู่อย่างกลมและค่อยๆกลืนศาสนาพุทธไปทีละน้อย ถึงขนาดที่ว่า นักบวชฮินดูท่านหนึ่งซึ่งปฏิวัติรูปแบบพราหมณ์ให้ทันสมัยขึ้นเพื่อสู้กับพุทธนั้น ก็เรียนวิชาความรู้ต่างๆนั้นมาจากนาลันทานั่นเอง เห็นมั้ยครับว่า มีการแฝงตัวเป็นจารชนตั้งแต่โบราณ

เมื่อนาลันทามีความเจริญรุดหน้ามากขึ้น พระสงฆ์ในชนบทต่างๆ ก็อยากที่จะเข้ามาศึกษาธรรมะให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาบ้าง ต่างก็พากันละทิ้งวัดวาอาราม ทิ้งชาวบ้านรอบๆวัด เข้ามายังนาลันทา ทีนี้ วัดพุทธกับวัดฮินดูโดยมากจะอยู่ไม่ไกลกัน พอวัดพุทธมีพระน้อย เอ้า...ไม่เป็นไร เดี๋ยวพระฮินดูเข้ามาช่วยรักษาดูแลวัดให้ ดูไป ดูมา ก็กลายเป็นวัดฮินดูไปในที่สุด นี่คือยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมืองหรือเปล่า

ต่อมาภายหลัง มีนักศึกษาในนาลันทามากขึ้น การเรียนการสอนก็เริ่มมีหลากหลายขึ้น และศาสนาพุทธเอง ก็เริ่มอ่อนแอลง

ในอดีตนาลันทาเคยเป็นสถานที่สำหรับสอนพุทธศาสนาสายเถรวาท หรือหินยาน แต่ต่อมาก็กลายไปเป็นที่สอนในนิกายมหายาน ส่วนสายเถรวาทที่มีความเข้มแข็งก็ถูกทำให้ล่าถอยจนไปตั้งอยู่ที่ศรีลังกา ก่อนจะมาสู่ประเทศไทย

ศาสนาพุทธในสยามจึงเรียกว่าสายลังกาวงศ์ ก็คือมาจากศรีลังกา ในสยามนั้นก่อนหน้านี้ มีศาสนาพุทธเข้ามาแล้ว แต่ผ่านมาทางอาณาจักรศรีวิชัย (อินโดนีเซีย มาเลซีย ในปัจจุบัน) ซึ่งเจริญมากในทางตอนใต้ของไทยในปัจจุบัน แต่ก็อ่อนแอลงไปและสุดท้ายอิสลามก็เข้ามาปกครองอาณาจักรศรีวิชัยในที่สุด

ส่วนที่นาลันทา ด้วยการเมืองและการครอบงำทางสังคมผ่านฮินดูที่ปรับตัวและใกล้ชิดประชาชนได้ดีกว่าพระสงฆ์ในศาสนาพุทธที่ย้ายไปเรียนที่นาลันทาเสียส่วนใหญ่ ประกอบกับพุทธบริษัทมีความอ่อนแอ

พระสงฆ์ในระยะหลังๆละเลยพระธรรมวินัยถึงขนาดมีนิกายตันตระที่ให้พระเสพกามได้ อุบาสก อุบาสิกาเองก็ไม่สนใจใยดีศาสนา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ฝ่ายเดียว เมื่อพุทธบริษัทที่พระพุทธองค์ทรงหวังที่จะให้ช่วยผดุงและค้ำจุนพุทธศาสนาอ่อนแอกันเสียหมดแล้ว พุทธศาสนาในอินเดียก็เห็นทีจะสิ้นหวัง และวันแห่งความสิ้นหวังก็มาถึงพร้อมกับกองทัพมุสลิมชาวเติร์ก

เมื่อชาวมุสลิมเติร์กได้เข้ามาบุกดินแดนแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.1700 มหาวิทยาลัยนาลันทาถูกเข้าใจว่าเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ พระสงฆ์จึงถูกฆ่าตายด้วยคิดว่าเป็นนักรบที่ห่มเหลือง

ในบันทึกกล่าวไว้ว่า แม่ทัพมุสลิมชื่อ บักตยาร์ ขิลจิ พร้อมทหาร 200 คนบุกเข้ามายังมหาวิทยาลัยนาลันทา...... "ป้อมปราการที่นี่ช่างน่าแปลก นักรบทุกคนล้วนแต่นุ่งห่มสีเหลือง โกนหัวโล้นไม่มีอาวุธในมือ นั่งกันอยู่เป็นแถวๆ เมื่อเราไปถึงก็ไม่ลุกหนี ไม่ต่อสู้ เมื่อเราเอาดาบฟันคอขาด คนแล้วคนเล่า ก็ยังนั่งกันอยู่เฉยๆ ไม่ร้องขอชีวิต ไม่โอดครวญ"

สิ่งก่อสร้างถูกทำลาย เผาทิ้ง หอสมุดที่เก็บคำภีร์ทางศาสนาถูกเผาทั้งหมด กองทัพมุสลิมที่บุกมา หมายจะเผาทำลายไม่ให้เหลือพุทธศาสนาไว้ในแผ่นดิน

ว่ากันว่า ที่นาลันทามีหอสมุดที่ใหญ่มาก ดังนั้นเมื่อถูกเผา จึงไหม้อยู่ 3 เดือนจึงเผาคำภีร์ต่างๆที่เก็บไว้ในนั้นจนหมด พระบางองค์ที่หนีรอดมาได้ก็เก็บเอาคำภีร์บางส่วนหนีออกมาด้วย แต่ก็เป็นส่วนน้อย

นับจากนั้น เมื่อนาลันทาถูกเผาทำลายย่อยยับ ศาสนาพุทธก็ได้มลายหายไปจากผืนแผ่นดินอินเดีย ที่ซึ่งให้กำเนิดศาสนานี้แก่ชาวโลก และไม่เคยกลับมารุ่งเรืองได้อีกตราบจนปัจจุบัน



* ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อให้โกรธใคร แต่หวังเพียงว่าเมื่ออ่านจบแล้ว เราควรน้อมนำเรื่องราวจุดจบของนาลันทา มหาวิทยาลัยอันยิ่งใหญ่ของโลก และการล่มสลายของพุทธศาสนาในอินเดีย ตลอดจนเรื่องราวการเสียกรุงครั้งที่สอง มาพิจารณา แล้วท่านจะพบว่า การล่มสลายนั้น ล้วนมาจากความอ่อนแอพระสงฆ์ ของพุทธบริษัท และชาวกรุงเก่านั้นเอง


** เกร็ด

มหาวิทยาลัยนาลันทา มี

- พระนักศึกษา 10,000 รูป

- อาจารย์ 1,500 คน ม

- ห้องประชุมจุคนได้มากกว่า 1,000 คน จำนวน 8 ห้อง

- ห้องเรียนมากกว่า 300 ห้อง

- ห้องเก็บคำภีร์ขนาดใหญ่ มีโรงครัว ยุ้งฉาง เก็บข้าวเอง

« Last Edit: May 24, 2011, 07:59:35 PM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
ผมคิดว่า พวกทหารมุสลิมทาสชาวเติร์กนั้น ต่อให้อ่านหนังสืออัลกุรอานไม่ออก พวกนั้นก็มั่นใจว่าตัวเองเป็นอิสลามเต็มตัวนั่นเองเพราะสัทธาในอัลเลาะห์สูงสุดนั่นเองแม้อ่านอุลกรุอานไม่ออกทั้งหมด ดังนั้น ทหารเติร์กอัฟกันที่เผาทำลายนาลันทาเป็นมุสลิมอิสลามเต็มตัวเต็มใจเต็มปากพูดแน่นอน การเผาทำลายม.นาลันทาถึง3เดือนได้นั้นเพราะพวกทหารทาสอิสลามมุสลิมเติร์กมีตัณหาต้องการเวลาแบบนั้นเพื่อทำลายซ้ำแล้วซ้ำอีกคือต้องการเผาทำลายฆ่าพวกม.นาลันทาซ้ำแล้วซ้ำอีกประมาณ3เดือน เช่นอาจฆ่าพระประมาณวันละ10องค์ (พระที่เหลือก็ยอมถูกขังอย่างสงบ)โดยตัวตัดหัวเสร็จวันหนึ่งตอนเช้า ตอนบ่ายก็ค่อยค่อยแล่เนื้อและกระดูกจากศพที่ถูกตัดหัวไปซ้ำแล้วซ้ำอีกประจานซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้พวกท้องถิ่นดูเป็นตัวอย่างซ้ำซ้ำจนยอมจำนนเป็นอิสลาม  บางทีอาจเอาหัวกะโหลกมาทำเป็นแก้วน้ำให้พวกทหารอิสลามด้วยเป็นต้น ยิ่งทำซ้ำนานนานพวกทหามุสลิมเติร์กนี่ยิ่งสนุกยิ่งชอบใจยิ่งสัทธาอิสลามมากขึ้นนั่นเอง คุณkohlanta น่าจะคิดออกว่า ในสายตาทหารมุสลิมเติร์กทาสนั้นเขาไม่ได้คิดเห็นว่ามันคือการฆ่าพระหรอกแค่ฆ่าคนสัตว์ยอมจำนนอย่างง่ายง่ายเท่านั้นเองและอัลเลาะห์ทรงมีใจให้เช่นนั้นนั่นเองแก่เฉพาะพวกทหารมุสลิมเติร์กทาส พวกนั้นจึงทำการฆ่าพวกม.นาลันทาซ้ำไปซ้ำมาได้จริง  จะอ้างอัลกุรอานอย่างไร ก็คงเถียงอัลเลาะห์ที่มีใจให้เฉพาะแก่พวกทหารมุสลิมเติร์กทาสนั้นไม่ได้หรอก
-----------------------
ชาวพุทธมั่นใจเรื่องการเผาทำลายม.นาลันทา 3 เดือนได้อย่างไรเพราะ พระสงฆ์พุทธในอดีตตรวจสอบด้วยฌานสมาธิจิตไปย้อนดูอดีตของพวกม.นาลันทาดูแล้วและพวกมุสลิมทาสเติร์กนั้นดูแล้วได้ผลการตรวจรายละเอียดตรงกันหมดว่าเผาทำลายฆ่าม.นาลันทาถึง3เดือนนั่นจริงแน่นอน ปัจจุบันนี้ยังมีพระสงฆ์พุทธที่ไปตรวจประวัติม.นาลันทาในสมัยอดีตได้อีกด้วยฌานสมาธิจิตอยู่ยันกันสืบต่อไปด้วย

Offline ผู้มาเยือน

  • Jr. Member
  • **
  • Posts: 76
  • จิตพิสัย 16
เสียดายพุทธศาสนาในเอเซียกลาง ในตะวันออกกลางด้วยครับ
ดินแดนอาฟกัน อิหร่าน ตุรกี โดยเฉพาะ 2 อันหลังแทบไม่เหลือร่องรอยพุทธศาสนาเลย
เหลือแต่เพียงแค่เรื่องเล่า เช่นพระตุรกีนำพุทธศาสนาเข้าไปในเมืองจีนสมัยสามก๊ก ที่เมืองกังตั๋ง จนซุนกวนสร้างวัดพุทธแห่งแรกในแคว้นกังตั๋ง (คนละวัดแห่งแรกของจีน ที่ชื่อวัดม้าขาว)

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
ผมก็เสียดาย แต่ผมอยากรู้จริงจริงว่า ศาสนาพุทธหายไปจากเปอร์เซียได้อย่างไร ศาสนาพุทธแพ้หรือชนะศาสนาโซโรอัสเตอร์และพวกบาบิโลนอย่างไร
ศาสนาพุทธตอนโบราณนั้นเคยแพ้โต้วาทะกับอิสลามในดินแดนเปอร์เซียโบราณหรือไม่อย่างไร////ที่แน่แน่คือ สมัยมองโกลหยวนนิกายลามะพยายามหาวิธีปกครองพวกเปอร์เซียอิสลามแต่ก็พลาดท่าเสียทีแก่อิสลามเปอร์เซียในที่สุด พวกลามะพลาดท่าเสียทีไปเพราะอ่อนแออย่างไร นี่ผมก็อยากรู้จริงจริงด้วยนะครับ

Offline ผู้มาเยือน

  • Jr. Member
  • **
  • Posts: 76
  • จิตพิสัย 16
จากข้อมูลที่เคยอ่านมา ช่วงแรกทางโน้นยังเป็นศาสนาแห่งสันติ แต่หลังจากครูเสด ทำให้พวกนี้เริ่มมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับต่างศาสนา บวกกับกษัตริย์เป็นศาสนิกในศาสนา เลยกวาดล้างทำลายจนไม่เหลือร่องรอย