Author Topic: องค์กรสงฆ์ต้องไม่ประมาทในเรื่องการวิจัยกองทัพทั่วโลกเพื่อสอนชาวบ้านและทหารทันโลก  (Read 12031 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
จากนสพ.แนวหน้าเรื่องเปิดแสนยานุภาพกองทัพไทย! คว้าอันดับ19 “กองทัพโลก”จริงจริงเหรอ

 เว็บไซต์โกลบอลไฟร์พาวเวอร์ ดอท คอม(Globalfirepower.com) ได้เปิดเผยผลการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางทหารประจำปี 2554 ของประเทศต่างๆทั่วโลกจำนวน 55 อันดับ โดยพบว่าประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 19 ซึ่งดีขึ้นจากปี 2553 ที่อยู่ในอันดับที่ 28 และถ้าจัดกลุ่มเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย ไทยจะอยู่อันดับที่ 8 โดยมีจีน เป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยอินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อิหร่าน ไต้หวัน และอินโดนีเซีย


          ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่าง มาเลเซียอยู่อันดับที่ 27 และสิงคโปร์ อยู่อันดับที่ 41 โดยรายชื่อประเทศที่ถูกจัดอันดับไม่มีชื่อของประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งมีแนวชายแดนติดกับไทยแต่อย่างใด  


          สำหรับประเทศที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด 10 อันดับแรกของโลกประกอบด้วย 1.สหรัฐอเมริกา 2.รัสเซีย 3.จีน 4.อินเดีย 5.สหราชอาณาจักร 6.ตุรกี 7.เกาหลีใต้ 8.ฝรั่งเศส 9.ญี่ปุ่น และ 10.อิสราเอล

 ทั้งนี้ โกลบอลไฟร์พาวเวอร์ฯ ระบุว่า การจัดอันดับครั้งนี้ ได้คำรวณจากปัจจัยต่างๆจำนวน 45 ปัจจัย อาทิ ความพร้อมของกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ ความสามารถในการส่งกำลังบำรุง ปัจจัยการเงินในการทำสงคราม โดยเลือกเปรียบเทียบด้านความพร้อมและความสามารถในการรบเมื่อต้องทำสงคราม ทั้งแบบภาคพื้นดิน ทางทะเล และทางอากาศ โดยไม่นับรวมความสามารถในการใช้อาวุธนิวเคลียร์


          เว็บไซต์ดังกล่าวรายงานโดยอ้างข้อมูลจาก ห้องสมุดรัฐสภาสหรัฐ และสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ ว่า ในปีนี้ ไทยมีงบประมาณด้านกลาโหม 5,200 ล้านดอลลาร์ หรือ 156,000 ล้านบาท มีกำลังทหารพร้อมรบจำนวน 305,860 นาย และกำลังสำรองพร้อมรบ 245,000 นาย


          กองทัพบกมีรถถัง 542 คัน ยานลำเลียงพลหุ้มเกราะ 1,005 คัน ปืนใหญ่ชนิดลากจูง 741 กระบอก ปืนใหญ่อัตตาจร 26 กระบอก ระบบจรวดหลายลำกล้อง 60 ชุด ปืน ค. 1,200 กระบอก อาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง 818 ชุด อาวุธต่อสู้อากาศยาน 378 หน่วย และยานยนต์ส่งกำลังบำรุง 4,600 คัน


          ด้านกองทัพอากาศไทยมีเครื่องบินแบบต่างๆ 913 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 443 ลำ และเครื่องบินสนับสนุน 105 ลำ

          ส่วนกองทัพเรือ มีเรือทั้งสิ้น 164 ลำ แยกเป็นเรือบรรทุกอากาศยาน 1 ลำ เรือฟริเกต 6 ลำ เรือยามฝั่งและเรือตรวจการณ์ 109 ลำ เรือทำสงครามทุ่นระเบิด 7 ลำ และเรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบก 9 ลำ แต่ไม่มีเรือพิฆาตและเรือดำน้ำ นอกจากนี้ ไทยยังมีกองเรือพาณิชย์นาวี 382 ลำ และท่าเรือสำคัญ 5 แห่ง


          ขณะที่สหรัฐมีกำลังพลพร้อมรบ 1.47ล้านนาย และกำลังสำรองพร้อมรบ 1.45 ล้านนาย มีอาวุธภาคพื้นดิน 56,269 ยูนิต มีเครื่องบิน 18,234 ลำ มีเรือ 2,384 ลำ ในจำนวนนี้มีเรือดำน้ำอยู่ 75 ลำ และ เรือพิฆาต 59 ลำ


          ด้านจีนมีทหารพร้อมรบ 2.28 ล้านนาย กำลังสำรองพร้อมรบ 8 แสนนาย มีอาวุธภาคพื้นดิน 22,795 ยูนิต มีเครื่องบิน 4,092 ลำ มีเรือ 562 ลำ ในจำนวนนี้มีเรือดำน้ำ 55 ลำ เรือพิฆาต 26 ลำ และมีกองเรือพาณิชย์นาวี 2,010ลำ

 
 

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 595
  • จิตพิสัย 29
สตรีขีปนาวุธอัคนีแห่งอินเดีย!   

  เมื่อวันที่ 19 เมษายน2555ที่ผ่านมา อินเดียประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลรุ่นใหม่ ชื่อ “อัคนี 5” ซึ่งมีพิสัยทำการกว่า 5,000 กิโลเมตร และสามารถบรรจุหัวรบหนัก 1 ตัน ยิงไปยังจุดไหนก็ได้ทั่วทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ ตลอดจนไปถึงยุโรป ซึ่งใกล้จะทำให้อินเดียขึ้นชั้นมหาอำนาจนิวเคลียร์ข้ามทวีป

อัคนี 5 นับเป็นความสำเร็จสำคัญของโครงการขีปนาวุธของอินเดียซึ่งมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การรับมือการคุกคามจากจีน และจะทำให้ช่วงห่างด้านระบบขีปนาวุธขั้นสูงกับจีนลดน้อยลงบ้าง

นายวี.เค. สาระสวัส ผู้อำนวยการองค์การวิจัยและพัฒนาทางทหารของอินเดีย (ดีอาร์ดีโอ) กล่าวว่า ความสำเร็จของอัคนี 5 เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และส่งให้อินเดียกลายเป็นมหาอำนาจด้านขีปนาวุธ

ส่วนนายกรัฐมนตรี มานโมฮาน ซิงห์ และนายเอ.เค. แอนโธนี รัฐมนตรีกลาโหมอินเดีย แสดงความยินดีต่อนักวิจัยด้านกลาโหม โดยนายแอนโธนียกย่องความสำเร็จในการยิงอัคนี 5 ว่าเป็น “หลักชัยสำคัญของโครงการขีปนาวุธของอินเดีย”

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอัคนี 5 เป็นผู้หญิงชื่อ เทสซี โธมัส ผู้เชี่ยวชาญด้านขีปนาวุธของอินเดีย ซึ่งได้รับยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกในสังคมอินเดียที่ผู้ชายเป็นใหญ่จากความสำเร็จครั้งนี้

โธมัส วัย 48 ปี เป็นผู้อำนวยการโครงการขีปนาวุธอัคนี 5 ซึ่งสื่อท้องถิ่นตั้งฉายาให้เธอว่า “สตรีขีปนาวุธ”

โธมัสซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นชาวรัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย เธอยังคงทำหน้าที่ภรรยาและแม่ โดยกล่าวว่า “ตามธรรมเนียมของสังคมอินเดีย ผู้หญิงมีหน้าที่ต้องดูแลบ้าน ซึ่งเพื่อนร่วมงานของฉันทุกคนก็เป็นแบบนี้ แม้เป็นเรื่องค่อนข้างเหนื่อยโดยเฉพาะช่วงที่ลูกยังอยู่ในวัยเรียน แต่ฉันก็ทำได้ด้วยการจัดสรรเวลางานและชีวิตส่วนตัวให้สมดุล”

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเพื่อนหญิงทุกคนของโธมัสจะสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงเช่นเดียวกับเธอได้

ประธานาธิบดีประติภา ปาติล สตรีผู้ทรงอิทธิพลอีกคนหนึ่งของอินเดีย กล่าวหลังความสำเร็จของอัคนี 5 ว่า ผลงานของโธมัสจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงอีกมากอยากทำงานด้านวิทยาศาสตร์

ส่วนนายกรัฐมนตรีซิงห์กล่าวเมื่อเดือนมกราคมว่า “โธมัสเป็นตัวอย่างของสตรีที่สร้างผลงานในแวดวงที่บุรุษยึดครองมานาน และสามารถทำลายกำแพงแก้วที่มองไม่เห็น”

โธมัสเข้าร่วมงานกับดีอาร์ดีโอตั้งแต่ปี 1988 ภายใต้การบังคับบัญชาของนายเอ.พี.เจ.อับดุล กาลาม ผู้วางรากฐานการพัฒนาโครงการขีปนาวุธของชาติ ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีอินเดีย

ภารกิจสำคัญครั้งแรกของโธมัสคือ การพัฒนาระบบนำวิถีของขีปนาวุธอัคนีรุ่นต่างๆ โดยรุ่นแรกได้ทำการทดสอบเมื่อปี 1989

ส่วนงานสำคัญของเธอคือ ขีปนาวุธอัคนี 5 มีขึ้นหลังจากที่ได้สอบยิงขีปนาวุธอัคนี 3 ซึ่งมีพิสัยทำการ 3,500 กิโลเมตร เมื่อปี 2006

โธมัสซึ่งมีลูกชาย 1 คน และเป็นภรรยาของนายทหารเรือผู้หนึ่ง ยืนยันว่า ไม่มีการแบ่งแยกทางเพศในดีอาร์ดีโอซึ่งพนักงานส่วนมากเป็นผู้ชาย แต่ก็มีผู้หญิงราว 200 คนทำงานในโรงงานและสถาบันวิจัยต่างๆมากกว่า 20 แห่งของดีอาร์ดีโอซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ

“ฉันคิดอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ และดีอาร์ดีโอก็ไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้วิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ระบุว่าเพศชายหรือเพศหญิงเป็นผู้ทำการผลิต” โธมัสกล่าว

นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้บอกว่า เธอตัดสินใจเลือกทำงานด้านขีปนาวุธ ซึ่งเธอถือว่าเป็น “เครื่องมือเพื่อสันติภาพ” เพราะมีคุณสมบัติในการป้องกัน หลังจากได้เห็นการทดลองจรวดที่ฐานยิงใกล้บ้านของเธอ

“สมัยเป็นเด็กนักเรียนเราเคยไปปิกนิกด้วยการไปดูการทดสอบยิงจรวด และฉันจะรู้สึกตื่นเต้น นอกจากนี้ฉันสนใจวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาตลอด” โธมัสกล่าว

ความประทับใจของโธมัสต่อเครื่องมือด้านกลาโหมของอินเดีย ทำให้เธอตั้งชื่อลูกชายซึ่งกำลังเรียนระดับวิทยาลัยว่า “เทจาส์” โดยนำมาจากชื่อเครื่องบินรบรุ่นหนึ่ง

โธมัสซึ่งจบปริญญาเอกด้านวิศวกรรม ใช้เวลาสลับกันไปมาระหว่างบ้านของเธอที่เมืองไฮเดอราบัดทางตอนใต้ กับศูนย์ข้อมูลของดีอาร์ดีโอ และขณะนี้เธอกำลังทำงานที่ท้าทายชิ้นใหม่

“ขณะนี้ฉันกำลังทำงานเกี่ยวกับระบบนำวิถีแบบใหม่ของขีปนาวุธ” โธมัสกล่าว ซึ่งหมายถึงการสร้างเทคโนโลยีแบบใหม่ในการบรรจุหัวรบหลายลูกไปบนขีปนาวุธเพียงลูกเดียว


 ----------------------------------------------------------
« Last Edit: May 29, 2012, 10:14:31 PM by yesterday »

Offline nut33

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 359
  • จิตพิสัย 54
  • Gender: Male
  • http://www.dhammakaya.tv
เห็นการสะสมอาวุธแล้วน่ากลัวมาก+ส่วนตัวคิดว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์โดยวิเคราะห์จากข่าวสถานการโลกครับ
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เว็บไซด์เพื่อเผยแพ่ร www.dhammakaya.biz และ www.dhammakaya.tv
https://drive.google.com/drive/folders/0B5reTWVk2cAZYlA3UVl5NFhPcTghttp://mediafire.com/dhammakayahttp://youtube.com/user/sopanut33

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 595
  • จิตพิสัย 29
คุณนัท33 คิดอย่างไรอีกก็บอกต่อได้นะครับ
แค่อินเดียและปากีสถานในอดีตเคยเป็นแดนพุทธ ตอนนี้กลายเป็นแดนของศาสนาอื่นแล้วที่มีอาวุธสงครามขั้นสูงเป็นพลัง ยิ่งทำให้พุทธฟื้นคืนในแดนเก่านี้ยากมากครับ น่าเสียดายครับตอนนี้ และปากีสถานก็มีอาวุธข่มอินเดียและจีนและตะวันตกด้วยครับคือshaheenล่าสุดขีปนาวุธชาฮีนได้โชว์อำนาจหลังอินเดียโชว์อัคนีไปแล้วในเดื่อนเมษายน2555 ครับ ไทยเรายังไม่รู้แรงสะเทือนครับในการข่มกันของแดนพุทธเก่าที่สูญไปแล้ว แต่กลัวการทดลองใต้น้ำมากกว่าทำให้เกิดสีนามิไหญ่ได้น่ากลัวครับ


Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร

ขอแทรกประเด็นศาสนาครับ

ดินแดนแถบนี้ เป็นของฮินดูมาตลอด ถึงแม่ครั้งหนึ่งศาสนาพุทธจะร่งเรืองสุดๆมาแล้ว ก็ยังมีฮินดูรุ่งเรืองกว่า กระทั่งการเข้ามาของอิสลามพร้อมสงครามก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปร

ถามว่าจะทำให้ศาสนาพุทธรุ่งเรื่องในดินแดนแถบนี้ได้ไหม ขอบอกว่าทำได้แต่จะรุ่งเรืองหรือไม่ก็อีกเรื่อง (แต่ในเขตมุสลิมจะยากมาก เพราะพวกนี้หัวรุนแรง)

เพราะชาวเมืองแถบนี้มีศรัทธานำเยอะมาก และบ้างก็ชอบแนวปัญญาก็เยอะ แต่การจะเข้าไปเผยแผ่ต้องทำแบบที่ศาสนาอื่นๆเขาทำกัน คือต้องทำครบวงจร คือนอกจากเรื่องศาสนาแล้ว ต้องตั้งเป็นชุมชน มีธุรกิจครบวงจร และให้การศึกษา ช่วยทั้งส่วนหยาบและละเอียด มันถึงจะยั่งยืน แต่จะให้ขยายพุทธศาสนิกไปเทียบชาวฮินดูหรือมุสลิมก็คงยากเต็มที

เรื่องพระศาสนา พระทำ

เรื่องทางโลก ให้โยมเข้าไปพัฒนา

อย่างเกาหลีใต้ ศาสนาคริตสเตียนโปรแตสแตนอเมริกัน ก็ใช้วิธีนี้ คือเข้าไปเผยแผ่ศาสนาพร้อมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนแบบทางโลกด้วย จนปัจจุบันกลายเป็นประเทศที่ศาสนาคริตส์โปรแตสแตนเติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย เกินครึ่งของประชากรไปแล้ว แต่เรื่องปัญญาทางศาสนา ก็ยังดักดานกว่าเดิม คือเจริญทางวัตถุ ขยายตัวทางศาสนิก ได้กำลังพลมาก ได้ศาสนิกมาก แต่ปัญญาทางศาสนาก็ดักดานลง คนลุ่มหลงมากขึ้น ถึงขนาดมีคนคลั่งศาสนาจนตัวตายก็มาก วิธีการนี้ลัทธิศาสนา หรือองค์กรณ์ต่างๆ ใช้กันมาก ทั้งพวกธุรกิจขายตรง และวงการลัทธิศาสนา ในแวดวงสายวิชชาธรรมกายเราก็มีบางสำนักใช้วิธีนี้นะครับ เพียงแต่ไม่ครบวงจรเหมือนกับเขา ไม่ยั่งยืนเหมือนเขาเท่านั้นเอง ยังอยู่ในระดับสร้างแบรนด์ โฆษณาชวนเชื่อ รอดตาย หายป่วย รวยเรื้อรัง และระดมทุนบริจาค ซึ่งก็ได้ผลดี เห็นรุปธรรมเร็ว แต่เปราะบาง เพราะไม่ยั่งยืน ยังแขวนองค์กรณ์ไว้กับความเชื่อและเงินบริจาค และอวดอ้างปาฏิหาริย์บุญไปวันๆ


Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 595
  • จิตพิสัย 29
ขอออกความคิดเรื่องเกาหลีนี้นิดหน่อยนะครับ ทั้งพระและชาวบ้านที่เป็นพุทธทุกฐานะเขาน่าจะร่วมมือกันทำงานทางโลกแข่งกับคริสต์ในเกาหลีได้นะครับแต่คริสต์ยังนำอยู่ในเกาหลี ผมก็เอาใจช่วยชาวพุทธเกาหลีก็แล้วกันว่าอย่าท้อแท้ท้อถอยให้กับพวกศาสนาอื่นนะครับในเกาหลี และผมเคยเห็นข่าวภาพพระเกาหลีรวมกลุ่มกันไปเที่ยวอาบน้ำแร่และกินเหล้าเกาหลี ผมก็ถือว่านั่นมันมหายาน เราก็ยอมรับได้ในส่วนของมหายานเป็นมิตรกันอยู่แล้วถ้าไปเกาหลี หวังแต่ว่าพระเกาหลีที่เที่ยวเก่งและกินเหล้าจะต้องมีสติและมีเวลามาทำงานสังคมชาวพุทธทุกฐานะในเกาหลีทุกแบบเพื่อแข่งกับคริสต์ในเกาหลีให้ได้ต่อต่อไป ไม่ยากเกินไปถ้าพยายามครับชาวพุทธเกาหลี

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 595
  • จิตพิสัย 29
ASTVผู้จัดการออนไลน์ - เว็บไซต์ข่าวกลาโหมชั้นนำของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเพื่อนบ้านย่านเอเชีย ต่างจับตาข่าวสำคัญข่าวหนึ่งที่รายงานโดยเว็บไซต์ “เจนส์” (Jane's Defence) แหล่งข่าวกลาโหมและความมั่นคงที่เชื่อถือได้มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งหลายฝ่ายกล่าวว่า ถ้าหากเป็นจริงก็จะเป็นรูปธรรมสำคัญของนโยบายคืนสู่เอเชียของสหรัฐฯ
       
       บริษัทล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ผู้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีแห่งสหรัฐฯ ซึ่งรวมทั้งเครื่องบินรบยุคที่ 5 แบบ เอฟ-15 “ไล้ท์นิ่ง” พิจารณาเสนอขายเรือโจมตีชายฝั่ง หรือ LCS (Littoral Combat Ship) ชั้นฟรีดอม (Freedom-Class) ให้แก่ราชนาวีไทย
       
       เจนส์รายงานเรื่องนี้สัปดาห์ปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา อ้างการยืนยันของนายดัก ลอเรนโด (Doug Laurendeau) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจระบบเรือและอากาศยานของล็อคฮีด มาร์ติน ซึ่งกล่าวว่า เป็นอีกโอกาสหนึ่งของบริษัทในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
       
       การเสนอขายเรือรบที่ล้ำหน้ารุ่นนี้ เป็นการตอบสนองคำเชื้อเชิญของไทย เพื่อเข้าร่วมเสนอในการจัดซื้อจัดหาเรือฟริเกตใหม่ จำนวน 2 ลำ ซึ่งได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณจัดซื้อจากรัฐบาลไทยตั้งแต่เดือน ก.ย.2555 รวมเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์
       
       การซื้ออาวุธเทคโนโลยีสูงจากสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ แม้จะเป็นชาติร่ำรวยมาหาศาลก็จะไม่มีโอกาสเช่นนี้ ถ้าหากไม่สอดคล้องกับนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งสงวนสิทธินี้ไว้ให้แก่ประเทศพันธมิตรนอกค่ายนาโต้ที่มีอยู่เพียง 15 ประเทศ และราชอาณาจักรไทยรวมอยู่ในนั้น
       
       ล็อคฮีด มาร์ตินเองก็ไม่สามารถที่จะขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ใครๆ ได้โดยลำพัง หากไม่ได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์กลาโหมในภูมิภาคนี้หลายคนมองว่า นับเป็นโอกาสดีที่สุดของไทยที่จะมีเรือรบรุ่นล่าสุด ทันสมัยที่สุดของสหรัฐฯ ไว้ใช้
       
       และถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ไทยก็จะเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประเทศแรกๆ ในบรรดาชาติพันธมิตรนอกกลุ่มนาโต้ที่จะมีเรือ LCS ประจำการในกองทัพเรือ
       
       “ล็อคฮีด มาร์ตินดูพร้อมจะเข้าแข่งขัน เพื่อสนองความต้องการเรือฟริเกตกับทั้งเกาหลีและเยอรมนี” เจนส์กล่าว และไม่ได้ให้รายละเอียดอื่นใดอีก
       
       เป็นที่ทราบกันดีว่า คู่แข่งสำคัญของเรือสหรัฐฯ ที่อยู่ในสายตาของกองทัพเรือไทยคือ เรือ DW3000H ที่ออกแบบโดยแดวูต่อเรือและวิศวกรรมทางทะเล (Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering -DSME) กับเรือตระกูลเมโก (MEKO) ที่พัฒนาโดยกลุ่มธีสเซนครุป มารีน ซีสเต็มส์ (ThyssenKrupp Marine Systems) แห่งเยอรมนี ถึงแม้ผู้สังเกตการณ์บางรายจะเคยลงความเห็นว่า สเปกที่กองทัพเรือไทยกำหนดออกมา เป็นการเข้าข้างเรือรบจากเกาหลีอย่างออกนอกหน้าก็ตาม
       
       แต่หมากต่อรองของกองทัพเรือไทยมีมากกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนกระโดดเข้าร่วมวงโดยเสนอเรือ “แบบ 054” (Type 054) พร้อมติดจรวดนำวิถีให้พิจารณาอีกราย เจนส์รายงานเรื่องนี้ แต่ก็ระบุว่า ผู้บัญชาการทหารเรือของไทย ประสงค์จะซื้อเรือที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ยุโรป หรือเกาหลีมากกว่าด้วยงบประมาณที่ไม่เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์
       
       เรือจีนอาจจะราคาถูกกว่าเรือที่ต่อโดยโลกตะวันตกถึง 4 เท่า แต่คุณภาพเป็นทีน่าสงสัย และกองทัพเรือไทยเคยมีประสบการณ์ตรงมาแล้วเมื่อครั้งให้จีนต่อเรือหลวงชุดนเรศวร-ตากสิน ซึ่งต้องรื้อใหม่ทั้งหมดหลังการส่งมอบ นอกจากนั้น ไทยก็ยังไม่คุ้นกับระบบอาวุธนาวีของจีนโดยสิ้นเชิง
      -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 595
  • จิตพิสัย 29
รอยเตอร์ – สหรัฐฯกำลังส่ง “โดรนใต้ทะเล” หรือ ยานใต้น้ำไร้คนขับ ของกองทัพเรือ ที่มีขีดความสามารถสำรวจพื้นน้ำระดับความลึกเกือบๆ 15,000 ฟุต(ประมาณ4,500เมตร) เพื่อร่วมค้นหาซากของเครื่องบินโดยสารในเที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ที่อาจจมอยู่ใต้มหาสมุทรอินเดีย กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) แถลงในวันจันทร์ (24 มีนาคม พศ.2557)
       
       สหรัฐฯเปิดเผยว่ากำลังเตรียมจัดส่ง “ยานใต้น้ำไร้คนขับ” บลูฟิน ติดตั้งอุปกรณ์โซนาร์ มายังออสเตรเลีย ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่มาเลเซียประกาศอย่างเป็นทางการว่าเที่ยวบิน MH370 ตกลงทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ภายหลังที่ได้สูญหายมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว และทางการแดนเสือเหลืองคาดว่าผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่องจำนวน 239 คน เสียชีวิตทั้งหมด
       
       “เรามีครอบครัวจำนวนกว่า 200 ครอบครัวที่หัวใจสลายรออยู่ตรงนั้น พวกเขาเพิ่งได้รับแจ้งข่าวร้ายอย่างที่สุดจากรัฐบาลมาเลเซียในวันนี้” พลเรือตรี จอห์น เคอร์บี โฆษกเพนตากอนกล่าวและเสริมว่า “ทั้งโลกต่างร่วมร่ำไห้ไปกับญาติผู้สูญเสีย”
       
       บลูฟินโดรน มีความยาวราว 5 เมตร และหนัก 800 กก. ทั้งนี้ตามข้อมูลของกองทัพเรือสหรัฐฯ และเคอร์บีเปิดเผยว่า ยานใต้น้ำไร้คนขับรุ่นนี้สามารถปฎิบัติการได้นานเกิน1วันหากใช้ความเร็วต่ำ
       
       สหรัฐฯตัดสินใจส่งยานนี้ไปยังออสเตรเลีย ก่อนกำหนดการนำมันออกปฏิบัติการตามที่เคยวางแผนกันไว้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มเติมหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศจะใช้ “อุปกรณ์แบบใช้เรือลากจูงเพื่อใช้ค้นหาตำแหน่งของเครื่องส่งสัญญาณ” (Towed Pinger Locator) ในการปฏิบัติการค้นหาคราวนี้ ทั้งนี้ อุปกรณ์หลังนี้ก็เป็นเครื่องมือไฮเทคติดโซนาร์ซึ่งมีความไวสูงในการตรวจจับสัญญาณบอกตำแหน่งที่ส่งออกมาจากกล่องดำของเครื่องบิน
       
       เวลากำลังกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งยวดมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตัวส่งสัญญาณระบุตำแหน่งของกล่องดำ จะทำงานได้เพียงประมาณ 30 วัน หลังจากนั้นพลังงานของแบตเตอรีก็จะหมด ทั้งนี้กล่องดำของเครื่องบินนั้น เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลบันทึกเสียงภายในห้องนักบิน และข้อมูลทางการบินของเครื่องบิน
       
       กองทัพสหรัฐฯได้เคยให้ฝรั่งเศสยืมอุปกรณ์ค้นหาตำแหน่งเครื่องส่งสัญญาณนี้ เพื่อค้นหากล่องดำของเครื่องบินสายการบินแอร์ฟรานซ์ที่ตกลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกในเดือนมิถุนายน 2009
       
       หากมีการใช้อุปกรณ์นี้ในการค้นหาเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ก็คาดว่าเรือสินค้าออสเตรเลียจะทำหน้าที่เป็นผู้ลากจูง
       
       เพนตากอนบอกว่า ทั้งบลูฟินโดรน และอุปกรณ์ค้นหาตำแหน่งเครื่องส่งสัญญาณ ได้ถูกส่งขึ้นเครื่องบินเดินทางจากสนามบินในนิวยอร์กเมื่อวันจันทร์ (24) และคาดหมายว่าจะถึงเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลียในวันอังคาร (25) นอกจากนั้น ยังจะมีบุคลากรชาวอเมริกันทั้งที่เป็นพลเรือนและทหารจำนวนรวม 10 คน บินมายังแดนจิงโจ้ด้วย เพื่อใช้หรือเพื่อเตรียมอุปกรณ์เหล่านี้
       
       อย่างไรก็ตาม เพนตากอนย้ำว่า จะนำอุปกรณ์ไฮเทคทั้ง 2 ชิ้นนี้มาใช้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่การค้นหาได้ถูกจำกัดให้แคบลงมาแล้วเท่านั้น
-------------------------------------------

-----------------------------------------------
บริเวณที่กองทัพเรือสหรัฐจะค้นหาซากเครื่องบินmh370ของมาเลเซียแอร์ไลน์นั้น มีการกล่าวกันว่า เป้นบริเวณที่สำรวจได้ยากมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเพราะสภาพใต้มหาสมุทรอินเดียตรงบริเวณค้นหานั้นจะขรุขระมากมากและไม่นิ่งและเป็นแนวลาวาของเหลวร้อนจากไต้พื้นพิภพไหลอยู่และเป็นแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกด้วย
----------------------------------------------------------------
ผมyesterdayก็อยากให้ทุกคนได้ตระหนักความจริงตามพระพุทธเจ้าว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมแม้ว่าจะอยู่บนเครื่องบินหรือยานอวกาศที่ใดก็ตาม สัตว์ที่ตายย่อมไปเกิดใหม่ตามกรรมของตนเองต่อไป ไม่มีใครหนีกรรมของตนเองได้ ดังนั้นผู้ที่ยังไม่ตายหรือยังไม่ถึงเวลาตายก็ควรอย่าเสียใจมากเกินไปหรือแสดงอารมณ์เศร้ามากเกินไปเพราะจะเป็นผลเสียต่อจิตใจตัวเองผู้ที่ยังไม่ตายมากเกินไปและช่วยกันหาหลักฐานเครื่องบินมาเลเซียmh370ตกเท่าที่จะหาได้เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากมาเลเซียและเอาผิดตามกฏหมายด้วยเพื่อไม่ให้เครื่องบินถูกก่อวินาศกรรมไปตกแถวมหาสมุทรหรือภาคพื้นดินได้โดยง่ายดายต่อไป
« Last Edit: March 27, 2014, 03:17:53 AM by yesterday »