Author Topic: พุทธมหายานบางนิกายมีบางอย่างจากศาสนาโซโรอัสเตอร์ จริงเหรอ  (Read 36035 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
Asura อาชูร่า เดิมคือเทพเจ้าสูงสุดแห่งลัทธิโซโรอัสเตอร์
แล้วต่อมาศาสนาโซโรอัสเตอร์ที่นับถือไฟและแสงสว่างมี อิทธิพลในเอเชีย
คตินับถือเทพอาชูร่าในฐานะเทพแห่งแสงสว่างก็แพร่หลาย ไปในหลายประเทศ เช่นในอินเดีย ในจีน

อิทธิพลของศาสนาก็เช่น ในนิยายกำลังภายในมังกรหยก พรรคจรัสหรือเม้งก่า นั่นก็มีต้นกำเนิดจากเปอร์เซีย คือบูชาไฟ

นอกจากนั้น เทพอาชูร่าก็จะเป็นต้นกำเนิดของคติความเชื่อในนิกายพระอมิตาภะพุทธด้วย
แต่ อย่างไรก็ตาม อาชูร่าเป็นการออกเสียงเพี้ยนเนื่องจากอ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ชื่อจริงๆคือ อะหูระ มาจาก อะหูระ มัสตะ(อหุลลา อัสดา)


หรือ บางทีก้เรียก ออร์มัทซ์ แต่คำนี้ในภาษาสันสกฤตก็คือคำเดียวกับคำว่า อสุรา (อสูร)
อสูร สำหรับคติอินเดียคือ ฝ่ายอธรรม แต่ศาสนาโซโรอัสเตอร์เรียกเทพว่า "อสูร" (Asura) เรียกมารว่า "เทวะ"(Deva)ตรงข้ามกับลัทธิศาสดาอื่นๆ
มารกลายเป็นเทพ เทพกลายเป็นมาร เพราะศาสนาโซโรแอตเตอร์เชื่อว่ามีเทพเจ้า2ฝ่ายคือคือ เทพเจ้าแห่งความดี แสงสว่าง มีเทพสูงสุดคือ อหุลลา อัสดา(Ahura mazda)
ส่วนฝ่ายDeva เป็นเทพแห่งความชั่ว มีอหริมัน(Ahriman) เป็นเทพเจ้าสูงสุด
------
เมื่อศาสนาพุทธแพร่เข้าไปในเปอร์เซีย อหูระ มัสตะ ในฐานะเทพผู้สร้าง เทพแห่งแสงสว่างก็ถูกดูดเข้ามาในศาสนาพุทธ(ในช่วงลัทธิตันตระกำลังเจริญรุ่งเรือง พุทธตันตระนิกายถือเป็นต้นรากของศาสนาพุทธแบบทิเบต เต็มไปด้วยเวทมนต์คาถา พิธีกรรม) เมื่อเกิดลัทธิหมายานขึ้นเพื่อแข่งขันกับศาสนาพราหมณ์ที่กลับเจริญขึ้นในสมัยหลังพุทธศตวรรษที่15 พุทธมหายานก็ดึงเทพองค์นี้มาเป็นส่วนหนึ่งของเทพในพุทธมหายาน เรียกนามใหม่ว่า อาชูร่า(ตามแบบญี่ปุ่น)
สันสกฤตคงออกเสียง อสูระ อปโลกน์ให้เป็นเทพผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา
------------------------------
ต่อมาคติเกี่ยวกับอาชูร่าจะแตกตัวออกไปเป็นพระอมิตาภะพุทธะ พระพุทธเจ้าแห่งแสงสว่าง และจะแพร่เข้าสู่ญี่ปุ่นในที่สุด ส่วนการมีปางพันเศียรพันกรของพระโพธิสั ตว์กวนอิมนั้นโดยส่วนตัวผมไม่เห็นว่าเกี่ยวกับเพทอาชูร่านัก เพราะเทพอาชูร่าโดยทั่วไปมีเพียง 6 กรเท่านั้น ร่าไม่แน่ชัดว่าเป็นเพศใด ขึ้นอยู่กัยปรางค์(สถานะ)ขณะนั้น บ้างว่าเป็นหญิงเป็นมเหสีแห่งเทพโคบังเทน(คล้ายๆพระพรหม)มีอุปนิสัยเหี้ยมโหด ภักษาหารเป็นเลือดและเนื้อ แลบลิ้นปลิ้นตา มีหน้าที่กำจัดเหล่าหมู่มารด้วยฤทธานุภาพอันมหาศาล มีพันกร มีอาวุธสารพัด เช่นพระขรร กรงจักร และอื่น(คาดว่ามีอิทธิพลจากเจ้าแม่กาลีในศาสนาพราหม)เป็นเทพเจ้าแห่งการรบราฆ่าฟัน

---------------------------------------
ส่วนบ้างว่าเป็นเพศชายก็จะเป็นบุตรแห่งเซนชัน(ลูกชายคนแรกของดวงอาทิตย์)มีความโหดเหมือนๆกับที่บอกไป ที่สำคัญคือหน้าที่ของท่านคือกำจัดหมู่มาร
อาชูร่าเป็นที่เคารพในฐานะผู้มาล้างโลกและชำระล้างสิ่งชั่วร้าย
โดยคนญี่ปุ่นจะบูชาเทพอาชูร่าโดยการสร้างรูปเคารพและบวงสวงด้วยอาหารสดต่างๆเช่นเนื้อสด เลือดสด และยังมีพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆที่จะแห่งเทพอาชูร่าไปทั่วเมืองซึ่งมีคนมาเบียดเสียดกันนับพันนับหมื่น
------------
พึ่งรู้นะว่า มี ศาสนาโซโรอัสเตอร์เรียกเทพว่า "อสูร" (Asura) เรียกมารว่า "เทวะ"(Deva)
« Last Edit: September 18, 2016, 11:56:11 PM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
ในความเชื่อฝ่ายศาสนาพุทธก็มีสงครามระหว่าง เทวดากับอสูร เรื่อง "เทวาสุราสงคราม"

เป็นเรื่องการแย่งกันครอบครองสวรรค์ อสูรเดิมก็เป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ตรงที่ๆเป็นสวรรค์ในเวลานี้ของพระอินทร์นั่นเอง
แต่พอเทวดาใหม่นำโดย พระอินทร์หมาดๆ(เพิ่งได้เป็น นามเดิม มาฆเทวบุตร)ยกพวกมาร่วมสังสรรค์กับเทวดาเก่า(ต่อไปจะกลายเป็นอสูร)
เทวดาใหม่กำนัลเทวดาเก่าด้วยสุราชั้นเลิศ สุดท้ายเทวดาเก่าโดนมอมเหล้าเมาแอ๋แล้วเทวดาใหม่ช่วยเตะก้นลงจากสวรรค์แล้วครอบครองสวรรค์ดาวดึงส์เปรมอุรา
ท้ายสุด เทวดาเก่าสร่างเมาขึ้นมาพบว่าที่อยู่อันโอฬานตระการตาถูกเทวดาละอ่อนยึดไปเสียแล้ว บังเกิดความคับแค้นใจถึงกับปฏิญาณกับตนเองว่าจะไม่ดื่มสุราน้ำเมาอีก
พร้อมทั้งเรียกตนเองว่า อสุระ อันหมายถึง ผู้ไม่ดื่มสุรา คอยหาโอกาสที่จะทำสงครามกับเทวดาใหม่หรือพระอินทร์เนืองๆ
« Last Edit: September 18, 2016, 11:57:00 PM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
ในทางวิชชาธรรมกายตามหลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญก็มีการบอกเรื่องอสูรกายภูมิดังนี้

 :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D
วิธีตรวจจักรวาล ภพ ๓ และโลกันต์
๔. ทุคคติภูมิ: อสุรกาย เปรต ดิรัจฉาน สัตว์นรก

ทุคคติภูมิ เป็นภูมิที่ไม่ดี คือ เป็นที่เกิด ที่อาศัยอยู่ของสัตว์ ที่ไม่ดี ที่มีความลำบาก ที่ไม่สบาย ที่ไม่เจริญ จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อบายภูมิ” (อบาย แปลว่า ปราศจากความเจริญ)

จะได้กล่าวถึงภูมิของสัตว์ในทุคคติภูมิเป็นลำดับต่อไป


ก) อสุรกายภูมิ
เป็นภูมิที่เกิด ที่อยู่ของสัตว์ ที่ไม่สว่างรุ่งโรจน์โดยความเป็นอิสระและสนุกรื่นเริง เปรียบเหมือนนักโทษที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำ สัตว์ในภูมินี้จึงชื่อว่า “อสูร” หมู่แห่งอสูรทั้งหลาย ชื่อว่า “อสุรกาย” อสูรมีอยู่ ๓ ประเภท คือ

เทวอสุรา ได้แก่ เทวดาอสูร (อสูรที่เป็นเทวดา)
เปตติอสุรา ได้แก่ เปรตอสูร (อสูรที่เป็นเปรต)
นิรยอสุรา ได้แก่ นิรยอสูร (อสูรที่เป็นสัตว์นรก)
จาก  http://www.dhammakaya.org/vijja/vijja_universe8_asura.php

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
ศาสนาโซโรอัสเตอร์
จาก Siamic
ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น
ศาสนาโซโรอัสเตอร์ หรือ ศาสนามะญูสียะหฺ (ภาษาอาหรับ: /มะญูสียะหฺ/) คือศาสนาที่ตั้งขึ้นโดย โซโรอัสเตอร์ (ภาษาอังกฤษ: Zoroaster /โซโรอัสเตอร์/; ซาราธุสตรา (Zarathustra) ในภาษาอเวสตะ; ภาษาฟารซี: زرتشت /ซัรโทชท์/) ศาสนานี้ยังเรียกได้อีกอย่างว่า ศาสนาปาร์ซีเพราะเกิดขึ้นในเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) ตามวรรณกรรมเปอร์เซียศาสนานี้่เกิดขึ้น เมื่อประมาณ 6 ศตวรรษก่อนคริสตกาล แต่นักวิชาการเชื่อว่า เกิดขึ้นในช่วงศตวรรรษที่ 10 - 18 ก่อนคริสตกาล ในขณะที่ชาวโซโรอัสเตอร์เองเชื่อว่าเกิดขึ้นเมื่อหกพันปีก่อนคริสตกาล

 
โซโรอัสเตอร์ ผู้ก่อตั้งลัทธิบูชาไฟศาสนานี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ลัทธิมาสดา ซึ่งมีความหมายว่าลัทธิบูชาพระเจ้าอาหุรามาซดา (Ahura Mazda) อันเป็นพระเจ้าผู้เป็นจอมอสูร โซโรอัสเตอร์ประกาศว่า พระเจ้าอาหุรามาสดาเป็นพระเจ้าแห่งความดีและแสงสว่าง ผู้ที่นับถือใช้ไฟเป็นเครื่องหมายแห่งการบูชา จึงเรียกว่าศาสนาบูชาไฟ นอกจากนี้ยังถือว่าน้ำเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรแก่เคารพสักการะเช่นเดียวกัน

ศาสนาโซโรอัสเตอร์ เกิดขึ้นตรงดินแดนอันเป็นที่ราบสูงในแคว้นอาเซอร์ไบจานติดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือใกล้ชายแดนของรัสเซียในปัจจุบัน

โซโรอัสเตอร์มีบุตร 6 คน เป็นบุตรชาย 3 คน และบุตรสาว 3 คน เกิดจากภรรยา 3 คน ลูกสาวคนหนึ่ง สมรสกับอัครมหาเสนาบดี ลูกสาวคนนี้เป็นกำลังในการเผยแพร่ศาสนาแก่บิดาเป็นอันมาก ส่วนลูกชายทั้ง 3 คน รับราชการผู้บังคับบัญชากองทหารอยู่กองทัพกษัตริย์เปอร์เซียและได้เป็นกำลังอย่างยิ่งในการเผยแพร่ศาสนา

คัมภีร์ทางศาสนาคือคัมภีร์อเวสตะ ใช้ภาษาฟาร์ซีโบราณในการเขียนคัมภีร์ เรียกภาษานี้ว่า ภาษาอเวสตะ

เมื่อจักรพรรดิ์อเล็กซานเดอร์มหาราชมีชัยต่อเปอร์เซีย ก็บังคับให้ชาวเปอร์เซียนับถือเทพเจ้ากรีก ต่อมาเมื่อชาวอิสลามมีชัยต่ออาณาจักรซาซาน(เปอร์เซีย) ชาวเปอร์เซียส่วนใหญ่เข้ารับนับถืออิสลาม ชาวเปอร์เซียที่ไม่ยอมนับถือจึงอพยพหนีไปชมพูทวีป ในปี 2001 มีชาวโซโรอัสเตอร์ในอินเดีย 69,601คน ส่วนใหญ่อยู่ในนครมุมไบ ส่วนในประเทศอิหร่านนั้น ในปี 1974 มีชาวโซโรอัสเตอร์ 21,400 คน ในปี 2004 มีการคาดคะเนว่า ชาวโซโรอัสเตอร์ทั้งหมดทั่วโลก มีประมาณ 145,000 - 210,000 คน

 
วิหารไฟในเมืองยัซดฺ ประเทศอิหร่านคัมภีร์สำคัญในศาสนาโซโรอัสเตอร์มีชื่อว่า อเวสตะ เป็นแบ่งออกเป็น 6 หมวด คือ

1. ยัสนา (Yasna) แปลว่า การบูชาหรือพลีกรรม เป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่สุด และสำคัญที่สุดของศาสนาโซโรอัสเตอร์ มีทั้งหมด 72 บท ในจำนวนนั้นมี 17 บทที่เป็นคาถา ยัสนาบทที่ 62 เป็นบทสวดเพื่อบูชาไฟ

2. วิสเปรัด (Visperad) เป็นบทสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้า เป็นบทสั้นๆนิยมใช้กับยัสนา นอกจากนี้ยังว่าด้วยศาสตร์ต่าง ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และแพทยศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายเวทางคศาสตร์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

3. เวนดิดัด (Vendidad) กฎที่เป็นปฏิปักษ์ต่อหมู่มาร เป็นระเบียบวินัยและพิธีกรรมของพระ นอกจากนี้ยังว่าด้วยเรื่องจักรวาล ประวัติศาสตร์ และนรก สวรรค์อีกด้วย

4. ยัชตฺ (Yasht) บทสวดเพื่อสรรเสริญพระเจ้า

5. สิโรซะ (Siroza) แปลว่า 30 วัน หมายถึงบทสวดสรรเสริญที่อ่านในแต่ละวัน จนครบหนึ่งเดือน

6. โขรเดหฺ อเวสตะ (Khordeh Avesta) หรืออเวสตะน้อย เป็นหนังสือคู่มือสำหรับศาสนิกชนทั่วไปใช้สวดมนต์

 
พิธีบูชาไฟ


ศาสนาบูชาไฟไม่ใช่ศาสนาแห่งฟ้า
ถึงแม้ศาสนาโซโรอัสเตอร์จะสอนให้เคารพสักการะพระเจ้าเพียงองค์เดียว คืออหุรามาซดา แต่ก็ยังมีพระเจ้าแห่งความชั่ว นั่นคืออันกรา มัยนิยู (Angra Mainyu) อันเป็นจอมมารที่คอยสร้างความชั่วร้ายในโลกและสากลจักรวาล อหุรามาซดา จึงจำเป็นต้องต่อสู้กับจอมมารตนนี้เป็นเวลาหลายพันปี กว่าจะเอาชนะมันได้ โดยปริยายแล้ว พวกเขาเชื่องวา มีพระเจ้าสอฃององค์ นอกจากนี้ไฟและน้ำเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ในวิหารของพวกโซโรอัสเตอร์จะต้องมีสองสิ่งนี้วางอยู่ และผู้ดูแลวิหารจะต้องรักษาไฟศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้ดับอย่างเด็ดขาด แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นไปเป็นเวลาพันปีก็ตาม

อัลกุรอานไม่ได้ระบุว่าศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนาแห่งฟ้า และไม่ได้ระบุว่าโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนทูตหรือนบีของอัลลอหฺ อัฏฏ็อบะรีย์ได้กล่าวถึงโซโรอัสเตอร์ว่า เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของศาสนทูตเญเรมียะหฺในปาเลสไตน์ แต่ได้ฝ่าฝืนกฎวินัย จึงถูกสาปแช่ง เขาจึงได้ออกจากปาเลสไตน์เดินทางไปถึงบะลัคในอิหร่านโบราณ และได้เริ่มก่อตั้งศาสนาของตนขึ้นมา

อัลกุรอานได้กล่าวถึงพวกโซโรอัสเตอร์ว่า {22:17} แท้จริงบรรดาผู้มีศรัทธา และพวกยิว และพวกศอบิอ์ และพวกคริสเตียน และพวกโซโรอัสเตอร์ และบรรดาผู้ตั้งภาคี แท้จริงอัลลอหฺจะทรงพิพากษาในระหว่างพวกเขาในวันฟื้นคืนชีพ แท้จริงอัลลอหฺทรงเป็นพยานต่อทุกสิ่ง

อิทธิพลของศาสนาบูชาไฟต่อชาวอิหร่าน
ศาสนาบูชาไฟ เป็นศาสนาที่มีอิทธิพลต่อชาวอิหร่านตลอดสามพันที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าชาวอิหร่านเกือบทั้งหมดจะเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามมากว่าพันสามร้อยปี แต้ร่องรอยของศาสนาโซโรอัสเตอร์ก็ยังคงฝังลึกอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอิหร่าน เช่นประเพณีการเฉลิมฉลองวันโนรูซ ซึ่งมีการกระโดดข้ามไฟ และการจัดโต๊ะเหมือนโต๊ะหมู่บูชาที่มีไฟและน้ำเป็นองค์ประกอบ

รับข้อมูลจาก "http://www.siamic.com/islam/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C"

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
ศาสนาโซโรอัสเตอร์หรือปาร์ซี
 ผู้ตั้ง โซโรอัสเตอร์
พระเจ้าในศาสนา อาหุรมัสดา และอื่นๆ
กำเนิด    ประเทศอิหร่าน  (เปอร์เซีย)
เวลาเกิด ประมาณก่อน ค.ศ. 660 หรือก่อนพุทธศักราชประมาณ 117 
คัมภีร์สำคัญ อเวสต้า ในขณะนั้นได้สร้างบรรดาคัมภีร์ของศาสนาใหญ่ๆ เกือบทุกศาสนา
ดูระชัน  หัวหน้าพระมายี (ผู้นับถือสิ่งลี้ลับ บางตำราว่า มายีคือ พระหรือปราชญ์ของเปอร์เซียโบราณ) ฝันว่ามีเด็กมาเกิดซึ่งมีนามว่า ชาราถุสตระ เมื่อโตขึ้นจะทำลายการบูชารูปเคารพ กวาดล้างคาถาอาคมและถอนรากเหง้าเวทมนต์ จึงได้นำบริวารไปทำลายเด็กน้อย แต่ต้องท้อใจเพราะทุกแผนของเขาถูกทำลายหมด จึงนำชาราถุสตระไปวางบนไฟซึ่งกำลังลุกโชติช่วงบนแท่นบูชา แต่เด็กได้เล่นอย่างมีความสุข ต่อมาชาราถุสตระถูกนำไปวางในทางแห่งฝูงโคทั้งหมดผ่านไปโดยชาราถุสตระ ไม่ได้รับอันตราย จึงถูกนำไปวางทิ้งไว้ในฝูงหมาป่า หมาป่าตัวหิวไม่สามารถเข้าใกล้เพื่อทำลายตัวเด็กได้
กาลต่อมา ชาราถุสตระได้ขึ้นไปบำเพ็ญอย่างฤษีบนเขาสะบาลันจนค้นพบหลักแห่งความดีและความชั่ว จึงได้ออกประกาศศาสนา และต่อมาได้รับยกย่องเป็นอย่างสูงจากหมู่นักปราชญ์ นักปรัชญากรีก อริสโตเติลได้เขียนคำสั่งสอนของชาราถุสตระเป็นภาษากรีก เรียกว่า โซโรอัสเตอร์ แปลว่า ปัญญา

คัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์
 คัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ คือ อเวสตา แปลว่า ความรู้ แบ่งออกเป็น 5 หมวดใหญ่ๆ คือ

ยัสสะ แปลว่า บูชา มีคาถากำกับอยู่ 17 คาถา
วิสเปรัท เป็นบทสวดอ้อนวอนต่อเทพทั้งปวง ใช้คู่กับยัสนะ
ยัถส์ บทสวดบูชาทูตสวรรค์ 21 องค์ กับวีรบุรุษแห่ง ศาสนาโซโรอัสเตอร์
เวทิทัท บทสวดขับผีปีศาจ
โขร์ทา อเวสตา คู่มือสวดมนต์อย่างย่อ ใช้สำหรับศาสนิกชนทั่วไป
หน้าที่ของมนุษย์ 3 ประการ
ทำศัตรูให้เป็นมิตร
ทำคนชั่วให้เป็นคนดี
ทำคนโง่ให้เป็นคนฉลาด
คำสอนของโซโรอัสเตอร์
ขอ (พระผู้เป็นจ้า) จงโปรดประทานสัจธรรมและพละกำลังภายในให้แก่ข้าพระองค์ เพื่อว่าข้าพระองค์จะสามารถเอาชนะความพยาบาทของผู้พยาบาทได้
ตราบใดที่ข้าพระเจ้ามีเจตนามุ่งมั่น และมีร่างกายอันสามารถประกอบการงานได้อยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะต้องพากเพียรพยายามต่อไป เพื่อสั่งสอนให้มนุษยชาติพากเพียรพยายามต่อไป เพื่อสั่งสอนให้มนุษยชาติพากเพียรพยายามเพื่อบรรลุถึงสัจธรรม ความเป็นระเบียบ และความสามัคคีปรองดองทั่วไป
ขอให้สันติสุข จงมีชัยชนะต่อความวิวาทแก่งแย่ง ขอให้การให้ด้วยความเอื้อเฟื้อจงมีชัยชนะต่อการดูถูกเหยียดหยาม ขอให้ธรรมะจงมีชัยชนะต่ออธรรม
คติธรรมคำสอน
- ทุกคนควรรักษาความดี Everyone should keep to virtue
- จงคิดดี พูดดี และทำดี Think well, speaking well, and act well.
- เราเข้าถึงพระเจ้าด้วยความดี We reach to God by goodness.
- ผู้มีคุณธรรมจะมีชีวิตอย่างเป็นสุขในภพหน้า
The one who has morality will have happy life in the next world.
-------------------------------------------------------------------------------------------------
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ศาสนาโซโรอ้สเตอร์

ประวัติความเป็นมา

          ศาสนาโซโรอัสเตอร์1 เกิดในประเทศอิหร่านเมื่อประมาณ 117 ปีก่อน พุทธศักราชโดยคิดตามสมัยของโซโรอัสเตอร์ (Zoroaster) ผู้เป็นศาสดาของศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนาทวิเทวนิยม เชื่อว่ามีเทพเจ้า 2 องค์ คือเทพเจ้าแห่งความดีมีพระนามว่า อหุระมาซดะ (Ahura mazda) หรือออร์มุสด์ (Ormuzd) หรือสเปนตา เมนยุ(Spentamainyu)ทรงสร้างแต่สิ่งดีงาม เช่น ความสวยงาม ความอุดมสมบูรณ์ ความสุข และความสมหวัง เป็นต้น กับอีกองค์หนึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความชั่ว หรือพญามาร มีนามว่า อหริมัน (Ahriman) หรืออังครา เมนยุ (Angra Mainyu) สร้างแต่สิ่งที่ชั่วหรือไม่ดีทั้งหลาย เช่น ความอัปลักษณ์ความอดอยาก ความทุกข์และความผิดหวัง เป็นต้น เทพทั้ง 2 องค์ได้ต่อสู้กันตลอดเวลา ดังที่พระอหุระ มาซดะ ตรัสว่า "เราอหุระ มาซดะ ไม่ได้พักผ่อนอยู่สบายเลย เพราะเป็นความปรารถนาของเราที่จะคุ้มครองแก่สิ่งที่เราสร้างขึ้น และโดยทำนองเดียวกัน เขาอหริมันก็ไม่ได้พักผ่อน เพราะเป็นความปรารถนาของเขาที่จะนำความพินาศมาสู่ผู้ที่เราสร้างขึ้น" ด้วยเหตุนี้จึงมีของคู่กันในโลก เช่น ดี-ชั่ว สูง-ต่ำ ดำ-ขาว มืด-สว่าง เป็นต้น โดยสิ่งที่ดีทั้งหลายมาจากอหุระ มาซดะ ส่วนสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายก็มาจากอหริมัน ศาสนาโซโรอัสเตอร์นอกจากจะมีชื่อทวิเทวนิยมแล้วก็มีชื่ออื่นๆ อีก เช่น ศาสนาปาร์ซี เพราะศาสนานี้เกิดในเปอร์เซีย และชาวเปอร์เซียนับถือศาสนามาซดะ เพราะเทพเจ้าสูงสุดของศาสนานี้คือพระอหุระ มาซดะ ศาสนาบูชาไฟ เพราะศาสนิกของศาสนานี้จะตามไฟตลอดเวลามิให้ดับ เหล่านี้เป็นต้น ที่ว่าศาสนาบูชาไฟมิได้หมายความว่าศาสนาโซโรอัสเตอร์เห็นว่าไฟศักดิ์สิทธิ์ เพียงแต่ใช้ไฟเป็นสัญลักษณ์แห่งความสว่าง ความสะอาดความรู้และความดี เป็นต้นเท่านั้น กล่าวคือมีไฟในที่ใดย่อมกำจัดความมืดในที่นั้น มีไฟเผาผลาญสิ่งต่างๆ ในที่ใด ย่อมทำลายสิ่งสกปรกให้หมดไปเหลืออยู่แต่ความสะอาดในที่นั้น ความรู้เกิดในที่ใด ย่อมกำจัดความโง่ให้หายไปในที่นั้นหรือความดีเกิดขึ้นในที่ใดย่อมกำจัดความชั่วให้หมดไปในที่นั้น
   
    ศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนาที่ชาวอิหร่านนับถือกันมาตั้งแต่ก่อนคริสต์ศวรรษที่ 6 ทั้งมีความสำคัญเป็นศาสนาของจักรวรรดิเปอร์เซีย ซึ่งพระเจ้าไซรัสมหาราชทรงปกครองเมื่อ 558-530 ก่อนศริสตศักราช ศาสนาโซโรอัสเตอร์ดำรงอยู่ในประเทศอิหร่านมานานกว่า 1,000 ปี ทั้งเคยรุ่งเรืองมากว่าประมาณ 3 ศตวรรษ เกียรติคุณขจรไปยังต่างแดนโดยเฉพาะในประเทศกรีก นักประวัติศาสตร์กรีกคนสำคัญ เช่น เอโรโดตุส และพลูตาร์ซ เป็นต้นและนักปรัชญากรีก เพลโต้ และอาริสโตเติล ต่างก็ได้ยกย่องศาสนาโซโรอัสเตอร์ไว้อย่างสูงจนใช้คำว่าโซโรอัสเตอร์กับคำว่าปัญญาในภาษากรีกแทนกันได้ และถือว่าปรัชญาของโซโรอัสเตอร์กับปรัชญาของเพลโต้มีแนวเดียวกัน ส่วนสาเหตุที่ทำให้ศาสนาโซโรอัสเตอร์ค่อยอันตรธานหายไปจากประเทศอิหร่านก็เพราะเหตุ 2 อย่าง คือ
   
          1. ถูกพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีก ได้เข้ามารุกรานจนมีชัยเหนือดินแดนนี้  เมื่อประมาณ พ.ศ. 213 พระองค์สั่งให้เผาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์และศาสนิกถูกบังคับให้นับถือศาสนากรีกแทน

          2. เมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 ผู้มีอำนาจในศาสนาอิสลามกำลังเอาชนะโลกในนามพระอัลเลาะห์ได้เข้ามายึดครองอิหร่าน สั่งให้เผาทำลายคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่หลงเหลืออยู่ทั้งหมด ทั้งบังคับศาสนิกของศาสนาโซโรอัสเตอร์ให้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ใครขัดขืนจะถูกฆ่า ทำให้ศาสนิกของศาสนาโซโรอัสเตอร์ผู้ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา ได้พากันหลบหนีไปอยู่เมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย ศาสนาโซโรอัสเตอร์ จึงแทบสูญสิ้นไปไม่ประจักษ์แก่ชาวโลกเป็นเวลานานหลายศตวรรษ จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวโลกเริ่มได้รู้จักศาสนานี้อีกครั้งหนึ่ง เรื่องย่อมีว่า

    เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ชาวอังกฤษได้รับคัมภีร์เซนต์อเวสตะ ซึ่งเป็นคัมภีร์สำคัญของศาสนาโซโรอัสเตอร์มาคัมภีร์หนึ่ง แต่เนื่องจากอ่านไม่ออกจึงได้แขวนคัมภีร์นั้นไว้บนฝาผนังห้องสมุดโบดเลียน (Bodleian) มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เสมือนสิ่งแปลกประหลาดสำหรับอวดแขก ต่อมาต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ออเกอตีส์ ดูแปร์รอง (Anquertil Euperron) นักศึกษาแห่งสถาบันภาษาตะวันออกในกรุงปารีสมาเห็นเข้า เขาได้ตัดสินใจที่จะทำลายความลี้ลับให้ได้ จึงได้เดินทางไปยังเมืองบอมเบย์ศึกษาอยู่กับชาวเปอร์เซียเป็นเวลา 10 ปี จึงได้กลับมายังกรุงปารีส และได้รับความอุปถัมภ์จากหอสมุดหลวงฝรั่งเศสให้แปลคัมภีร์เซ็นต์อเวสตะจนจบบริบูรณ์ จึงทำให้ความลี้ลับของศาสนาโซโรอัสเตอร์ถูกเปิดเผยแก่ชาวโลกอีกครั้งดังกล่าวแล้ว

คัมภีร์ในศาสนา
   
          คัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ คือ คัมภีร์อเวสตะ คำว่า อเวสตะ แปลว่า ความรู้ ตรงกับคำว่า เวทะ อันเป็นคัมภีร์พระเวทของพราหมณ์หรือฮินดู ภาษาที่ใช้จารึกเป็นภาษาอเวสตะ(มีลักษณะคล้ายภาษาสันสกฤต) เกิดจากการรวบรวมขึ้นจากที่ท่องจำกันมาได้ คัมภีร์อเวสตะแบ่งออกเป็น 5 หมวดใหญ่ ดังนี้

              1.    ยัสนะ เป็นหมวดที่ว่าด้วยพิธีกรรม การพลีกรรมบวงสรวงต่อพระเจ้า เป็นตอนเริ่มแรกที่แสดงว่าเทพเจ้ามีความสำคัญยิ่งกว่ามนุษย์ และแสดงว่าการพลีกรรมบวงสรวงต่อเทพเจ้าเป็นข้อปฏิบัติของมนุษย์ที่มาก่อนข้อใด คัมภีร์ยัสนะแต่งเป็นคาถาทำนองเพลงขับในคัมภีร์พระเวทของพราหมณ์ ใช้เป็นบทสวดสรรเสริญคุณและฤทธิ์ของพระเจ้า มีอยู่ด้วยกัน 5 บท

              2.    วิสเปรัท เป็นหมวดว่าด้วยบทสวดอ้อนวอนต่อเทพทั้งปวง ใช้คู่กับยัสนะ ประกอบด้วยบทง่ายๆ 20 บท

              3.    เวทิทัท เป็นหมวดว่าด้วยบทสวดขับไล่ภูตผีปีศาจและเทพ ซึ่งเป็นฝ่ายร้าย เป็นกฎที่เป็นปฏิปักษ์ต่อมารร้าย เฉพาะนักพรตหรือพระในศาสนานี้เท่านั้น จะเป็นผู้ใช้เวทิทัทประกอบพิธีกรรม นอกจากนั้นหมวดนี้ยังได้กล่าวถึงเรื่องของจักรวาล ประวัติศาสตร์ และคำสอนเรื่องนรกสวรรค์

              4.    ยัษฎส์ เป็นหมวดว่าด้วยบทสวดบูชาอันเป็นบทกวีสำหรับใช้สวดบูชาทูตสวรรค์ 21 องค์ และวีรบุรุษแห่งศาสนาโซโรอัสเตอร์ ถือว่าเป็นหมวดสำคัญของคัมภีร์อเวสตะ นักพรตได้นำมาใช้เป็นคัมภีร์แรกในพิธีกรรม เป็นคัมภีร์คู่มือของนักพรต

              5.    โขรท-อเสตะ แปลว่า "อเวสตะเล็กน้อย" เป็นหมวดที่เป็นหนังสือบทสวดคู่มืออย่างย่อสำหรับใช้ในหมู่ศาสนิกชนสามัญทั่วไป

หลักคำสอนที่สำคัญ

        คุณธรรมคำสอนที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกับปวงเทพ 6 ประการ1
       
          ผู้ปฏิบัติตามนี้ได้ชื่อว่าเป็นศาสนิกชนอย่างแท้จริงตามวิถีแห่งเทพเจ้าผู้ประเสริฐด้วยปัญญาของโซโรอัสเตอร์ คือ

               1.    พฤติกรรมที่สุจริตทั้งกาย วาจา และจิตใจ
       
               2.    ความมีจิตใจบริสุทธิ์สะอาด
       
               3.    ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
       
               4.    ความเมตตากรุณาต่อสัตว์ที่ให้คุณประโยชน์
               
               5.    การทำงานที่มีคุณค่า
       
               6.    การช่วยเหลือผู้ยากจนให้ได้รับการศึกษา

         บาปและบุญ
       
          บาปซึ่งเป็นมิตรของพาลชน แต่เป็นศัตรูของสาธุชน ได้แก่ ทุจริตทางกาย  วาจา  และจิตใจ โทสะ วิหิงสา พยาบาท ดื้อดึง เย่อหยิ่ง เล่นการพนัน ดูหญิงด้วยกามวิตก โลภ ปราศจาก ความละอาย ริษยา และอื่นๆ ซึ่งอยู่ในหมวดความชั่ว ศาสนิกทุกคนจะต้องงดเว้นให้ห่างไกล เพราะถ้าทำบาปแล้วย่อมได้รับผลของบาปนั้น ส่วนบุญคือ การกระทำที่ชอบ ซึ่งเป็นมิตรของสาธุชน แต่เป็นศัตรูของพาลชน ได้แก่ การให้ทานมีความเมตตากรุณามุทิตา กล่าววาจา       อ่อนหวานไพเราะ แสวงหาความรู้ พูดสิ่งที่เป็นจริง ฯลฯ ศาสนิกทุกคนควรเป็นสาธุชนกระทำแต่ในสิ่งที่เป็นบุญเท่านั้น

        หน้าที่ของมนุษย์ 3 ประการ คือ ผู้จะเป็นมนุษย์จะต้องได้ทำหน้าที่ 3 ประการดังนี้ คือ
       
               1.    ทำศัตรูให้เป็นมิตร
       
               2.    ทำคนชั่วให้เป็นคนดี
       
               3.    ทำคนโง่ให้เป็นคนฉลาด
 
         หลักการสร้างนิสัยที่ดี 4 ประการ อันเป็นหลักศาสนาโซโรอัสเตอร์ คือ     
       
               1.    เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อบุคคลผู้สมควร
       
               2.    มีความยุติธรรม
       
               3.    เป็นมิตรกับทุกๆ คน
       
               4.    ขจัดความอสัตย์ออกไปจากตัวเอง
             
ข้อปฏิบัติของนักบวช
       
          มีข้อปฏิบัติอันเรียกว่า ธรรม และข้อห้ามอันเรียกว่า วินัย สำหรับนักพรตมีดังนี้
       
          ธรรม มี 5 คือ
       
               1.    เป็นผู้บริสุทธิ์ (พรหมจรรย์)
       
               2.    เป็นผู้เที่ยงธรรมต่อคนและสัตว์ในไตรทวาร
       
               3.    เป็นผู้มีความรู้เชื่อถือได้ (สอนคนได้)
       
               4.    เป็นผู้ฉลาดในพิธีกรรม
       
               5.    เป็นผู้อดทนต่อความชั่ว
       
          วินัย มี 10 คือ
       
               1.    ต้องมีชื่อเสียงดีเพื่อความดีของครูอาจารย์
       
               2.    ต้องไม่มีชื่อเสียงชั่วเพื่อครูอาจารย์
       
               3.    ต้องไม่ทุบตีและไม่กล่าวคำหยาบต่อครูอาจารย์
       
               4.    ครูอาจารย์สอนอย่างไรต้องรับอย่างนั้น และต้องสอนตามที่ครูอาจารย์สอน (อย่าบิดเบือน)
       
               5.    ต้องวางกฎเกณฑ์ให้รางวัลแก่ผู้ทำความดี ลงโทษแก่ผู้ทำความชั่วโดยเที่ยงธรรม
       
               6.    ต้องต้อนรับผู้มาหาด้วยอาจาระอันงาม
       
               7.    ต้องห้ามมิให้ผู้ใดประพฤติชั่ว
       
               8.    ต้องสารภาพความชั่วที่ตัวกระทำ (ปลงอาบัติ)
       
               9.    ต้องรู้ความเคลื่อนไหวของศาสนา และช่วยบำรุงศาสนา
       
               10.    ต้องภักดีต่อผู้ปกครองทางอาณาจักรและศาสนจักร

      การบูชาไฟ
       
          มหาเทพอาหุรมัสดาเป็นผู้ทรงความบริสุทธิ์ เป็นผู้ทรงแสงสว่างยิ่งกว่าแสงสว่างอันใด เป็นผู้ประทานความอบอุ่นให้แก่มวลมนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้นไฟจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งเทพเจ้า ด้วยว่าเมื่อมีไฟอยู่ในที่ใด ไฟย่อมจะเผาผลาญสิ่งสกปรกโสมมทั้งหลายให้เหลือแต่ความบริสุทธิ์ ข้อนี้ฉันใด เทพเจ้า (อาหุรมัสดา) ประทับอยู่ในที่ใด ที่นั่นย่อมจะมีแต่ความบริสุทธิ์โดยเหตุนี้ศาสนิกชนของศาสนานี้จึงได้ชื่อว่าผู้บูชาไฟ (Fire Worshipper) และศาสนานี้จึงได้ชื่อว่า ศาสนาของผู้บูชาไฟ (Religion of Fire Worshipper) ด้วย ศาสนิกแห่งศาสนาโซโรอัสเตอร์ถือว่า จะต้องมีสถานที่จุดไฟเพื่อบูชา และจะต้องคอยระวังไม่ให้ไฟดับ จะต้องตามไฟเป็นเครื่องบูชาไว้เป็นนิจ จะต้องถือว่านอกจากไฟแล้ว ไม่มีอะไรจะล้างสิ่งสกปรกให้สะอาดได้

พิธีกรรมที่สำคัญ

           พิธีปฏิญาณตนเข้านับถือศาสนา
       
          ชาวปาร์ซีวัยรุ่นทุกคนจะต้องเริ่มต้นเข้าปฏิญาณตนนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ เมื่ออายุ  ครบ 7 ปี (ในอินเดีย) และ 10 ปี (ในอิหร่าน) เมื่อทำพิธีเสร็จแล้ว จะได้รับเสื้อ 1 ตัว และ กฤช 1 เล่ม ไว้เป็นเครื่องประดับกายตลอดชีวิต
       
          การทำให้บริสุทธิ์มี 3 แบบ ดังนี้
       
                1.    พัดยับ (Padyab) การชำระล้าง
       
                2.    นาหัน (Nahan) การอาบ
       
                 3.    บารสีนัม (Barsenum) พิธีกรรมซับซ้อน กระทำในสถานที่พิเศษ
       
          การทำให้บริสุทธิ์มีการสวดมนต์ ปาเทต (Patet) เป็นการกล่าวปฏิญาณว่า จะไม่ทำบาปกรรมอีก และสารภาพบาปต่อหน้าพระชั้นทัสทุร หรือพระชั้นธรรมดา ถ้าหากไม่มีพระชั้นทัสทุร

              พิธีบูชาไฟ
       
          ชาวโซโรอัสเตอร์ถือว่า ไฟเป็นสัญลักษณ์แห่งเทพเจ้า ผู้ทรงแสงสว่างยิ่งกว่าแสงสว่างใดๆ ผู้ทรงประทานความอบอุ่นให้แก่มวลมนุษยชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อไปอยู่ที่ใดย่อมจะเผาผลาญสิ่งสกปรกโสมมทั้งหลายให้สูญสิ้นไป เหลือแต่ความสะอาดบริสุทธิ์ ความสว่างไสว ความอบอุ่น ศาสนิกชนแห่งโซโรอัสเตอร์ จึงนิยมบูชาไฟ โดยจะจุดเพื่อบูชาไว้ไม่ขาดสายจะคอยระวังไม่ให้ไฟดับ จะต้องตามไฟเป็นเครื่องบูชาไว้เป็นนิจ จะจุดไฟให้ลุกโพลงในที่บูชาหรือในโบสถ์อยู่ตลอดเวลา

            พิธีนมัสการตอนสายัณห์
       
          พอแดดร่มลมตกแต่ละวัน ชาวศาสนิกแห่งโซโรอัสเตอร์ที่ประเทศอินเดียโดยเฉพาะที่เมืองบอมเบย์ซึ่งเป็นสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางของศาสนานี้ จะพากันแต่งตัวด้วยผ้าขาวมีสไบพาดบ่าลอยชายลงทั้งสองข้างไปชุมนุมพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ ณ ชายหาดแห่งทะเล เพื่อประกอบพิธีนมัสการตอนสายัณต์ โดยการโค้งตัวลงบรรจงจุ่มมือทั้งสองในน้ำทะเล แล้วเอาขึ้นมาแตะที่หน้าผากอย่างช้าๆ แล้วจับชายสไบทั้งสองมาแตะหน้าผากอีกครั้ง ปลดสไบมาคาดพุงแล้วหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ซึ่งกำลังจะตกลับขอบฟ้า พร้อมสวดมนต์พร้อมกันเบาๆ ว่า
    "หุมะตา, หะขะตา, หะเวสะตา" (ข้าทั้งปวงขอสรรเสริญผู้มีกาย วาจา และใจสุจริต)หลังจากนั้นพวกเขาก็จะก้มศีรษะลงนมัสการไปทางทิศทั้ง 4 ทิศและ 3 ครั้ง แล้วเอามือทั้งสองจุ่มน้ำทะเลมาแตะหน้าผากอีกครั้ง

              พิธีศพ
       
          เมื่อมีคนตาย ชาวโซโรอัสเตอร์ จะไม่เผาศพหรือฝังศพ จะไม่ทิ้งซากศพลงในน้ำเพราะโดยหลักการแล้ว ศาสนานี้ถือว่าไฟเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเจ้า จึงมีความศักดิ์สิทธิ์มาก และในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า ดิน น้ำ ก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน ถ้าเผาศพก็เกรงว่าจะทำให้ไฟหมดความศักดิ์สิทธิ์และแปดเปื้อนด้วยสิ่งสกปรก ถ้าจะฝังดิน ก็เกรงว่าดินจะหมดความศักดิ์สิทธิ์ หรือทิ้งซากศพลงในน้ำ ก็เกรงว่า น้ำจะสกปรกและหมดความศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงนำเอาศพไปวางไว้บนหอคอยที่สูงซึ่งสร้างไว้เป็นพิเศษเพื่อการนี้เรียกชื่อว่า หอคอยแห่งความสงบ (The Tower of Silence) ทิ้งไว้อย่างนั้นให้เป็นอาหารของแมลงของมด ของสัตว์อื่นๆ เช่น นก อีกา อีแร้ง หรือแม้แต่สุนัข เป็นต้น

นิกายในศาสนา
   
          นิกายที่สำคัญของศาสนาโซโรอัสเตอร์ มี 2 นิกาย คือ
   
          1.    นิกายชหันชหิส นิกายนี้คงถือคัมภีร์ที่ว่าด้วยการที่พระเจ้าแจ้งเรื่องราวต่างๆ ลงมาทางศาสดาโซโรอัสเตอร์เป็นสำคัญ ซึ่งคัมภีร์ดังกล่าวเป็นคัมภีร์ที่เกิดขึ้นใหม่ในสมัยต้นศตวรรษ  ที่ 3 อันได้มีการแปลคัมภีร์ของศาสนานี้เป็นภาษาปาลวี ซึ่งใช้ในเปอร์เซียสมัยนั้น ชื่อว่า คัมภีร์เมนอกิขรัท
   
          2.    นิกายกัทมิส นิกายนี้ยึดมั่นในคัมภีร์ที่ว่าด้วยพิธีกรรมต่างๆ อันได้แก่ คัมภีร์ ชะยิต-เนชะยิต ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยเดียวกันกับคัมภีร์เมนอกิขรัท

สัญลักษณ์ของศาสนา
สัญลักษณ์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ได้แก่ โคมไฟ ซึ่งมีความหมายถึงแสงสว่าง และความอบอุ่นอันเป็นเครื่องหมายแสดงถึงคุณลักษณะของพระเจ้าอาหุรมัสดา ผู้ทรงความบริสุทธิ์ ผู้ทรงแสงสว่างยิ่งกว่าแสงสว่างอันใด ผู้ประทานความอบอุ่นให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย ไฟผู้ให้กำเนิดแสงสว่างย่อมเผาผลาญสิ่งสกปรกให้เหลือแต่ความบริสุทธิ์ เปรียบเสมือนพระเจ้าประทับอยู่ที่ใด   ที่นั่นย่อมมีแต่ความบริสุทธิ์
« Last Edit: September 18, 2016, 11:59:29 PM by laichazeng »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
ขอบคุณสำหรับข้อมูลทางศาสนา ผมเองก็เป็นแฟนของมังกรหยก และเชียร์เม้งก่าด้วย อิอิ

แต่ผมก้าวข้าม และไม่สนใจศาสนาที่นำความเชื่อเป็นหลัก มานานแล้ว เพราะเป็นเพียงพื้นฐานทางความเชื่อของมนุษย์เท่านั้น ไม่ได้มีข้อธรรมหรือปรัชญาอันลึกซึ้งเลย

มีแต่ศาสนาเก่าไป ใหม่มา แต่งคัมภีร์ทับถมกันไปๆมาๆ พระเจ้าข้าสิแน่ พระเจ้าข้าสิสูงสุดหนึ่งเดียว ไม่มีที่สิ้นสุด หาสาระได้ยากนัก

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
สภาพของซากประตูคู่หลัง สมบูรณ์กว่าประตูหน้า
มีอักษรคูนิฟอร์ม สลักไว้แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “ King Xerxes says : by the favour of Ahuramazda , this Gate of All Nation I built. Much else that is beautiful was built in this Parsa , which I built and my father built.”

Ahuramazda เป็น 1 ใน 2 เทพสูงสุดของ ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนาประจำชาติเปอร์เซียในยุคนั้น
---------------*******************************
********************************************

ถึงเมือง Abarqu สิ่งก่อสร้างริมถนนนี้ สมัยก่อนใช้เป็นที่เก็บน้ำแข็ง

ภาพจาก http://www.go4get.com/add_go4board.php?id=1708&page=1
« Last Edit: September 19, 2016, 12:01:57 AM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
อัฟกานิสถานตั้งอยู่ในบริเวณรอยต่อระหว่างเอเชียกลาง เอเชียตะวันตกและเอเชียใต้ ทำให้ในประวัติศาสตร์ของอัฟกานิสถานเกี่ยวข้องกับกรอพยพของผุ้คนกลุ่มต่างๆเข้ามาในบริเวณนี้ ชนกลุ่มใหญ่ในอัฟกานิสถาน เป็นชนเชื้อสายอิหร่านที่พูดภาษากลุ่มอิหร่าน เช่นภาษาพาซตู ภาษาดารีเปอร์เซีย อิทธิพลของชาวอาหรับที่เข้ามาพร้อมกับศาสนาอิสลามมีผลต่ออัฟกานิสถานยุคใหม่ นอกจากนั้น อัฟกานิสถานในยุคโบราณยังได้รับอิทธิพลจากกรีซ เอเชียกลาง ชาวปะกัน ชาวพุทธในอินเดียและชาวฮินดู รวมทั้งผู้นับถือศาสนาโซโรแอสเตอร์ที่เข้ามาในบริเวณนี้

หลังจากสิ้นสุดยุคจักรวรรดิ อัฟกานิสถานปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2290 – 2516 ในพุทธศตวรรษที่ 24 อัฟกานิสถานพบกับความยุ่งยากที่เกิดขึ้นจากการแผ่อำนาจของจักรวรรดินิยมอังกฤษและรัสเซีย ในด้านสังคมถือว่าศาสนาอิสลามฝังรากอย่างมั่นคงในอัฟกานิสถาน การรุกรานของมองโกลนำโดยเจงกีสข่านไม่อาจเปลี่ยนแปลงศรัทธาของชาวอัฟกันได้ ในที่สุดชาวมองโกลส่วนใหญ่กลายเป็นมุสลิมไปด้วย
--------------------------------------------------
ประวัติศาสตร์อัฟกานิสถานก่อนศาสนาอิสลามเริ่มด้วยการเข้ามาของชาวอารยันเมื่อ 1,457 ปีก่อนพุทธศักราช ตามมาด้วยชาวเปอร์เซีย ชาวเมเดีย ชาวกรีก ชาวเมารยะและชาวแบกเทรีย ราชวงศ์เมารยะในอินเดียแผ่อำนาจเข้าควบคุมอัฟกานิสถานตอนใต้รวมทั้งกรุงคาบูลและกันดะฮาร์ ราชวงศ์นี้ปกครองอยู่ได้ 100 – 120 ปี มีการเผยแพร่ศาสนาพุทธเข้ามาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
ในสมัยราชวงศ์กุษาณ อัฟกานิสถานเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและการศึกษา หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ยุคที่อยู่ใต้อิทธิพลของเปอร์เซีย จนกระทั่งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชปราบจักรวรรดิเปอร์เซียลงได้เมื่อ พ.ศ. 872 พระองค์ได้ยกทัพมาถึงดินแดนที่เป็นประเทศอัฟกานิสถานปัจจุบันเพื่อเข้าตีแบกเทรีย และยังรวมอยู่กับเปอร์เซียจนถึงช่วงการรุกรานของชาวเติร์กเมื่อพุทธศตวรรษที่ 15

--------------------------------------------------------------------------------
การเผยแพร่และอิทธิพลของศาสนาอิสลาม (1185 – 2290)
ชาวอาหรับแผ่อิทธิพลมาถึงประเทศอัฟกานิสถานพร้อมกับนำศาสนาอิสลามเข้ามาตั้งแต่ พ.ศ. 1185 ก่อนหน้านั้นดินแดนอัฟกานิสถานอยู่ภายใต้อิทธิพลของราชวงศ์ถัง อิทธิพลอาหรับ-เปอร์เซียครอบงำอัฟกานิสถานจนถึงยุคจักรวรรดิคาซนาซิดเมื่อ พ.ศ. 1541 มุดแห่งกาซนีเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในยุคนี้และย้ายศูนย์กลางมาอยู่ที่กัซนี ราชวงศ์คาซนาวิดสิ้นอำนาจเมื่อ พ.ศ. 1689 โดยพ่ายแพ้ต่อคูริดส์ คาซนาวิดข่านยังคงมีอำนาจในกัซนีจนถึงพุทธศตวรรษที่ 24 เจ้าชายหลายองค์และเซลจุกเติร์กเข้ามามีอำนาจในส่วนต่างๆของประเทศ จนกระทั่ง ชาห์มูฮัมหมัดที่ 2 แห่งจักรวรรดิควาเรสมิดแห่งเปอร์เซียขยายอำนาจเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 1748 ต่อมา พ.ศ. 1762 อัฟกานิสถานถูกมองโกลยึดครอง

การรุกรานของเจงกีสข่านทำให้พื้นที่ทางการเกษตรเสียหายมาก เมื่อเจงกีสข่านถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 1767 ดินแดนนี้จึงอยู่ภายใต้การควบคุมของติมูรลัง ทายาทของเจงกีสข่าน ซึ่งรวมอัฟกานิสถานเข้าในจักรวรรดิเอเชียของเขา บาบุร ทายาทของติมูรซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์โมกุลได้สถาปนากรุงคาบูลเป็นเมืองหลวงของอัฟกานิสถาน

ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 – 23 อัฟกานิสถานถูกแบ่งแยกเป็นหลายส่วน ทางเหนืออยู่ภายใต้การควบคุมของอุซเบก ทางตะวันตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซาฟาวิด ทางตะวันออกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โมกุลและชาวพาซตุนท้องถิ่น เมื่อ พ.ศ. 2252 ชาวพาซตุนเข้ายึดดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซาฟาวิดและได้ครอบครองดินแดนอิสฟาฮานของอิหร่านในช่วง พ.ศ. 2262 – 2272

นาดิร ชาห์แห่งเปอร์เซีย ยึดดินแดนคืนได้เมื่อ พ.ศ. 2272 ต่อมาใน พ.ศ. 2281 นาดิร ชาห์ เข้ายึดครอง กันดะฮาร์ กัซนี คาบูลและลาฮอร์ ได้ภายในปีเดียวกัน หลังจากนาดิร ชาห์สวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2290 ดุรรานี ชาวพาซตุน เข้ายึดครองดินแดนเหล่านี้กลับมาเป็นของอัฟกานิสถานได้อีก
----------------------------------------------
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9F%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
โถงของ Southern Iwan
เปอร์เซีย ถูกปกครอง Hulagu หรือฮูลากูข่านซึ่งเป็นหลานเจงกิสข่าน เป็นผู้เริ่มต้นอาณาจักรข่านอิลข่าน( il khan)แห่งมองโกล อิลข่านตอนแรกมีทั้งพุทธและคริสต์เยอะต่อมาภายหลังอาณาจักรอิลข่านกลายเป็นรัฐมุสลิมเด็ดขาดไปเลย
เมืองหลวงอยู่ที่ Tabriz และต่อมาย้ายไปที่ Qazvin ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน
----------------------------------------------------------
เดิม Jameh Mosque เป็นวิหารของโซโรอัสเตอร์ เปลี่ยนเป็นมัสยิดในสมัย Seljuk เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 11
ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 12 เกิดไฟไหม้มัสยิด เหลือเพียงโดมทางด้านทิศเหนือ และทิศใต้ , มัสยิดได้รับการสร้างขึ้นใหม่เมื่อปีค.ศ. 1121
Jameh Mosque ของเมืองอิสฟาฮาน เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอิหร่าน มีพื้นที่รวมประมาณ 20,000 ตารางเมตร
Southern Iwan มีหอคอยคู่ สร้างในสมัยมองโกลยึดครอง
Western Iwan สร้างตั้งแต่สมัย Seljuk ( สมัยก่อนมองโกลรุกราน ) แต่ได้รับการบูรณะในสมัยราชวงศ์ Safavid ( หลังยุคมองโกล )
Ablutions fountain ตรงกลางลาน สมมติให้เป็น หิน Kaaba ของเมือง Mecca เพื่อเป็นสถานที่ซ้อมก่อนไปทำพิธีฮัจญ์
-------------------------------------------------------------------------------
Taj al – Molk Dome อยู่ทางเหนือสุดของมัสยิด ในคู่มือบอกว่า เป็น “ the finest and mathematically perfect brick dome ever built” รอดจากแผ่นดินไหวมาหลายครั้ง ตลอด 900 กว่าปี
จากห้องโถง 4 เหลี่ยม ปรับรูปเป็น 8 เหลี่ยม เป็น 16 เหลี่ยม แล้วกลายเป็นโดมทรงครึ่งวงกลมในที่สุด
เป็นความสามารถของสถาปนิกเปอร์เซีย ซึ่งในยุคนั้น ทางยุโรปเป็นศิลปะโกธิค ที่หลังคา และยอด แหลมสูง ต้องมี flying buttress เกะกะ อยู่ทางด้านข้าง เพื่อค้ำยันไว้
-------------------------------------------------------------------------------------------
ชาวตาตาร์คือ มุสลิมเชื้อสายมองโกลที่เคยยกทัพมายึดรัสเซียได้เมื่อเกือบ 800 ปีก่อน ตั้งอาณาจักรที่นี่เรียกว่า โกลเด้นฮอร์ด (Golden Horde) ข่านแห่งโกลเด้นฮอร์ดคือ เบอร์เกข่าน (Berke Khan) เป็นข่านมองโกลองค์แรก (ในมองโกล 4 อาณาจักรข่านคือข่านโกลเดนฮอร์ดและข่านอิลข่านและข่านชะกะไตข่านและข่านกุบไลข่าน) ที่หันมารับอิสลาม (ปี 1256) ทำให้อิสลามกลายเป็นศาสนาประจำอาณาจักรโกลเดนฮอร์ดในเวลาต่อมา ลูกหลานของกองทัพมองโกลเหล่านั้นก็คือชาวตาตาร์แห่งประเทศรัสเซียในปัจจุบัน แต่หน้าตากลายเป็นฝรั่งรัสเซียไปหมดแล้ว เขตปกครองตนเองของชาวตาตาร์คือ ตาตาร์สถาน (Tatarstan) ตั้งอยู่ด้านตะวันออก ไม่ไกลจากกรุงมอสโคว์ ชาวตาตาร์มีฐานะดีและเก่งสารพัดที่รัสเซีย ในแถบไหนที่มีประชากรมุสลิมเยอะ ทั้งอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจจะตกอยู่ในมือของมุสลิมหมด
--------------------------------------------------------------------------------------
ในหน้าประวัติศาสตร์โลกมุสลิม มีความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ภายหลังการเสียชีวิตของท่านนบีอยู่ 3 ครั้งใหญ่ๆ นั่นคือ การรุกรานของมองโกล, สงคราม Crusade, และการล่มสลายของอาณาจักรอุษมานิยะฮฺ (ออตโตมาน) อะซานในวงเล็บคราวนี้ จะพูดถึงเรื่องแรกกัน

ในช่วงศตวรรษที่ 12-13 เป็นช่วงที่มองโกลแผ่แสนยานุภาพกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ เกินกว่าครึ่งโลก ใครจะคาดคิดว่าชาวเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือของจีนจะกล้าหาญและสามารถพิชิตอาณาจักรต่างๆ เรื่อยมาตั้งแต่ จีน เกาหลี รัสเซีย อินเดีย เปอร์เซีย เอเชียกลาง และบางส่วนของอาหรับ การแผ่อิทธิพลของมองโกลสร้างความครั่นคร้ามให้กับโลกอย่างมากมาย เพราะนอกจากทัพมองโกลจะไร้ความปรานีแล้วยังมีความเก่งกาจทางการรบบนหลังม้าเป็นอย่างมาก ว่ากันว่า หากพวกเขาจะครองโลก ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปไม่ได้

แต่แล้วความเกรี้ยวกราดของทัพมองโกลก็หยุดอยู่เพียงชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน เป็นเพราะอะไร เรามาเปิดวงเล็บกัน

สงครามที่เป็นจุดพลิกผันการแผ่ขยายอำนาจของมองโกลนั้นคือ สงครามอัยนฺ ญาลูต ซึ่งสงครามครั้งนี้เป็นสงครามที่นักประวัติศาสตร์บันทึกว่าเป็นสงครามที่มีผลกระทบสำคัญต่อโลกทั้งหมด เนื่องจากหากสงครามครั้งนี้ฝ่ายมองโกลเป็นฝ่ายมีชัย แน่นอนว่า มองโกลจะสามารถบุกเข้าไปยังยุโรป, คาบสมุทรอาหรับ, แอฟริกา ได้ทั้งหมด อันเป็นผลให้โลกสูญเสียอย่างใหญ่หลวง แต่ครั้งนั้น ทัพมุสลิมโดยการนำของราชวงศ์มัมลู๊กของอิยิปต์สามารถหยุดการรุกรานของมองโกลไว้ได้

สงครามครั้งนี้มีอะไรหลายๆ อย่างให้น่าพูดถึง แต่ที่ผมจะนำเสนอกลับเป็นอีกเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครทราบ ในการหยุดมองโกลไม่ให้มีโอกาสกลับมาพิชิตโลกมุสลิมได้อีกต่อไปนั้น มีบุรุษอีกคนที่มีบทบาทอย่างมากในการหยุดการรุกรานของทัพมองโกล นั่นคือ บะรอกะฮฺ ข่าน

ใช่แล้วเจ้าชายมองโกลคนนี้แหละครับ ที่หยุดทัพมองโกล!

ข่านมุสลิมแห่งอาณาจักรโกลเดนฮอร์ด (Golden Horde)

เตมูจิน เจงกิสข่าน มีบุตรชาย 4 คน  โจชิ (Jochi) เป็นบุตรคนโต

ภายหลังการตายของเจงกิสข่าน โอเกดิ ข่าน ลูกคนที่ 3 ของเตมูจินได้สืบทอดบัลลังก์ต่อ

เบอร์ก ข่าน เป็นลูกชายคนคนที่ 3 ในจำนวน 14 คนของ โจชิ เป็นหลานแท้ๆ ของเจงกิสข่านผู้ยิ่งใหญ่ ปีค.ศ. 1236 เบอร์ก ข่าน (Berke Khan) และพี่น้องของเขา ได้รับบัญชาจากข่าน โอเกดิ ข่าน จักรพรรดิ์มองโกลให้ ยกทัพ 150,000 คนเข้าสู่ไซบีเรียและเขตของอาณาจักรมุสลิม หลังจากนั้นท่านได้ถูกส่งไปยังพื้นที่ตอนเหนือของคอเซซัส เพื่อยึดเมืองคิพชัค (Kipchaks) ภายใต้การนำของ บาตู ข่าน (Batu Khan)

บาตู และเบอร์กนำทัพมองโกลที่เข้ายึดครองรัสเซียและประเทศในแถบนั้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามโกลเดนฮอร์ด ซึ่งต่อมา บาตู ข่าน พี่ชายของเบอร์ก ข่าน ก็ก้าวขึ้นไปเป็นผู้ปกครองชาวมองโกลคนแรกแห่งเมืองคิพชัค

ครั้งหนึ่ง เบอร์ก ข่าน น้องชาย เจ้าเมืองคิพชัค ได้พบกับกองคาราวานมุสลิมที่มาจากเมืองบุคอรอ เบอร์ก ข่านได้สนทนากับพ่อค้าเกี่ยวกับหลักการศรัทธา หลักการยึดมั่นของอิสลาม จนในที่สุด เบอร์ก ข่านก็เข้ารับอิสลามโดย ซัยฟุดดีน อัลเดอวิช จากเมือง คอวาริซ ภายหลัง และใช้ชื่อว่าบะรอกะฮฺ ข่าน จากนั้นเป็นต้นมา เมื่อตนเข้ารับอิสลามก็ได้เรียกร้องเชิญชวน ทัค ทีเมอ (Tukh-timur) น้องชายของตนเข้ารับอิสลามด้วย

ในขณะที่ทัพมองโกลกำลังจะยาตราทัพไปยังยุโรป โอเกดิ ข่าน ก็ถึงแก่ชีวิต ลูกหลานทั้งหมดของเจงกิสข่านจึงต้องกลับไปยังมองโกเลีย เพื่อเลือกและให้สัตยาบันกับข่านคนใหม่ ปี 1248 บาตู ข่าน ได้ส่งบารอกะฮฺและ ทัค ทีเมอ น้องชายทั้งสอง ไปยังมองโกเลีย บะรอกะฮฺ ข่านและพี่น้องของเขาเสนอ บาตู ข่านแห่งอาณาจักรข่านคิพชัค เป็นจักรพรรดิ์แห่งมองโกล (the great khan) แต่ล้มเหลว คราวนั้น ฮูลากู ข่าน หลานชายคนหนึ่งของเจงกิสข่าน ขึ้นเป็นจักรพรรดิ์ หลังจากนั้นอาณาจักรข่านคิพชัค จึงถูกจัดสถาปณาขึ้นเป็นรัฐอิสลามในดินแดนโกลเดนฮอร์ด เป็นอาณาจักรย่อยในจักรวรรดิมองโกล

ที่มองโกเลีย บารอกะฮฺ ข่านยังมีอีกภารกิจหนึ่งที่ต้องทำ ซึ่งก็คือดะอวะฮฺเชิญชวนพี่น้องของท่านจาก สายของข่านคนอื่นๆ ให้ยอมรับอิสลาม ด้วยวิธีการที่ดีงามหลายต่อหลายครั้ง แต่พวกเขาก็ปฏิเสธ แม้ว่าการศรัทธาจะแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม บะรอกะฮฺยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างมองโกลด้วยกันมาตลอด ท่านพยายามจัดการเรื่องต่างๆ ภายใต้กฏระเบียบที่เคร่งครัด

หลังจากนั้นไม่นานบาตู ข่านก็เสียชีวิต  ปี ค.ศ. 1257 บารอกะฮฺ ข่านเป็นผู้ปกครอง โกลเดนฮอร์ด และ ค.ศ. 1266 ซึ่งเกิดจากการรวม Blue Horde และ White Hordes ไว้ด้วยกัน

เมื่อบะรอกะฮฺ ข่านผู้นี้ขึ้นปกครอง โกลเดนฮอร์ด ต่อจากบาตู ข่าน พี่ชาย อาณาจักรข่านแห่งอาณาจักรข่านคิพชัค ท่านก็นำเอาชะรีอะฮฺมาใช้ในการบริหารดินแดนของท่านทันที นับได้ว่าเป็นอาณาจักรของมองโกลแห่งแรกที่ปกครองโดยอิสลามมาแล้ว

ศึกอัยน์ ญาลูต

ขณะเดียวกันอาณาจักรอับบาสียะฮฺอันรุ่งเรืองก็ถึงคราวล่มสลาย ทัพมองโกลบุกเข้าทำลายอารยธรรมอิสลาม ณ กรุงแบกแดดอย่างย่อยยับ บรรดามุสลิมทยอยกันอพยพออกจากแบกแดดไปทางตะวันตก ในสมัยนั้นผู้คนคงคิดว่าเราคงไม่มีทางต่อกรกับทัพมองโกลหรือ ตาตาร์ได้แน่ เนื่องจากพวกเขาโหดร้ายและมีแสนยานุภาพมากมายนัก อาณาจักรอิสลามน้อยใหญ่ถูกตีพ่ายมาเรื่อยๆ ทัดทานไม่อยู่......

พระองค์ได้เตรียมบรรดาคนของพระองค์ไว้เพื่อหยุดพวกมองโกลและสอนบรรดามุสลิมถึงหลายๆ บทเรียน

ทางฝั่งอียิปต์ อาณาจักรอิสลาม มัมลู๊ก ราชวงศ์ที่มาจากทาส ผู้มีพลกำลังและศักยภาพทางการรบพอสมควร อาสาเข้าปกป้องโลกมุสลิมจากการรุกคืบของทัพมองโกล กูตุซ คอลิฟะฮฺของอาณาจักร์มัมลู๊กได้นำทัพออกไปปะทะกับทัพมองโกลที่ เนินอัยน์ ญาลูต แถบปาเลสไตน์

ในการศึกครั้งนี้หาได้มีเพียงกำลังพลจากมัมลู๊กอย่างเดียวไม่ แต่อาณาจักรอิสลามเล็กๆ รวมทั้งอาณาจักรคริสเตียนใกล้เคียงเข้าร่วมเสริมกำลังรบด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งทัพจาก บะรอกะฮฺ ข่าน ผู้นำมองโกลมุสลิมแห่งโกลเดนฮอร์ด คนแรกเข้าต่อกรกับฮูลากู ข่านด้วยเข่นกัน

ด้วยตักดีรของอัลลอฮฺทัพมองโกลที่พิชิตทุกสมรภูมิได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้ในศึกครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนี้และถอยร่นกลับไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรมองโกลแถบเปอร์เซีย

 หลังจากศึกอัยน์ ญาลูตเพียง 15 วัน กูตุซ คอลีฟะฮฺแห่งมัมลู๊กก็ตาย

มองโกลถูกหยุดสนิท

ผู้นำมัมลู๊กสิ้นแล้ว แต่ฮูลากู ข่าน ผู้นำมองโกลยังคงอยู่

ความคิดที่จะแก้แค้นความพ่ายแพ้ในศึก อัยน์ ญาลูต ยังคงอยู่ สบโอกาสหลายต่อหลายครั้งที่ ฮูลากู ข่านนำทัพเข้าโรมรันอาณาจักรอิสลาม แต่ก็หาเป็นผลสำเร็จไม่ เนื่องจากยังมีชายอีกคนที่รักษาคำมั่นสัญญาที่เคยให้กับพันธมิตรอย่างกูตุซไว้ว่าจะร่วมต้านทัพมองโกล แม้สหายได้สิ้นชีวิตไปแล้ว แต่บะรอกะฮฺ ข่านยังรักษาสัตย์ นำทัพสกัดกั้นความอหังการของฮูลากู ข่านไว้หลายระลอก แม้เรื่องราวภายหลังศึกใหญ่อย่างอัยน์ ญาลูตจะไม่ถูกกล่าวถึงนัก แต่ผมเห็นว่าบทบาทของบะรอกะฮฺ ข่านกลับเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองอันสำคัญที่ทำให้มองโกลไม่สามารถเข้าโจมตีอาณาจักรอิสลามได้อีกต่อไป

บะรอกะฮฺ ข่าน ได้ประกาศว่า “เขา (ฮูลากู ข่าน) บุกทำลายทั่วทุกเมืองของมุสลิม และมอบความตายให้กับคอลีฟะฮฺแห่งอาณาจักรอิสลาม ด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ, ข้าจะนำเขามาคิดบัญชีต่อเลือดผู้บริสุทธิ์ทุกหยดที่เขาอธรรม” (ในหนังสือ The Mongol Warlords, โดย รอชีด อัดดีน ที่บันทึกคำประกาศของบะรอกะฮฺ ข่าน และปรากฏในหนังสือ The Mamluk-Ilkhanid War)

ไม่นานนัก ฮูลากู ข่านก็เสียชีวิต อันเป็นเหตุให้อาณาจักรมองโกลถูกลดศักยภาพและเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ เนื่องจากภายหลังจากฮูลากู ข่าน ก็หามีชายมองโกลคนใดเทียบเท่าฮูลากู ข่านได้อีกแล้ว

เช่นเดียวกัน ภายหลังฮูลากู ข่าน เสียชีวิต บะรอกะฮฺ ข่าน บุรุษผู้หยุดมองโกลก็ตายเช่นเดียวกัน

บทบาทที่มากกว่าการรบ

บทบาทของบะรอกะฮฺ ข่านที่มีต่อโลกมุสลิมนั้น มีมากกว่าการหยุดยั้งมองโกลจากการเข้าทำลายโลกมุสลิม เนื่องจากท่านเข้ารับอิสลามด้วยความเข้าใจ จากการศึกษาจริงๆ อีกทั้งยังเป็นผู้มีความเคร่งครัดในอิสลามอย่างมาก การรักษาสายสัมพันธ์และดำเนินการเชิญชวนผู้คนเข้ารับอิสลามเป็นเหตุให้ชาวมองโกลมากมายเข้ารับอิสลาม การเชื่อมความสัมพันธ์กับราชวงศ์มัมลู๊กแห่งอียิปต์นอกจากจะเสริมความเข้มแข็งทางการทหารให้แก่กันแล้ว ยังทำให้ชาวมองโกลมุสลิมจำนวนมากสามารถเข้ายังอียิปต์และเรียนรู้อิสลามเพิ่มมากขึ้น

บะรอกะฮฺ ข่าน มีชื่อในภาษามองโกเลี่ยน ว่า Berke Khan อันมีความหมายว่า ความยากลำบาก แต่สำหรับมุสลิมแล้วชื่อของท่านคือความบะรอกะฮฺ คือการเพิ่มพูน, ความดีงาม ที่อัลลอฮฺประทานลงมากแก่ประชาชาตินี้ผ่านทางท่าน บะรอกะฮฺ ข่าน บุรุษผู้หยุดมองโกล

---------------------------------------------------------------------------------------------------
๙.ราชวงศ์โมกุล (Mughal dynasty) พ.ศ. ๒๐๖๙ (มองโกล)

คำว่า โมกุล มาจากคำว่า มองโกล อันเป็นชื่อเรียกชนเผ่าผิวเหลืองปัจจุบันชาวเอเชียตะวันออกเช่น จีน เกาหลี มองโกเลีย ญี่ปุ่น เวียดนาม ลาว เขมร ไทย พม่า จัดว่าเป็นเผ่ามองโกลเช่นกัน ชาวมองโกลที่สืบเนื่องมาจากจักรพรรดิ์เจงกิสข่าน เข้าไปรุกรบและยึดครองทวีปยุโรปบางส่วนและเอเชียเกือบทั้งหมดไว้ได้ หัวหน้ามองโกลที่ปกครองเอเชียกลาง(ในอาณาจักรชะกะไตข่าน)หันกลับไปนับถือศาสนาอิสลามตามชนพื้นเมืองและกลายเป็นเคร่งจัด ถือว่าการรุกรานเพื่อศาสนาเป็นภารกิจที่จำเป็นและเป็นกุศลมหาศาล ดังนั้นพวกเขาจึงรุกรบเข้าอินเดียโดยไม่เกรงกลัวอันตรายและตั้งราชวงศ์โมกุลขึ้น แต่การรุกเข้ายึดอินเดียตอนนี้มองโกลต้อง โค่นจักรวรรดิมุสลิมด้วยกันเอง แต่คนละเชื้อสาย


๑. บาบูร์ (Babu) เป็นปฐมวงศ์ของราชวงศ์นี้ยึดอำนาจได้จากโลห์ดีกษัตริย์เดลลีชาวอัฟกัน บาบูร์เป็นหลานเจ็งกิสข่าน จักรพรรดิ์มองโกลผู้ยิ่งใหญ่ แต่มีญาติเป็นตุรกีทางบิดา ได้ปกครองอินเดีย พ.ศ.๒๐๖๙ สืบต่อมาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามตามบิดา ในขณะที่กุบไลข่านที่ปกครองจีนเป็นพุทธศาสนิกชน บาบูร์ปกครองอยู่ได้ไม่นานก็เสียชีวิตลง เมื่อพ.ศ.๒๐๗๓ รวม ๔ ปี ศพของพระองค์นำไปฝังที่เมืองคาบูล อัฟกานิสถาน


๒. หุมายุน (Humayun) เป็นบุตรของบาบูร์ ขึ้นครองบัลลังก์เดลลีต่อจากบาบูร์ พ.ศ.๒๐๗๓ ถูกเสรชาห์ยึดอำนาจได้ ใช้เวลาหาสมัครพรรคพวกนานจึงยึดบัลลังก์กลับมาได้สำเร็จ เป็นนักปกครองที่เข้มงวด ไม่ให้เสรีภาพแก่ผู้นับถือศาสนาอื่น ๆ ปกครองจนถึง พ.ศ.๒๐๙๙ รวม ๒๖ ปี


๓. อักบาร์ (Akbar) เป็นบุตรของหุมายุน ขึ้นครองบัลลังก์เดลลีต่อจากบิดา พ.ศ.๒๐๙๙ ขณะอายุ ๑๓ ปี เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย เคยย้ายเมืองหลวงไปอยู่ลัคเนาว์ ๑๓ ปี มีเสนาคู่ใจเป็นฮินดูนามว่า ราชามานสิงห์ ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ไม่ได้บีบบังคับชาวฮินดู พุทธ เชนหรือซิกซ์ให้มานับถือศาสนาอิสลามเหมือนกษัตริย์องค์ก่อน ๆ พยายามจะสถาปนาศาสนาขึ้นใหม่แต่ไม่สำเร็จ ปกครองจนถึง พ.ศ. ๒๑๔๘ รวม ๔๙ ปี
ในสมัยของจักรพรรดิอักบาร์พ.ศ. ๒๑๔๓ พ่อค้าชาวอังกฤษได้เข้ามาอินเดียเพื่อค้่าขายและก่อตั้งบริษัทอินเดียตะวันออก (East Indian Company) ขึ้นซึ่งต่อมาก็กลายเป็นบริษัทที่เข้ายึดครองอินเดียทั้งหมดในสมัยต่อมา


๔. ชาห์ฮังคีร์ (Jahangir) เป็นโอรสของพระเจ้าอักบาร์ ขึ้นครองบัลังก์เดลลีต่อจากอักบาร์ พ.ศ. ๒๑๔๘ เมื่ออายุ ๓๗ ปี เคยก่อการกบฏต่อบิดาหลายหครั้งแต่ก็ได้รับการให้อภัย มีมเหสีนามว่านูรชาหัน ปกครองจนถึง พ.ศ.๒๑๗๐รวม ๒๒ ปี


๕. ชาห์ ชาฮัน (Sha jahan) เป็นโอรสของชาห์ฮังคีร์ ขึ้นครองบัลลังก์เดลลีต่อจากบิดาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๐ โดยการฆ่าพี่น้องหลายคน ต่อมาแต่งงานกับ มุมตัส มาฮาล มีลูกด้วยกัน ๑๔ คน เป็นผู้สร้าง ทัชมาฮาล เป็นอนุสาวรีย์ความรักมอบให้แก่มเหสี ปกครองจนถึง พ.ศ.๒๒๐๒ รวม ๓๑ ปี


๖. ออรังเซบ (Aurangzeb) เป็นโอรสของ ชาห์ ชาฮัน ขึ้นครองบัลลังก์เดลลีต่อจากบิดา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๒ โดยจับบิดาขังคุกเพราะกลัวว่าราชสมบัติจะหมดไปจากการสร้างทัชมาอาล จึงขังจนบิดาตายในคุก แต่พยายามทำดีเพื่อลบล้างความชั่วของตน ได้ทำสงครามปราบปรามแว่นแคว้นอื่น ๆ ครั้งที่สำคัญที่สุดคือการรบระหว่างพระเจ้าออรังเซบกับพระเจ้าศิวจี กษัตริยฺฮินดู แห่งแคว้นมหาราษฎร์ภาคใต้ ทั้งสองฝ่ายได้เสียไพร่พลเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลการรบนั้นพระเจ้าออรังเซบกำชัยชนะได้อย่างเด็ดขาด นอกนั้นยังมีสงครามระหว่างชาวซิกซ์กับอิสลาม เป็นต้น ต่อนนี้อังกฤษเริ่มรุกอินเดียทีละน้อย จักวรรดิโมกุลเริ่มลดลงตามลำดับออรังเซบปกครองจนถึง พ.ศ. ๒๒๕๑ รวม ๔๙ ปี


มายุคนี้พุทธศาสนาในภาคเหนือและภาคกลางของอินเดียได้ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว จากการยึดครองอินเดียของกองทัพมุสลิมที่ยาวนาน คงเหลือแต่ภาคใต้บางส่วน เช่น ที่เมืองท่านาคปัฏฏินัม แต่แม้การะนั้นก็ต้องต่อสู่กับศาสนาฮินดูอย่างรุนแรง ดังเช่น นายเอ.ไอยัปปะ ยืนยันในงานเขียนของเขาว่า
"เมื่อนักบวชไศวะ และไวศณพของฮินดู เริ่มแสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อพุทธศาสนาอย่างรุนแรง และนักปราชญ์ชาวพุทธโต้วาทีแพ้ต่อพวกเขา แม้ขณะนั้นเมืองนาคปัฏฏินัมก็ยังเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาที่รุ่งเรืองอยู่ ชาวพุทธที่ถูกรังแก (จากที่อื่น) ก็ทยอยกันเข้าไปกลบภัยอยู่ที่นั่น ชาวพุทธที่เหลืออยู่ในอินเดียใต้ก็ค่อยๆ กลับไปนับถือศาสนาฮินดู จนกระทั่งพุทธศควรรษที่ ๒๑ ยังมีพุทธศาสนิกชนอาศัยอยู่นาคปัฏฏินัม"

ดังนั้นเมืองท่านาคปัฏฏินัม จึงเป็นที่หลบภัยของพระสงฆ์และพุทธบริษัทจนถึง พ.ศ. ๒๑๐๐ ตามปันทึกของพระถังซัมจั๋ง พ.ศ. ๑๑๐๐ ได้กล่าวสถานการณ์พุทธศาสนาว่ามีวัดที่นาคปัฏฏินัม ๑๐๐ วัด มีพระ ๑๐,๐๐๐ รูป มีวัดที่สำคัญ ๔ วัดคือวัดโศการาม วัดศิลปะแบบจีน วัดคุรุปาลัมปาไล และวัดจุฬามณีวิหาร เป็นต้น

----------------------------------------------------


« Last Edit: September 19, 2016, 12:08:30 AM by laichazeng »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 108
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
จะเป็นไปได้ไหมว่า ศาสนาโซโรอัสเตอร์ เป็นลัทธิเดียวหรือนิกายที่แตกขแนงมาเดียวกับที่ท่าน "ชฎิลสามพี่น้อง" นับถือ ก่อนจะมาเป็นพุทธสาวก  เพราะมีการบูชาไฟเช่นกัน

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
คุณต้นไม้เมตตาลองอ่านคหข้างบนเรื่องศาสนาโซโรอัสเตอร์โดยสรุปดูนะครับจะเห็นว่าในทางวิชาการศาสนาโซโรอัสเตอร์เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช117ปีโดยประมาณนะครับและลองอ่านเรื่องบูชาไฟแบบอัคนิเทพทางพราหมณ์ดูนะครับดังนี้
------
 การบูชาไฟเป็นความเชื่อสืบมาแต่แนวคิดที่ว่า เดิมที่มีพระเจ้าผู้สร้างโลกองค์เดียวนามว่า ‘ปชาบดี’ พระองค์ต้องการสร้างโลกสร้างสัตว์ทั้งหลายขึ้น จึงทรงบำเพ็ญตบะและได้ประทานกำเนิดแก่อัคนีเทพเป็นองค์แรก ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์ (คำ ‘อัคนี’ แปลว่ามีก่อน เกิดก่อน เพี้ยนมาจากคำว่า อัคร) เพราะเหตุที่อัคนีเกิดจากพระโอษฐ์ของปชาบดี จึงเป็นพี่ชายใหญ่ของปวงเทพทั้งปวง และมีหน้าที่เสวยอาหารหรือเครื่องสังเวย.

         เมื่อพวกพราหมณ์ประกอบพิธีบูชาไฟที่เรียกว่า อัคนิโหตระ (บาลีว่า อัคคิหุตตะ) เขาจะสวดอ้อนวอนอัคนีเทพให้ช่วยเป็นสื่อนำเครื่องสังเวยขี้นไปถวายพระปชาบดีและทวยเทพบนสวรรค์ แล้วก็ใส่เครื่องสังเวยทั้งหลายลงในไฟ.


        การใส่เครื่องสังเวยลงในไฟก็เท่ากับว่าได้ใส่ลงในโอษฐ์ของอัคนีเทพ เมื่อเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นก็หมายความว่า องค์อัคนีเทพทรงนำเอาเครื่องสังเวยเหล่านั้นขึ้นไปสรวงสวรรค์ เมื่อถึงสวรรค์แล้วอัคนีเทพก็จะป้อนเครื่องสังเวยเหล่านั้นแก่พระปชาบดี และเทพอื่นๆ ด้วยปาก ดุจแม่นกป้อนเหยื่อแก่ลูกนกฉะนั้น.


        ไฟมีบทบาทสำคัญอย่างนี้ จึงมีคำสรรเสริญไว้ในคัมภีร์พราหมณ์ว่า


         “อัคนิโหตระ (การบูชาไฟ) เป็นประมุขแห่งยัญทั้งหลาย การบูชาไฟประเสริฐที่สุดในบรรดาการบูชาทั้งปวง”.


ชฎิลสามพี่น้องพร้อมบริวารจำนวนพันก็เชื่อถืออย่างนี้ จึงประกอบพิธีบูชาไฟอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อหวังให้จอมเทพและเทพทั้งหลายโปรดปราน.


        พระพุทธเจ้าเสด็จถึงอาศรมของอุรุเวลกัสสปะ พี่ชายใหญ่ของชฎิลทั้งปวงในเวลาเย็น ทรงขอพักอาศัยสักคืน อุรุเวลกัสสปะไม่อยากให้พักด้วย จึงบอกให้ไปพักที่โรงไฟอันเป็นสถานที่ประกอบพิธีบูชาไฟ ว่ากันว่ามีนาคราช (ก็คงเป็นงูใหญ่) อยู่ “เจองูใหญ่ เดี๋ยวก็เผ่นหนีเอง” แกคงคิดอย่างนี้.


        รุ่งเช้าขึ้นแกก็พาบริวารมาโรงไฟ เพื่อมาดูว่า สมณะหนุ่มคงเสร็จพญานาคเรียบร้อยแล้ว ที่ไหนได้กลับเห็นพระพุทธองค์ประทับนั่งเป็นสง่าอยู่ พากันมองหาพญานาคว่าไปอยู่เสียที่ใด พระพุทธองค์ทรงเปิดฝาบาตรให้พวกเขาดู ต่างก็อุทานด้วยความประหลาดใจ.


ทรงใช้อิทธิฤทธิ์ย่อให้มันเล็กนิดขดมะก้องด้องอยู่ในบาตรนั่นแล.

       
สรรพสิ่งร้อนเป็นไฟ


พวกชฎิลมีอุรุเวลกัสสปะเป็นหัวหน้าต่างยอมสิโรราบคาบแก้ว (เป็นสำนวน มิได้คาบแก้วจริงๆ) ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รับฟังพระโอวาทจากพระพุทธองค์สลัดคราบนักบวชเกล้ามวยผมบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์.


        บริขารเครื่องใช้ไม้สอยแบบชฎิลก็ถูกโยนทิ้งน้ำหมด ว่ากันว่ามีเครื่องแต่งผม ชฎา สาแหรก คาน เครื่องบูชาไฟ น้ำเต้า หนังเสือ ไม้สามง่าม ของเหล่านี้ลองเท้งเต้งมาตามน้ำ. ชฎิลผู้น้อยหรือ ‘ซือตี๋’ เห็นเข้า นึกว่าเกิดอันตรายขึ้นแก่ ‘ซือเฮีย’ พร้อมบริวาร จึงพากันขึ้นไปหา รู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็เกิดความเลื่อมใส พากันลอยบริขารลงแม่น้ำเช่นเดียวกัน ‘น้องเล็ก’ อยู่สุดคุ้งน้ำ นึกว่า ‘พี่ใหญ่’ และ ‘พี่รอง’ ประสบอันตรายจึงพาบริวารขึ้นไปดูก็สละเพศภาวะชฎิลเช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสอง.


        พระพุทธองค์ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ ชฎิลสามพี่น้องพร้อมบริวารรวมแล้วมีหนึ่งพันสามรูป แล้วทรงพาภิกษุเหล่านั้นไปยังตำบลคยาสีสะ ประทับอยู่ ณ ที่นั้นชั่วระยะหนึ่ง เมื่อทรงเห็นว่าสาวกของพระองค์มีความพร้อมแล้ว จึงแสดงอาทิตตปริยายสูตรให้ฟัง.


        ต่อไปนี้จะขอสรุปเนื้อหาของพระสูตรให้ฟังดังนี้


        “ภิกษุทั้งหลาย ทุกสิ่งร้อนเป็นไฟ ทุกสิ่งที่ว่าร้อนเป็นไฟคืออะไรเล่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ การรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ร้อนเป็นไฟ สัมผัสเกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ร้อนเป็นไฟ ความรู้สึกเกิดจากสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ร้อนเป็นไฟ.


        ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ร้อนเพราะความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ.


        นี้แหละที่ว่าทุกสิ่งร้อนเป็นไฟ


        ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อรู้เห็นอย่างนี้ ย่อมหน่ายในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หน่ายในการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หน่ายในสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หน่ายในความรู้สึกเกิดจากสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อหน่ายก็ย่อมคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัด จิตก็หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าชาติสิ้นแล้ว เราได้ประพฤติพรหมจรรย์สมบูรณ์แล้ว (ได้บรรลุจุดหมายปลายทางแล้ว) ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว”.


        พระสูตรนี้เป็นภาษาบาลี ๒ หน้า ที่สรุปข้างต้นก็ยังยาวไป ถ้าจะสรุปให้สั้นง่ายแก่การจำจะได้ดังนี้


        “ทุกอย่างร้อนเป็นไฟ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ การรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ ร้อนด้วยไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ร้อนด้วยชาติ ชรา มรณะ ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กายทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ อริยสาวกรู้เห็นเช่นนี้ ย่อมหน่าย คลายกำหนัด ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีจิตหลุดพ้นและรู้ว่าตนได้สิ้นภพสิ้นชาติ บรรลุเป้าหมายสูงสุดของพรหมจรรย์ ไม่ต้องทำอะไรอีกต่อไปแล้ว”.


        เมื่อทรงเทศน์จบลง อดีตชฎิลทั้ง ๑,๐๐๓ รูปก็บรรลุพระอรหัต (อย่าแก้เป็น ‘อรหันต์’ เพราะในที่นี้เป็นคำนามที่หมายถึง ‘ภาวะของพระอรหันต์’) พร้อมกัน เป็นอันว่าด้วยระยะเวลาอันสั้น พระพุทธองค์ได้สาวกจำนวนพัน มากพอที่จะเผลแพร่พระพุทธศาสนาให้กว้างขวางภายในเวลาอันรวดเร็ว.


        มีข้อที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ พระพุทธเจ้าทรงทราบนิสัย (ความเคยชิน) อุปนิสัย (แวว) และอธิมุติ (ความถนัด) ของผู้ฟังเทศน์ จึงทรงเลือกเรื่องแสดงให้เหมาะกับนิสัย อุปนิสัย และอธิมุติของผู้ฟัง เพราะเหตุนี้เองเวลาทรงแสดงธรรมให้ใครฟัง ฅนๆ นั้นจึงบรรลุธรรมทันทีเป็นที่น่าอัศจรรย์.


        อย่างพวกชฎิลนี้ วันๆ ก็หมกมุ่นอยู่แต่กับการบูชาไฟ หายใจเข้าก็บูชาไฟ หายใจออกก็บูชาไฟ ว่าอย่างนั้นเถอะ ย่อมมีประสบการณ์เกี่ยวกับความร้อน เพื่อพระพุทธเจ้าตรัสประโยคแรกว่า


“สพฺพํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ ภิกษุทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่างร้อนเป็นไฟ”.


        เท่านั้น พวกนี้ก็หูผึ่ง.


“เอ มันมีแต่ไฟเท่านั้นที่ร้อน ทำไมพระองค์บอกว่าร้อนไปหมดทุกอย่าง” ชักเกิดความอยากรู้ขึ้นมาทันที.


พระพุทธองค์ก็ทรงรู้ความในใจของพวกเธอ จึงตรัสยั่วให้กระหาย ใคร่รู้มากขึ้น


        “กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ อาทิตฺตํ ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าที่ว่าทุกสิ่งร้อนเป็นไฟ”.


ทรงเว้นระยะชั่วขณะยิ่งเร้าให้พวกเธออยากรู้ไวๆ “นั่นสิ อะไรล่ะ”.


        “จกฺขุ ํ อาทิตฺตํ ... ตาร้อนเป็นไฟ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร้อนเป็นไฟ ...”.


        พระองค์ตรัสต่อไฟ ค่อยๆ ขยาย ค่อยๆ อธิบายทีละนิดๆ พวกเธอก็ฟังเพลินจนกระทั่งเกิดญาณหยั่งรู้ในที่สุด.



         จากบทความของ รศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก


        ขอธรรมะคุ้มครองคุรุผู้ประเสริฐ คุรุผู้เมตตาธรรมทุกท่าน
 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Wednesday, 21 December 2005 ) 

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 361
  • จิตพิสัย 24
ถึงทุกท่านนะครับ

ศาสนาโซโรอัสเตอร์กับพวกชฏิลสามพี่น้อง ต่างก็บูชาไฟเหมือนกันในยุคพุทธกาล แต่พวกชฏิลสามพี่น้องมีโรงเรือนบูชาไฟไม่ใช่วิหารบูชาไฟแต่พวกโซโรอัสเตอร์มีมหาวิหารบูชาไฟก็ต่างกันในสถานที่บูชาไฟอยู่นะคับ  พระพุทธเจ้าท่านทรงโปรดแต่พวกชฏิลสามพี่น้องที่บูชาไฟให้บรรลุอรหันต์ แต่เหตุไฉนพระองค์จึงไม่ยอมโปรดพวกบูชาไฟที่เป็นโซโรอัสเตอร์เลยในสมัยพุทธกาล  ผมคงบอกได้แค่ว่า พวกชฏิลสามพี่น้องที่บูชาไฟมีบารมีแบบพุทธสาวกบารมีเพื่อนิพพานแต่ชาติก่อนสะสมมาจนเต็มพอเป็นพระอรหันต์ได้แล้ว พวกชฏิลสามพี่น้องจึงปรากฏขึ้นในข่ายพระญาณของพระพุทธเจ้า แต่พวกบูชาไฟที่เป็นโซโรอัสเตอร์นั้นยังไม่ได้ทำการสะสมบารมีข้ามภพชาติแบบสาวกบารมีเพื่อนิพพานกันเท่าไหร่เลยพวกนี้จึงไม่ปรากฏในข่ายพระญาณเหมือนพวกชฏิลสามพี่น้อง ดังนั้นพวกโซโรอัสเตอร์ต้องปล่อยให้เวียนว่ายตายเกิดอีกยาวนานต่อไปเพราะถ้าพระพุทธเจ้าเทศน์ให้พวกโซโรอัสเตอร์ฟังว่าทุกสิ่งร้อนเป็นไฟตามอาทิตตยปริยายสูตร
พวกโซโรอัสเตอร์คงไม่เข้าใจว่าจจะเห็นทุกสิ่งร้อนเป็นไฟอย่างไรกัน  แต่พระพุทธเจ้าเทศน์ให้พวกชฏิลสามพี่น้องฟังเรื่องสิ่งร้อนเป็นไฟตามอาทิตตยปริยายสูตรพวกชฏิลสามพี่น้องบังเกิดการเห็นแจ้งในธรรมแทงตลอดธรรมจนบรรลุอรหันต์ได้ในที่สุดอย่างอัศจรรย์

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ศาสนาโซโรอัสเตอร์

มรดกความเชื่ออันทรงพลัง : ตอนที่ 2

เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 ศาสนาอิสลามก็ได้เผยแผ่เข้ามาในเปอร์เซีย โดยในปี ค.ศ. 633 กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซัสซาเนียน (Sassanian dynasty) ซึ่งทรงพระนามว่า ยาซเดการ์ดที่ 3 (Yazdegard III) ได้รับข้อเสนอให้อาณาจักรเปอร์เซียยอมรับอิสลาม แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ

ในขณะนั้นอาณาจักรเปอร์เซียกำลังติดพันสงครามกับอาณาจักรไบแซนไทน์ (โรมันตะวันออก) มานานหลายปี อีกทั้งอาณาจักรทั้งสองยังประสบกับการแพร่ระบาดของกาฬโรค เปอร์เซียจึงอ่อนแอลงจนกระทั่งกองทัพอิสลามของชาวอาหรับสามารถเข้ายึดเมืองหลวงคือ เมืองเทซิฟอน (Ctesiphon) ได้เมื่อปี ค.ศ. 637 และต่อมาได้ทำลายกองทัพเปอร์เซียอย่างย่อยยับที่สมรภูมินาฮาวานด์ (Battle of Nahavand) เมื่อปี ค.ศ. 642 นับแต่นั้นมาเปอร์เซียก็ตกอยู่ภายใต้จักรวรรดิอิสลาม

การที่เปอร์เซียถูกอาหรับพิชิตในครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนในระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เพราะประชาชนไม่เพียงแค่ต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาใหม่ (อิสลาม) เท่านั้น วัฒนกรรมการแต่งกายและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมก็ต้องเป็นแบบอิสลาม อีกทั้งตัวอักษรที่ใช้ในภาษาเขียนก็ต้องเป็นอารบิก การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ได้ส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงชาวอิหร่านในปัจจุบัน

ในส่วนของศาสนานั้น ชาวเปอร์เซียยอมรับนับถือศาสนาอิสลามอย่างรวดเร็ว เนื่องจากในช่วงปลายราชวงศ์ซัสซาเนียน ชนชั้นสูงได้ครอบครองผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของสังคม แต่ศาสนาอิสลามช่วยลดความเหลื่อมล้ำของผู้คนในสังคม

อย่างไรก็ดี ชาวเปอร์เซียที่ยังคงนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ส่วนหนึ่งได้หนีการรุกรานของอาหรับไปที่อินเดีย (โดยเฉพาะรัฐคุชราต) โดยต่อมาได้เรียกชื่อศาสนาของตนในชื่อใหม่ว่า ศาสนาปาร์ซี (Parsi) อันมาจากคำว่า เปอร์เซีย (Persia) นั่นเอง

จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2544 พบว่าจำนวนคนที่นับถือศาสนาปาร์ซีมีเพียง 69,601 คน ซึ่งน้อยนิด (คิดเป็น 0.006%) เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรอินเดียซึ่งมีถึง 1,027 ล้านคนในปีนั้น แต่ชาวปาร์ซีเหล่านี้ล้วนมีฐานะค่อนข้างดี และมักขึ้นชื่อว่าเป็นเศรษฐีใจบุญ (philantropist) ชาวปาร์ซียังเป็นกลุ่มคนที่มีอัตราการรู้หนังสือสูงที่สุดในบรรดากลุ่มคนต่างๆ ในอินเดียอีกด้วย

ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ยังมีผู้นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ ได้แก่ ปากีสถาน 5,000 คน อเมริกาและแคนาดา 18,000-25,000 คน (ส่วนใหญ่เป็นคนอิหร่านหรือคนอินเดีย) และอิหร่านอีก 21,400 คน รวมเบ็ดเสร็จแล้วอาจจะมีไม่เกิน 200,000 คน ทั่วทั้งโลก

ศาสนาโซโรอัสเตอร์ยังมีอิทธิพล (แบบอ้อมๆ) ไปไกลถึงจีนอีกด้วย เรื่องนี้ซับซ้อนเอาการอยู่ เพราะเกี่ยวพันกับลัทธิแมนี และพรรคเม้งก้า (หรือพรรคจรัสรุ่งเรือง) ในนิยายกำลังภายในนั่นเชียว โดยก่อนอื่น ผมขอแวบไปพูดถึงลัทธิแมนีซะก่อน

ลัทธิแมนี (Manichaeism) ก่อตั้งโดยท่านแมนี (Mani) (พ.ศ. 758-817) ชาวกรุงบาบิลอน ซึ่งในขณะนั้นเป็นเมืองๆ หนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซีย (หนังสือบางเล่มเรียกชื่อท่านแมนีว่า มณี และเรียกคำสอนว่าลัทธิมณี หรือลัทธิมาณีกี)

ลัทธิแมนีผสมผสานความเชื่อของศาสนาต่างๆ เข้ามาด้วยกัน เช่น โซโรอัสเตอร์ พุทธ และคริสต์ โดยเชื่อว่าคำสอนของลัทธิตนมีความสมบูรณ์มากกว่าคำสอนของศาสดาโซโรอัสเตอร์ พระพุทธเจ้าและพระเยซู กล่าวคือ ศาสดาที่นำร่องมาก่อนเหล่านี้ยังสอนไว้ไม่ครบถ้วน ส่วนท่านมาทำให้คำสอนสมบูรณ์แบบนั่นเอง

ลัทธิแมนีถือว่ามีคู่ตรงข้ามระหว่างความสว่างกับความมืด ความสว่างสะท้อนความสงบสันติ ส่วนความมืดสะท้อนความขัดแย้ง โดยมนุษย์นั้นเป็นสมรภูมิแห่งการสู้รบ มีฝ่ายดีคือวิญญาณ ฝ่ายร้ายคือร่างกาย ทั้งนี้มนุษย์จะรอดพ้นจากภัยแห่งการต่อสู้นี้เมื่อตระหนักถึงวิญญาณของตนเอง

ศาสดาแมนีเริ่มเผยแพร่ลัทธิของท่านเมื่ออายุได้ 27 ปี โดยเดินทางไปแถบเอเชียกลาง อินเดีย และภาคตะวันตกของจีน แล้วจึงกลับเปอร์เซียเมื่อปี พ.ศ. 813 เมื่อกลับถึงบ้านเกิดเมืองนอน ท่านก็ถูกพระในศาสนาพื้นเมืองเบียดเบียน ทั้งยังถูกกษัตริย์บาหรัมที่ 1 แห่งเปอร์เซียสั่งลงทัณฑ์ทรมานและถลกหนังจนตายในที่สุด

ลัทธิแมนีได้เข้าสู่แผ่นดินจีนในสมัยราชวงศ์ถัง โดยการติดต่อค้าขายระหว่างพ่อค้าชาวจีนกับพ่อค้าชาวเปอร์เซียตามเส้นทางสายไหม ลัทธินี้มีชื่อในภาษาจีนว่า เม้งก้า (สำเนียงแต้จิ๋ว) คำว่า เม้ง หมายถึง ความสว่าง หมายถึง แสงสว่างของเทพเจ้า และเป็นที่มาของชื่อ พรรคจรัส ในนิยายกำลังภายในบางเรื่อง เช่น ดาบมังกรหยก นั่นเอง (คำว่า จรัส แปลว่า สว่าง)

แม้ลัทธิเม้งก้าในจีนจะมีคติบางอย่างที่ผิดเพี้ยนไปจากลัทธิแมนีอยู่บ้าง เช่น กินอาหารแนวมังสวิรัติ ไม่ดื่มสุรา ไม่ฆ่าสัตว์ สวมเสื้อผ้าอย่างประหยัด แต่หลักใหญ่ๆ เช่น เรื่องเทพแห่งแสงสว่างและพญามารแห่งความมืด ยังคงเหมือนเดิม

ลัทธิเม้งก้าในจีนมักมีบทบาทสำคัญทางการเมือง เช่น ในรัชสมัยถังหวู่จงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ถัง ลัทธิเม้งก้าได้กลายเป็นลัทธินอกกฎหมายเนื่องมาจากมีคำสอนเน้นหนักในทางต่อต้านชนชั้นปกครองที่ทำให้ลัทธินี้แพร่หลายไปในหมู่ผู้คนที่ถูกกดขี่อย่างรวดเร็ว ในสมัยราชวงศ์ซ่ง สาวกของลัทธิเม้งก้าได้มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธเพื่อต่อต้านราชสำนักโดยเฉพาะ และได้ก่อเหตุจลาจลพยายามโค่นล้มราชสำนักหลายครั้งด้วยกัน แต่ไม่สำเร็จ

พอถึงปลายสมัยราชวงศ์หยวน ก็มีกลุ่มกบฏโพกผ้าแดง (Red Turban Rebellion) ซึ่งมีฐานกำลังเป็นพลพรรคของลัทธิเม้งก้าและสมาคมบัวขาว กลุ่มกบฏโพกผ้าแดงเป็นหนึ่งในกลุ่มกบฏหลายกลุ่มที่ก่อตัวขึ้นต่อต้านราชวงศ์หยวนซึ่งเป็นพวกมองโกล แม้แต่จูหยวนจางผู้สถาปนาราชวงศ์หมิง (หลังจากราชวงศ์หยวนล่มสลาย) ก็เคยเป็นสมาชิกลัทธิเม้งก้ามาก่อนเช่นกัน

จากเกร็ดประวัติศาสตร์เพียงบางฉากที่โม้มานี่ จะเห็นว่าระบบความเชื่อที่ผู้คนไม่ค่อยรู้จักกันสักเท่าไรในปัจจุบัน (อย่างศาสนาโซโรอัสเตอร์) อาจจะซุกซ่อนอยู่ในความคิด วิถีชีวิตและศิลปะในอารยธรรมต่างๆ อย่างแนบเนียนไม่น้อยทีเดียว

นั่นย่อมแสดงว่า บางสิ่งบางอย่างที่เราคิดเราทำอยู่ในวันนี้ บางทีอาจจะมีอิทธิพลสูงยิ่งในวันข้างหน้าก็เป็นไปได้…

ขุมทรัพย์ทางปัญญา

ขอแนะนำหนังสือ ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร เขียนโดยวินัย สุกใส บริษัท สร้างสรรค์บุ๊คส์ จำกัด (ISBN 974-341-341-3) หน้า 262-263 และบทความ จาก “พรรคเม้งก้า” ของเตียบ่อกี๋ ถึง “วัดลัทธิมณี” ที่ฉวนโจว ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 29 ฉบับที่ 3 มกราคม 2551 หน้า 30-37 ส่วนเวบ ลองไปที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Manichaeism

Offline ชาวไทย

  • Newbie
  • *
  • Posts: 1
  • จิตพิสัย 0

Offline troy

  • Newbie
  • *
  • Posts: 39
  • จิตพิสัย 1
ท่านเอาเวลาจากไหนไปค้นคว้าขอรับ...นับถือยิ่ง