Author Topic: พุทธพจน์คำว่า อัตตหิ อัตตโน นาโถ ในสายธรรมกาย หมายถึงอะไรครับ  (Read 12589 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
คำว่าอัตตาหิ อัตตโน นาโถเป็นพุทธสุภาษิต ที่ทรงตรัสแสดง หลังจาก

พระนังคลกูฏเถระ ได้บรรลุอรหัตมรรค ครับ


ในครั้งนั้น พระนังคลกูฏเถระ เกิดความกระสันอยากสึก และได้พยายาม ตั้งสติสอนตนเอง อยู่เสมอว่า
"เจ้าผู้ไม่มีหิริ หมดยางอาย เจ้าอยากจะนุ่งห่มผ้าขี้ริ้วผืนนี้ สึกไปทำการรับจ้างเลี้ยงชีพ (หรือ)."

ท่านมีความเพียร เจริญธรรม และให้โอวาทตนเองอยู่เสมอ จนในที่สุดได้บรรลุอรหัตตมรรค

--------------------------------------------------------------

พระศาสดาตรัสว่า
"เออ ภิกษุทั้งหลาย นังคลกูฏะบุตรของเรา เตือนตนด้วยตนเองแล แล้วจึงถึงที่สุดแห่งกิจของบรรพชิต"

ดังนี้แล้วเมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า:-

                   ๑๐.   อตฺตนา โจทยตฺตานํ     ปฏิมํเสตมตฺตนา
                        โส อตฺตคุตฺโต สติมา     สุขํ ภิกฺขุ วิหาหิสิ.
                        อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ     อตฺตา หิ อตฺตโน คติ
                        ตสฺมา สญฺญม อตฺตานํ     อสฺสํ ภทฺรํว วาณิโช.

                                 เธอจงตักเตือนตนด้วยตน จงพิจารณาดูตนนั้น
                        ด้วยตน, ภิกษุ เธอนั้นมีสติ ปกครองตนได้แล้ว จักอยู่
                        สบาย. ตนแหละ เป็นนาถะของตน, ตนแหละ เป็นคติ
                        ของตน เพราะฉะนั้น เธอจงสงวนตนให้เหมือนอย่าง
                        พ่อค้าม้า สงวนม้าตัวเจริญฉะนั้น.

อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคที่ ๒๕
๑๐. เรื่องพระนังคลกูฏเถระ [๒๖๑]   
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25.0&i=35&p=10

-----------------------------------------------------------------

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคที่ ๒๕
http://www.84000.org/tipitaka/read/?25/35
###########################################
พระพุทธองค์ ทรงแสดง พุทธสุภาษิตนี้ อีกครั้งหนึ่งคือ

ในเวลาหลังจากที่ มารดาของพระกุมารกัสสป สามารถตัดอาลัยในบุตร และได้บรรลุอรหัตตมรรค ในที่สุด

------------------------------------------------------

มารดาของพระกุมารกัสสป ได้เคยบวชเป็นภิกษุณี โดยไม่รู้ว่าตนนั้นตั้งครรภ์ก่อนบวช
ภายหลังบุตรของนางคือ พระกุมารกัสสป ก็ได้ออกบวชและบรรลุเป็นพระอรหันต์

ส่วน มารดานั้นยังมีความอาลัยต่อบุตรเป็นอย่างมาก ไม่สามารถละความอาลัยนั้นได้

------------------------------------------------------

(จาก พระอรรถกถา เรื่องมารดาของพระกุมารกัสสปเถระ ที่คุณฐานาฐานะ ได้ยกมาแสดง)

..... ก็ตั้งแต่วันที่พระเถระนั้นออกไปแล้ว น้ำตาไหลออกจากนัยน์ตาทั้งสองของนางภิกษุณีผู้เป็นมารดาตลอด ๑๒ ปี. นางมีทุกข์เพราะพลัดพรากจากบุตร มีหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตาทีเดียว เที่ยวไปเพื่อภิกษา พอเห็นพระเถระในระหว่างแห่งถนน จึงร้องว่า "ลูก ลูก" วิ่งเข้าไปเพื่อจะจับพระเถระ ซวนล้มลงแล้ว. นางมีถันหลั่งน้ำนมอยู่ ลุกขึ้น มีจีวรเปียก ไปจับพระเถระแล้ว

              พระเถระคิดว่า "ถ้ามารดานี้จักได้ถ้อยคำอันไพเราะจากสำนักของเรา นางจักฉิีUหายเสีย เราจักเจรจากับมารดานี้ ทำให้กระด้างเทียว."

              ทีนั้น พระเถระกล่าวกะนางภิกษุณีผู้เป็นมารดานั้นว่า "ท่านเที่ยวทำอะไรอยู่? จึงไม่อาจตัดแม้มาตรว่าความรักได้"

              นางคิดว่า "โอ ถ้อยคำของพระเถระหยาบคาย" จึงกล่าวว่า "พ่อ พ่อพูดอะไร?" ถูกพระเถระว่าเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละอีก จึงคิดว่า "เราไม่อาจอดกลั้นน้ำตาไว้ได้สิ้น ๑๒ ปี เพราะเหตุแห่งบุตรนี้ แต่บุตรของเรานี้ มีหัวใจกระด้าง ประโยชน์อะไรของเราด้วยบุตรนี้" ตัดความเสน่หาในบุตรแล้ว บรรลุพระอรหัตผลในวันนั้นนั่นเอง.

----------------------------------
(พระพุทธองค์)
เมื่อจะทรงประกาศความที่พระเถรีตัดความรักในบุตรแล้ว ทำที่พึ่งแก่ตนเองแล จึงตรัสว่า

"ภิกษุทั้งหลาย เพราะบุคคลอาศัยคนอื่น ไม่สามารถเพื่อจะมีสวรรค์หรือมรรคเป็นที่ไปในเบื้องหน้าได้ ฉะนั้น ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นจะทำอะไรได้"

              ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

                     ๔. อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ     โก หิ นาโถ ปโร สิยา
                        อตฺตนา หิ สุทนฺเตน     นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.

                        ตนแลเป็นที่พึ่งของตน, บุคคลอื่นใครเล่า
                        พึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะบุคคล มีตนฝึกฝน
                        ดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่ง อันบุคคลได้โดยยาก.

http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=22&p=4#w