Author Topic: ถ้าศาสนาอื่นพยายามดึงคนให้ออกจากศาสนาพุทธ จะบาปมากหรือไม่ ????  (Read 10831 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ถ้าจะมองภาพโดยรวมของความจริงของปรโลก ถ้าศาสนาอื่นพยายามดึงคนให้ออกจากศาสนาพุทธ จะบาปมากหรือไม่ !!!!!!!!!!!!!!!!!
เพราะยังไงความจริงนั้นต้องมีอยู่ สิ่งเดียวแน่นอน  และความจริงต้องพิสูจน์ได้  มีเหตุมีผล

ศาสนาเขาก็ว่าถ้าเราไม่เชื่อพระเจ้าเขา เขาก็ว่าเราบาป  แล้วปรโลกศาสนาไหนเป็นความจริง    ศาสนาไหนเป็นแค่ความเชื่อ    เราก็อยากเลือกเชื่อสิ่งที่เป็นความจริง
---------------------------กระทู้คำถามนี้จากเวปพันทิพห้องศาสนา--- ส่วนตัวผมคิดว่าคนตั้งกระทู้นี้น่าจะยังไม่เข้าใจหลักความจริงของพระพุทธเจ้าดีพอและยังไม่เข้าใจเรื่องบาปที่เป็นของปลอมกับบาปที่เป็นของจริงในธรรมชาติแท้จริงนะครับ  เลยให้ช่วยกันลองคิดตอบดูนะครับ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

« Last Edit: November 06, 2009, 01:53:23 AM by yesterday »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
สติปัญญาของหลายๆท่านแม้จะเป็นเทวดา มาร พรหม ที่ยังมืดบอดยังมีอยู่มากนะครับ

ยิ่งมนุษย์ที่โง่ๆ ยิ่งมืดบอดกว่าหลายเท่านัก

ศาสนาที่เข้าถึงพรมมัน ปรมาตมัน ว่าเป็นอมตะแล้วว่าเป็นนิรันดร์ เป็นพระเจ้า ด้วยการฝึกจิตยังนับว่าเก่งอยู่ ถึงแม้จะโปรดได้ยากส์ แต่ก็เป็นศาสนาที่มีการพัฒนาทางจิต และสติปัญญา ปรัชญา บางศาสนา เช่น พรามณ์ ฮินดูบางสาย เชน และเต๋า เป็นต้น

แต่พวกศาสนาปรัมปราที่คิดเองเออเอง เชื่อ เชื่อ แล้วก็เชื่อ ตามๆกันมา ว่ามีพระเจ้า ผู้สร้าง ผู้บันดาล เป็นชีวิตนิรันดร์ แบบนี้ยิ่งโง่บรมกว่ามากครับ โปรดยากกว่าด้วย เพราะเอาความเชื่อแบบบรมโง่ มหาอวิชชา เป็นตัวนำเลยทีเดียว

ศาสนาประเภทนี้มีเยอะนะครับ มีทั่วโลก มีเกือบทุกประเทศ เป็นศาสนาชนเผ่า ปรัมปรา ที่มีตำนานการสร้างโลก ศาสนาแบบนี้ที่ดังๆก็เช่น ยิว คริตส์ อิสลามเป็นต้น

ศาสนาแบบนี้สาระแก่นสารน้อยมาก การพัฒนาทางจิต และสติปัญญาก็พื้นๆ มีตำนานการสร้างโลกและอภินิหารแบบปรัมปรา

แต่ว่าศาสนาเหล่านี้เติบโตได้ด้วยการบริหารจัดการองค์กรณืที่ดี ตั้งแต่การเผยแผ่เชิงรุก เชิงเบียดเบียน เชิงสงคราม เชิงแยบยล และอีกหลายกลยุทธ์ ซึ่งพุทธเราก็ต้องนำมาเรียนรู้และปรับใช้กันบ้างนะครับ

ถ้าจะมองภาพโดยรวมของความจริงของปรโลก ถ้าศาสนาอื่นพยายามดึงคนให้ออกจากศาสนาพุทธ จะบาปมากหรือไม่ !!!!!!!!!!!!!!!!!

ตามสัจจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ เป็นอกุศลใหญ่มาก เพราะจะนำเราไปสู่มิจฉาทิฏฐิแบบสุดโต่ง ซึ่งอาจนำพาเราให้หมกมุ่นลุ่มหลงไปเรื่อยๆๆจนถึงโลกันตร์นรกได้ครับ

แต่บางท่านไม่ด้มีเจตนาไม่ดี เขาอาจจะปราถนาดีๆต่อเรา ให้เราเป็นคนดีตามคำสอนทางศาสนา และใจกว้างต่อคำสอนศาสนาอื่นๆ แบบนี้ก็ว่ากันไปตามหลักธรรม เช่น ความสมบูรณ์ของศีล ภูมิธรรมของจิต และคุณงามความดีที่ทำเป็นต้นครับ


Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ก็บาปมากนะครับ  ดูจากแค่ชาวพุทธบางคนกล่าวตู่พระพุทธเจ้าแบบว่าพระพุทธเจ้าโกหกว่าแดนนรกสวรรค์พรหมมีจริง เป็นต้น ชาวพุทธบางคนนั้นที่ว่านั้นก้ได้บาปสะสมไปตั้งแต่มีทิฏฐิที่ไม่ยอมเปลี่ยนแบบนั้นเลยครับ ถ้าไกล้ตายยังคิดว่าพระพุทธเจ้าโกหกที่ว่านั้นย่อมไปนรกแน่นอนตามอำนาจทิฏฐิที่แรงตอนไกล้ตายเลยครับ..........นี่แค่ชาวพุทธบางคนด้วยกันนะครับ  ชาวพุทธถ้าเข้าใจพระพุทธเจ้าผิดจากความจริงไปแล้วย่อมได้บาปตามลำดับความสำคัญของคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ พวกสาสนาอื่นหรือใครก็ตามที่หาเหตุผลมาสอนจนทำให้ชาวพุทธเข้าใจพระพุทธเจ้าผิดจากความจริงไป พวกศาสนาอื่นหรือใครที่สอนชาวพุทธให้หลงทางแบบนั้นยอ่มบาปมากกว่าชาวพุทธที่ถูกสอนให้หลงทางอีกครับในฐานะคนชี้นำและสอนให้หลงทางจากความจริง ถ้าพวกสาสนาอื่นดึงชาวพุทธที่เข้าใจพระพุทธเจ้าผิดจากความจริงให้เปลี่ยนศาสนาได้ยาวนานตลอดชาตินี้ พวกศาสนาอื่นจะได้บาปมากกว่าชาวพุทธที่เข้าใจพระพุทธเจ้าผิดจากความจริง(นี่ก็บาปอยุ่แล้ว)....ประมาณว่าพวกสาสนาอื่นดึงชาวพุทธเปลี่ยนศาสนานั้น ก็เป็นพวกประเภทหนึ่งที่ชอบยินดีมากสุดขีดกับการอนุโมทนาบาปของชาวพุทธที่เกิดจากการเข้าใจพระพุทธเจ้าผิดจากความจริงจนยอมเปลี่ยนศาสนานั่นเอง......เมื่อชอบกระทำแบบนี้เองมากเท่าไหร่ย่อมได้บาปมากเท่านั้นอย่างไม่รู้ความจริง เมื่อไหร่ที่บาปให้ผลจะประมาณยากมากเลยครับ
ทำไมการดึงให้เปลี่ยนจากพุทธเป็นศาสนาอื่นบาปมาก???คำตอบน่าจะคือเพราะมีความยากมากอย่างน้อย3อย่างที่ทำให้พุทธสาสนามีคุณค่าทางจิตใจและปัญญามากที่สุดเพื่อเข้าใจความจริงเรื่องจิตและธรรมชาติต่างต่างคือ
1)ยากมากในการบังเกิดของพระพุทธเจ้าและศาสนาพุทธในโลกนั้นใช้เวลายาวนานมากมากหลายอสงไขยคิดไม่ได้เลย พุทธันดรแต่ละพุทธันดรก็นานมากไม่อาจคำนวณได้ง่ายง่าย แม้แต่เทพพรหมอายุมากที่สุดเห็นการเกิดดับของจักรวาลมากที่สุดก็ยังเดาการเกิดของพระพุทธเจ้าและพุทธสาสนาในโลกคนไม่ได้เลย(แต่พวกศาสนาอื่นยังไงก็ยังอยู่ในโลกคนเสมอตลอดเวลาเพียงแต่เปลี่ยนแง่มุมในการอยู่รอดและการสร้างความกลัวเท่านั้นเองคู่กับกิเลสเสมอ-พวกศาสนาอื่นจึงดึงกันเองไม่บาปเลยเพราะมันมีคู่โลกอยู่ตลอดเวลาตามกิเลสอยู่แล้ว) สังเกตนะว่าถ้าศาสนาอื่นยอมสมัครใจเปลี่ยนมาเป็นชาวพุทธที่เข้าใจพระพุทธเจ้าถูกต้องตามจริงได้มั่นคงนั้น เขาจะได้บุญมากจากการเข้าใจพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องนั่นเอง(แทนที่จะได้บาปมากจากการเข้าใจพระพุทธเจ้าผิดจากความจริง)
2.ยากมากในการเข้าใจพุทธพจน์อันมีนัยยะลึกซึ้งบางอย่างที่เกินเหตุผลที่คนจะเข้าใจได้แบบทั่วทั่วไปได้ครบถ้วน
3.ความยากมากในการทำให้แจ้งจริงด้วยตนเองตามพุทธพจน์-การทำให้ความแจ้งบางคนในชีวิตตั้งแต่เด้กจนแก่ยังทำให้แจ้งด้วยตนเองได้นิดเดียวเอง
4.ช่วงว่างเว้นจากพุทธศาสนาก็ยาวนานมาก-พวกศาสนาอื่นชอบช่วงว่างเว้นพุทธศาสนาที่ยาวนานมากยิ่งยาวยิ่งดีเพราะคนจะหลงไหลในสาสนาอื่นได้ง่ายที่สุดและมากที่สุดเพราะช่วงว่างเว้นนี้ของปลอมจะได้รับความนิยมสูงกว่าที่คาดคิดกันจากมหาชนชาวโลกเป้นพิเศษเพราะไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่าเลย
---------------------นี่แหละ คุณค่าพิเศษสุดที่หาได้ยากมากในโลกและต่างจากศาสนาอื่น ถ้ามีใครทำลายพุทธสาสนาอันมีคุณค่าพิเศษสุดนี้ ย่อมบาปมากเป็นธรรมดาทั่วไปครับ  ผมคงจะตอบพอใช้ได้นะครับ  ของจริง-ของปลอมก็สำคัญมากครับช่วยให้เราเข้าใจคำถามได้มากขึ้นด้วยนะ
« Last Edit: November 12, 2009, 02:46:44 AM by yesterday »

Offline Ozone

  • Full Member
  • ***
  • Posts: 102
  • จิตพิสัย 4
ไม่จำเป็นต้องดึงให้ออกจากศาสนาพุทธหรอกครับ เพราะถึงจะเป็นพุทธเหมือนกัน แต่ถ้าสอนให้ผิดไปจากรพะธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ก็เป็นเหตุให้บุคคลเบี่ยงออกจากมรรคผล และพระนิพพาน

คิดง่าย ๆ แค่นี้ล่ะ หากคนนั้นต้องห่างไกลจากการเข้าถึงมรรคผล ดีไม่ดีอาจจะถึงทุคติ ต้องทนทุกข์ทรมานและยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกเป็นอันมาก กว่าจะได้กลับเข้ามาถึงทางที่ถูกต้อง

ทำให้บุคคลอื่นต้องเดือดร้อนมากมายขนาดนี้ บาปไม่มากครับ... บาปคนเดียว คนที่ทำน่ะ  ;D
อุปสรรค ก็เหมือนกับกำแพง กำแพงไม่ใช่ประตูจะได้เดินเข้าได้ง่ายๆ บางคนอาจจะเดินอ้้อม อาจจะปีนข้าม หรือพังมันเข้าไปเลย แต่ถ้าเดินหนีไปทางอื่นชีวิตนี้ก็มีทางตันเพิ่มอีกทางหนึ่งแล้ว

Offline ISP

  • Newbie
  • *
  • Posts: 17
  • จิตพิสัย 0
ขอตอบนะครับ

คนศาสนาอื่นๆ  ที่มาดึงชาวพุทธออกไป  ผมไม่รู้

แต่สำหรับชาวพุทธที่ออกจากศาสนาพุทธไปนับถือศาสนาอื่นแทนนั้น  กรรมหนักเท่าอนันตริยกรรมครับ

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
ขอตอบนะครับ

คนศาสนาอื่นๆ  ที่มาดึงชาวพุทธออกไป  ผมไม่รู้

แต่สำหรับชาวพุทธที่ออกจากศาสนาพุทธไปนับถือศาสนาอื่นแทนนั้น  กรรมหนักเท่าอนันตริยกรรมครับ

ถ้าจะบอกว่าหนักเท่าอนันตริยกรรม ก็ไม่ขนาดนั้นโดยตรงๆนะครับ  ... ดังที่กล่าวว่า อย่างมากก็โดยอ้อมๆ คือ มิจฉาทิฏฐิสั่งสมจนดิ่งไป

ที่ว่า อัญญสัตถุทเทส ไม่หนักเท่าอนันตริยกรรม นะครับ (แต่ก็หนักมาก) แต่เป็นคุณธรรมของพระโสดาบันขึ้นไป ที่ไม่มีทางจะกระทำกรรมหนักเด่นเช่นนี้ได้ครับ

.....

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)



[275] อภิฐาน 6 (กรรมที่เด่นยิ่งกว่ากรรมอื่นๆ, ฐานะอันยิ่งยวด, ฐานอันหนัก, ความผิดพลาดสถานหนัก — major wrong doings; great mistakes)
       อภิฐาน 5 ข้อแรก ตรงกับ อนันตริยกรรม 5 คือ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต โลหิตุปบาท และ สังฆเภท เพิ่มข้อ 6 คือ
       6. อัญญสัตถุทเทส* (ถือศาสดาอื่น คือ ถือถูกอยู่แล้ว กลับไพล่ทิ้งไปถือผิด — professing the doctrines of an alien teacher; adopting another teacher)
* บางแห่งเรียก อัญญสัตถารุทเทส

      อภิฐานนี้ ในบาลีที่มาเดิม เรียกว่า อภัพพฐาน (ฐานะที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ไม่อาจจะกระทำ คือ เป็นไปไม่ได้ที่จะทำ — acts which are incapable of being committed by a person possessed of right views; impossibilities)


อนันตริยกรรมเอง ก็มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆนัก ถ้าเทียบกับ อัญญสัตถุทเทส ๆ ยังมีช่องว่างให้กุศลกรรมอื่นๆ ถึงเขาจะไปนับถือผิด แต่ว่ายังประกอบกุศลกรรมพื้นฐานอยู่ เขาก็ยังเกิดเป็นมนุษย์ได้ ขึ้นสวรรค์ก็ยังได้

แต่อนันตริยกรรม ไม่มีช่องว่างให้กุศลกรรมอื่นๆ หากต้องเข้าแล้ว ดิ่งอเวจีเท่านั้น แล้วจะกล่าวว่าหนักเท่านั้น คงจะไม่ได้ แต่ว่าหนักไม่เบาเลย ก็พอจะกล่าวได้ เพราะมันจะสั่งสมไปกระทั่งเป็นมิจฉาทิฏฐิดิ่ง


อนันตริยกรรม

อนนฺตร ( ไม่มีระหว่าง ) + อิย  ปัจจัย  + กมฺม ( การกระทำ )

การกระทำที่ให้ผลในภพไม่มีระหว่าง    หมายถึง    ครุกรรมในฝ่ายอกุศลซึ่งจะให้ผล

เป็นชนกกรรม   นำปฏิสนธิในอบายภูมิ   หลังจากสิ้นชีวิตจากชาตินี้แล้วแน่นอน  ไม่ว่า

จะเจริญกุศลที่มีอานิสงส์มากอย่างไร   ก็ไม่สามารถลบล้างการให้ผลของอนันตริยกรรม


ผมจะบอกว่า การสับสนนี้ ขนาดคนเรียนทางศาสนาพุทธมาสูงๆ ยังสับสนตรงนี้ว่า อัญญสัตถุทเทส นั้นเป็นอนันตริยกรรม 6 ไปซะงั้นก็มี
[/size]
« Last Edit: August 17, 2013, 02:19:18 AM by ต้นไม้เมตตา »

Offline ISP

  • Newbie
  • *
  • Posts: 17
  • จิตพิสัย 0
ขอตอบนะครับ

คนศาสนาอื่นๆ  ที่มาดึงชาวพุทธออกไป  ผมไม่รู้

แต่สำหรับชาวพุทธที่ออกจากศาสนาพุทธไปนับถือศาสนาอื่นแทนนั้น  กรรมหนักเท่าอนันตริยกรรมครับ

ถ้าจะบอกว่าหนักเท่าอนันตริยกรรม ก็ไม่ขนาดนั้นโดยตรงๆนะครับ  ... ดังที่กล่าวว่า อย่างมากก็โดยอ้อมๆ คือ มิจฉาทิฏฐิสั่งสมจนดิ่งไป

ที่ว่า อัญญสัตถุทเทส ไม่หนักเท่าอนันตริยกรรม นะครับ (แต่ก็หนักมาก) แต่เป็นคุณธรรมของพระโสดาบันขึ้นไป ที่ไม่มีทางจะกระทำกรรมหนักเด่นเช่นนี้ได้ครับ

.....

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)



[275] อภิฐาน 6 (กรรมที่เด่นยิ่งกว่ากรรมอื่นๆ, ฐานะอันยิ่งยวด, ฐานอันหนัก, ความผิดพลาดสถานหนัก — major wrong doings; great mistakes)
       อภิฐาน 5 ข้อแรก ตรงกับ อนันตริยกรรม 5 คือ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต โลหิตุปบาท และ สังฆเภท เพิ่มข้อ 6 คือ
       6. อัญญสัตถุทเทส* (ถือศาสดาอื่น คือ ถือถูกอยู่แล้ว กลับไพล่ทิ้งไปถือผิด — professing the doctrines of an alien teacher; adopting another teacher)
* บางแห่งเรียก อัญญสัตถารุทเทส

      อภิฐานนี้ ในบาลีที่มาเดิม เรียกว่า อภัพพฐาน (ฐานะที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ไม่อาจจะกระทำ คือ เป็นไปไม่ได้ที่จะทำ — acts which are incapable of being committed by a person possessed of right views; impossibilities)


อนันตริยกรรมเอง ก็มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆนัก ถ้าเทียบกับ อัญญสัตถุทเทส ๆ ยังมีช่องว่างให้กุศลกรรมอื่นๆ ถึงเขาจะไปนับถือผิด แต่ว่ายังประกอบกุศลกรรมพื้นฐานอยู่ เขาก็ยังเกิดเป็นมนุษย์ได้ ขึ้นสวรรค์ก็ยังได้

แต่อนันตริยกรรม ไม่มีช่องว่างให้กุศลกรรมอื่นๆ หากต้องเข้าแล้ว ดิ่งอเวจีเท่านั้น แล้วจะกล่าวว่าหนักเท่านั้น คงจะไม่ได้ แต่ว่าหนักไม่เบาเลย ก็พอจะกล่าวได้ เพราะมันจะสั่งสมไปกระทั่งเป็นมิจฉาทิฏฐิดิ่ง


อนันตริยกรรม

อนนฺตร ( ไม่มีระหว่าง ) + อิย  ปัจจัย  + กมฺม ( การกระทำ )

การกระทำที่ให้ผลในภพไม่มีระหว่าง    หมายถึง    ครุกรรมในฝ่ายอกุศลซึ่งจะให้ผล

เป็นชนกกรรม   นำปฏิสนธิในอบายภูมิ   หลังจากสิ้นชีวิตจากชาตินี้แล้วแน่นอน  ไม่ว่า

จะเจริญกุศลที่มีอานิสงส์มากอย่างไร   ก็ไม่สามารถลบล้างการให้ผลของอนันตริยกรรม


ผมจะบอกว่า การสับสนนี้ ขนาดคนเรียนทางศาสนาพุทธมาสูงๆ ยังสับสนตรงนี้ว่า อัญญสัตถุทเทส นั้นเป็นอนันตริยกรรม 6 ไปซะงั้นก็มี
[/size]

ผมว่าหนักกว่าอีกนะครับ  อนันตริยกรรมทำให้คนไปถึงแค่อเวจี  ส่วนมิจฉาทิฐิทำให้คนไปโลกันต์ได้เลย (ถ้าดิ่งมากๆแล้วเอาไปสอนคนอื่น  โดยเฉพาะพวกที่ออกจากศาสนาพุทธไปเชื่อวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตันนี่  ตัวดีเลย  แต่ถ้าเป็นมิจฉาทิฐิอยู่คนเดียวไม่ไปสอนใครนี่ผมไม่รู้) แถมยังติดตัวข้ามภพข้ามชาติได้อีก  ชาติต่อไปมันอาจจะไปเป็นนิสัยให้ทำอีก(ทำอีกก็ลงโลกันต์อีกรอบ)  ไม่เหมือนอนันตริยกรรม  ที่ไม่ติดตัวข้ามภพชาติ
โลกันต์เป็นนรกขุมที่ลึกกว่าอเวจี  ถ้าตกไปแล้ว  พอพ้นโทษก็ใช่ว่าจะได้เกิดเลย  ต้องผ่านอเวจี  และนรกขุมอื่นๆจนครบ

ทีนี้ต้องทำความเข้าใจว่า  "มิจฉาทิฐิ"  คืออะไร
มิจฉาทิฐิก็คือความเห็น (ความเชื่อ) ที่เข้าข่ายนี้

    ทานที่ให้แล้วไม่มีผล
    การบูชาไม่มีผล
    การบวงสรวงไม่มีผล
    ผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี
    โลกนี้ไม่มี
    โลกอื่นไม่มี
    มารดาไม่มีบุญคุณ
    บิดาไม่มีบุญคุณ
    สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะไม่มี
    สมณพราหมณ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทราบถึงโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาอันยิ่งเอง และสามารถทำให้ผู้อื่นรู้ตามด้วย ไม่มี"

อ้างอิง - th.wikipedia.org/wiki/มิจฉาทิฐิ

จะเห็นได้ว่า  ใช่ว่าทุกองค์ความรู้นอกศาสนาพุทธจะเป็นมิจฉาทิฐิไปเสียหมด  เพราะศาสนาทุกศาสนาในโลกนี้  ล้วนแล้วแต่สอนว่า "ตายแล้วไม่สูญ" "นรกสวรรค์มีจริง" "เทวดา  ภูตผี  มีจริง" "ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว"  ฯลฯ  กันหมดครับ  สอนแบบนี้เหมือนกันหมด  แต่ต่างกันตรงที่ศีลของแต่ละศาสนาไม่เหมือนกัน  อย่างศาสนาพุทธ  ก็บอกว่าพระเจ้าไม่มีจริง  ศาสนาคริสต์ก็บอกว่าพระเจ้ามีจริง (แต่ศาสนาอื่นๆเป็นแบบบังคับให้เชื่อข้างเดียว  ส่วนศาสนาพุทธเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ครับ) อย่างไรเสีย  ทุกศาสนาในโลกก็ไม่เข้าข่ายมิจฉาทิฐิครับ
ต่อให้เป็นศาสนาประเภทต้มตุ๋นหลอกลวงผู้คน  แต่ถ้ายังสอนว่า "ตายแล้วไม่สูญ" "นรกสวรรค์มีจริง" "เทวดา  ภูตผี  มีจริง" "ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว"  ฯลฯ  ก็ยังถือว่าไม่ใช่มิจฉาทิฐิ
องค์ความรู้ที่เข้าข่ายมิจฉาทิฐิ  มักจะเป็นผลผลิตของ "คนสมัยใหม่" อย่างวิทยาศาสตร์  ปรัชญา  อุดมการทางการเมืองต่างๆ  ที่ไม่เชื่อว่า "ตายแล้วไม่สูญ" "นรกสวรรค์มีจริง" "เทวดา  ภูตผี  มีจริง" "ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว" ฯลฯ 
เราสามารถเชื่อองค์ความรู้เหล่านี้ได้  แต่อย่าเชื่อมากกว่าศาสนาครับ
« Last Edit: August 17, 2013, 04:46:25 PM by ISP »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
ก็กล่าวแล้วไงครับ ว่ามันไม่ใช่ โดยตรง มันเป็น โดยอ้อม

อนันตริยกรรม ต้องแล้ว ดิ่งอเวจีอย่างเดียว ไม่มีช่องว่างให้กุศลกรรมอื่นๆ อันนี้ตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม

อัญญสัตถุทเทส หากประกอบกุศลกรรมพื้นฐาน ก็ยังพอมีช่องให้ได้เสวยบุญบ้างครับ

แต่โดยอ้อม ก็กล่าวไปชัดแล้วครับ ก็ตรงอย่างที่คุณยกมานั่นแหละ ว่ามันจะสั่งสมกระทั่งเป็ฯมิจฉาทิฏฐิดิ่ง

เวลาจะพูดกล่าว ก็ให้ระวังๆหน่อยครับ เด๋วใครเขาจะตกใจว่า ศาสนาพุทธนี่กระไร แค่เปลี่ยนศาสนา มาแช่งให้ลงนรกหนักๆซะงั้นไป