Author Topic: โอวัลติน และอื่นอื่น  (Read 53907 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24

โอวัลติน
โอวัลตินกำเนิดในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยคุณหมอคนหนึ่งชื่อ Dr. George Wander ในปี 1904
หมอคนนี้ได้หาวิธีที่ช่วยให้คนไช้ของเขา ซึ่งกินอะไรไม่ค่อยได้(หรือกินไม่ลง) ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน
จึงได้นำ ไข่, มอลต์ และ โกโก้ มาผสมกันเพื่อให้คนไข้ดื่ม เมื่อเห็นว่าได้ผลดี จึงได้ทำออกมาขายให้คนทั่วไป ใน ตอนที่โอวัลตินกำเนิดมานั้นชื่อ Ovomaltine โดยมาจากคำว่า “Ovum” ที่แปลว่า ไข่ และ “Malt” ที่เป็นส่วนผสมหลัก แต่เมื่อนำออกขายนอกสวิตเซอร์แลนด์จึงใช้ชื่อว่า Ovaltine

โอวัลตินมีดียังไง
มาถึงตอนนี้หลายคนคงจะสงสัยต่อไปอีกว่า “แล้ว มอลต์ ล่ะ คืออะไร”

มอลต์ สกัดที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับโอวัลตินนั้นทำมาจาก “ข้าวบาร์เลย์” (วัตถุดิบตัวเดียวกับที่ใช้ผลิตเบียร์นั่นแหละ แต่กรรมวิธีต่างกัน)
วิธี ทำมอลต์สกัด คือนำข้าวบาร์เลย์มาแช่น้ำให้รากงอกออกมาเล็กน้อย แล้วนำมากลั่นด้วยความร้อนต่ำ (เพื่อคงไว้ซึ่งคุณค่าของสารอาหาร) จนกลายเป็นมอลต์สกัด

ถามว่าทำไมต้องสกัดมาจากตอนที่รากเริ่มงอก เพราะว่าช่วงที่เมล็ดข้าวบาร์เลย์อุดมไปด้วยสารอาหารเนื่องจากเอนไซม์ที่ อยู่ในเมล็ดจะเริ่มกระบวนการผลิตคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และสารอาหารอื่นๆ ที่ ละลายน้ำ เพื่อเป็นอาหารของยอดอ่อนในการเจริญเติบโต โดยเอนไซม์ที่มีมากในระยะของการเริ่มงอกคืออะมีเลส (amylase) ทั้งชนิดแอลฟาและเบต้า (แอลฟาอะมีเลส เป็นเอนไซม์ที่สำคัญที่สุด ในการเปลี่ยนแป้ง เป็นน้ำตาล) นอกจากนี้ ยังมีกรดอะมิโนชนิดที่ละลายน้ำได้ ซึ่งให้รสของมอลต์

มอลต์ก็คือสารอาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและดีต่อสุขภาพ ผลิตจากเมล็ดข้าวบาร์เลย์ที่ไม่ผ่านการขัดสี จึงยังคงคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน ทั้ง คาร์โบไฮเดรต โปรตีน นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากมายเกือบ 50 ชนิด (โดยเฉพาะ วิตามินเอ วิตามินซี และธาตุเหล็ก)

แล้วชงยังไงให้อร่อย
วิธีชงให้อร่อยนั้น คือ ชงกับ “นม” ครับ โดยใช้วิธีอุ่นนมให้ร้อน แล้วเติมโอวัลตินลงไปชงเลยครับ หรือถ้าจะชงเย็น ก็ใช้น้ำร้อนชง (ใช้น้ำร้อนนิดเดียว แค่พอโอวัลตินละลาย) จะนั้นก็เติมนมลงไป เท่านี้คุณก็จะได้ โอวัลติน รสกลมกล่อม กลิ่นหอมถูกใจ และยังได้สารอาหารมากมาย
หรือ อ่าน วิธีชงโอวัลตินให้อร่อย วิธีอื่นๆ ได้ที่ลิ้งด้านล่างนี้ครับ
http://blog.zalapao.com/zalapao-trip/54.html

กินโอวัลตินแล้วอ้วนมั๊ย!!!
สำหรับ คนที่คิดว่า ดื่มโอวัลตินแล้วอ้วน จริงๆแล้วโอวัลตินไม่ได้ทำให้อ้วนหรอกครับ ตัวที่ทำให้อ้วนนั่นคือ “นมข้นหวาน” ที่คุณเติมลงไปนั่นแหละ
ถ้าคนที่กลัวอ้วน หรือต้องการควบคุมน้ำหนัก ก็สามารถ ชงโอวัลตินกับน้ำร้อน โดยที่ไม่ต้องเติมน้ำตาล นมข้นหวาน หรือ ครีมเทียมก็ได้นะครับ

เครดิต คุณเอ็ม

http://miatasite.multiply.com/journal/item/5

« Last Edit: May 09, 2011, 03:56:28 AM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
โอวัลติน และอื่นอื่น
« Reply #1 on: May 09, 2011, 02:55:18 AM »

รู้ไหม..โอวัลติน VS ไมโล..ใครเกิดก่อนกัน..
  ถ้าจะให้พูดถึงกำเนิดของเครื่องดื่มนมรสช็อกโกแลต หรือโกโก้ว่าระหว่างโอวัลตินกับไมโลนั้น ยี่ห้อใดที่มีขึ้นก่อนกัน คงต้องตอบว่าเป็น โอวัลติน เพราะได้รับการแนะนำให้เป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี 1904 ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ไมโลนั้น ผลิตขึ้นโดยบริษัทเนสท์เล่ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเริ่มในปี 1934

          โดยแต่เดิมโอวัลตินไม่ได้มีชื่ออย่างที่เราเรียกกันในปัจจุบัน แต่ชื่อของมันคือ Ovomaltine ที่มาจากคำว่า ovum ที่แปลว่าไข่ในภาษาละติน และคำว่า malt ซึ่งทั้งไข่ และมอลต์เป็นส่วนประกอบสำคัญในสูตรดั้งเดิมของเครื่องดื่มนมผสมชนิดนี้ จนในปี 1909 เมื่อโอวัลตินถูกส่งออกขายในประเทศอังกฤษ กระบวนการจดทะเบียนการค้ากลับมีการสะกดชื่อแบรนด์ผิด จนกลายเป็น Ovaltine หรือโอวัลตินที่เรารู้จักมาจนปัจจุบัน
          สำหรับ ไมโลนั้นได้รับการพัฒนาสูตรขึ้นโดยโธมัส เมย์น ซึ่งทำการวิจัยคิดค้นสูตรอย่างหนักในโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองสมิธ ทาวน์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ส่วนชื่อผลิตภัณฑ์นั้นได้มาจากชื่อของนักกีฑาชาวกรีกโบราณที่ชื่อ ไมโลแห่งเมืองโครตอน โดยในปี 2004 ที่ผ่านมานี้ บริษัทเนสท์เล่ได้ฉลองการผลิตไมโลออกขายครบรอบ 70 ปีพอดีอีกด้วย อย่างไรก็ดี ประเทศไทยก็เป็นลูกค้าคนสำคัญของทั้งสองยี่ห้อมานมนานตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า ขึ้นอยู่กับว่าใครจะพอใจในรสชาติของยี่ห้อไหนมากกว่ากัน..
« Last Edit: May 09, 2011, 03:59:11 AM by laichazeng »

Offline หยุดในหยุด

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 343
  • จิตพิสัย 94
  • Gender: Male
Re: โอวัลติน และอื่นอื่น
« Reply #2 on: May 09, 2011, 07:09:48 AM »
ดื่มตั้งแต่เด็กจนปัจจุบัน   ในใจลึกๆก็สงสัยเหมือนกันว่าทำมาจากอะไร  แต่ไม่ได้ใส่ใจค้นสักครั้ง   

ขอขอบคุณ laichazeng ที่นำข้อมูลดีๆมาลงให้อ่านนะครับ

ขอบคุณครับ
ประกอบเหตุ  สังเกตผล  สนใจเถิด  ประเสริฐนัก
ประกอบในเหตุ  สังเกตุในผล  สนใจเข้าเถิด  ประเสริฐดีนัก
ประกอบที่ในเหตุ  สังเกตดูในผล  สนใจหนักเข้าเถิด  ประเสริฐยิ่งดีนัก

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
Re: โอวัลติน และอื่นอื่น
« Reply #3 on: May 26, 2011, 11:41:26 PM »
ครับ ต่อไปนี้เป็น การทำขาหมูโอวัลตินและการหมักขาหมูด้วยโอวัลตินหรือไมโลหรือยี่ห้ออื่นอื่นก็ได้นะครับ
---------------------------------------------
การทำขาหมูโอวัลติน
ขาหมูโอวัลติน
สับกระเทียมลงไปผัดในหม้อ ใส่ขาหมู ใส่เครื่องปรุง ประกอบไปด้วย ซีอิ้วดำ ซีอิ้วขาว น้ำตาล เกลือ ซอสภูเขาทอง ผงพะโล้ โอวัลติน ตามน้ำหนักมือ เคี่ยวไปเรื่อยๆจนเปื่อย

------------
                                                                                ::) ::) ::) ::)
--------------------
การหมักขาหมูด้วยโอวัลตินหรืออื่นอื่นคล้ายกัน
นำขาหมูที่ล้างแล้วมาหมักกับผงโอวัลตินคลุกเคล้าให้ทั่วกันและใส่นมสดลงไปด้วยเพื่อทำให้ขาหมูนุ่มและหอมเติมซ๊อสปรุงรสและน้ำมันหอยลงไปหมักด้วยอย่างละ 1-2 ช้อนโต๊ะและหมักทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง ขณะหมักให้เอาแช่ไว้ในตู้เย็น

                                                                   
                                                           ::) ::) ::)

 

 


« Last Edit: May 26, 2011, 11:43:26 PM by laichazeng »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
Re: โอวัลติน และอื่นอื่น
« Reply #4 on: April 25, 2014, 09:15:55 PM »
วันนี้ขอเสนออาหารว่างเพื่อสุขภาพโดยสามารถใช้ถั่วอัลมอนด์แทนถั่วลิสงได้นะครับ
 :police:                                  :police:                                    :police:                                                                                :police:

สูตรขนมไทย : ถั่วกรอบแก้วโรยงา หอมกลิ่นโอวัลติน(พวกโอวัลตินหรือไมโลมีส่วนผสมของโกโก้เล็กน้อย)

ถั่วกรอบแก้ว ของรับประทานเล่นยามเหงาปาก ส่วนประกอบก็ทำไม่ยาก สามารถดัดแปลงเป็นถั่วอัลมอนต์ หรือถั่วชนิดอื่นๆตามใจชอบ สูตรนี้ใช้โอวัลตินเพิ่มความหอมอร่อย โรยด้วยงาเสริมคุณค่าทางอาหาร ทำให้ลูกๆ รับประทาน รับรองจะติดใจ

ส่วนผสม

1. ถั่วลิสงเม็ดใหญ่ (300 กรัม)

2. น้ำตาลทราย (200 กรัม)

3. น้ำเปล่า (2 ถ้วยตวง)

4. เกลือ (1 ช้อนชา)

5. โอวัลติน (1 ช้อนโต๊ะพูน ๆ)
6. งาขาว ตามชอบ

วิธีทำ
1. นำน้ำ น้ำตาลทราย ถั่วลิสง โอวัลติน ใส่ในกระทะ ใช้ไฟปานกลางถึงแรงเล็กน้อยเคี่ยวจนน้ำใกล้งวด (ประมาณ 15 นาที) ให้คอยคนกันน้ำตาลติดกระทะ

2. เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำแห้งหมด น้ำตาลจะตกทราย ให้ลดไฟเบา แล้วคนต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งน้ำตาลเริ่มเยิ้มเล็กน้อย

3. เมื่อน้ำตาลเริ่มเยิ้มพอประมาณ ให้ใส่เกลือ ลงไป

4. เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำตาลเยิ้มจนเคลือบถั่วเป็นเงาแวววาว ใช้ตะหลิวคนตลอด แล้วจึงใส่งาคลุกให้ทั่ว และปิดไฟ

5. ยกลงและเทลงในภาชนะกระจายถั่วให้แยกจากกัน รอจนเย็น กรอบ

6.ใส่ถุง หรือขวดโหล ปิดให้สนิท พร้อมรับประทาน

 เคล็ดลับ
สีของถั่วจะสวยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการให้ไฟ ถ้าแรงเกินไปสีจะออกมาคล้ำ

สามารถเปลี่ยนเป็น ไมโล กาแฟ ก็ได้ตามความชอบ หรือจะผสมทั้ง โอวัลตินกับกาแฟ ก็ได้

*****รวบรวมข้อมูลโดย อร่อยเหาะดอทคอม, ขอบคุณภาพประกอบและสูตรอาหารจากคุณ : kuky @ bloggang
« Last Edit: August 04, 2015, 01:09:24 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
Re: โอวัลติน และอื่นอื่น
« Reply #5 on: June 11, 2014, 01:53:01 AM »
ผลสำรวจชี้ ความนิยมกิน “ช็อคโกแลต” ในเอเชียเพิ่มสูง ทำเกษตรกรแอฟริกันยิ้มแก้มปริPosted on ตุลาคม 8, 2013 จากข่าวเวปอื่นอื่น

เอเจนซีส์-ผลสำรวจล่าสุดชี้ กระแสความนิยมช็อคโกแลตในเอเชีย จะส่งผลให้ความต้องการช็อคโกแลตของโลกในปีหน้าเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับราคาของผลผลิตจากต้นโกโก้ที่ปรับตัวขึ้นสูงที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี ส่งผลทำให้เกษตรกรในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกซึ่งเป็นแหล่งผลิตโกโก้ราว 70 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตโกโก้ทั่วโลก มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ

ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดย “ยูโร มอนิเตอร์ อินเตอร์เนชันแนล” ระบุว่า ในปี 2014 ที่กำลังจะมาถึง แนวโน้มความต้องการบริโภคช็อคโกแลตรูปแบบต่าง ๆ ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะเพิ่มสูงขึ้นกว่า 5.4 เปอร์เซ็นต์จากในปีนี้ ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงกว่าตัวเลขเมื่อปี 1999 มากกว่าเท่าตัว

กระแสความนิยมบริโภคช็อคโกแลตในเอเชีย ดูจะสวนทางกับยอดขายของช็อคโกแลตทั่วโลก ที่ลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะยอดขายของผลิตภัณฑ์จากช็อคโกแลตในทวีปอเมริกาเหนือ ที่มีแนวโน้มจะปรับลดลงเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ในปีหน้าจนแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี

ด้านฌอง-มาร์ก อองกา ผู้อำนวยการใหญ่องค์การโกโก้ระหว่างประเทศ ซึ่งมีฐานอยู่ที่กรุงลอนดอนของอังกฤษ ระบุว่า กระแสความนิยมบริโภคช็อคโกแลตที่เพิ่มสูงขึ้นในเอเชียนั้น เป็นผลโดยตรงจากความต้องการมหาศาลของบรรดาชนชั้นกลางในสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการบริโภคช็อคโกแลตแบบก้าวกระโดด

รวมถึงเป็นผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีในหลายประเทศทั่วเอเชีย ที่ทำให้ประชาชนในประเทศเหล่านี้มีรายได้เพิ่มขึ้น และเกิดความต้องการบริโภคช็อคโกแลตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สวนทางกับอเมริกาเหนือและยุโรปอย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอส แอนด์ พี) ระบุว่า ในปีนี้ราคาของผลผลิตโกโก้ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นแล้ว 21 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นสินค้าเกษตรที่มีการปรับตัวขึ้นของราคาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับสินค้าเกษตรสำคัญของโลก 24 ชนิด

และสิ่งที่เกิดขึ้นยังทำให้เกษตรกรในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกซึ่งเป็นแหล่งผลิตโกโก้ราว 70 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตโกโก้ทั่วโลกมีรายได้เพิ่มขึ้น

------------------------------------------------------------------------------------

การบริโภคช็อคโกแลตกับรางวัลโนเบล

การบริโภคช็อคโกแลตจะเกี่ยวข้องกับการได้รับรางวัลโนเบลได้อย่างไร? เป็นคำถามที่ชวนให้แปลกใจ เมื่อเห็นงานวิจัยตีพิมพ์ เรื่อง Chocolate Consumption, Cognitive Function, and Nobel Laureates ในวารสาร The New England Journal of Medicine เพราะไม่คิดว่าวารสารทางการแพทย์ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่เชื่อถือกันมากจะมีงานตีพิมพ์ในลักษณะนี้
ที่มาของงานวิจัยนี้ก็คือมีรายงานพบว่าสารกลุ่ม flavonoids ทีพบมากในช็อคโกแลต, ชาเขียว, ไวน์แดง และผลไม้บางชนิด ช่วยเพิ่มและชะลอกระบวนการคิดของสมองที่จะลดลงตามอายุที่มากขึ้น หรือทำให้สติปัญญาดีขึ้นนั่นเอง

Franz H. Messerli จึงสนใจศึกษาระดับการบริโภคช็อคโกแลตในแต่ละประเทศ จะสัมพันธ์กับระดับความคิดและความรู้ความเข้าใจของประชากรหรือไม่ แต่เนื่องจากระดับความรู้ความเข้าใจของประชากรในแต่ละประเทศไม่สามารถหาได้ เขาจึงใช้อัตราการได้รับรางวัลโนเบลเฉลี่ยต่อเมืองของแต่ละประเทศมาเป็นตัวแทน

โดยเขาได้ข้อมูลรางวัลโนเบลจากเว็บไซต์ wikipedia ส่วนข้อมูลการบริโภคช็อคโกแลตในแต่ละปีได้จากเว็บไซต์ข้อมูลของ Chocosuisse, Theobroma-cacao และ Caobisco แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ และได้กราฟความสัมพันธ์ดังภาพ


จากกราฟจะเห็นว่า

ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่มีการบริโภคช็อคโกแลตมากที่สุดและได้รับรางวัลโนเบลมากที่สุดอีกด้วย
การบริโภคช็อคโกแลต 0.4 kg ต่อเมืองต่อปี จะมีการผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลเพิ่มขึ้นหนึ่งคน
การบริโภคช็อคโกแลตต่ำสุดที่จะมีผู้ได้รับรางวัลโนเบลก็คือ 2 kg ต่อปี
อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างคือ

ข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์เป็นค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศไม่ใช่ข้อมูลของแต่ละบุคคล ทั้งการบริโภคช็อคโกแลตและรางวัลโนเบล
ไม่ทราบการบริโภคช็อคโกแลตในอดีตที่แท้จริง
งานวิจัยนี้บอกได้เพียงว่าการบริโภคช็อคโกแลตมีความสัมพันธ์กับจำนวนการได้รับรางวัลโนเบลในแต่ละประเทศ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าการบริโภคช็อคโกแลตเป็นสาเหตุให้ประชากรมีความคิดความเข้าใจดีขึ้น ฉลาดขึ้นจนกระทั่งได้รับรางวัลโนเบลเพิ่มขึ้น
Reference : Franz H. Messerli.  Chocolate Consumption, Cognitive Function, and Nobel Laureates.  The New England Journal of Medicine, October 11,2012.
----------------------------------------------------------------------
กินช็อกโกแลตมาก..ฉลาดขึ้นจริงไหม?


 นักวิจัยจากสหรัฐฯ เปิดเผยผลวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานช็อกโกแลตกับการพัฒนาระดับสติปัญญาของมนุษย์ พร้อมระบุว่า สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีผู้บริโภคช็อกโกแลตมากที่สุด และมีจำนวนของผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลมากที่สุดเช่นกัน

      นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ เปิดเผยผลวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานช็อกโกแลตกับการรับรู้ของสมอง และการฟื้นฟูสภาพจิตใจให้ดีขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยมีผลการทดลองเปิดเผยออกมาว่า หนูที่กินช็อกโกแลต มีระบบการรับรู้ของสมองที่ดีขึ้น และมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น ขณะเดียวกัน หอยทากที่กินช็อกโกแลตก็มีระบบความจำที่พัฒนาดีขึ้นกว่าหอยทากที่ไม่กินช็อกโกแลต

      จากผลวิจัยดังกล่าว ทำให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เกิดไอเดียขึ้นมาว่า การรับประทานช็อกโกแลตเป็นประจำ จะมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์หรือไม่ โดยทีมวิจัยได้นำข้อมูลเกี่ยวกับการรับประทานช็อกโกแลตของประชากรในแต่ละประเทศ ไปเปรียบเทียบกับจำนวนของผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาต่างๆ จากทั่วโลกแล้วพบว่า ประเทศที่มีผู้บริโภคช็อกโกแลตมากที่สุดอย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คือประเทศที่มีจำนวนผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลในสัดส่วนที่มากที่สุด เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ

      จากนั้น ทีมวิจัยได้เข้าไปทำการเก็บข้อมูล ด้วยการสัมภาษณ์ผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบล ว่าพวกเขาเหล่านั้น รับประทานช็อกโกแลตมากน้อยแค่ไหนตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา โดยนายคริสโตเฟอร์ พิสซาไรด์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 2553 จาก London School of Economics ประเทศอังกฤษ ก็ให้สัมภาษณ์ว่า เขารับประทานช็อกโกแลตมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และปัจจุบันยังคงรับประทานเป็นประจำทุกวัน ซึ่งช็อกโกแลตเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เขามีพลังในการทำงานต่อไปได้ อีกทั้งยังช่วยให้เขารู้สึกดีทุกครั้งที่ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ

      ขณะที่ นายโรเบิร์ต กรับส์ ชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี 2548 ก็กล่าวว่า เขารับประทานช็อกโกแลตทุกครั้งที่เขามีโอกาส ส่วนอีริค คอร์แนล เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ เมื่อปี 2544 ก็ยืนยันว่า ส่วนหนึ่งของความสำเร็จในชีวิตของเขา มาจากการรับประทานช็อกโกแลต โดยเฉพาะดาร์ก ช็อกโกแลต


Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
Re: โอวัลติน และอื่นอื่น
« Reply #6 on: August 04, 2015, 01:22:00 AM »
4 คุณประโยชน์จากโกโก้

1.สร้างเสริมหัวใจให้แข็งแรง

      สารฟลาโวนอยด์ที่อยู่ในโกโก้มีความเชื่อมโยงโดยตรงต่อระบบหัวใจ ซึ่งเจ้าสารชนิดนี้สามารถช่วยลดความดันโลหิตรวมทั้งช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีที่เป็นสาเหตุของโรค หลอดเลือดหัวใจได้อีกด้วย นอกจากนี้เจ้าสารชนิดนี้ยังลดความเสี่ยงโดยรวมของโรคหัวใจได้

2.ช่วยลดความเครียด

     ผงโกโก้นั้นมีกลิ่นหอมซึ่งช่วยทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจทุกครั้งที่ได้กลิ่น         เพราะกลิ่นโกโก้จะไปกระตุ้นสารสื่อประสาทที่อยู่ในสมองซึ่งถูกจำลองให้เหมือนกับ การที่เรารับประทานช็อกโกแลต ทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นนั่นเอง

3.บำรุงผิวพรรณ

     ผงโกโก้ถูกใช้ในการบำรุงรักษาผิวมาตั้งแต่โบราณ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอย่าง แพทย์หญิง Ava Shamban กล่าวว่าสารในผงโกโก้มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงเซลล์ ผิวหนังและช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายได้

4.ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น

     Elizabeth Somer นักโภชนบำบัดและผู้เขียนหนังสือ Eat Your Way to Happiness   ได้อธิบายว่าในโกโก้มีสารประกอบมากกว่า 300 ชนิดที่ส่งผลกระทบในแง่บวกแก่สารเคมีที่อยู่ในสมอง         ซึ่งสารบางชนิดก็ช่วยเพิ่มระดับของเอ็นดอร์ฟินและเซโรโทนินในสมอง ซึ่งสารทั้งสองชนิดเป็นสารที่ทำให้ อารมณ์ดี
--------------------------------------------------------------------------------
  เคล็ดลับลดริ้วรอยด้วยโกโก้
โกโก้ช่วยลดริ้วรอยได้อย่างไร?
จากผลการศึกษา และได้รับการตีพิมพ์ใน “The Joumal of Nutrition” ในปี 2006 พบว่า  โกโก้ มีสารประกอบ Epicatechin และ Catechin ที่มีคุณสมบัติที่คอยช่วยในการปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำร้าย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวเกิดริ้วรอบเหี่ยวย่นและหมองคล้ำ
อีกทั้งยังช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยทำการหมุนเวียนเของเลือดเข้าสู้เซลล์ผิวหนังได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทำให้ผิวมีสุขภาพดีมากขึ้นกว่าเดิม ช่วยลดความดันโลหิต และยังช่วยทำให้ผิวนุ่มเนียนมากขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้ การดื่มโกโก้ยังช่วยในการปรับอารมณ์ ทำให้อารมณ์มากขึ้น เมื่อความเครียดลดน้อยลง หรือหายไป ก็จะเป็นการช่วยลดริ้วรอย และ ป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยชุดใหม่ขึ้นมาบนใบหน้า มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดผลกระทบจากพวกไขมันคอเลสเตอรอลและสารเคมีอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ มะเร็ง โรคปอด ได้อีกด้วย :) :) :)