Author Topic: จากpantip.comเรื่อง มุสลิม เกี่ยวกับ "Death for apostasy"  (Read 8157 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
พอดีผมอ่านเจอในพันทิพย์  เลยลอกมาให้คนเวปเราได้อ่าน จะได้ช่วยกันทำให้ชาวพุทธไม่แพ้ชาวอิสลามคริสต์ฮินดูในภายภาคหน้าได้ครับ
จากกระทู้http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y10999041/Y10999041.html
-------------------------------------------------------------------------------------------
ผมขอบคุณต่อเพื่อนๆสมาชิกทุกๆท่าน ถ้าการแสดงความเห็นของผม
  มีอะไรที่บกพร่องกรุณา ตืเตียนในเนื้อหาของกระทู้, ไม่มีความจำเป็นที่
  แสดงความพอใจ หรือชอบใจ เพราะสิ่งนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ ผมต้องการจะ
  สื่อ และความคิดเห็นของผม ไม่ได้เขียนเป็นเรื่องส่วนตัว

  นอกจากการกล่าวถึงการกระทำ ของบุคคล ที่เป็นผู้ ที่เป็น สาธารณชน
  ซึ่งไม่เกี่ยว กับ เรื่องส่วนตัว ของสมาชิกท่านใดในที่นี้  ความพอใจของ
  ท่านใด ไม่ ใช่สิ่งที่ผมต้องการ  ความถูกต้อง ตามหลักการของอิสลาม  
  เป็นสิ่งสำคัญ

  ความไม่พอใจ ย่อมมีเป็นธรรมดาของ ผู้ที่ปฏิบัติ และ เข้าใจผิดนอกเหนือ
  ไปจากหลักการที่แท้จริง ...โปรดกรุณาอย่าแสดงการ เชียร์ หรือ การให้
  คะแนน พอใจ  ต่อความคิดเห็นของผม ไม่ว่าในกระทู้ใดๆและกรณีใดๆทั้ง
  สิ้น ผมไม่ได้เขียนเพื่อคะแนนนิยม  แต่เขียนถึง สิ่งที่ถูกและ ผิดในการ
  ปฏิบัติในสังคมมุสลิม ทั่วโลกไม่จำกัดอยู่ที่ สังคมไทยมุสลิมเท่านั้น

   ..............

  คำอธิบายที่เนื่องมาจากการเข้าใจผิด ตามหลักการของอิสลามเรื่อง ต่อ
 ไปก็คือ

    "ถ้าผู้ที่ละทิ้งอิสลาม หลังจากที่เป็นมุสลิม แล้ว จะมีโทษประหาร"

   ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดของผู้ต่างศรัทธา และ ของ "มุสลิมเอง"
   ที่ยังคงหลงเหลือปฏิบัติอยู่แต่หายาก มาก  แต่คำบอกเล่า ยังมีปรากฏ
   ตามข้เขียน และ กล่าวถึง อยู่เป็นครั้งคราว ผมจึงขอนำเรื่อง เก่าๆเช่นนี้
  มาแสดงความคิดเห็น อีกครั้ง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง  ความคิดเห็นนี้
  เป็นของ คณะผู้ส่งเสริม ความเข้าใจ ของสาธารณชน กับความเชื่อผิดๆ
  ที่นำมาเล่าต่อๆ กัน ซึ่งเป้นการทำลาย ภาพพจน์ ของ "ศาสนาอิสลาม"

    Misconception: Death for apostasy

Background: Some think that once you are a "muslim" if you decide to change your beliefs you are considered an apostate, an act punishable by death!

The Quran clearly states there are those who believe then disbelieve, then believe again, then disbelieve again. This proves death for apostasy simply did not exist, because if it did, it would be impossible to believe again after unbelief, as they would have been put to death after the first unbelief:

Surely (as for) those who believe then disbelieve, again believe and again disbelieve, then increase in disbelief, God will not forgive them nor guide them in the (right) path. [4:137]

This is further proven by the following verse:

How can God guide a people who have rejected after believing, and they witnessed that the messenger is true, and the clarity had come to them? God does not guide the wicked people. [3:86]

The Quran states, in no uncertain terms, that there is no compulsion in religion:

Let there be no compulsion in religion: Truth stands out clear from Error: whoever rejects evil and believes in God has grasped the most sure hand-hold, that never breaks. And God is Hearing, Knowing. [2:256]

The Quran states that God could have made all those on earth believe, thus asks who is man to enforce such a thing if God did not:

And if your Lord had pleased, surely all those who are in the earth would have believed, all of them; will you then force men till they become believers? [10:99]

The Quran states there were those who believed part of the time, then disbelieved part of the time in order to confuse and sow discord amongst the believers of the time. If death for apostasy existed, no sane minded person would attempt to do this as they would be killed the very first time they tried it:

A section of the People of the Book say: "Believe in the morning what is revealed to the believers, but reject it at the end of the day; perchance they may (themselves) Turn back. [3:72]

Please also see the clear example set out in 4:88-91, in which the believers are told to offer peace with those who became hypocrites/apostates (i.e. were Muslim in name only but did not follow through with action during hostilities/fighting in this case) if they also offer peace.

To conclude, it is clear that 'death for apostasy' does not exist in The Quran.

 People are free to believe and live their lives accordingly or not. If a community or system or any structure deprives its members of this basic freedom, it will produce hypocrites and suppressed people who have no strength of belief or goals to work for and will likely result in a weak system or community. Freedom of belief is the air that healthy and just communities breathe.

  ผู้ที่เข้าใจคำอธิบาย ข้อเขียนภาษาอังกฤษข้างบนนี้ อย่างแจ่มแจ้ง ผมคิด
ท่านมีความรู้ทีดีพอสมควร  จะเห็นได้ชัดว่า คำเล่ารือหรือกล่าวร้าย "ศาสนา
อิสลามในเรื่องนี้  เป็นความเชื่อที่ผิดๆ ที่ตกทอดมา แต่สมัย สงครามใน
ประวัติศาสตร์ที่ มีการสังหาร มุสลิมที่เป็นใส้ศึกให้กับ ศัตณูของ ฝ่ายตรง
ข้ามกับมุสลิม ซึ่งไม่มีอะไรที่ เกี่ยวกับหลักความศรัทธา ของ อิสลามเลย
นอกจาก การลงโทษประหาร ต่อผู้ที่ทรยศ ตามวินัยทหาร  ซึ่งกระทำกัน
ทั่วโลก ถึงแม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ตาม  

 คุณอาจะเห็นเป็นบางครั้ง เมื่อมุสลิมไปมีเรื่องส่วนตัวกับผู้ใดมา มักจะอ้าง
ว่าพวกนั้นมันทำลายหลักการของอิสลาม ให้ไปช่วยกำจัด หรือ สังหารเสีย
ซึ่งเรื่องนี้ "เกิดขึ้นกับตัวของผมเอง" มีมุสลิม บางคนคิดว่าการ เขียนเสนอ
ความจริงของ การปฏิบัติที่ผิดพลาดในสังคม มุสลิม เป็นผู้ที่ทำลาย และ จัด
อยู่ในบรรดาผู้ที่ละทิ้งอิสลาม ไปเข้ากับผู้มีความศรัทธาอื่นๆ จึงสมควรที่จะ
หยุดการกระทำโดยสังหารชีวิตของผู้นั้น  

 ซึ่งความจริงในเรื่องนี้ไม่มีอยู่ในหลักการของ "ศาสนาอิสลาม"

แต่เรื่องเล่าข้างล่างนี้เป็นสาเหตุของความเข้าใจที่ผิดพลาด ที่มุสลิมใน
บางนิกาย และ ผู้ต่างศรัทธา มีความเชื่อในคำสอนข้างล่างนี้

 Bukhari, volume 9, #17

"Narrated Abdullah: Allah's Messenger said, "The blood of a Muslim who confesses that none has the right to be worshipped but Allah and that I am His Messenger, cannot be shed except in three cases: in Qisas (equality in punishment) for murder, a married person who commits illegal sexual intercourse and the one who reverts from Islam (Apostate) and leaves the Muslims."

Bukhari, volume 9, #57

Narrated Ikrima, "Some atheists were brought to Ali and he burnt them. The news of this event, reached Ibn Abbas who said, "If I had been in his place, I would not have burnt them, as Allah's messenger forbade it, saying, "Do not punish anybody with Allah's punishment (fire)." I would have killed them according to the statement of Allah's Messenger, "Whoever changed his Islamic religion, then kill him."

จากคุณ : แมทท์    จากพันทิพย์ดอทคอม
เขียนเมื่อ : 29 ส.ค. 54 19:03:09  

« Last Edit: September 02, 2011, 11:05:27 PM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
 ความคิดเห็นที่ 1    

บทลงโทษการพ้นจากศาสนาอิสลาม

ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่านครับ

ก่อนอื่นทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า หลักการของศาสนาอิสลาม มาจาก 2 แหล่ง คือ 1.กุรอาน 2.ซุนนะห์ (แนวทาง กิจปฏิบัติ รวมทั้งคำพูด) ของท่านศาสดา หลักการใดขัดแย้งไปจากนี้ถือว่า ไม่ใช่หลักการอิสลาม และหากหลักการใดมีการขัดแย้งกันเอง ให้ถือว่ากุรอานคือข้อตัดสินขั้นเด็ดขาดครับ

การพ้นไปจากศาสนาอิสลามนั้น ในภาษาอาหรับ คือ “ริดดะฮฺ” ซึ่งแปลว่า การหันหลังให้ ส่วนผู้ที่กระทำการดังกล่าว เรียกว่า มุรตัด ซึ่งเป็นที่เข้าใจในหลาย ๆ คนว่า โทษคือการประหารชีวิต แต่ในความเป็นจริงเมื่อเราพิจารณาจากกุรอาน เราจะพบว่า กุรอานได้บัญญัติเรื่องการพ้นจากศาสนาไว้ 13 อายะห์ (โองการ) ในแต่ละซูเราะห์ (บท) เช่น

“...จนกว่าเจ้าจะปฏิบัติตามศาสนาของพวกเขา จงกล่าวเถิด แท้จริงคำแนะนำของอัลลอฮ์เท่านั้น คือ คำแนะนำ แน่นอนถ้าเจ้าปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขา หลังจากที่มีความรู้มายังแล้ว ก็ย่อมไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือใด ๆ สำหรับเจ้าให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์ได้” (กุรอาน 2:120)

“และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (กุรอาน 3:85)

“ผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์หลังจากที่เขาได้รับศรัทธาแล้ว(เขาจะได้รับความกริ้วจากอัลลอฮ์) เว้นแต่ผู้ที่ถูกบังคับทั้งๆ ที่หัวใจของเขาเปี่ยมไปด้วยศรัทธา แต่ผู้ใดเปิดหัวอกของเขาด้วยการปฏิเสธศรัทธา พวกเขาก็จะได้รับความกริ้วจากอัลลอฮ์และสำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างมหันต์” (กุรอาน 6:106)

แต่จากทั้งหมด พบว่า ไม่มีโองการใดเลยที่ระบุถึงโทษทัณฑ์ที่ต้องได้รับบนโลกนี้ โทษทั้งหมดถูกระบุว่าเป็นความรับผิดชอบของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น
ถึงแม้ว่า จะมีการก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นแล้วก็ตาม ก็ยังไม่มีโองการใดระบุว่าต้องทำโทษหรือประหารผู้ที่หลุดพ้นจากศาสนา อาทิเช่น ซูเราะห์อัล บากอเราะห์ อายะห์ที่ 217 ความว่า

“...และผู้ใดในหมู่พวกเจ้ากลับออกไปจากศาสนาของเขา แล้วเขาตายลง ขณะที่เขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้วไซร้ ชนเหล่านี้แหละบรรดาการงานของพวกเขาไร้ผล ทั้งในโลกนี้และปรโลก และชนเหล่านี้แหละคือชาวนรก ซึ่งพวกเขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล”

นักการศาสนาบางท่านให้ความเห็นว่า การพ้นจากศาสนานั้น เป็นความผิดที่เขาผู้นั้นต้องรับผิดชอบต่อพระผู้เป็นเจ้าเอง ซึ่งหากว่ามีการลงโทษประหารชีวิตด้วยเหตุผลของการพ้นจากศาสนาจริง มันก็จะไปขัดแย้งกับโองการที่ว่า -
"ไม่มีการบังคับใด (ให้นับถือ) ในศาสนา อิสลาม แน่นอน ความถูกต้องนั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วจากความผิด ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อ อัฎ-ฎอฆูต(ซัยตอน) และศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงไว้แล้ว โดยไม่มีการขาดใด ๆ เกิดขึ้นแก่มัน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้" (กุรอาน 2:256)

เมื่อไม่มีการระบุการลงโทษในทางโลกที่บันทึกในกุรอานแล้ว หากมามองในแง่ของซุนนะห์ท่านศาสดาจะพบว่า
ครั้งหนึ่ง มีชาวยิวกลุ่มหนึ่ง มาเข้ารับศาสนาอิสลาม แต่ต่อมาก็ได้ละทิ้งอิสลามและกลับไปสู่ศาสนาเดิม ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ถูกกล่าวไว้ในซูเราะห์อาลิอิมรอน อายะห์ที่ 71-73 แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ถูกท่านศาสดาลงโทษแต่ประการใด หรืออีกกรณีหนึ่งที่อาหรับเบดูอิน คนหนึ่งมาหาท่านศาสดาและขอเข้ารับอิสลาม แต่ต่อมาเขาก็ล้มป่วยและมาขอยกเลิกการเป็นมุสลิม (คือ เปลี่ยนจากอิสลามไปเป็นอย่างอื่น) ถึง 3 ครั้ง แต่ทั้ง 3 ครั้งท่านศาสดาก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ จนสุดท้ายเขาจึงเดินทางออกไปจากมาดีนะห์ ซึ่งท่านศาสดาก็ไม่ได้กล่าวโทษเอาผิด หรือส่งทหารออกตามล่าแต่อย่างใด

จากบทสรุปในหลายส่วน นักวิชาการมุสลิมให้ความเห็นในหลายด้าน บ้างก็ว่า การพ้นจากศาสนาจำเป็นต้องถูกประหารโดยอ้างเอาหะดิษ ของอิบนุอับบาส ที่ว่า “ผู้ใดเปลี่ยนศาสนาจงฆ่าเขา” หรือหะดิษที่เกี่ยวกับชนเผ่าอูกัลป์เป็นต้น แต่ทั้งหมดก็ถูกอีกฝ่ายโต้แย้ง โดยอ้างหลักฐานจากกุรอานในซูเราะห์ที่ 2 อายะห์ที่ 256 และซุนนะห์ท่านศาสดา โดยวิจารณ์ว่าการสังหารที่เกิดขึ้น เป็นเพราะคดีความอื่น (เช่นการปล้น) ไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนศาสนา

โดยทั้งนี้มีหลักฐานบางประการจากคอลีฟะห์อุมัร (รด.) ว่าท่านได้สั่งให้ทหารของท่านจัดการกับผู้เปลี่ยนศาสนาอย่างสันติวิธี หรือหากชักชวนไม่ได้ผล ก็ควรจำคุกดีกว่าการประหาร
นักวิชาการมุสลิมจึงให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนศาสนาของมุสลิมคนหนึ่งนั้น ควรจำกัดให้เป็นโทษแบบตะอฺซีร (คือ อยู่ในดุลพินิจของผู้พิพากษา) หากการเปลี่ยนศาสนานั้นไม่ได้ส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐ ก็ไม่จำเป็นต้องลงโทษ หรือแค่แนะนำ ตักเตือน แต่หากการเปลี่ยนศาสนามีผลต่อความมั่นคงของรัฐ หรือเปลี่ยนด้วยเจตนาของการก่อกบฏต่อรัฐ ก็อาจจำคุก หรือประหารชีวิตได้ ซึ่งทัศนะนี้ได้รับการยอมรับมากกว่า ทัศนะของบางมัซฮับ (สำนักคิดทางนิติศาสตร์อิสลาม) ที่กล่าวว่ามันเป็นโทษประเภท ฮัด (ความผิดที่ชัดเจน)

ด้วยจิตคารวะ

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=kheedes&date=03-12-2005&group=4&gblog=1

ถ้าอยากได้บทความแนวนี้ภาษาไทยก็มี

เว็บบิดเบือนไม่ต้องอ้างก็ได้ครับ

« Last Edit: September 02, 2011, 10:56:57 PM by yesterday »

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
กระทู้ก่อนหน้า ว่าด้วยการจนด้วยเหตุผล เรื่องการไว้เครา

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y10978945/Y10978945.html

จากคุณ : Carroth   

-------------------------------------------------------------------------------
คห 1 ชัดเจนดี ทั้งกุรอ่านและฮาดีสไม่มีการบังคับ ไม่มีการลงโทษใดๆทั้งสิ้น
ยกเว้นเหตุผลทางการเมืองของผู้นำในยุคนั้นที่นำมาลงโทษ แต่ไม่ถือว่าเป็นบทบัญญัติทางศาสนา

จากคุณ : chinky (chinky)   
เขียนเมื่อ : 29 ส.ค. 54 20:32:40   
ถูกใจ : แมทท์
-----------------------------------------------------------------