Author Topic: ความคิดเห็นของอมรรตยา เสนz(amartya sen)นักเศรษฐศาสตร์โนเบลอินเดียคนแรก  (Read 16495 times)

0 Members and 2 Guests are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
มรดกทางปัญญาแห่งพระพุทธเจ้าในมุมมองของ AMARTYA SEN

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม 2011 เวลา 09:19 น. ผู้ดูแลระบบ    
วิกฤตเศรษฐกิจโลกยังไม่คลี่คลาย เสถียรภาพของรัฐบาลอินเดียกำลังสั่นคลอนด้วยคดีคอร์รัปชั่นของสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลที่ผุดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน บทสนทนาประจำวันของชาวบ้านร้านถิ่นมีแต่ความกังวลเรื่องราคาอาหารที่แพงขึ้นชนิดที่มาตรการใดก็พยุงไว้ไม่อยู่ และรัฐก็ยังคลำทางแก้ปัญหาไม่ถูก แต่ในคราวที่รับเชิญมากล่าวปาฐกถาที่บ้านเกิดในศานตินิเกตัน อมรรตยา เสน (Amartya Sen) นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล เลือกที่จะพูดถึงมรดกแห่งพระพุทธเจ้า (On the Heritage of Buddha) น่าสนใจว่าในสภาพการณ์ของสังคมอินเดียและประชาคมโลกปัจจุบัน เขาเห็นว่าพุทธคุณและพุทธธรรมเรื่องใดเป็นสิ่งที่เราน่าจะทบทวนและขบคิดร่วมกัน

ในโลกเศรษฐศาสตร์ อมรรตยา เสนไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก กระนั้นทฤษฎีและทัศนะของเขามีส่วนเปลี่ยนทิศทางในแวดวงการพัฒนารวมถึงนโยบายบางด้านขององค์การสหประชาชาติในเรื่องการแก้ปัญหาความจน แทนที่จะเน้นการเพิ่มรายได้ เสนให้ความสำคัญกันการเพิ่มความสามารถ (Capability) แก่ผู้คนโดยตรง เขาเป็นนักบุกเบิกแนวคิดเรื่องเศรษฐศาสตร์สวัสดิ์การและทฤษฎีการเลืองทางสังคม เป็นผู้ตั้งคำถามทางจริยธรรมกับเศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้การได้เป็นประจักษ์พยานต่อทุพภิกขภัยในเบงกอลในปี 1943 ที่มีผู้เสียชีวิตจากความอดอยากระหว่าง 2-3 ล้านคน ทำให้เขาทำการศึกษาเชิงลึกถึงสาเหตุของทุพภิกขภัย และนำเสนอมาตรการป้องกันหรือจำกัดของเขตผลกระทบจากภาวะขาดแคลนอาหารที่นำมาประยุกต์ใช้ได้จริง ความสนใจของเขายังครอบคลุมไปถึงความเสมอภาคและความยุติธรรมในสังคม



เมื่ออมรรตยา เสนได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 1998 เขานำเงินรางวัลที่ได้รับมาก่อตั้ง Pratichi Trust กองทุนที่มุ่งบรรเทาปัญหาการไม่รู้หนังสือสาธารณสุขมูลฐาน และความไม่เท่าเทียมทางเพศ ในอินเดียและบังกลาเทศ
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อมรรตยา เสนได้รับเชิญเป็นองค์ปาฏกในงานปาฐกถารำลึกครบรอบร้อยปีชาตกาล Sudhakar Chattopadhyaya นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของอินเดีย ซึ่งจัดขึ้นที่ลานหน้า “ฌามลี” บ้านดินในเขตอุตตรยาน ที่ซึ่งรพินทรนาถ ฐากูร นักคิดและกวีผู้ก่อตั้งมหาลัยวิศว-ภารติ พำนักในช่วงท้ายของชีวิต

อมรรตยา เสนเริ่มบทปาฐกถาว่าพระพุทธเจ้ามีอิทธิพลและจุดประกายทางปัญญาแก่ตนเสมอ และย้อนเล่าความทรงจำในวัยเด็ก ว่าสมัยเป็นนักเรียนอยู่ที่คานตินิเกตัน ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าแม้จำชื่อหนังสือและผู้แต่งไม่ได้ จำไม่ได้กระทั่งว่าเป็นภาษาเบงกาลีหรือสันสกฤต แต่จำได้ว่ารู้สึกกระทบใจอย่างยิ่ง “ผมประหลาดใจอยู่บ่อยครั้ง ว่าทำไมเด็กอายุแค่   11 ปี ถึงสะเทือนใจและได้รับอิทธิพลจากเรื่องราวชีวิตและหลักคิดของพุทธองค์ถึงเพียงนี้”

รพินทรนาถ ฐากูรเคยกล่าวว่าปรารถนาที่จะเกิดมาในยุคสมัยที่มีบุคคลเยี่ยงพระพุทธเจ้า อมรรตยา เสนรู้สึกไม่ต่างกันทั้งสำนึกว่าหลักคิดหลักธรรม และข้ออภิปราย มรดกทางปัญญาที่พระพุทธเจ้ามอบแก่เราเมื่อกว่า 2500 ปีก่อน ยังเป็นสิ่งที่เราสามารถขบคิดและเรียนรู้ได้แม้ทุกวันนี้นอกจากนี้ความคิดของพระองค์ยังเข้าถึงได้ง่ายกว่าศาสดาองค์ใดความตาย ความป่วยไข้ ความแก่ชรา ความไม่รู้ที่เห็นอยู่รอบตัวสร้างความสะเทือนใจชายหนุ่มจนตัดสินใจออกบวชเพื่อมุ่งหาความบรรลุแจ้ง ความไม่แน่นอนทั้งหลายจองชีวิตเหล่านี้ก็เป็นเรื่องน่าสะเทือนใจใจแก่เราเช่นกัน ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือับถือศาสนาใดและเราประจักษ์ถึงอันตรายของความไม่รู้และสังคมที่ไร้ระเบียบ

ในช่วงปลายปี 1989 อมรรตยา เสนได้รับเชิญโดยเมฮ์บูบุล ฮัท (Mahbub ul Haq) นักเศรษฐศาสตร์ชาวปากีสถาน ให้ร่วมจัดทำดัชนีการพัฒนามนุษย์(Human Development Index: HDI) ซึ่งตีพิมพ์เป็นรายงานครั้งแรกโดยองค์การสหประชาชาติในปีถัดมา“ความคิดแรกของผมคือเราสามารถหาต่อดัชนีได้จากการพิจารณาสภาพควาทุกข์ยากในชีวิตมนุษย์ที่พระพุทธเจ้าเคยกล่าวถึงนัยหนึ่งคือสุขภาพชีวิตที่ดี ชีวิตที่ยืนยาว การศึกษา และมาตรฐานคุณภาพชีวิตดังนั้นเอชดีไอถือว่าใกล้เคียงกับสิ่งที่รบกวนจิตใจพระพุทธองค์เมื่อกว่า 2500 ปีก่อน”

ศาสนาพุทธถือเป็นศาสนาเดียวในโลกที่ไม่เชื่อในพระเจ้า (Agnostic) กระนั้นในทางญาณวิทยา(Epistemology) องค์ธรรมที่ตรัสรู้หาได้จำกัดอยู่แต่ความรู้เชิงประจักษ์หากนำไปสู่หลักศีลธรรมจรรยาที่ควรยึดถือ ด้วยว่าเป็นปกติ เป็นธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องสวดอ้อนวอนพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ ขณะที่ความเชื่อทั่วไปในอดีตหรือแม้ปัจจุบัน มักเห็นกันว่าคนเราคงอยู่ในศีลในธรรมไม่ได้หากไม่ยึดถือพระเจ้า พระพุทธเจ้าปฏิเสธความเชื่อเช่นนี้ และหลักความคิดของท่านสำคัญยิ่งในปัจจุบัน เพราะคนเราจะอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างผาสุกย่อมต้องอาศัยจริยธรรมพื้นฐานที่พ้นไปจากข้อห้ามข้อปฏิบัติตามศาสนาขณะเดียวกันพระพุทธเจ้าทรงเชื่อในความสำคัญของการสนทนาแลกเปลี่ยนกับคนต่างความคิดความเชื่อ ซึ่งสำคัญแก่การเข้าใจฐานคิดที่เป็นหลักแด่จุดยืนทางจริยธรรมและการเมืองของกษัตริย์และผู้นำชาวพุทธในหลายประเทศทั่วโลก
อมรรตยา เสนนำเสนอความเห็นว่า หลักคิดและหลักปฏิบัติที่เป็นมรดกทางปัญญาแห่งพระพุทธเจ้า ที่ถือว่าร่วมสมัยสำคัญยิ่งต่อประชาคมโลกในปัจจุบันได้แก่  

          หนึ่งความสำคัญของการสื่อสารและเหตุผลสาธารณะ
          สองคุณค่าที่สำคัญต่อการปกป้องที่เป็นธรรม
          สามความรับผิดชอบทางสังคมที่มากไปกว่าหลักสัญญาประชาชน
          สี่ปัญญาและการเรียนรู้แบบสังคมนิยม

สำหรับหลักคิดประการแรก อมรรตยา เสนขยายความจำ แม้โดยทั่วไปจะถือกันว่าการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาเป็นคุณูปการสำคัญของยุคสว่าง (Enlightenment)ของยุโรป อันที่จริงเหตุผลมีอยู่ในสายความคิดหลากหลายมาเป็นระยะเวลานานในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ พระพุทธเจ้าเองทรงยึดหลักหตุผลมากกว่าความเชื่องมงาย ดังที่พระนามของพระพุทธเจ้านั้นมาจากภาษาสันสกฤต “พุทธะ” อันหมายถึงการรู้แจ้งตรัสรู้ หลักเหตุผลในพุทธศาสนาใช่เป็นแต่เรื่องของปัจเจก  คติทางพุทธมักให้ความสำคัญต่อการปรึกษาหารือเป็นหมู่คณะ ซึ่งนอกจากจะนำไปสู่การพัฒนาเชิงสถาบันเพื่อการสื่อสารและปฏิบัติการร่วมกัน ดังมีคณะสงฆ์ (Sangha) เป็นตัวอย่าง ยังให้กำเนิดการประชุมร่วมเป็นหมู่คณะ ที่อาจถือได้ว่าเก่าแก่ที่สุดในโลก

การประชุมร่วมที่เรียกกันว่า “สังคายนา” (Buddhist Council)  นี้มุ่งเพื่อยุติข้อพิพาทขัดแย้งระหว่างความเห็นต่างของต่างสำนักความคิดจากที่ต่างๆทั่วโลก การสังคายนาครั้งแรกมีขึ้นที่กรุงราชคฤห์ สามเดือนให้หลังพุทธปรินิพพาน ครั้งที่สองราวศตวรรษต่อมาที่เมืองเวสาลี และครั้งสุดท้ายมีขึ้นที่ กัษมีระ (Kashmir) ราวคริสต์ศตวรรษที่สอง ส่วนครั้งที่สามซึ่งใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด มีขึ้นราวสามศตวรรษก่อนคริสตกาล โดยพระเจ้าอโศกมหาราชกษัตริย์แห่งราชวงศ์โมริยะเป็นองค์อุปถัมภ์  ที่กรุงปาฏลีบุตรเมืองหลวงของอินเดียในขณะนั้น  หรือเมืองปัฏนาในปัจจุบัน

การประชุมสังคายนาดังกล่าวสอดคล้องกับความเชื่อของพระเจ้าอโศกในการปรึกษาหารือด้วยความเคารพต่อองค์ประชุมทุกฝ่าย สิ่งนี้สะท้อนชัดในคำจารึกบนเสาหินที่ตั้งทั่วราชอาณาจักร ดังความตอนหนึ่งว่า“การปฏิบัติชอบนั้นกระทำได้ในหลายทาง ในทางวาจาไม่ควรอย่างยิ่งที่จะสรรเสริญนิกายของตนหรือจาบจ้วงนิกายอื่นอย่างไม่ถูกกาลเทศะ ทั้งไม่ควรกระทำแม้ในกาลเทศะที่ชอบ ในทางตรงข้าม ควรยกย่องให้เกียรตินิกายอื่นเสมอ หากผู้ใดประพฤติผิดไปจากนี้ คนผู้นั้นไม่เพียงแต่ทำร้ายนิกายอื่น หากทำร้ายและทำลายนิกายของตนด้วย”

องค์ปาฐกกล่าวต่อไปว่า  การให้ความสำคัญต่อการหารือแลกเปลี่ยน ยังปรากฎในจารึกและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาในอีกหลายประเทศ อาทิ ไทย  จีน เกาหลี และญี่ปุ่น บางครั้งสะท้อนอยู่ในหลักการปกครอง ดังตัวอย่างที่โดดเด่นของธรรมนูญ 17 ข้อ  (The Constitution of Seventeen Articles) ของญี่ปุ่น บัญญัติขึ้นโดยเจ้าชายโซโตกุ กษัตริย์สมัยยามาโตะ ผู้ได้รับอิทธิพลอย่างสำคัญจากพระพุทธศาสนา ในปี ค.ศ.604 เพื่อใช้เป็นหลักปกครองและหลักปฏิบัติแห่งราชอาณาจักรตัวอย่างเช่นธรรมนูญข้อที่17 กล่าวว่า “การตัดสินใจในเรื่องสำคัญไม่ควรตัดสินใจโดยผู้หนึ่งผู้ใดตามลำพัง หากควรปรึกษาหารือกันเป็นหมู่คณะ” พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “เราไม่รู้สึกขุ่นเคืองหากใครจะต่างไปจากเรา เพราะคนทุกผู้ล้วนมีหัวใจ  และใจแต่ละดวงก็มีจริตวิสัยเฉพาะของตน ความถูกต้องของเขาคือความผิดพลั้งของเรา ความถูกต้องของเราคือความผิดพลาดของเขา”

 8) 8) 8) 8) 8) 8)
กล่าวกันว่ารัฐธรรมนูญนี้เทียบได้กับแมกนา  คาร์ต้า รัฐธรรมนูญฉบับแรกของอังกฤษที่เขียนขึ้นหกศตวรรษให้หลัง ดร นากามูระ ฮาจิเมะ เห็นว่าธรรมนูญดังกล่าวเป็นก้าวแรกของการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

ในความเห็นของอมรรตยา เสน คุณูปการของพุทธศาสนา ในการพัฒนาการใช้เหตุผลสาธารณะอย่างเป็นประชาธิปไตย ถือเป็นสำคัญที่เราควรเห็นคุณค่ามากกว่าที่เป็นอยู่ในประวัติศาสตร์ทางความคิดของโลก ท่านชี้ต่อไปว่า การให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้และการสื่อสารในพุทธศาสนา ยังมีอิทธิพลต่อการวิวัฒนาการของระบบการพิมพ์ในเอเชียตะวันออก การประดิษฐ์คิดค้นด้านการพิมพ์ในช่วงแรกๆ ล้วนทำด้วยช่างเทคนิคทางพุทธ ที่ต้องการเผยแพร่พุทธธรรมสู่สาธารณะในวงกว้าง หนังสือที่พิมพ์ยังคงอยู่เป็นหลักฐานเล่มแรกของโลก คือ Diamond Sutra พระสูตรสำคัญของพุทธมหายาน ฉบับแปลภาษาจีนโดยกุมารชีวะ พิมพ์ขึ้นในปี ค.ศ. 868 ราว 587 ปีก่อนพระคัมภีร์ไบเบิลกูเตนเบิร์ก

ในหน้าเปิดของม้วนคัมภีร์ ซึ่งเทียบได้กับคำนำสำนักพิมพ์ในปัจจุบันกล่าวว่า “หนังสือนี้พิมพ์เพื่อเผยแพร่ในวงกว้าง โดยหวาง จี้ ในนามบิดามารดาทั้งสอง” สิ่งนี้แสดงถึงความยึดถึงในการสื่อสารและการปรารถนาร่วมกันแห่งการเรียนรู้ที่ฝังรากในขนบของสังคมนั้น

การสื่อสารและการอภิปรายสาธารณะมีความสำคัญยิ่งในโลกที่เราอาศัยอยู่ หรือแม้แต่ในห่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญ “หายนะทางนโยบายบางประการที่เราต่างเป็นประจักษ์พยาน เช่นการบุกอิรักอย่างผลีผลามในปี 2003 โดยกองทัพพันธมิตรนำโดยสหรัฐอเมริกา ถือเป็นบทเรียนความเสียหายจากการตัดสินใจฝ่ายเดียว โดยเพิกเฉยต่อการหารือร่วมแบบพหุภาคี

“เหตุผลสาธารณะเป็นเครื่องมืออันดีที่จะช่วยสร้างโลกให้เป็นที่อันปลอดภัยและยุติธรรมยิ่งๆขึ้น ในการพัฒนาสังคมที่ร่ำรวยขนบแห่งการสื่อสารและเหตุผลสาธารณะอย่างมีปฎิสัมพันธ์ สำคัญยิ่งที่เราควรระลึกรู้ในพุทธคุณและคุณูปการของคติทางพระพุทธศาสนา และผมเชื่อควรจะนำมาปฏิบัติให้มากยิ่งๆขึ้น”

สำหรับหลักคิดประการที่สองเรื่องการปกครอง อมรรตยา เสน ยกตัวอย่างถึงพระเจ้าอโศกว่าเดิมเป็นกษัตริย์ที่แข็งกร้าวและดุดันในการสงคราม แต่ภายหลังจากมีชัยเหนือแคว้นกลิงคะ ภาพความหายนะของสงครามทำให้ทรงสะเทือนใจและหันไปน้อมรับพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์โดยเฉพาะอหิงสธรรม(Non-Violence) ทรงเลิกการสงครามปล่อยทาส และเลิกการเกณฑ์แรงงานไพร่

ในมุมมองของพระเจ้าอโศก การเสริมสร้างสวัสดิการและอิสรภาพของประชาชนถือเป็นบทบาทหน้าที่อันสำคัญของรัฐซึ่งจากบันทึกทางประวัติศาสตร์พบว่าทรงริเริ่มงานด้านสาธารณูปโภคหลายด้าน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกร รวมทั้งสร้างโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่งในราชอาณาจักร ที่ให้บริการฟรีแก่ประชาชนโดยไม่มีการแบ่งชนชั้นหรือวรรณะ “น่าสะท้อนใจว่าทุกวันนี้ยังเป็นเรื่องสาหัสที่อินเดียจะกู้คืนสิ่งที่พระเจ้าอโศกสร้างไว้เมื่อกว่าสองพันปีก่อน”

นอกจากนี้ ในหลักการปกครองแล้วพระเจ้าอโศกยังมีความเชื่อว่าเป้าหมายทางสังคมใดๆสามารถบรรลุได้ด้วยความร่วมมือของประชาชนที่ประพฤติ ปฏิบัติอยู่ในครรลองคลองธรรมโดยสมัครใจ โดยไม่ต้องอาศัยการควบคุมสั่งการโดยรัฐ ทั้งส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ในหมู่ประชาชน  หลักคิดนี้แตกต่างอย่างยิ่งจากปรัชญาการปกครองของโกฎิลยา(Kautilya)ที่ปรึกษาคนสำคัญของกษัตริย์จันทราคุปตะ พระอัยกาของพระเจ้าอโศก และเป็นผู้รจนาอรรถศาสตร์ ตำราด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองไว้เมื่อศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล แนวคิดของโกฏิลยาเน้นการสร้างสถาบันทางสังคมที่เข้มแข็ง ให้ความสำคัญน้อยมากกับความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ และไม่เชื่อว่าประชาชนจะประพฤติปฏิบัติชอบได้โดยสมัครใจ โดยไม่ต้องมีการควบคุมหรือลงโทษ

อมรรตยา เสนสรุปความเห็นต่อหลักคิดของรัฐบุรุษทั้งสองว่า “หากการมองโลกในแง่ดีของพระเจ้าอโศกฟังดูไม่สมเหตุสมผล แล้วความไม่เชื่อของโกฎิลยาถูกต้องหรือ ผมเห็นว่ามุมมองทั้งสองไม่ได้สมบูรณ์พร้อม แต่น่าฟังและน่าคิดต่อในการสร้างโลกปัจจุบันให้เป็นสังคมที่น่าอยู่”

ในประเด็นที่สาม เรื่องคุณค่าที่กระตุ้นให้เรากระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่ผู้อื่น อมรรตยา เสน กล่าวว่า หลักธรรมของพระพุทธเจ้าแตกต่างอย่างน่าสนใจจากปรัชญาตะวันตกที่เรียกว่าทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social Contract)ซึ่งรึเริ่มความคิดโดย โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes)นักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษจากคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมีนักคิดคนสำคัญอีกหลายท่านต่อยอดทางความคิดขึ้นเป็นหลักปรัชญาทางการเมืองที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ตามแนวคิดของฮอบส์ มนุษย์มีพันธะหน้าต่อที่ต่อกันเพราะเห็นแก่ประโยชน์ที่มีร่วมกัน แต่พันธะหน้าที่ในหลักธรรมของพระพุทธเจ้ากลับเป็นเรื่องของอำนาจดังที่ตรัสไว้ในพระสูตรบทหนึ่งว่า มนุษย์เรามีหน้าที่รับผิดชอบต่อสัตว์เพราะความสัมพันธ์ใกล้ชิด มิใช่เพราะความสมมาตรระหว่างเรากับสัตว์ นัยหนึ่งเพราะว่ามนุษย์มีกำลังความสามารถเหนือกว่าสัตว์อื่นๆ เราจึงมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสรรพสัตว์ หาใช่เพราะเห็นแก่ความสมมาตรทางความร่วมมือ
 ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;) ;)
พระพุทธองค์ทรงอุปมาเปรียบเทียบถึงความรับผิดชอบต่อมารดาที่มีต่อบุตร แต่เพราะเธอสามารถกระทำสิ่งต่างๆ ที่จะมีผลต่อชีวิตของบุตร และบุตรไม่สามารถกระทำสิ่งเหล่านั้นได้เอง มารดาช่วยเหลือบุตรด้วยความคิดเช่นนี้ ไม่ได้ถูกชักนำด้วยรางวัลของการร่วมมือตามพันธะสัญญาทางสังคมแต่อย่างใด แต่เพราะเธอตระหนักว่าคนสามารถกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่ฝ่ายเดียวได้ และสิ่งนั้นมีผลอย่างยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ของบุตร นัยหนึ่งมารดาไม่ได้มุ่งหาผลประโยชน์ร่วมกันตามสมการความคิดแบบ   ฮ็อบเซียน  เพื่อจะเข้าใจถึงพันธะหน้าที่ที่มีตนต่อบุตร

อมรรตยา เสนเห็นว่าการทำความเข้าใจพันธะหน้าที่ในชีวิตมนุษย์อย่างถ่องแท้ ไม่สามารถทำได้ด้วยแนวคิดสัญญาประชาคมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรน้อมนำหลักคิดของพระพุทธองค์เรื่องพันธะหน้าที่เชิงอำนาจเข้ามาประกอบด้วยคุณูปการที่สี่ของพุทธศาสนาในทัศนะของอมรรตยา เสน คือการนำพาคนต่างที่ต่างความคิดมาแลกเปลี่ยนสังสรรค์กันทางปัญญาและทางวัฒนธรรม ซึ่งหนุนเนื่องด้วยทัศนะแบบไม่ยึดติดกับลัทธิหรือนิกาย พุทธศาสนาเผยแผ่จากชมพูทวีปสู่ดินแดนโพ้นทะเลผ่านเส้นทางอันหลากหลาย แต่ในระดับของสากลนิยม เราย่อมพบว่าพุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาอื่นในการให้ความสำคัญต่อการสร้างสายสัมพันธ์ทางปัญญา ซึ่งตรงต้องกับความมุ่งหมายกับการตรัสรู้ของพระพุทธองค์นั่นเอง ในฐานะที่เป็นความเจริญงอกงามของมนุษย์

เมื่อย้อนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรที่น้องรับพุทธศาสนาอย่างอินเดียและจีน จะพบว่าเริ่มต้นด้วยกิจกรรมทางศาสนาที่สานต่อไปสู่การเรียนรู้ซึ่งกันและกันทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วรรณคดี นิรุกติศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ การแพทย์ ดาราศาสตร์ ดนตรี เป็นต้น ตัวอย่างในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 นึกคณิตศาสตร์ชาวอินเดียหลายคนเดินทางไปร่วมงานด้านดาราศาสตร์ในจีน และนักคณิตศาสตร์ชาวอินเดียผู้หนึ่งมีตำแหน่งถึงประธานกรรมาธิการด้านดาราศาสตร์ประจำราชสำนักจีน “ปกติอารยธรรมจีนมักถูกมองว่าค่อนข้างโดดเดี่ยวตนเอง และก็อาจเป็นเช่นนั้น แต่ความใจกว้างที่แต่งตั้งชาวต่างชาติในตำแหน่งสำคัญเช่นนั้นสะท้อนถึงสากลนิยมทางวิชาการความรู้ที่โดดเด่น ซึ่งผมเชื่อว่าได้รับอิทธิพลอย่างสำคัญจากพุทธศาสนา”
อมรรตยา เสนขยายภาพต่อไปด้วยตัวอย่างของมหาวิทยาลัยนาลันทาศูนย์กลางการศึกษาที่สถาปนาขึ้นศตวรรษที่ 5 และเจริญรุ่งเรืองอยู่จนถูกเผาทำลายโดยกองทัพอัฟกัน ในปี ค.ศ. 1193 หากนาลันทา ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ คงเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเพราะเมื่อในโปโลญา มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรปเริ่มสถาปนา นาลันทามีอายุกว่า600ปี และวินาทีนาลันทาถูกเผาทำลายมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ก็เพิ่งตั้งมาได้สองทศวรรษ
 :) :) :) :) :) :) :)
อดีตมหาวิทยานาลันทานักศึกษาต่างชาติที่โดดเด่นมากมายทั้งจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่นและอื่นๆวิชาที่สอนมีทั้งพุทธปรัชญา วรรณคดีตรรกศาสตร์ ภาษา เวชศาสตร์คณิตศาสตร์ ไปจนถึง นิติศาสตร์โดดเด่นของนาลันทา และพระพุทธศาสนาเอง คือการปะทะสังสรรค์ทางปัญญาทีข้ามพ้นพรมแดนประเทศและสลายวัฒนธรรม อันเป็นแนวทางที่เจริญรอยตามหลักคิดของพระพุทธองค์ในประเด็นนี้อมรรตยา เสนย้ำว่าโลกสมัยใหม่น่าจะเรียนรู้ประสบการณ์จากตะวันออก เมื่ออาณาจักรต่างๆสัมพันธ์เชื่อมถึงกันด้วยความคิดที่จะแสวงหาความรู้ และเรียนรู้จากกันและกัน

ในตอนท้ายของปาฐกถา อมรรตยา เสนเล่าถึงเรื่องราวของหลวงจีนเสวียนจ้าง (Xuan zang หรือพระถังซัมจั๋ง )นักศึกษาที่มีชื่อผู้หนึ่งของนาลันทาในช่วง คริศตวรรษที่ 7 ว่าภูมิความรู้ที่โดดเด่นของเขา ทำให้เมื่อจบการศึกษาและเตรียมจาริกกลับจีน คณาจารย์ทางมหาวิทยาได้ชวนให้เขาอยู่ต่อพร้อมเสนอตำแหน่งทางวิชาการให้ และโน้มน้าวว่า “อินเดียเป็นดินแดนประสูติของพระพุทธองค์ ท่านมาไกลถึงเพียงนี้ ทำไมจึงคิดจากไป” หลวงจีนเสวียนจ้าง แย้งกลับว่า หากพวกเขาปรารถนาให้ใครๆ ยึดโยงอยู่แต่ดินแดนแห่งพุทธองค์ มากกว่าจะจาริกสู่โลกกว้างเพื่อเผยแผ่พุทธธรรม พวกเราคงเข้าใจพุทธพจน์ผิดเสียแล้ว และกล่าวต่อไปว่า “พระพุทธเจ้าประกาศธรรมด้วยหวังให้ธรรมที่ตรัสรู้ได้เผยแผ่ไพศาลสู่ทุกสารทิศ แล้วใครเล่าจะทราบซึ้งในรสพระธรรมแต่ลำพัง และละลืมสรรพสัตว์ที่ยังหลงอยู่ในความไม่รู้”

อมรรตยา เสน กล่าวเสริมว่า เรื่องนี้สื่อถึงความสำคัญของความสว่างทางปัญญาแห่งประชาคมโลก (Global Enlightenment) ที่ฝังรากลึกอยู่ในคติพุทธ และเป็นประเด็นที่ร่วมสมัยยิ่งแม้เวลาจะล่วงมานับพันปี“เราไม่จำเป็นต้องเป็นพุทธศาสนิกชน ผมเองไม่ใช่ หรือเป็นผู้เคร่งศาสนา ซึ่งผมก็ไม่ใช่ ที่จะเกิดแรงบันดาลใจและพบความสว่างทางปัญญาจากพระพุทธองค์ ผู้ซึ่งคำสอนของท่านยังเป็นมรดกทางปัญญาที่ช่วยให้เราเข้าใจ สภาวะธรรมและความเป็นไปแห่งโลกที่เราอาศัยอยู่จนถึงทุกวันนี้”

*************************************************************************
 




« Last Edit: June 01, 2011, 01:41:15 AM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
ประวัติ อมรรตยา กุมาร เสน(amartya kumar sen or  amarty sen)
อมรรตยา เสน นักเศรษฐศาสตร์ชาวเบงกาลี เกิดเมื่อวันที่3พฤศจิกายน พ.ศ.2476 และโตมาในรั้วมหาวิทยาลัยวิศว-ภารติ ศานตินิเกตันซึ่งกิ่ตั้งโดยรพินทรนาถ ฐากรู นักคิดและกวีเจ้าของรางวัลโนเบล (และกล่าวกันว่าเป็นผู้ตั้งชื่อให้เขาซึ่งมีความหมายว่าเป็นอมตะ) สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมฯที่ศานตินิเกตัน เสนมักใช้เวลาช่วงเย็นไปสอนหนังสือแก่เด็กยากจนในหมู่บ้านใกล้เคียง

หลังจบปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก Presidency college กัลกัตตาในปี 1953 เขาเดินทางไปศึกษาต่อที่ Trinity college มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในระดับปริญญาตรีต่อเอกต่อมาเป็นอาจาย์สอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั้งในอินเดียและต่างประเทศ อาทิ Jadavpur University(กัลกัตตา)Delhi University, The London School of Economics, Oxford University และ Harvard Universityทั้งเป็นอาจารย์พิเศษที่  M.I.T. Stanford, Berkeley และ Comell ปัจจุบันเขาเป็นประธาน The Mentor Group ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทาในรัฐพิหาร ที่คาดว่าจะเริ่มเปิดปีการศึกษาแรกในปี2013   

ทฤษฎีการเลือกทางสังคมและแนวคิดเรื่องเศรษฐศาสตร์สวัสดิการของอมรรตยา เสน เน้นถึงความสัมพันธ์ของการพัฒนาคุณภาพและการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กันไป โดยมุ่งชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มพูนรายได้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความยากจน จุดสำคัญอยู่ที่จะทำอย่างไร จึงจะช่วยเพิ่มพูนความสามารถให้แก่ผู้คนโดยตรง เพื่อนให้เขามีเสรีภาพที่จะเลือกชีวิตตามที่ต้องการ   

งานเขียนที่น่าสนใจของเขา อาทิ On Ethics and Economics,More Than 100 Million Women Are Missing, Inequality Reexamined, The Argumentative Indian และThe Idea of Justice
 

บทความจากนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนพฤษภาคม 2554
http://executivegoclub.com/index.php/content/2010-03-11-04-00-30/161--amartya-sen.html
------------------

****************************************************
« Last Edit: September 19, 2016, 12:55:57 AM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
ในขณะที่นักคิดอย่าง Fareed Zakaria ชี้ให้เราเห็นว่า ประชาธิปไตยนั้นไร้ประโยชน์หากเป็นประชาธิปไตยที่ไร้เสรี (illiberal democracy) ก็มีนักคิดอีกจำนวนหนึ่งที่เปรียบเสมือนไม้ผลัดที่สาม ผู้ส่องกล้องมองสังคมมนุษย์ในระดับที่แคบลงมากว่าระบอบการเมือง ด้วยการเพ่งความคิดไปที่ประเด็นว่า "เสรีภาพของมนุษย์" นั้น ควรมีขอบเขตหรือไม่ อย่างไร และเราจะใช้หลักการนี้ในการพัฒนาประเทศได้อย่างไร

หนึ่งในนักคิดผู้มีอิทธิพลในการศึกษาประเด็นนี้มากที่สุดคือ Amartya Sen นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดีย ชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 2541 จากงานวิจัยและงานเขียนอันโดดเด่นด้านเศรษฐศาสตร์สังคมสวัสดิการ (welfare economics) โดยเฉพาะบทวิจัยที่พิสูจน์ว่า ในหลายๆ ประเทศที่กำลังพัฒนา ภาวะอดอยากอย่างรุนแรง (famine) ไม่ได้เกิดจากภาวะการผลิตอาหารไม่เพียงพอ (food shortage) แต่เกิดจากปัญหาที่ผู้อดอยากไม่มีเงินซื้อข้าวกิน หรือไม่ได้รับสิทธิเสรีภาพในการบริโภค

Sen เป็นนักเศรษฐศาสตร์คนแรกๆ ของโลก ที่ใส่มิติของศีลธรรม (ethics) เข้าไปในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ทำให้เศรษฐศาสตร์มีความอ่อนโยน และมีมนุษยธรรมเพิ่มขึ้น แนวคิดและงานวิจัยของ Sen ไม่จำกัดอยู่เพียงทฤษฎีในตำราเรียนเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลมหาศาลต่อเศรษฐศาสตร์สวัสดิการทั้งแขนง ตลอดจนนำไปใช้ในการปฏิบัติจริงโดยหน่วยงานสากลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการพัฒนา อาทิ ธนาคารโลก และโปรแกรมการพัฒนาของสหประชาชาติ (United Nations Development Programme) ผู้นำแนวคิดของ Sen ไปใช้ในการวิเคราะห์ความคืบหน้าของการพัฒนาประเทศทั่วโลก เพื่อสังเคราะห์และประมวลออกมาเป็น "รายงานการพัฒนามนุษย์" (Human Development Report) ที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา

Sen สรุปความคิดและผลงานวิจัยหลักๆ ของเขา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเสรีภาพและการพัฒนา ในหนังสือเรื่อง Development as Freedom (การพัฒนาในฐานะเสรีภาพ) แก่นของหนังสือเล่มนี้ คือข้อเสนอของ Sen ว่า เราไม่ควรวัดคุณภาพชีวิตมนุษย์ด้วยทรัพย์สินหรือรายได้ หรือแม้กระทั่งระดับความพึงพอใจ (ในหลักการ utilitarianism หรืออรรถประโยชน์นิยม) หากควรวัดด้วยระดับ เสรีภาพ เขามีจุดยืนแบบเสรีนิยม (liberalism) โดยกล่าวว่า "เป็นเรื่องยากที่การพัฒนาจะรุดหน้าไปได้ไกลโดยปราศจากกลไกตลาด" แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มองข้ามความสำคัญของกลไกรัฐ เพราะ "มีบทบาทในการช่วยสนับสนุนสังคม ควบคุมตลาด และเล่นการเมืองในทางที่สามารถช่วยให้คนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น การต่อต้านกลไกตลาดโดยทั่วไป เป็นเรื่องแปลกเหมือนกับต่อต้านการสนทนากันระหว่างคนสองคน เพราะกิจกรรมตลาดเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน"

"เสรีภาพ" ในแนวคิดของ Sen มีความหมายกว้างกว่า และครอบคลุมมากกว่าศัพท์ที่ใช้กันทั่วไป (เช่น กว้างกว่าความหมายของ "เสรีภาพพื้นฐานทางการเมือง" เช่น เสรีภาพในการพูดและการชุมนุม ที่ Zakaria พูดถึง) โดย Sen เสนอว่า มนุษย์ทุกคนควรได้รับเสรีภาพที่สำคัญห้าประการด้วยกัน คือ:

1. เสรีภาพทางการเมือง 2. เสรีภาพทางเศรษฐกิจ 3. โอกาสทางสังคม 4. หลักประกันความโปร่งใส 5. การคุ้มครองความปลอดภัย

Sen บอกว่า เสรีภาพเหล่านี้เป็นทั้ง "วิธีการ" และ "เป้าหมาย" ของการพัฒนา เสรีภาพควรเป็นวิธีการของการพัฒนาเพราะ "การใช้เสรีภาพถูกกำกับโดยคุณธรรม ซึ่งถูกกำกับอีกชั้นหนึ่งโดยการหารือสาธารณะ (public discussions) และการติดต่อกันทางสังคม ซึ่งถูกกำกับอีกทอดหนึ่งโดยเสรีภาพในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้"

นอกจากนี้ Sen เชื่อว่า ระดับการลิดรอนศักยภาพของคน (ในการใช้เสรีภาพข้างต้น) เป็นเครื่องวัด "ระดับความยากจน" ได้ดีกว่าตัวเลขรายได้ เพราะสามารถครอบคลุมแง่มุมของความยากจนที่มองไม่เห็นด้วยตัววัดทางรายได้ Sen ยกตัวอย่างเช่น ความแตกต่างระหว่างสหรัฐอเมริกาและยุโรป ด้านสาธารณสุขและอัตราการตายของประชาชน และความแตกต่างระหว่างทวีปแอฟริกาทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราและอินเดีย ด้านอัตราการรู้หนังสือ อัตราการตายของทารกแรกเกิด และความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ

Sen ไม่ได้เป็นนักคิด "ซ้ายจัด" ที่ปฏิเสธระบบตลาด (market economy) ใน Development as Freedom เขาย้ำให้เห็นความสำคัญ และประสิทธิภาพของระบบตลาด ในการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ นอกจากนี้ Sen ยังเชื่อว่าตลาดสามารถมีบทบาทในการช่วยรัฐเผยแพร่สินค้าสาธารณะ (public goods เช่น ความรู้ หรืออากาศบริสุทธิ์) เขาเสนอว่า การกำหนดให้ "การเพิ่มศักยภาพส่วนบุคคล" เป็นเป้าหมายของโครงการสังคมสงเคราะห์ต่างๆ (แทนที่จะใช้ "การเพิ่มรายได้" เป็นเป้าหมาย แบบที่รัฐส่วนใหญ่กำลังทำอยู่) จะช่วยลดการบิดเบือนของแรงจูงใจในตลาดได้ และช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสมีเสรีภาพมากขึ้น ซึ่งก็จะนำไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

การเสนอให้เสรีภาพส่วนบุคคล เป็นเป้าหมายและวิธีการของการพัฒนา ทำให้ Sen มองว่าระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นระบอบการเมืองที่เหมาะสมต่อการพัฒนาที่สุด เพราะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน (ซึ่งประเด็นนี้ถ้าเราเอาแนวคิดของ Zakaria มาปรับใช้ ก็ต้องเน้นว่า ประชาธิปไตยนั้นต้องใช้ เสรีนิยมใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional liberalism) ควบคู่ไปด้วย จึงจะคุ้มครองได้จริง) และมีบทบาทเชิงบวกในการสร้างคุณค่า และมาตรฐานต่างๆ ของสังคม ซึ่งรวมทั้งกรอบความต้องการทางเศรษฐกิจด้วย

บทที่เจ็ดใน Development as Freedom สรุปผลการวิจัยที่โด่งดังที่สุดของ Sen นั่นคือ การศึกษาวิเคราะห์สภาพความอดอยาก (famine) ของประชากร เขาสรุปผลว่า ภาวะอันน่าหดหู่นี้ ปกติไม่ได้เกิดจากการผลิตอาหารไม่เพียงพอ (food shortage) – บางครั้ง บางประเทศยังส่งออกอาหารได้ขณะที่ประชากรตัวเองต้องอดอยาก – แต่เกิดจากภาวะความยากจนอย่างรุนแรง เขาบอกว่า รัฐสามารถหลีกเลี่ยงภาวะความอดอยากได้ง่าย และใช้เงินไม่มาก โดยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ โครงการจ้างงานของรัฐ Sen ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความอดอยากอย่างรุนแรงนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตย และไม่น่าจะเกิดขึ้นด้วย เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นได้เฉพาะในประเทศที่ใช้ระบอบเผด็จการที่ไร้ความโปร่งใส และปราศจากการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอ

จากการวิเคราะห์อัตราการเติบโตของประชากรโลก และอัตราการผลิตอาหาร Sen เสนอหลักฐานแย้งคำพยากรณ์ของนักคิด (ที่ดังที่สุดเห็นจะเป็น Thomas Malthus) ที่คาดว่า ปริมาณอาหารที่มนุษย์ผลิตได้ในอนาคต จะไม่สามารถรองรับความต้องการของประชากรโลกได้

สองร้อยปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีการเกษตรที่ก้าวหน้า ทำให้ผลผลิตต่อไร่ของเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ในขณะเดียวกัน อัตราการเติบโตของประชากรโลกก็ลดลง ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากอัตราการเกิดของทารกที่ลดลง Sen ชี้ว่า การช่วยเหลือให้ผู้หญิงมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นนั้น สำคัญพอๆ กับการช่วยเหลือให้พวกเธอมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การรู้หนังสือ และระดับงานที่ผู้หญิงได้ทำ เป็นดัชนีที่ทำนายอัตราการรอดตายของเด็ก และอัตราชะลอตัวของอัตราการเกิดที่ดีที่สุดในโลก

Sen เสนอข้อโต้แย้งนักคิดหลายๆ คน โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ที่ชอบอ้างว่า "คุณค่าแบบเอเชีย" (Asian Values) เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดย Sen ชี้ว่า ประวัติศาสตร์การพัฒนาในเอเชียนั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "ประเพณีของโลกตะวันตกนั้น ไม่ใช่เป็นแนวทางเดียวที่เตรียมตัวให้เราสามารถใช้วิธีการที่ตั้งอยู่บนหลักการแห่งเสรีภาพ ในการบรรลุความเข้าใจทางสังคม"

ทฤษฎีหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อนักเศรษฐศาสตร์ที่ต่อต้านแนวคิดของเศรษฐศาสตร์สังคมสงเคราะห์ คือ ทฤษฎีความเป็นไปไม่ได้ ของ Kenneth Arrow ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี พ.ศ. 2515 ทฤษฎีนี้กล่าวว่า ไม่มีทางที่เราจะ "รวบรวม" (aggregate) ความชอบต่างๆ ของมนุษย์ได้ โดยไม่ให้ผลที่ออกมานั้น ไร้เหตุผลหรือไม่ยุติธรรม ซึ่ง Sen ชี้ว่า ทฤษฎีนี้ไม่ได้แปลว่า เราไม่สามารถมีประชาธิปไตยที่ชอบธรรมได้ หากแปลว่า ประชาธิปไตยที่ดีนั้นจะต้องมีฐานข้อมูลที่หลากหลาย และพอเพียงต่อการตัดสินใจของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียง

Sen บอกว่า แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่า ความเห็นแก่ตัว (selfishness) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนระบบทุนนิยม แท้ที่จริงแล้วปัจจัยอื่นๆ เช่น จรรยาบรรณทางธุรกิจ (business ethics) ระดับคอร์รัปชั่น และการใช้นิติกรรมสัญญา (contract) ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อความก้าวหน้า หรือความตกต่ำของระบบทุนนิยม

Development as Freedom เป็นหนังสืออันยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความยุติธรรม เสรีภาพ และความรับผิดชอบในสังคม ชี้ให้เห็นว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลก สามารถบรรลุเป้าหมายของการคุ้มครอง และส่งเสริมเสรีภาพของประชาชนได้เหมือนกัน แม้ว่าจะมีความแตกต่าง และความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่เท่ากัน ตลอดจนแสดงให้เห็นว่า ศักยภาพของมนุษย์ ซึ่งแสดงออกโดยระดับเสรีภาพต่างๆ ห้าประการ เป็นตัววัดระดับการพัฒนาของประเทศที่ดีกว่า GDP ต่อหัว หรือแม้แต่หลักการเรื่อง "ทุนมนุษย์" (human capital) ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่ก็ยังแคบเกินไป เพราะจำกัดความหมายอยู่เพียงผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต (effects of production) เท่านั้น ไม่รวมผลกระทบทางตรงของศักยภาพของมนุษย์ ต่อระดับความเป็นอยู่และเสรีภาพ และผลกระทบทางอ้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอันดีงาม

« Last Edit: June 01, 2011, 01:24:31 AM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
อยากให้ ศาสตราจารย์ อมรรตยา เสน พยายามหาทางทำให้โลกอิสลามมีเสรีภาพการนับถือศาสนาคู่กับเสรีภาพการเมืองอย่างเต็มที่ให้ได้นะครับเพราะแม้แต่มหาตมะ คานธี ก็ดูอ่อนข้อให้แก่อิสลามมากเกินไปจนทำให้อินเดียนั้นมีอิสลามจำนวนมากพอที่จะต่อสู้กับฮินดูได้สบายสบายในอินเดียและมหาตมะ คานธีก็ไม่สามารถเอาชนะความเข้มงวดของรัฐประเทศอิสลามได้ เป็นที่รู้กันว่า ชาวอิสลามชอบอ้างแต่เสรีภาพมากมากเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบตามบัญญัติอัลกุรอานของอิสลามในสังคมที่ไม่ใช่รัฐอิสลามเพื่อเป้าหมายให้อิสลามเข้มแข็งที่สุดไปเรื่อยเรื่อยจนเปลี่ยนสังคมโลกได้หมด
---------------------------------------------------------------------------------------------
อมาตยา เสน ไม่ใช่พุทธและไม่ใช่พวกเคร่งครัดศาสนา // ผมคิดว่าพระพุทธเจ้าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเมืองของอมรรตยา เสน บางประเด็นครับ พระพุทธเจ้าท่านไม่เอาแน่นอนในเรื่องเสรีภาพมากเกินไปจนทำให้พุทธศาสนาอ่อนแอไปถึงอ่อนแอที่สุดในสังคม  พระพุทธเจ้าทรงสอนเส้นทางสายกลางแบบพุทธเพื่อสุดท้ายความเป็นพุทธต้องเข้มแข็งที่สุดไม่มีศาสนาใดมาปนเปื้อนและทำลายได้  และผมหวังว่าชาวไทยพุทธทุกคนจะไม่หลงไหลในแนวการเมืองของอมาตยา เสนและมหาตมะ คานธี มากเกินไปเพราะทั้งสองท่านนี้ยังไม่สามารถทำลายความเข้มแข็งของการเมืองแห่งรัฐอิสลามได้เลย
--------------------------------------------------------------------
และการฟื้นฟูมหาวิทยาลัยนาลันทาของอมรรตยา  เสน นั้น ต้องไม่ใช่มหาวิทยาลัยนาลันทาของพุทธแน่นอน ผมเองไม่อยากให้ท่านอมรรตยา เสน ใช้ชื่อนาลันทา
เป็นชื่อมหาวิทยาลัยเลยครับเพราะ อาจจะมีหลายคนชอบอ้างว่าจบม.นาลันทา มาแล้วบอกว่าเข้าใจพุทธดีมาก เป็นต้น น่าจะใช้ชื่อ มหาวิทยาลัยเสนหรือมหาวิทยาลัยกุมารา ก็ได้นะครับ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมท่าน อมรรตยา เสนจึงอยากใช้ชื่อม.นาลันทาอีกครั้ง 
« Last Edit: June 01, 2011, 02:38:03 AM by laichazeng »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
เอมม่า ร็อทชิลด์(EMMA  ROTHSCHILD)ผู้เป็นภรรยาของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลนามว่าอมรรตยา เสน
Emma Rothschild is a British economic historian, who currently works as the Jeremy and Jane Knowles Professor of History at Harvard University and also directs the Joint Centre for History and Economics. She has written extensively on economic history, and the history of economic thought.
Rothschild has previously served as a fellow of King's College, Cambridge, and continues to be an honorary Professor of History and Economics at the Cambridge History faculty, as well as a fellow of Magdalene College. She also sits on the Board of Directors of the United Nations Foundation. In 2000, Rothschild was made a Companion of the Order of St Michael and St George for her services to Britain's international cultural and academic relations.
At the age of 15, Rothschild became the youngest woman ever admitted to Somerville College, Oxford, where she studied Politics, Philosophy and Economics. She later attended the Massachusetts Institute of Technology as a Kennedy Scholar in Economics.
Emma Rothschild is a member of the Rothschild banking family of England, and is married to the Nobel laureate economist Amartya Sen.......................

ผมขอแปลย่อย่อว่าเอมมา ร็อทชิลด์ เป็นนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชาวอังกฤษแต่ไปทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเอมมา ร็อทชิลด์นี้ก็เป็นสมาชิกสายตรงคนหนึ่งในครอบครัวร็อทชิลด์ที่สืบทอดกิจการธนาคารสายอิงแลนด์หรือประเทศอังกฤษ(the Rothschild banking family of England)และต่อมาเอมมา ร็อทชิลด์ก็ได้แต่งงานกับนักเศรษฐศาสตร์นามว่าอมรรตยา เสน นั่นเองในปีคศ.1991แต่อมรรตยา เสนเป็นคนเชื้อสายอินเดียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีคศ.1998

สำหรับครอบครัวกลุ่มร็อทชิลด์สายอิงแลนด์หรือประเทศอังกฤษนี้เป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลทางการเงินในระดับโลกเพราะเคยช่วยเหลือรัฐบาลอังกฤษในสมัยก่อนและเคยมีคนในครอบครัวร็อทชิลด์สายอิงแลนด์หรือประเทศอังกฤษนี้มีบทบาทมากในบริษัท บริติช อีสต์ อินเดีย คอมปานี(British East India Company )ซึ่งเป็นบริษัทที่ใช้ควบคุมดินแดนอาณานิคมอินเดียของอังกฤษและควบคุมการค้ากับจีนด้วยในสมัยก่อน ว่ากันว่าครอบครัวกลุ่มร็อทชิลด์สายอิงแลนด์หรือประเทศอังกฤษนี้ยิ่งไหญ่พอพอกับครอบครัวกลุ่มร็อทชิลด์ที่สืบทอดกิจการธนาคารสายประเทศฝรั่งเศส(The Rothschild banking family of France )

และมีข่าวจากhttp://www.consulfrance-boston.org/spip.php?article2757ว่าOn Tuesday, November 27, 2012, Amartya Sen, the winner of the 1998 Nobel Prize in Economic Sciences, was decorated with the title of Chevalier of the Legion of Honor. He was recognized for his contributions to the advancement of values and ideas shared and promoted by the French Republic, such as the universality of human rights and of the democratic ideal, the importance of social progress for all, and the mutually reinforcing relations between freedom and development..............................

ผมขอแปลข่าวนี้ย่อย่อว่าเมื่อวันอังคารที่27พฤศจิกายน พศ.2555หรือคศ.2012นั้น ท่าน อมรรตยา เสน ผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีคศ.1998ได้รับเครื่องระดับเกียรติยศจากประเทศฝรั่งเศสชั้นลีเจียน ออฟ ออเนอร์(Legion of Honor) ที่ชื่อว่าเชฟวาเลีย ออฟ เดอะ ลีเจียน ออฟ ออเนอร์(the title of Chevalier of the Legion of Honor)เพราะอมรรตยา เสนได้ทำความก้าวหน้าหลายอย่างให้แก่ประเทศฝรั่งเศส

ถ้าเราอ่านรายละเอียดในข่าวนี้จะเห็นว่า เอมมา ร็อทชิลด์(Emma Rothschild)ภรรยาของอมรรตยา เสน ก็มาร่วมงานพิธีติดเหรียญเกียรติยศชั้นลีเจียน ออฟ ออเนอร์ให้แก่สามีคืออมรรตยา เสนด้วย
นี่คือรูปของเอมมา ร็อทชิลด์ นั่งคู่กับ อมรรตยา เสน ที่ติดเหรียญเกียรติยศแห่งฝรั่งเศสชั้นลีเจียน ออฟ ออเนอร์แล้ว


และเป็นความจริงว่าในสมัยอดีตนั้นครอบครัวกลุ่มร็อทชิลด์ที่สืบทอดกิจการธนาคารสายประเทศฝรั่งเศส(The Rothschild banking family of France )มีสมาชิกครอบครัวสายตรงคนหนึ่งที่ชื่อว่าอัลฟอนเซ เจมส์ เดอ ร็อทชิลด์(Alphonse James de Rothschild )เป็นนักการธนาคารก็ได้รับเครื่องประดับเกียรติยศชั้นลีเจียน ออฟ ออเนอร์(Legion of Honor)จากรัฐบาลฝรั่งเศสด้วยโดยเครื่องประดับเกียรติยศชั้นลีเจียน ออฟ ออเนอร์ที่ อัลฟอนเซ เจมส์ เดอ ร็อทชิลด์แห่งครอบครัวร็อทชิลด์สายฝรั่งเศสที่ได้รับนั้นมีชื่อว่าแกรนด์ ครอสส์ ลีเจียน ออฟ ออเนอร์(Grand Cross Legion of Honor) อันเยี่ยมยอดนั่นเอง

นักการธนาคารชื่อนายอัลฟอนเซ เจมส์ เดอ ร็อทชิลด์(Alphonse James de Rothschild)แห่งครอบครัวกลุ่มร็อทชิลด์สายฝรั่งเศสนั้น ท่านมีบุตรีหญิงคนหนึ่งชื่อว่า  บีทริซ เดอ ร็อทชิลด์(Béatrice de Rothschild ) ซึ่งบีทริซ เดอ ร็อทชิลด์(Béatrice de Rothschild )นั้นได้แต่งงานกับผู้ชายจากครอบครัวเอฟฟรุสซี(Ephrussi Family)ที่มีชื่อเสียงมากในด้านกิจการธนาคารทำให้หลังแต่งงานแล้วบีทริซ เดอ ร็อทชิลด์ก็ใช้ชื่อว่าบีทริซ เอฟฟรุสซี เดอ ร็อทชิลด์(Béatrice Ephrussi de Rothschild ) ซึ่งบีทริซ เอฟฟรุสซี เดอ ร็อทชิลด์ ก็ได้สร้างวิลล่า เอฟฟรุสซี เดอ ร็อทชิลด์(Villa Ephrussi de Rothschild )อันเป็นวิลล่าสีดอกกุหลาบและปัจจุบันเป็นวิลล่าที่นักท่องเที่ยวชอบบรรยากาศมากที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศสและตอนนี้วิลล่านี้อยู่ในการดูแลของสถาบันแห่งฝรั่งเศสหรือFrench Institute อันเป็นสถานที่ศึกษาวิชาการด้านศิลปะที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส
ภาพนี้คือวิลล่า เอฟฟรุสซี เดอ ร็อทชิลด์หรือ Villa Ephrussi de Rothschild


นางบีทริซ เอฟฟรุสซี เดอ ร็อทชิลด์(Béatrice Ephrussi de Rothschild )นั้นเมื่อแต่งงานแล้วก็ได้รับความสุขจากสามีและก็ได้รับความทุกข์จากสามีปะปนกันไปอันนี้เป็นไปตามธรรมชาติของโลกธรรม8ที่พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้เช่นมีสุขก็ย่อมมีทุกข์เป็นธรรมดาของโลกนั่นเองเป็นต้น แม้นางบีทริซ เอฟฟรุสซี เดอ ร็อทชิลด์(Béatrice Ephrussi de Rothschild )จะได้รับความทุกข์จากสามีบ้างแต่นางบีทริซ เอฟฟรุสซี เดอ ร็อทชิลด์(Béatrice Ephrussi de Rothschild )ก็ยังชอบให้มีโบสถ์วัดแห่งความรักหรือเทมเปิลออฟเลิฟ(TEMPLE OF LOVE)ไว้ในอาณาเขตของวิลล่า เอฟฟรุสซี เดอ ร็อทชิลด์หรือ Villa Ephrussi de Rothschildซึ่งโบสถ์วัดแห่งความรักหรือเทมเปิลออฟเลิฟ(TEMPLE OF LOVE)ในอาณาเขตของวิลล่า เอฟฟรุสซี เดอ ร็อทชิลด์ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในสวนของวิลล่า เอฟฟรุสซี เดอ ร็อทชิลด์หรือ Villa Ephrussi de Rothschildมาจนถึงปัจจุบันนี้ที่เมืองนีซ(NICE)ประเทศฝรั่งเศส

จากประวัติของบีทริซ เอฟฟรุสซี เดอ ร็อทชิลด์(Béatrice Ephrussi de Rothschild )นั้นบอกว่าบีทริซเกิดเมื่อปีคศ.1864ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่ในปีเดียวกันนี้ในทางซีกโลกตะวันออกหรือเอเชียตะวันออกมาที่ประเทศจีนสมัยราชวงศ์ชิงนั้นราชวงศ์ชิงกำลังต่อสู้กับกบฏไท่ผิงเทียนกั๋วที่ผู้นำกบฏหรือราชาเทียนหวางอ้างว่าเขาเป็นน้องชายของพระเยซูแห่งคริสต์นั้นและกบฏไท่ผิงเทียนกั๋วได้สูญเสียผู้หญิงจีนคนแรกที่กล้าสอบผ่านได้คะแนนการสอบสูงสุดเหนือชายจีนจนสำเร็จเป็นที่ปรึกษาแห่งอาณาจักรไท่ผิงเทียนกั๋วที่มีชื่อว่าฟู่ซานเซียง(FU SHANXIANGหรือ傅善祥)โดยตามประวัติบอกว่านางสาวฟู่ซานเซียงได้ตายในปีคศ.1864 นั้นเอง

และสำหรับการอ่านภาษาไทยคำว่าROTHSCHILDอ่านภาษาไทยได้ว่าร็อทชิลด์หรือร็อทไชด์ ก็ได้แล้วแต่คนเลือกนะครับ
« Last Edit: September 19, 2016, 02:50:42 AM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
และสำหรับเครื่องประดับเกียรติยศชั้นลีเจียน ออฟ ออเนอร์(Legion of Honor)ของฝรั่งเศสที่ได้บอกไว้ข้างต้นนั้น(ถ้าอ่านแบบฝรั่งเศสก็อ่านว่าเล-ชี-ยง-ดอเนอร์) ประชาชนชาวไทยและประเทศไทยย่อมรู้จักดีมานานด้วยและจากเวปไซด์ชื่อวิกิพีเดียภาคภาษาไทยก็มีคำอธิบายเกี่ยวกับเครื่องประดับเกียรติยศชั้นลีเจียน ออฟ ออเนอร์(Legion of Honor)ของฝรั่งเศสนี้ด้วยดูที่https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%8C%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C