Author Topic: เจ้าลัทธิศาสดาแห่งความหลง  (Read 8845 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
นำมาจากเวปแห่งหนึ่ง ซึ่งมีการวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ เกี่ยวกับเจ้าลัทธิ ความหลง และความเชื่อที่ขาดปัญญา

http://www.newworldbelieve.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=369845

 . . . . .จึงเป็นที่สังเกตขึ้นมาในปัจจุบันนี้ว่า เหตุที่ได้มีศาสนาใหม่เกิดขึ้นมาถึง 2 ศาสนา ภายหลังมีศาสนาพุทธขึ้นมาแล้วนั้น น่าเป็นเพราะศาสดาของศาสนาใหม่ คือ พระเยซูแห่ง ศาสนาคริสต์ก็ดี พระนบี มุฮำมัด แห่งศาสนาอิสลามก็ดี ไม่ได้เอาใจใส่ศึกษาพระธรรม คำสอนของศาสนาพุทธอย่างลึกซึ้งพอ

ในกรณีขององค์พระเยซูเอง ได้มีหลักฐานว่า ทรงมีโอกาสไปศึกษาศาสนาพุทธอยู่อินเดียเหนือระยะหนึ่ง แต่ทรง ศึกษาไม่สำเร็จ และยังเข้าพระทัยผิดไปอีก โดยไปทำทุกรกริยาตามอย่าง สิทธัตถะจึงทำให้ทรงคลาดเคลื่อนไปไกล จนกลายเป็นวิปลาสทางสติปัญญาแห่งพุทธศาสนาไปเสียอีก ห่างไกลไปจากการบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ตามหลักธรรมศาสนาพุทธไปอีกด้วย

 ฉะนั้น ในพระคัมภีร์ไบเบิลภาค พันธสัญญาใหม่ (New Testaments) ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่เขียนขึ้นภายหลังการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน จึงไม่มีการอ้างอิงถึง ข้อความใดใด หรือเนื้อหาใดใด หรือแม้กระทั่ง บุคคลใดใดของพระคัมภีร์ไตรปิฏกเลย

ล้วนแต่มีการอ้างอิง พระคัมภีร์อื่น คือพระคัมภีร์โตราห์บ้าง อิสยาห์บ้าง อันเป็นของยูดายเดิม ซึ่งเป็นโครงเรื่องหลักพื้น ๆของความเชื่อโบราณที่มีกำเนิดมาจากความกลัว จึงมีเรื่องพระเจ้าผู้สูงสุดที่เป็นโครงเรื่องเดิมของลัทธิพราหมฮินดูยุคก่อนศาสนาพุทธ อุบัติขึ้น เพียงแต่ได้มีการปรับเปลี่ยนเรื่องราวของสวรรค์ให้มีตำแหน่งสูงสุดเป็นองค์ผู้สูงสุดแต่เพียงพระองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าหรือเทพหลายหลากเหมือนเดิม ซึ่งที่จริงมีเหตุมาจากความแตกแยกทางสังคมและการเมือง ที่หาความเป็นเอกภาพไม่ได้ ในขณะนั้น


. . . . . .อย่างไรก็ตาม ศาสดาที่มีประวัติที่สลับซับซ้อน และยากแก่ความเข้าใจของคนยุคนั้นที่สุดก็คือ พระเยซู

ส่วนที่ยากแก่ความเข้าใจก็คือ ส่วนที่แสดงถึงฤทธิ์ หรือการกระทำการอัศจรรย์ต่าง ๆ ของพระองค์ ที่ทรงตั้งพระทัยแสดงถึง 21 ครั้งเพื่อยืนยันว่าทรงได้ฤทธิ์อำนาจนั้นมาจากพระเจ้า ผู้เป็นพระบิดาผู้ทรงรักพระองค์ยิ่งนัก อันเป็นฐานการอ้างอิงตัวพระองค์ เองว่า ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า

อันเป็นหลักการทั้งหมดของศาสนาคริสต์(ชาว คริสต์หรือผู้ที่จะเข้ารีต เป็นคริสต์ จะต้องเชื่ออย่างปราศจากความสงสัยด้วย ประการใดใด ว่า พระเยซูเป็นบุตรพระเจ้า และทรงเป็นพระเจ้า)

แต่ หลักการว่าด้วยฤทธิ์นี้ ทาง ศาสนาพุทธได้กล่าวไว้อย่างเป็นหลักวิทยาศาสตร์ ว่าด้วยการ เจริญคุณภาพภายในของบุคคล ไปในทางศีลธรรมและศาสนา ก็สามารถบังเกิดฤทธิ์ได้เป็น ธรรมดา ด้วยความประพฤติดีประพฤติชอบด้วยตนเอง  ศาสนาพุทธกล่าวว่าฤทธิ์มีการเสื่อมลงได้เป็นธรรมดาเสมอ หากคุณธรรมภายใน หรือปัจจัยเหตุภายนอกประการหนึ่งประการใดที่ เกี่ยวข้องเสื่อมหรือขาดการสัมพันธ์ไป ฤทธิ์ใดใดย่อมเสื่อมลงเสมอ ศาสนาพุทธจึง สรรเสริญการศึกษาที่เหตุปัจจัย เป็นศาสนาเหตุและผล คือวิทยาศาสตร์

และที่สุดของความจริงก็คือ มีแต่มรรคผลเท่านั้นที่ไม่เสื่อม ศาสนาพุทธจึงไม่สอนให้มองฤทธิ์หรือการอัศจรรย์ว่าเป็นเรื่องสำคัญไปกว่ามรรคผล  เพราะมิใช่ทางแห่งปัญญา หรือสัพพัญญุตญาณที่รู้แจ้งโลก และวันหนึ่งย่อมเสื่อมลงได้ แต่มรรคผลไม่มีการเสื่อมลง

และปรากฎว่าเป็นจริง เมื่อ ในที่สุดฤทธิ์ของพระเยซูก็เสื่อมลง เมื่อไม่ทรงสามารถเนรมิตรสร้างพระวิหารแห่งกรุงเยรูซาเล็มขึ้นมาใหม่ได้ (เพื่อให้คนทั้งหลายได้ประจักษ์ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตร และพระเจ้าในขณะเดียวกัน)

ตามที่ทรงประกาศในเทศกาลปัสกาต่อหน้าคนทั้งหลายว่า จะทรงทำลายพระมหาวิหารและจะทรงเนรมิตรสร้างขึ้นใหม่ภายในสามวัน ก็ทรงทำไม่สำเร็จ เนื่องจากความเสื่อมซึ่งฤทธิ์มาถึง

 

และเมื่อคราวคับขันมาถึงที่สุดก็ไม่สามารถแสดงฤทธิ์ช่วยพระองค์เองให้รอดจากการตรึงกางเขน ให้ปรากฎเป็นการอัศจรรย์ต่อหน้าฝูงชนมหาศาลได้ และ ไม่ทรงทราบถึงสาเหตุแห่งความเสื่อมของฤทธิ์ของพระองค์เอง ว่ามีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาตามเหตุปัจจัย  แต่ทรงเข้าพระทัยว่าพระบิดาประทานฤทธิ์นั้นให้  จึงกล่าวโทษพระบิดาของพระองค์อย่างหลงผิดด้วยการตะโกนวาทะก่อนสิ้นพระชนม์ว่า "พระเจ้าของข้าพระองค์พระเจ้าของข้าพระองค์ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย"

อันเป็นวาทะสุดท้าย ที่ กลับลบล้างวาทะทั้งสิ้นทั้งมวลของพระองค์ ที่ตรัสมาก่อนทั้งหมด ลงอย่างราบคาบ

. . . . . .เรื่องราวของพระเยซู ก็คือความหลงในอัตตภาวะที่ทรงเข้าพระทัยผิดไป ด้วยโมหะ และ อวิชชา

มีการซ่อนเร้นอัตตาตัวตนที่ยิ่งใหญ่ อยู่ล้ำลึกว่าตนเองมาจากเทพเจ้าผู้สูงสุด เป็นพระบุตรเพียงองค์เดียวของพระเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งความกรุณาปรานีอย่างสูงสุดต่อมวลมนุษยโลก ซึ่งเป็นเหตุผลเพื่อทรงอ้างอย่างหนักแน่นว่าทำไมมนุษยโลกจึงไม่พึงปฏิเสธพระองค์ และหากปฏิเสธพระองค์แล้ว พระบิดาของพระองค์จะทรงพระพิโรธอย่างหนัก และไม่มีการให้อภัยใดใด นอกจากทรงลงโทษมนุษย์ผู้ปฏิเสธนั้นอย่างรุนแรง หนักหน่วง และต้องไปสู่จุดจบ ณสถานลงโทษอันน่าสะพึงกลัวคือไปนรกเพลิง สถานเดียว

. . . . . .การประกาศตัวพระองค์โดยเปิดเผยว่าทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า และ ทรง สร้าง พฤติกรรมแปลกประหลาดหลายอย่างหลายครั้งคราว ตลอดจนดูหมิ่นพระเจ้าองค์เดิมของชาวยิว (อับราฮาม) ต่อหน้าสาธารณชน ว่าพระองค์ทรงเกิดก่อนอับบราฮาม และทรงรู้อะไร ๆ มากกว่าพระเจ้าอับบราฮามของชาวยิวเสียอีก เป็นต้น จนทำให้คนทั้งเมืองโกรธจะทำประชาทัณฑ์พระองค์หลายครั้ง แต่ทรงหลุดรอดไปได้ทุกครั้ง

และ เป็นเหตุให้คนทั้งหลายเชื่อว่าพระองค์ทรงวิกลจริต และถูกผีสิงอยู่

น่าเสียดายที่ พระเยซูมีอายุเพียงสั้น ๆ 33 พระพรรษาเท่านั้น และทรงมีเวลาเผยแผ่ศาสนาอยู่ เพียง 3 ปี ก็ทรงถูกประชาชนทั้งเมืองตัดสินตรึงกางเขนสิ้นพระชนม์เสียก่อน ด้วย ข้อหาว่า ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินผู้อื่น

และลบหลู่ดูหมิ่นพระเจ้าสูงสุดของชาว อิสราเอล

จึงไม่ทันมีเหตุการณ์ให้พิศูจน์ว่าวิถีชีวิตพระองค์ในวัยต่อ ๆ มาจะสามารถ ดำรงอุดมการณ์สูงสุดไว้ได้หรือไม่

 

ตราบมาสู่สมัยใหม่นี้ วิทยาการด้านการแพทย์ และจิตวิเคราะห์(สาขาของการวิเคราะห์พฤติกรรมด้านจิตวิทยา) คล้ายจะยืนยันว่า พระเยซูทรงเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง มีพระอาการตรงกับโรคที่เรียกว่า  megalomania  (ศาสนวิเคราะห์ว่าเป็น  ฌานวิปลาส) ได้มีการศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และมีตัวอย่างในประวัติศาสตร์มาศึกษาอย่างมากมายเกี่ยวกับคนที่เป็นโรควิกลจริตชนิดนี้

นับตั้งแต่เรื่องราวของพระเจ้าอิวานที่ 4 แห่งรัสเซีย ประสูติเมื่อ พ.ศ. 2073 นักวิเคราะห์จิต ชี้ว่า พระเจ้าอิวานที่ 4 ทรงมีพระบุคลิกภาพที่ผิดปกติ ทรงมีวิกลจริตแบบอาชญากรสังคม สามารถสังหารคนนับพัน ๆ คนได้โดยไม่รู้สึกผิด ทรงนิยมการล่าสัตว์แล้วเลยไปหาความสำราญทางเพศต่อ โดยเข้าไปในหมู่บ้าน บังคับข่มขืนลูกสาวชาวนาในชนบท เป็นปกติวิสัย แต่ขณะเดียวกันทรงเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติทางศาสนาคริสต์ ทรงเข้าห้องสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าเป็นประจำและเป็นเวลานานนับชั่วโมง ๆ เหตุร้ายแรง ครั้งใหญ่ในสมัยของพระองค์ ก็คือทรงฟาดพระโอรสของพระองค์ผู้ทรงเป็นรัชทายาท ด้วยหอกจนสิ้นพระชนม์ลงต่อหน้าอย่างน่าอนาถ ด้วยมือของพระองค์เอง อย่างไม่มีเหตุผลและลางสังหรณ์ของเหตุร้าย แต่นักวิเคราะห์ว่ามีเหตุมาจากความวิกลจริตคุ้มคลั่งและระแวงในองค์รัชทายาท ที่ซ่อนอยู่ล้ำลึกในจิตใต้สำนึกนั่นเอง เพราะเมื่อบุตรตายแล้วก็ยังสำนึกได้ เข้าโอบอุ้มร่ำคร่ำครวญอย่างสาหัส ตามที่ประวัติศาสตร์จารึกเอาไว้ (รีดเดอร์ไดเจสต์อัศจรรย์จิตมนุษย์ 2543 หน้า 163)

 

. . . . . .ประวัติที่คล้ายลอกเลียนแบบชีวิตพระเยซูมาทั้งหมด ก็คือ ประวัติของจิม โจนส์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมือง โจนส์ทาวน์ ในอเมริกาใต้ เมื่อปี พ.ศ.2520 คือเมื่อ 26 ปีที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งมีสาเหตุมาจากความวิกลจริตด้วยโรค megalomania เช่นกัน

จิม โจนส์ มีอาการสำคัญที่บ่งถึงความวิกลจริตก็คือ หลงในความสรรเสริญ นานเข้าก็หลงตัวเองว่าเป็นพระเยซูกลับชาติมาเกิด และครั้นนานต่อไปอีก ก็ถึงกับหลงว่าตนเป็นพระเจ้า ซึ่งมีความละม้ายคล้ายประวัติของพระเยซูอย่างไม่ผิดเพี้ยน จึงมีนักจิตวิเคราะห์นำประวัติของเขามาศึกษาร่วม กับนักประวัติศาสตร์ และได้ข้อสรุปออกมาน่าสนใจ


นี่คือภาพที่สะท้อนวิกฤตในวงการศาสนาคริสต์ นักบวชในประเทศนั้นเสื่อมความนิยมเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชน หรือด้วยเหตุปัญหาทางเศรษฐกิจอื่น เป็นผลกระทบชีวิตความเป็นอยู่ตามครรลองนักบวชโดยเฉพาะในสำนักใหญ่ ๆ ที่มีนักบวชรวมกันอยู่มาก ๆ เช่นสำนักนี้ ทำให้เกิดขาดแคลนปัจจัย 4อันเป็นพื้นฐานการยังชีพ นั่นเอง ที่นานเข้าแก้ไม่ตกเลยหาทางออกกันแบบนี้"

 

. . . . . .เมื่อลองจับวาทะอันสุดยอดของพระเยซู คือวาทะที่ตรัสต่อขุนนางยิว นิโคเดมัสเมื่อเริ่มประกาศศาสนา ด้วยการประกาศตัวพระองค์ว่าทรงมิใช่มนุษย์ธรรมดา ๆ แต่เป็นถึงพระบุตรพระเจ้าลงมาจากสวรรค์เบื้องบน โดยคำสั่งของพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของ พระองค์ ตามพระคัมภีรจอห์น บทที่ 3/16-18 ก็คือประโยคที่ว่า

. . . . . .For God so loved the world that He gave His only-begotten Son, so that whoever believes in Him should not perish, but have everlasting life.For God did not sent His Son into the world to condemn the world but in order that the world might be safe through Him.
. . . . . .He who believes in Him is not condemned; but he who does not believe is already condemned, because he has not believed in the name of theonly-begotten Son of God. [John 3:16-18]

. . . . . .เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของ พระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อ ช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น
. . . . . .ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้วางใจในพระนามของพระบุตร องค์เดียวของพระเจ้า

 

. . . . . .จะพบว่ามีเงื่อนไขที่อนุญาตให้เจ้าลัทธิกระทำการรุนแรงได้ อย่างมีเหตุผลที่ น่าชื่นชมยินดี โดยความกรุณาของพระเจ้า คือประโยคที่ว่า


. . . . . .He who believes in Him is not condemned; but he who does not believe is already condemned, because he has not believed in the name of the only-begotten Son of God.
. . . . . .ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้วางใจในพระนามของพระบุตรองค์ เดียวของพระเจ้า

 

. . . . . .ซึ่งหมายความว่า จิม โจนส์ และเจ้าสำนักลัทธิฟื้นฟูบัญญัติ 10 ประการ ดังกล่าวเป็นตัวอย่างมา ก็ได้อ้าง ข้อความนี้ และด้วยความเชื่อเช่นนี้ เป็นหลักการ พิพากษาสาวกอย่างรุนแรง

. . . . . .กรณีของพระเยซู ก็มีโอกาสจะเกิดขึ้น ในทำนองเดียวกันนี้ ทำนองเดียว กับ กรณี จิม โจนส์ และ กรณี ลัทธิฟื้นฟูบัญญัติ 10 ประการ ดังกล่าว

. . . . . .เพียงแต่ กรณีพระเยซู พระเยซูได้ถูกพิพากษาลงโทษอย่างรุนแรง จากทั้งศาลบ้านเมืองและทั้งมติมหาชนยุคนั้นถึงสิ้นพระชนม์ชีพไปเสียก่อน ตั้งแต่ทรงประกาศศาสนาได้เพียง 3 ปี พระชนมายุได้เพียง 33 พรรษาบนไม้กางเขนก่อนที่จะทันให้ธาตุแท้ของอุดมการณ์ หรือ โรควิกลจริต megalomaniaแสดงอาการอันเปิดเผยขึ้นโดยชัดแจ้ง.

 

 

ธรรมสามี
ก.ค. 2546
ดี29 พ.ค.-ก.ย.2546


Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
http://www.youtube.com/v/NshvnuxvdSc&hl=en_US&fs=1&rel=0&color1=0x402061&color2=0x9461ca
-------------------------------------------------------------------------------------------------
โทษที ผมพยายามจะนำรูปคลิปยูทูเบะมาลง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความหลงทางของมนุษย์ที่ทำลายธรรมชาติจนเกิดภัยธรรมชาติคืนสนองแบบหนึ่งในปี2012หรืออีก3ปีช้างหน้าครับ ดูเล่นเล่นนะครับ ไม่ต้องตกใจกับหนัง ทุกอย่างแก้ใขได้ครับ แต่มันไม่ยอมขึ้นเป็นรูปคลิปสี่เหลี่ยมให้ผมเลยครับทำหลายทีแล้วไม่รู้ผมหลงทำพลาดตรงไหนหรือเปล่า มันเลยขึ้นเป็นwww.แทนแล้วต้องกดเพื่อดูยูทูเบะ อีกที ถ้าเสียอารมณ์ก็ขออภัยนะครับ เคยเห็นคุณต้นไม้เมตตาเอายูทูเบะมาลงเป็นภาพใด้ตรงตรงเลยครับเรื่องลูกไก่ในกำมือของโรงงานทำอาหารครับนานมาแล้วครับ
------------------------------------------------
บางที2012 ชาวสหรัฐก็ยังอยู่ในยุคของท่านโอบามา ผู้กล่าวว่าความหวังอยู่เหนือความกลัว(hope over fear) ท่านโอบามาคงจะทำความรู้สึกให้มูลนิธิโนเบลเกิดความหวังอยู่เหนือความกลัวได้จริงจริงมั้งครับ เลยได้โนเบลเร็วมากที่สุดนับแต่มีผู้นำประเทศเคยได้ ท่านโอบามาคงยังคงพยายามตั้งใจให้2012เป็นปีสันติภาพส่องแสงให้ได้เพื่อไม่ไห้มืดมนเหมือนในหนัง2012 ฟังสุนทรพจน์รับรางวัลโนเบลในเดือนหน้ากันนะครับ นี่ชาวโลกคงต้องติดตามกันต่อไป  ชาวโลกทุกคนล้วนทำให้โลกสดใสได้จริงจริง โอบามาหรือใครก็ชนะชาวโลกไม่ได้ครับ

« Last Edit: November 16, 2009, 02:41:18 PM by yesterday »