Author Topic: งานเขียนของผมเรื่องแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคครับ-ให้ลองพิจารณากันคับ  (Read 20507 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
แผนภาพPNYที่มีคำว่าทั้งปวง                    แผนภาพPNYที่ไม่มีคำว่าทั้งปวง
ที่พระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริง              ที่พระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริง
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                                        สังขารไรไรไม่เที่ยง
สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์                                       สังขารไรไรเป็นทุกข์
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา                                       สังขารไรไรเป็นอนัตตา
ธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง                                                 ธรรมไรไรเป็นไม่เที่ยง
ธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์                                                  ธรรมไรไรเป็นทุกข์
ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา                                               ธรรมไรไรเป็นอนัตตา
|                                                                                 |
เปรียบเทียบและเลือกสามประโยค                          เปรียบเทียบและเลือกสามประโยค                            กลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและ
แสดงออกมาได้คือ                                                    แสดงออกมได้คือ                                            พระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงคือ
       /                                                                                    /                                                              ความมไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง
Kสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง                                            สังขารไรไรไม่เที่ยง                                                       ความทุกข์เป็นความสุข
Bสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์                                         สังขารไรไรเป็นทุกข์                                                        ความอนัตตาเป็นอัตตา
Xธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา                                       Mธรรมไรไรเป็นอนัตตา ________________________________________/
                                                                                                                                                          \
                                                                                                                                    2กลุ่มนี้ยังหากลุ่มประโยคที่พระอริยะเจ้า
                                                                                                                                       เห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงและเป็นไปไม่ได้จริง
                                                                                                                                          ได้อีกแบบด้วยการสลับที่ของคำระหว่างกลุ่ม
                                                                                                                                            แต่ความหมายไม่เปลี่ยนแปลงได้คือ
                                                                                                  |-----------------------------------|---------------------------------|
                                                                              กลุ่มประโยคที่พระอริยะเจ้าเห็นแจ้ง                                                      กลุ่มประโยคที่พระอริยะเจ้าเห็นแจ้ง
                                                                          ว่าเป็นไปได้จริงอีกแบบคือ                                                                           ว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบคือ
                                                                           ความไม่เที่ยงเป็นความไม่เที่ยง                                                                         Rสังขารไรไรเป็นของเที่ยง
                                                                                  ความทุกข์เป็นทุกข์                                                                                   Vสังขารไรไรเป็นสุข
                                                                               ความเป็นอนัตตาเป็นอนัตตา                                                                             Nธรรมไรไรเป็นอัตตา
« Last Edit: January 23, 2015, 07:18:00 AM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
ผมไล่ฉาเจิงขออธิบายแผนภาพLQYLCZที่ได้แสดงแผนภาพแล้วดังนี้
-d1.1)เมื่อดูจากแผนภาพPNYทั้งสองแบบที่อยู่ในแผนภาพLQYLCZนั้นจะได้ว่าประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงคือธรรมไรไรเป็นอนัตตานั้นก็มาจากข้อความว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาได้อีกทางด้วยเช่นกัน ดังนั้นธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาซึ่งก็หมายถึงสังขารทั้งปวงเป็นอนัตตาเท่านั้นเองก็ทำให้ข้อความว่าธรรมไรไรเป็นอนัตตาย่อมหมายถึงสังขารไรไรเป็นอนัตตาด้วย  แต่ถ้าหากเราจะพูดแบบเฉพาะตามแผนภาพPNYที่ไม่มีคำว่าทั้งปวงนั้นเพียงแผนภาพเดียว เราก็สามารถสรุปได้ตามแบบแนวทางของแผนภาพPNYที่ผมได้เคยบอกไปนานมากแล้วเป็นเรื่องแรกแรกสุดของแผนภาพความคิดของพระสงฆ์สามยุคเลยก็จะได้ว่าธรรมไรไรเป็นอนัตตาย่อมใช้แทนสังขารไรไรเป็นอนัตตาได้ด้วยนั่นเองถ้าพระพุทธเจ้าทำพุทธพจน์แบบสามประโยคแสดงออกมาครับ

-d1.2)เมื่อดูจากกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงคือความไม่เที่ยงเป็นเที่ยง(นิจจังหรือของเที่ยง)และความทุกข์เป็นสุขและความเป็นอนัตตาเป็นอัตตานั้นในแผนภาพLQYLCZ ผมไล่ฉาเจิงจำเป็นต้องขออธิบายเพื่อสนับสนุนพระพุทธเจ้าแลพระอริยะเจ้าว่าแม้ว่าเป็นไปไม่ได้จริงที่ว่าความไม่เที่ยงเป็นเที่ยง(นิจจังหรือของเที่ยง)แต่ถ้าต้องการความเป็นไปได้จริงของความไม่เที่ยงเราจะต้องบอกว่าความไม่เที่ยงคือความไม่เที่ยงและถ้าต้องการความเป็นไปได้จริงของความเที่ยงเราจะต้องบอกว่าความเที่ยงคือความเที่ยงเท่านั้นเอง จากหลักการนี้เอง แม้ว่าเป็นไปไม่ได้จริงที่ว่าความเป็นอนัตตาเป็นอัตตา แต่ถ้าต้องการความเป็นไปได้จริงของความเป็นอนัตตา เราจะต้องบอกว่าความเป็นอนัตตาต้องเป็นความเป็นอนัตตาและถ้าต้องการความเป็นไปได้จริงของอัตตา เราจะต้องบอกว่าอัตตาเป็นอัตตาเท่านั้นเอง แต่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าท่านทรงพอใจที่เห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงที่ว่าความไม่เที่ยงเป็นเที่ยงและความทุกข์เป็นสุขและความเป็นอนัตตาเป็นอัตตามากที่สุด มันจึงเป็นกลุ่มประโยคที่เอาไปใช้วิเคราะห์พุทธพจน์และข้อความของพระอริยะเจ้าได้ดีจริงในแผนภาพLQYLCZนั่นเอง

-d1.3)เมื่อดูในแผนภาพLQYLCZนั้น จากกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบคือ สังขารไรไรเที่ยงและสังขารไรไรสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตานั้น ผมไล่ฉาเจิงขอบอกว่าประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบอันที่คือธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นมาจากการสลับที่ของคำระหว่างประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงอันที่คือธรรมไรไรเป็นอนัตตาจากข้อd1.1กับประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอันที่คือความเป็นอนัตตาเป็นอัตตาจากข้อd1.2 ทำให้เกิดผลที่ได้ก็คือได้2ประโยคอีกแบบเพิ่มขึ้นมาพร้อมพร้อมกันคือประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบอันที่คือธรรมไรไรเป็นอัตตานั่นเองโดยธรรมไรไรยังคงหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเองและอัตตาก็ยังคงอยู่ข้างความเที่ยงและสุขตามเดิมนี่เป็นประเด็นหลักของข้อd1.3ข้อนี้ครับ กับประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงอีกแบบคือความเป็นอนัตตาเป็นอนัตตาถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZตามไปด้วยจะเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วครับ

-d1.4)เมื่อดูในแผนภาพLQYLCZ จากกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงอีกแบบคือความไม่เที่ยงเป็นความไม่เที่ยงและความทุกข์เป็นทุกข์และความเป็นอนัตตาเป็นอนัตตานั้น   ผมไล่ฉาเจิงขอบอกว่าความไม่เที่ยงเป็นความไม่เที่ยงและความทุกข์เป็นทุกข์และความเป็นอนัตตาเป็นอนัตตานั้นเป็นความเป็นไปได้จริงแบบตัวมันเองเป็นจริงในตัวมันเองตามธรรมชาติฝ่ายโลกียธรรมครับเข้าใจได้ง่ายนะครับในข้อนี้และความจริงแบบความไม่เที่ยงเป็นความไม่เที่ยงนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ใช้เป็นหลักการในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค๑. มูลปริยายสูตรว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวงมีพุทธพจน์เช่น ย่อมรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน,ย่อมรู้ธาตุไฟโดยความเป็นธาตุไฟ, ย่อมรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลม เป็นต้น นี่ก็ช่วยยืนยันความจริงว่าความไม่เที่ยงเป็นความไม่เที่ยงให้ข้อd1.4ข้อนี้ได้นั่นเอง และดูมูลปริยายสูตรแบบเต็มได้จากhttp://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=1&Z=237&pagebreak=0

-d1.5)จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค วิปัสสนากถา สาวัตถีนิทานบริบูรณ์มีความย่อว่า[731,732,733] ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงอยู่ .....พิจารณาเห็นสังขารไรๆโดยความเป็นสุข......พิจารณาเห็นธรรมไรๆโดยความเป็นอัตตาอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยามข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตติยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยงอยู่.....พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นทุกข์อยู่……พิจารณาเห็นธรรมไรๆ โดยความเป็นอนัตตาอยู่   จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม  ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ฯถ้าอ่านข้อความจากพระไตรปิฏกแล้วถามว่าข้อความจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีความสอดคล้องได้จริงกับแผนภาพLQYLCZได้อย่างไร?
ผมขอตอบว่าจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีข้อความว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบที่ว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเองซึ่งมีผลเหมือนกันคือจักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่มีได้ และถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือRและVและNและคำว่าธรรมไรไรหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเอง
และจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้ยังมีอีกข้อความด้วยว่าสังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยงและสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์และธรรมไรไรเป็นอนัตตาโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงที่ว่าสังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยงและสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์และธรรมไรไรเป็นอนัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเองซึ่งมีผลเหมือนกันคือจักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ และถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือKและBและMและคำว่าธรรมไรไรหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเอง  และดูพระสูตรนี้ได้จาก http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=31&A=10812&Z=10974

-d1.6)จากพระไตรปิฏกเล่มที่ ๑๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์มีความย่อว่า[๒๔๕].....ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ (ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง.....พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข...... พึงเข้าใจธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชน พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง......สังขารไรๆ โดยความเป็นสุข.....ธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา นั้นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ.....ถ้าอ่านข้อความจากพระไตรปิฏกแล้วถามว่าข้อความจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีความสอดคล้องได้จริงกับแผนภาพLQYLCZได้อย่างไร?
ผมขอตอบว่าจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีข้อความว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบที่ว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเอง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกันคือเป็นข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ไม่ใช่ฐานะที่มีได้คือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ (ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) พึงเข้าใจ และถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือRและVและNและคำว่าธรรมไรไรหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเอง  .
จากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีข้อความซ้ำอีกว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบที่ว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเอง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกันคือเป็นข้อที่เป็นฐานะมีได้คือปุถุชนพึงเข้าใจและถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือRและVและNและคำว่าธรรมไรไรหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเอง และดูพระสูตรนี้ได้จาก http://www.84000.org/tipitaka/read/byitem.php?book=14&item=245&items=1&preline=0

-d1.7)จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ฉักกนิบาต ๙. กัญจิสังขารสูตร มีความว่า [๓๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้๖ ประการเป็นไฉนคือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา ๑เป็นผู้ไม่ควรเพื่อกระทำอนันตริยกรรม ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อเชื่อถือความบริสุทธิ์โดยมงคลตื่นข่าว ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อแสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้แล ฯ ถ้าอ่านข้อความจากพระไตรปิฏกแล้วถามว่าข้อความจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีความสอดคล้องได้จริงกับแผนภาพLQYLCZได้อย่างไร?
ผมขอตอบว่าจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีข้อความว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบที่ว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเอง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกันคือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป)ไม่ควรเพื่อยึดถือ และถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือRและVและNและคำว่าธรรมไรไรหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเองและดูพระสูตรนี้ได้จาก http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=10317&Z=10325

-d1.๘)พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ฉักกนิบาต ๕. อานิสังสวรรค ๓. อนิจจสูตรและ๔. ทุกขสูตรและ๕.อนัตตสูตร มีความย่อว่า[369,370,371]ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง.......พิจารณาเห็นสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข........พิจารณาเห็นธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา........จักเป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ไม่ประกอบด้วยขันติที่สมควรแล้ว จักก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง........พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นทุกข์ ...........พิจารณาเห็นธรรมทั้งปวงโดยความเป็นอนัตตา......... จักเป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ เธอประกอบด้วยขันติที่สมควรแล้ว จักก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อก้าวลงสู่ความเป็นชอบและความแน่นอน จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรือ อรหัตผล ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ ฯถ้าอ่านข้อความจากพระไตรปิฏกแล้วถามว่าข้อความจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีความสอดคล้องได้จริงกับแผนภาพLQYLCZได้อย่างไร?
ผมขอตอบว่าจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้มีข้อความว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอีกแบบที่ว่าสังขารไรไรเป็นของเที่ยงและสังขารไรไรเป็นสุขและธรรมไรไรเป็นอัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเองซึ่งมีผลเหมือนกันคือจักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ และถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือRและVและNและคำว่าธรรมไรไรหมายถึงสังขารไรไรเท่านั้นเอง
และจากพระไตรปิฏกหัวข้อนี้ยังมีอีกข้อความด้วยว่าสังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยงและสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาโดยข้อความที่ว่านั้นก็คือกลุ่มประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปได้จริงที่ว่าสังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยงและสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาซึ่งมีอยู่ในแผนภาพLQYLCZนั่นเองซึ่งมีผลเหมือนกันคือจักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนั้นย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ และถ้าเราดูประโยคในแผนภาพLQYLCZก็ขอให้ดูตรงที่มีอักษรอังกฤษคือKและBและXและคำว่าธรรมทั้งปวงหมายถึงสังขารทั้งปวงเท่านั้นเอง    และดูพระสูตรนี้ได้จาก http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=10371&Z=10384 และ http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=10385&Z=10390 และ http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=10391&Z=10396  
« Last Edit: January 31, 2015, 02:57:34 AM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
ทุกท่านได้อ่านช่วงที่หนึ่งและช่วงที่สอง(ซึ่งช่วงที่สองเริ่มหัวข้อd1โดยมีแผนภาพLQYLCZกับหัวข้อย่อยคือd1.1ถึงd1.๘ตามที่ได้อ่านไปแล้วนั้น)ของวันที่20 มกราคม 2558ไปแล้วต่อไปนี้คือช่วงที่สามมีดังนี้ครับ
สำหรับวันที่20มกราคม พศ.2558หรือคศ.2015นี้มีช่วงที่สามดังนี้ ผมไล่ฉาเจิงขอแสดงความคิดเห็นของส่วนตัวของผมต่อไปนะครับโดยผมขอเริ่มจากหัวข้อที่d2นะครับดังนี้

-d2)ในพระไตรปิฏกเถรวาทนั้น เราจะสามารถบอกได้หรือไม่ว่านิพพานแท้แท้ที่พระพุทธเจ้าทรงบรรลุแล้วเป็นอัตตาแท้แท้หรือโลกุตตรอัตตานั่นเอง โดยนิพพานในหัวข้อนี้ผมหมายถึงอนุปาทิเสสนิพพานเป็นโลกุตตรอัตตา หรือตัวตนแท้อันเป็นโลกตุตรธรรม หรือตัวตนแท้อันเป็นธรรมหลุดพ้นจากโลกเหนือโลกที่เป็นอสังขตธรรมอันไม่มีปัจจัยปรุงแต่งเลยนะครับ

คำตอบของผมไล่ฉาเจิงคือผมขอเสนอแนวทางอธิบายเรื่องนี้ดังนี้นะครับผมขออ้างจากวันที่20มกราคม2558ช่วงที่สองที่ผมได้เสนอแผนภาพLQYLCZเพื่ออธิบายประโยคที่พระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงอันที่คือธรรมไรไรเป็นอัตตาโดยธรรมไรไรเป็นอัตตานั้นตามแผนภาพLQYLCZของผมหมายถึงสังขารไรไรเป็นอัตตานั่นเองนั่นก็คือพระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าเห็นแจ้งว่าเป็นไปไม่ได้จริงที่ว่าสังขารไรไรเป็นอัตตาแท้แท้เท่านั้นเอง และตอนนี้ผมขอใช้พุทธพจน์จากหัวข้อd1.7คือจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ฉักกนิบาต ๙. กัญจิสังขารสูตร มีความย่อว่า” [๓๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ไม่ควรเป็นได้ ๖ ประการนี้๖ ประการเป็นไฉนคือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข ๑ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา…..”  จากข้อพุทธพจน์ข้อนี้ตามแผนภาพLQYLCZของผมจะหมายถึงว่าพระพุทธเจ้าตรัสพุทธพจน์บอกว่าบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรไรโดยความเป็นอัตตานั่นเอง

และตอนนี้ผมขออ้างพุทธพจน์จากพระไตรปิฏกอีกบทเกี่ยวกับนิพพานดังนี้คือจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๑ นั้นมีความว่า”[๑๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้  สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมมีกถาอันปฏิสังยุตต์ด้วยนิพพาน ก็ภิกษุเหล่านั้นกระทำให้มั่น มนสิการแล้วน้อมนึกธรรมีกถาด้วยจิตทั้งปวงแล้ว เงี่ยโสตลงฟังธรรม ลำดับนั้นแล พระผู้-*มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี้ โลกหน้าพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุปบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ “หรือดูพระสูตรจาก http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=25&A=3977&Z=3992 โดยจากพุทธพจน์บทนี้ผมขอสรุปสาระย่อย่อโดยรวมเลยว่าพุทธพจน์บทนี้หมายถึงนิพพานแท้แท้ไม่มีสภาพสังขารเลยหรือผมขอบอกได้ว่าพุทธพจน์บทนี้หมายถึงว่าบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรไรโดยความเป็นนิพพานแท้แท้นั่นเอง

ดังนั้นถึงตอนนี้ผมมีข้อความที่เกี่ยวข้องกับพุทธพจน์อยู่2อันคืออันแรกมาจากพุทธพจน์เลยคือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรไรโดยความเป็นอัตตานั่นเอง และอันที่สองนี้ผมปรับปรุงข้อความที่มาจากพุทธพจน์ในนิพพานสูตรที่หนึ่งนั้นได้เป็นว่าบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือสังขารไรไรโดยความเป็นนิพพานแท้แท้นั่นเอง แต่ผมไล่ฉาเจิงมีข้อความจริงตลอดกาลอีกอันหนึ่งคือไม่มีพุทธพจน์และข้อความของพระอริยะเจ้าในพระไตรปิฏกเลยด้วยครับว่าบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ(ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อยึดถือนิพพานแท้แท้หรืออนุปาทิเสสนิพพานโดยความเป็นอัตตาแท้แท้นั่นเอง เมื่อไม่มีพุทธพจน์อันนี้ตลอดกาลเลยจริงจริง ผมจึงขอสรุปจากพุทธพจน์ที่ผมยกมา2อันแรกนั้นได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพุทธเจตนาแน่แน่ให้เข้าใจได้ว่า
นิพพานแท้แท้หรืออนุปาทิเสสนิพพานเป็นอัตตาแท้แท้หรือโลกุตตรอัตตาหรือตัวตนแท้แท้ที่หลุดพ้นจากโลกและเหนือโลกที่ไม่มีการปรุงแต่งด้วยโลกียธรรมใดใดได้เลย ดังนั้นผมจึงขอสรุปตามความคิดเห็นส่วนตัวของผมอีกครั้งว่านิพพานแท้แท้ตามพุทธเจตนานี้ก็คือนิพพานที่เป็นโลกุตตรอัตตาแท้แท้หรือตัวตนแท้ที่ไม่มีโลกียธรรมใดใดเลยนั่นเอง ผมขอให้ทุกท่านลองพิจารณาด้วยตนเองดูอย่างรอบคอบนะครับ

-d3)จากพุทธพจน์ที่ว่าอัตตา หิ อัตตโน นาโถหรือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน และจากพุทธพจน์ที่ว่าอัตตานัง ทะมะยันติ ปัณฑิตา หรือ บัณฑิตย่อมฝึกฝนตนเอง และจากพุทธพจน์ที่ว่าอัตตทีปา อัตตสรณา ธัมมทีปา ธัมมสรณาหรือจงมีตนเป็นเกาะ จงมีตนเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ จงมีธรรมเป็นที่พึ่ง  ข้อความพุทธพจน์เหล่านี้นั้นตามความคิดเห็นส่วนตัวของผมคือถ้ามีพุทธเจตนามุ่งหมายให้เป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุนิพพานอันเป็นโลกุตตรอัตตาแท้แท้ตามหัวข้อd2นั้นในพุทธพจน์ที่ยกมาที่มีคำว่าอัตตาหรือตัวตนเป็นที่พึ่งหรือการฝึกฝนตนเองหรืออัตตาเพื่อนิพพานแท้แท้สูงสุดนั้น ต้องรวมโลกุตตรอัตตาแท้แท้ด้วยครับ
« Last Edit: January 31, 2015, 03:07:52 AM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
วันที่20มกราคมพศ.2558ช่วงที่สามยังมีต่อนะครับดังนี้คือ  ผมขออ้างอิงที่มาของพุทธพจน์ตามหัวข้อd3ไว้เป็นตัวอย่างให้ศึกษาได้บ้างผมขอยกมาเพียง3แห่งคือ
-ข้อความพุทธพจน์ที่ว่า“,,,,,,ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน(อัตตาหิ อัตตโน นาโถ).....” พุทธพจน์บทนี้มาจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย  คาถาธรรมบท อัตตวรรคที่ ๑๒ ข้อที่๒๒หรือดูพระสูตรจาก http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=692&Z=720

-ข้อความพุทธพจน์ที่ว่า“,,,,,,บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกฝนตน(อัตตานัง ทะมะยันติ ปัณฑิตา)......”พุทธพจน์บทนี้มาจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปัณฑิตวรรคที่ ๖ ข้อที่๑๖ หรือดูพระสูตรจาก http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=479&Z=514

-ข้อความพุทธพจน์ที่ว่า”.......พวกเธอจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือจงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด ฯ......”พุทธพจน์บทนี้มาจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค คามกัณฑ์ในมหาปรินิพพานสูตร ฯ หรือดูพระสูตรได้จาก http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=10&A=2523&w=%C1%D5%B5%B9%E0%BB%E7%B9%E0%A1%D2%D0_%C1%D5%B5%B9%E0%BB%E7%B9%B7%D5%E8%BE%D6%E8%A7
-d4)หัวข้อดีสี่นี้จากพุทธพจน์ที่ว่า” นิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่งหรือเป็นปรมะ “ ซึ่งมาจากพระสูตรคือพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ทีฆนิกาย มหาวรรค มีความว่า [๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ทรงสวดพระปาติโมกข์ในที่ประชุมพระภิกษุสงฆ์ดังนี้ ขันติคือความทนทานเป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า พระนิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่ง(นิพพานเป็นปรมะ) ผู้ทำร้ายผู้อื่นผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย การไม่ทำบาปทั้งสิ้น การยังกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวม ในพระปาติโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหาร ๑ ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑ การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑หกอย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฯ และจากภาษิตข้อความของพระสารีบุตรที่ว่า”....ขันธ์5เป็นอนัตตากับนิพพานเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหรือเป็นปรมะ นั้น ทำไมพระสารีบุตรจึงเลือกเอาขันธ์5เป็นอนัตตามาให้เปรียบเทียบกับนิพพานเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหรือเป็นปรมะด้วยซึ่งมาจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรคมีความย่อว่า [๗๓๕] ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการเท่าไร ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการเท่าไร ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการ ๔๐ ฯ..........ภิกษุ.......เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของ--ว่างเปล่า ...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพาน--ไม่เปล่า ...เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็น—ของสูญ ...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพาน—สูญอย่างยิ่ง ...เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็น—อนัตตา ...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพาน—เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ...เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็น--โทษ ...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพาน--ไม่มีโทษ ... และจากทั้งพุทธพจน์และข้อความของพระสารีบุตรนี้เราจะบอกความหมายของข้อความที่ว่านิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่งหรือประโยชน์อย่างยิ่งหรือเป็นปรมะนั้นหมายถึงอะไรกันแน่   ????

คำตอบของผมไล่ฉาเจิงก็คือเราสามารถบอกได้ว่าจากทั้งพุทธพจน์และข้อความของพระสารีบุตรหัวข้อนี้ที่มีข้อความที่ว่านิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่งหรือประโยชน์อย่างยิ่งหรือเป็นปรมะนั้นหมายถึงนิพพานเป็นโลกุตตรอัตตาแท้หรือตัวตนแท้ที่หลุดพ้นจากโลกฯนั่นเองโดยดูจากการให้เหตุผลของผมตามหัวข้อd2ที่อ้างอิงพุทธพจน์มาพิจารณาเรื่องนิพพาน เมื่อเราได้ความหมายของข้อความที่ว่านิพพานเป็นปรมะหรือธรรมอย่างยิ่งหรือประโยชน์อย่างยิ่งว่าคือนิพพานเป็นโลกุตตรอัตตาหรือตัวตนแท้ที่หลุดพ้นจากโลกฯแล้วเราก็สามารถอธิบายได้ว่า ทำใมพระสารีบุตรจึงบอกข้อความว่าขันธ์5เป็นอนัตตามาเปรียบเทียบกับนิพพานเป็นปรมะหรือประโยชน์อย่างยิ่ง   

ผมไล่ฉาเจิงมีความคิดเห็นส่วนตัวว่าการที่พระสารีบุตรเลือกเอาขันธ์5เป็นอนัตตามาเปรียบเทียบกับนิพพานเป็นปรมะหรือประโยชน์อย่างยิ่งนั้นก็เพราะพระสารีบุตรเลือกมาจากความมจริงที่มีอยู่แล้วในความคิด2กลุ่มคือความจริงกลุ่มที่หนึ่งที่มีอยู่แล้วในความคิดคือขันธ์5เป็นอนัตตาเปรียบเทียบกับนิพพานเป็นโลกุตตรอัตตาแท้หรือตัวตนแท้ที่หลุดพ้นจากโลก
กับความจริงกลุ่มที่สองที่มีอยู่แล้วในความคิดคือขันธ์5เป็นโลกียอัตตาหรือตัวตนอันมีโลกียธรรมปรุงแต่งแล้วเปรียบเทียบกับนิพพานเป็นปรมะหรือประโยชน์อย่างยิ่งได้ด้วยตามจริง เมื่อพระสารีบุตรมีความจริงที่มีอยู่แล้ว2กลุ่มในความคิดย่อมเกิดการเปรียบเทียบได้ความจริงที่มีอยู่แล้วกลุ่มที่สามและแสดงออกมาได้ว่าขันธ์5เป็นอนัตตาเปรียบเทียบกับนิพพานเป็นปรมะหรือประโยชน์อย่างยิ่งนั่นเองซึ่งเป็นประเด็นหลักตามหัวข้อd4นี้และยังได้ความจริงที่มีอยู่แล้วกลุ่มที่สี่เพิ่มไว้ในความคิดด้วยพร้อมพร้อมกันคือขันธ์5เป็นโลกียอัตตาหรือตัวตนอันมีโลกียธรรมปรุงแต่งแล้วเปรียบเทียบกับนิพพานเป็นโลกุตตรอัตตาหรือตัวตนอันหลุดพ้นจากโลกฯรวมมีอัตตา2อย่างในความจริงที่มีอยู่แล้วกลุ่มที่สี่นั่นเอง แต่ความจริงที่มีอยู่แล้วกลุ่มที่สี่ที่เพิ่มไว้ในความคิดนี้พระสารีบุตรท่านพิจารณาแล้วในความคิดว่าก็ยังสอดคล้องตามจริงกับพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสพุทธพจน์เรื่องตนหรืออัตตาซึ่งดูหัวข้อd3ได้ด้วยซึ่งคำว่าตนหรืออัตตานั้นพระพุทธเจ้าหมายถึงตนหรืออัตตา2อย่างด้วยเช่นกันคืออัตตาที่มีโลกียธรรมปรุงแต่งแล้วกับอัตตาที่หลุดพ้นจากโลกฯเช่นตรัสพุทธพจน์ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนหรือจงมีตนเป็นเกาะหรือจงมีตนเป็นที่พึ่งเป็นต้น

และสำหรับพุทธพจน์ที่ว่านิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่งหรือเป็นปรมะนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็เลือกมาจากความจริงที่มีอยู่แล้วในความคิดเพียง2ประโยคเปรียบเทียบกันคือขันธ์5เป็นอนัตตาและนิพพานเป็นปรมะหรือเป็นธรรมอย่างยิ่งแต่พระพุทธเจ้าท่านเลือกแสดงออกมาเป็นพุทธพจน์เพียงประโยคเดียวว่านิพพานเป็นปรมะหรือเป็นธรรมอย่างยิ่งให้แก่พระสงฆ์อรหันต์1,250รูปที่มาประชุมพร้อมกันต่อหน้าพระพุทธเจ้าโดยไม่ได้นัดหมายกันเลยในวันขึ้น15ค่ำเดือนสามหรือตรงกับวันมาฆะบูชาในยุคปัจจุบันนี้นั่นเองแต่เรื่องขันธ์5เป็นอนัตตาพระพุทธเจ้าท่านก็เก็บไว้ในความคิดชั่วคราวแล้วจึงไปตรัสเป็นพุทธพจน์แสดงออกมาในเวลาอื่นอื่นต่อไปเป็นพระสูตรเรื่องใหม่ของวันใหม่เลย ดังนั้นพุทธพจน์ที่ว่านิพพานเป็นปรมะหรือเป็นธรรมอย่างยิ่งในการประชุมพระสงฆ์ที่เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด1,250รูปครั้งแรกก็ยังคงหมายถึงนิพพานเป็นโลกุตตรอัตตาหรือตัวตนแท้อันหลุดพ้นจากโลกฯนั่นเอง
สำหรับเรื่องนิพพานเป็นปะระมังสูญญังหรือนิพพานเป็นความว่างเปล่าอย่างยิ่ง เท่าที่ผมเข้าใจผมคิดว่าสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าและพระสารีบุตรท่านตรัสหรือบอกแต่เพียงว่านิพพานนั้นว่างเปล่าหรือสูญจากสังขารและตัวตนอันมีสังขารปรุงแต่งให้มีอายุยืนยาวนานมากจนคิดว่ามันเที่ยง-มันงามมาก-มันสุขนานมากเป็นต้น
ดูพระสูตรเรื่องพระพุทธเจ้าตรัสว่านิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่ง(เป็นปรมะ)ได้จาก http://www.84000.org/tipitaka/read/?10/54/57 และดูเรื่องภาษิตของพระสารีบุตรที่บอกว่าขันธ์5เป็นอนัตตากับนิพพานเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง(เป็นปรมะ)  http://www.84000.org/tipitaka/read/?31/735

ตอนนี้ผมไล่ฉาเจิงหรือนายชาณ์มัคค์ พงศ์พิทยานันต์ ขอเริ่มต้นวันที่20 มกราคมพศ.2558หรือคศ.2015ช่วงที่สี่หรือช่วงที่4แล้วนะครับโดยวันที่20มกราคมพศ.2558ช่วงที่สี่หรือช่วงที่4จะเริ่มจากหัวข้อd5มีดังนี้คือ

-d5)เรื่องคำว่าธรรมกายที่มีในพระไตรปิฏกนั้นขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวออกเป็น2ข้อย่อยดังนี้
-d5.1)จากข้อความของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีที่ว่า”...... ธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้เจริญเติบโตแล้ว.........”ซึ่งมาจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 ขุททกนิกาย เถรีอปทาน เอกุโปสถวรรค มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน  มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทานที่ ๗  ว่าด้วยบุพจริยาของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี มีข้อความย่อว่า”[๑๕๗] ในกาลครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคผู้เป็นประทีปแก้วส่องโลกให้สว่าง ไสว เป็นนายสารถีฝึกนรชน ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวันใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้น พระมหาโคตรมีภิกษุณีพระมาตุจฉาของพระพิชิตมาร.......ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโต ธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้เจริญเติบโตแล้ว หม่อมฉันให้พระองค์ ดูดดื่มน้ำนมอันระงับเสียได้ ซึ่งความอยากชั่วครู่ แม้น้ำนม คือพระสัทธรรมอันสงบระงับล่วงส่วน พระองค์ก็ให้หม่อมฉันดูดดื่มแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี ในการผูกมัดและรักษา พระองค์ชื่อว่ามิได้เป็นหนี้หม่อมฉัน......” คำว่าธรรมกายในข้อความของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีนี้ทุกท่านมีความคิดเห็นส่วนตัวอย่างไรบ้าง???

คำตอบของผมไล่ฉาเจิงคือผมมีความคิดเห็นส่วนตัวว่าการที่พระนางปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีบอกว่าธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉันนั้นเป็นเพราะธรรมกายมีความสามารถบรรลุนิพพานอันเป็นโลกุตตรอัตตาและเป็นบรมสุขแท้ได้จริงตามแนวทางของพระพุทธเจ้าจึงทำให้ธรรมกายของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีมีความน่าเพลิดเพลินไม่มีที่สิ้นสุดครับและผมไล่ฉาเจิงมีความคิดเห็นส่วนตัวว่าธรรมกายและพรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตก็เป็นชื่อของธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีด้วยครับ
และดูพระสูตรเรื่องนี้ได้จาก http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=33&A=4550&w=%B8%C3%C3%C1%A1%D2%C2

-d5.2)จากพุทธพจน์ที่ว่า”......ธรรมกายก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี พรหมภูตก็ดี เป็นชื่อของตถาคต.......”ซึ่งมาจากพระสุตตันตปิฏก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค อัคคัญญสูตร ความย่อว่า “[๕๕] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสต่อไปว่า......ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ผู้ใดแล มีศรัทธาตั้งมั่นเกิดขึ้นแล้วแต่ รากแก้วคืออริยมรรค ประดิษฐานมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหมหรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลก ไม่พรากไปได้ ควรเรียกผู้นั้นว่า เป็นบุตรเกิดแต่พระอุระ เกิดแต่พระโอฐของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้เกิดแต่พระธรรม เป็นผู้ที่พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นผู้รับมรดกพระธรรม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคำว่า ธรรมกายก็ดี ว่าพรหมกาย ก็ดี ว่าธรรมภูต ก็ดี ว่าพรหมภูต ก็ดี เป็นชื่อของตถาคต ฯ” คำว่าธรรมกายในพุทธพจน์นี้ทุกท่านมีความคิดเห็นส่วนตัวอย่างไรบ้าง???

คำตอบของผมไล่ฉาเจิงคือผมมีความคิดเห็นส่วนตัวว่าพุทธพจน์ที่ว่าธรรมกายก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี พรหมภูตก็ดี เป็นชื่อของตถาคตฯนั้นพระพุทธเจ้าน่าจะมีประโยค2อันมารวมกันเป็นพุทธพจน์คือธรรมกายและ พรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตเป็นชื่อของธรรมกายอยู่แล้วประโยคแรกกับประโยคสองคือธรรมกายและพรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตเป็นชื่อของตถาคตอยู่แล้วด้วยดังนั้นถ้าประโยคแรกมันก็เป็นประโยคที่สองนั่นคือชื่อของธรรมกายก็เป็นชื่อของตถาคตและถ้าตัดคำว่าชื่อของออกไปจะเหลือสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการสื่อแท้แท้อย่างเต็มใจออกมาว่าธรรมกายเป็นตถาคตนั่นเอง
และดูพระสูตรเรื่องนี้ได้จาก http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=11&A=1703&Z=2129

« Last Edit: January 31, 2015, 03:11:20 AM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24

เมื่อได้อ่านหัวข้อd5แล้วที่มีข้อd5.1กับข้อd5.2แล้วจะเห็นว่าข้อd5.1และข้อd5.2มีความเกี่ยวข้องระหว่างกันมากเพื่อใช้หาความจริงเรื่องธรรมกายนะครับ  ผมไล่ฉาเจิงขออธิบายเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจมากขึ้นว่าเริ่มแรกผมอ่านข้อความของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีที่ว่า”...ธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน........”แล้ว  ผมเกิดคำถามเพื่อหาความจริงว่า แล้วอะไรเป็นชื่อของธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินฯ และผมก็คิดได้ว่าชื่อธรรมกายนั่นเองเป็นชื่อของธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินฯได้แน่นอน และผมก็ยังเกิดคำถามเพื่อหาความจริงอีกว่าพระพุทธเจ้าทรงยอมให้มีชื่ออื่นอื่นที่เขียนติดกับชื่อธรรมกายได้ไหม?ผมก็หาเจอว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพุทธพจน์ว่า...ธรรมกายก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี พรหมภูตก็ดี....ซึ่งถ้าสังเกตจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงยอมให้มีชื่อพรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตใช้เขียนติดกับชื่อธรรมกายได้นั่นเองเพื่อใช้ขยายความชื่อธรรมกายดังนั้นผมจึงอยากบอกทุกท่านว่านอกจากชื่อธรรมกายเป็นชื่อของธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีได้แล้วตามจริงเรายังได้ว่าชื่อธรรมกายและพรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตก็เป็นชื่อของธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีได้ด้วยตามข้อd5.1นั่นเอง

และจากเรื่องนี้ที่ว่าชื่อธรรมกายและพรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตก็เป็นชื่อของธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของพระนางมหาปชาบดีพระอรหันต์เถรีได้นี้ทำให้ผมไล่ฉาเจิงบอกหลักการได้ว่าชื่อธรรมกายและพรหมกายและธรรมภูตและพรหมภูตเป็นชื่อของธรรมกายได้นั่นเองซึ่งหลักการนี้เมื่อเอามาเทียบกับพระพุทธพจน์ที่ว่าชื่อว่าธรรมกายก็ดี ว่าพรหมกายก็ดี  ว่าธรรมภูตก็ดี ว่าพรหมภูตก็ดี เป็นชื่อของตถาคต เราก็จะบอกได้ตามหัวข้อd5.2นั่นเองและเราอย่าลืมความจริงที่ว่าตถาคตก็มีธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของตถาคตเองเหมือนกับพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีที่มีธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระอรหันต์เถรีเองตามธรรมชาติเองครับ

-d6)พระพุทธพจน์เรื่องศาสดา3ประเภทซึ่งมาจากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗  พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์  มีข้อความโดยย่อว่าพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรเสนิยะ ศาสดา ๓ จำพวกนี้มี อยู่ปรากฏอยู่ในโลก ๓ จำพวกเป็นไฉน
ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ
อนึ่ง ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ แต่ในปัจจุบันไม่บัญญัติเช่นนั้นในสัมปรายภพ
อนึ่ง ศาสดาบางคนในโลกนี้ ไม่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ
ใน ๓ จำพวกนั้น ศาสดาที่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า สัสสตวาท
ศาสดาที่บัญญัติอัตตา โดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ แต่ในปัจจุบัน ไม่บัญญัติ
เช่นนั้นในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า อุจเฉทวาท
ศาสดาที่ไม่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน
ทั้งในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า สัมมาสัมพุทธะ
ดูกรเสนิยะ ศาสดา๓ จำพวกนี้แล มีอยู่ ปรากฏอยู่ในโลก ดังนี้
๑- เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ?
 ป. ถูกแล้ว……………………..
และหลังจากอ่านเรื่องศาสดา3ประเภทที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกนี้แล้ว ทุกท่านมีความคิดเห็นส่วนตัวอย่างไรเกี่ยวกับข้อความพุทธพจน์เรื่องศาสดา3ประเภทครับ???????
คำตอบของผมไล่ฉาเจิงคือผมมีความคิดเห็นส่วนตัวว่าศาสดาที่เรียกว่าสัมมาสัมพุทธะนั้นเป็นศาสดาประเภทเดียวเท่านั้นที่สามารถสอนสัตว์โลกและสอนศาสดาสัสสตวาทะและสอนศาสดาอุจเฉทวาทะให้สามารถเห็นแจ้งรู้แจ้งในเรื่องสังขารว่าเป็นของไม่เที่ยงหรืออนิจจังและเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตนได้ถูกต้องตามจริงและครบถ้วนและมีแต่สังขารเท่านั้นที่เป็นอนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตนตามจริง
ดังนั้นศาสดาที่เรียกว่าสัมมาสัมพุทธะจึงเป็นศาสดาที่ไม่บัญญัติอัตตาที่เป็นสังขารธรรมหรือโลกียธรรมโดยความเป็นของจริงของแท้ทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพเบื้องหน้า หรือบอกสั้นสั้นว่าศาสดาที่ไม่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริงของแท้ในปัจจุบันและสัมปรายภพเบื้องหน้าเรียกว่าสัมมาสัมพุทธะนั่นเอง

แต่ศาสดาที่เรียกว่าสัสสตวาทะนั้นเป็นศาสดาที่ไม่สามารถสอนสัตว์โลกให้เห็นแจ้งรู้แจ้งในเรื่องสังขารว่าเป็นของไม่เที่ยงหรืออนิจจังและเป็นทุกข์หรือทุกขังและเป็นอนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตนได้ถูกต้องตามจริงและครบถ้วน
ดังนั้นศาสดาที่เรียกว่าสัสสตวาทะจึงเป็นศาสดาที่บัญญัติอัตตาที่เป็นสังขารธรรมหรือโลกียธรรมโดยความเป็นของจริงของแท้ทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพเบื้องหน้าหรือบอกสั้นสั้นว่าศาสดาที่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริงของแท้ทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพเบื้องหน้าเรียกว่าสัสสตวาทะนั่นเอง

แต่ศาสดาที่เรียกว่าอุจเฉทวาทะนั้นเป็นศาสดาที่ไม่สามารถสอนสัตว์โลกให้เห็นแจ้งรู้แจ้งในเรื่องสังขารว่าเป็นของไม่เที่ยงหรืออนิจจังและเป็นทุกข์หรือทุกขังและเป็นอนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตนได้ถูกต้องตามจริงและครบถ้วน
ดังนั้นศาสดาที่เรียกว่าอุจเฉทวาทะจึงเป็นศาสดาที่บัญญัติอัตตาที่เป็นสังขารธรรมหรือโลกียธรรมโดยความเป็นของจริงของแท้แต่ในปัจจุบันไม่บัญญัติเช่นนั้นในสัมปรายภพเบื้องหน้าหรือบอกสั้นสั้นว่าศาสดาที่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริงของแท้แต่ในปัจจุบันไม่บัญญัติเช่นนั้นในสัมปรายภพเบื้องหน้าเรียกว่าอุจเฉทวาทะนั่นเอง

และดูพระสูตรเต็มเรื่องศาสดาสามนี้ได้จากhttp://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=37&A=2161&w=%E0%CA%B9%D4%C2%D0_

-d7)เรื่องสุดท้ายแล้วนะครับของวันที่20 มกราคมพ.ศ.2558ทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องพุทธศาสนาในการที่จะเข้าใจเรื่องภาวะหลังตายของบรรพบุรุษและเรื่องพุทธศาสนาในการที่จะเข้าใจเรื่องการบูชาบรรพบุรุษหรือบรรพชนในสมัยปัจจุบัน????
ผมคิดเห็นส่วนตัวว่าบุคคลที่เป็นต้นกำเนิดตระกูลแซ่ต่างๆในประเทศจีนเช่น บุคคลที่เป็นต้นกำเนิดตระกูลแซ่ไล่หรือ赖หรือ賴หรือLaiในประเทศจีนที่มีประวัติยาวนานมากกว่า2,700ปีโดยการประมาณเวลาเป็นต้นและชาวโลกทุกทุกคนและสัตว์โลกนั้นแต่ละคนและแต่ละสัตว์ล้วนยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายชาติท่องเที่ยวไปในภพคนบ้างและสวรรค์บ้างและนรกบ้างอีกนานแสนนานยาวนานมากตามกรรมของแต่ละคนแต่ละสัตว์เองเพราะแต่ละคนแต่ละสัตว์ล้วนยังเป็นผู้มีอวิชชาและกิเลสสะสมในจิตใจของแต่ละคนแต่ละสัตว์อยู่มากมายมานานหลายชาติแล้วด้วยเช่นกันนี่เป็นความจริงที่พระพุทธศาสนาตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันได้สอนไว้แก่ชาวพุทธด้วยและวิชชาธรรมกายตามที่หลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญกรุงเทพฯได้เผยแพร่ไว้อย่างรอบคอบแล้วก็สามารถทั้งรู้ทั้งเห็นในเรื่องความจริงที่ว่าการเกิดตายหลายภพชาตินี้ตามพระพุทธเจ้าได้อย่างชัดเจนด้วยและยังมีความจริงอีกมายมายตามแนวทางพระพุทธศาสนานั้นทำให้ชาวพุทธทุกคนทุกฐานะเข้าใจธรรมชาติต่างต่างได้มากมายขึ้นและทันโลกและทันความเจริญด้านวิทยาศาสตร์ด้วยไปพร้อมพร้อมกันและชาวจีนทุกตระกูลแซ่หรือคนทั่วโลกถ้าตายแล้วได้ทำการฝังศพหรือได้ทำการเผาศพหรือเก็บกระดูกเถ้าถ่านจากที่เผาศพแล้วไว้ในบ้านหรือโปรยผงกระดูกเถ้าถ่านไว้ในที่ใดก็ตามก็ล้วนมีโอกาสขึ้นสวรรค์ในชาติหน้าได้เท่าเทียมเท่าเท่ากันทุกคนครับนี่พูดแบบปกติคนทั่วไปเลยนะครับ

อีกทั้งเรื่องการกราบไหว้บรรพชนหรือบรรพบุรุษเช่นการกราบไหว้บรรพชนหรือบรรพบุรุษของตระกูลแซ่ไล่หรือ赖ในประเทศจีนเพื่อนึกถึงรำลึกถึงความดีงามของบรรพชนเป็นต้นผมคิดว่าเป็นสิ่งเล็กเล็กที่อยู่ในเรื่องการบูชาบุคคลที่ควรบูชาที่มีในมงคลชีวิต38ประการตามพระพุทธเจ้าแต่ได้พื้นฐานทางจิตใจนะครับและการกราบไหว้บรรพชนในสมัยปัจจุบันนั้นผมคิดว่าไม่ต้องเคร่งครัดตามแบบโบราณมากก็ได้หรือไม่ต้องฟุ่มเฟือยใช้จ่ายเงินมากเกินไปหรือไม่จำเป็นต้องใช้ธูปเทียนและการจุดธุปเทียนที่ควันเยอะมากก็ได้เพื่อส่งเสริมให้สิ่งแวดล้อมด้านร่างกายดีและสภาพอากาศดีและเน้นการให้ความรู้แบบถามตอบหลายสาขาวิชาการระหว่างลูกหลานทุกฐานะและการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านจิตใจกันมากมากระหว่างลูกหลานทุกฐานะอย่างเต็มใจจริงจังทั้งวันทั้งคืนในวันบูชาบรรพบุรุษ คนทั่วโลกและชาวจีนทุกตระกูลแซ่ทำได้กันแน่นอนครับ
ตอนนี้ผมขอฝากบอกคุณyesterdayที่ตั้งกระทู้ถามเรื่องตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไว้ในเวปบอร์ดวัดแห่งนี้นานมากแล้วว่าขอให้คุณyesterdayเข้ามาดูคำอธิบายของผมไล่ฉาเจิงเรื่องอัตตา หิ อัตตโน นาโถหรือตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตนได้จากงานเขียนผมวันที่20 มกราคม พ.ศ.2558นี้เลยครับ

สุดท้ายนี้ผมคิดว่าชาวพุทธและบุคคลที่ศรัทธาเชื่อมั่นในวิชชาธรรมกายทุกคนล้วนต้องการอยากให้พระมหาเจดีย์สมเด็จและพระนั่งเมืองแก้วและศาลาอบรมธรรมและโครงการเพื่องานสงฆ์และงานชาวพุทธของหลวงพ่อพระเทพญาณมงคลหรือพระมหาเสริมชัย ชยมังคโล เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี สำเร็จลุล่วงโดยเร็วพลันเป็นอัศจรรย์ครับและผมขอให้ชาวพุทธทุกฐานะทั่วโลกมีแต่ความสุขและความเจริญทุกด้านและมีศรัทธาพระพุทธเจ้าสูงสุดและมีสัมมาทิฏฐิตามพระพุทธเจ้ามากมากครับและขอให้ชาวพุทธรักการมีธนาคารของสงฆ์พุทธเพื่อสงฆ์พุทธกับชาวพุทธทุกฐานะและขอให้คนไทยรักการมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยอย่างชัดเจนยิ่งดีมากครับ


« Last Edit: January 31, 2015, 10:56:32 PM by laichazeng »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
« Last Edit: January 31, 2015, 11:42:13 PM by laichazeng »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
สาธุครับ

วิชชาธรรมกาย ตาดีก็เห็น ญาณดีก็รู้ มีตำรับตำรารับรอง

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
สาธุครับคุณต้นไม้เมตตาที่ได้มาตอบกระทู้ของผมนะครับ ผมขอบอกสั้นสั้นว่าอนุปาทิเสสนิพพานนั้นเป็นโลกุตตรอัตตาแท้แน่แน่ที่ไม่ใช่สัตว์และไม่ใช่บุคคลและไม่ใช่ชีวะเป็นต้นซึ่งคำว่าสัตว์และบุคคลและชีวะเป็นต้นนั้นก็น่าจะมีในหัวข้อกถาวัตถุเรื่องปุคคลกถาซึ่งอยู่ในพระอภิธรรมปิฏกจากพระไตรปิฏกเถรวาทไทยนั่นเอง ผมขอให้คุณต้นไม้เมตตามาบ่อยบ่อยนะครับในปีพศ.2558นี้เวปบอร์ดวัดเราจะได้สนุกมีสาระน่ารู้จากคุณต้นไม้เมตตาและท่านอื่นทุกท่านครับ :D :D :D
« Last Edit: March 10, 2015, 01:54:35 AM by laichazeng »

Offline ต้นไม้เมตตา

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 1095
  • จิตพิสัย 109
  • Gender: Male
  • เกิดใหม่ด้วยพระธรรมกายอุบัติอันอุดมบรมจักร
การอธิบาย "อัตตลักษณะของพระนิพพานธาตุ" นี้

ใช้ความรู้ในธรรมวิจัยเชิงสหวิทยา คือหลักธรรมบทเดียวย่อมไม่อาจทำให้ผู้มีธุลีในดวงตาหนาเข้าใจได้ (แต่ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบางแม้ประโยคเดียวย่อมแตกฉานถึงร้อยนัยพันนัย)

ครูบาอาจารย์ของเราเช่นหลวงป๋า ก็ได้ธรรมวิจัยตามแนวทางมหาบูรพาจารย์หลวงปู่สดวัดปากน้ำไว้มากแล้ว

ผู้ใคร่ศึกษาพึงเงี่ยหูฟังอย่างขวนขวาย ย่อมได้อรรถธรรรมอันลึกซึ้งสุดประมาณ

...

ในหลักธรรมโดยทั่วไป มักไม่กล่าวตรงๆถึงอัตตลักษณะของพระนิพพานธาตุเอาไว้ เกรงจะไปสับสนกับอัตตาของลัทธิความเชื่ออื่นๆนั่นเอง แต่ผู้ฉลาดในอรรถธรรมย่อมเข้าใจแตกฉานถึงนัยยะอันซ้อนเร้นในอรรถธรรมนั้น

บาลีมีอรรถะเป็นร้อย คนรู้น้อย ก็หาว่าไม่ถูก




Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24

Offline yesterday

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 593
  • จิตพิสัย 29
ผมขอนำเอาความเข้าใจของpom007คนตั้งกระทู้และความเข้าใจของผมyesterdayในกระทู้นั้นมาไว้ในนี้นะครับเพื่อให้คนสนใจอ่านกันครับและคงไม่ว่ากันนะครับ
อ้างจากกระทู้คือhttp://www.dhammakaya.org/forum/index.php/topic,1686.msg12072/topicseen.html#msg12072มีว่า
ความเข้าใจของpom007คนตั้งกระทู้คือ
พระพุทธเจ้าได้ทรงสรุปคำสอนในเรื่องความไม่มีทุกข์ของพระองค์ทั้งหมดเอาไว้ในประโยคที่ว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเรา-ของเรา”
      ถ้าใครเข้าใจความหมายของประโยคนี้เพียงประโยคเดียว ก็เท่ากับเข้าใจคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าแล้ว ถ้าใครปฏิบัติตามคำสอนได้เพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้ปฏิบัติตามคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าแล้ว และถ้าใครได้รับผลจากการปฏิบัติตามคำสอนเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้รับผลทั้งหมดจากคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
     คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ถ้าเราเข้าใจแล้วเราก็สามารถที่จะสรุปให้เหลือสั้นที่สุดก็ได้ หรือจะขยายออกไปอย่างมากมายก็ได้ คือเมื่อจะสรุปให้เหลือสั้นที่สุดก็สรุปได้ว่า “ให้ปล่อยวางทุกสิ่งแล้วจะไม่มีทุกข์” แต่เราก็สามารถนำเอาคำนี้มาอธิบายให้ละเอียดต่อไปอย่างสอดคล้องกันได้มากมาย
---------------------------
ความเข้าใจของผมyesterdayคือวันนี้ผมขอแก้ใขข้อความใหม่เป็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้คุณควรยกพุทธพจน์ตรงตรงจากพระไตรปิฏกมากำกับไว้ด้วยจะดีกว่าเพื่อให้คนสนใจได้อ่านพระไตรปิฏกด้วย

ส่วนตัวของผมเองนั้นผมเคยคุยเรื่องนี้กับท่านไล่ฉาเจิงหรือLAICHAZENGด้วยครับและท่านไล่ฉาเจิงได้บอกผมว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้นพระพุทธเจ้าท่านหมายเอาแค่สังขารเท่านั้นไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสแต่ว่าสังขารธรรมเท่านั้นที่เป็นอนิจจังหรือไม่เที่ยงและทุกขังและอนัตตา และไล่ฉาเจิงบอกด้วยว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้นไม่รวมเอาภาวะอสังขตธรรมเข้าด้วยแน่นอนเพราะภาวะอสังขตธรรมมีความจริง4อย่างเป็นอย่างน้อยคือความจริงที่ว่าเป็นนิจจังหรือความเที่ยงคงที่และความจริงที่ว่าเป็นบรมสุขและความจริงที่ว่าอสังขตธรรมนั้นพระพุทธเจ้าไม่สามารถบอกพุทธพจน์ชัดเจนได้ว่าเป็นอนัตตาตั้งแต่ตรัสรู้จนถึงปรินิพพานและหลังจากปรินิพพานพระพุทธเจ้ายิ่งไม่สามารถตรัสว่าอสังขตธรรมเป็นอนัตตาได้แน่นอน อันนี้ท่านไล่ฉาเจิงบอกว่าพระพุทธเจ้านั้นท่านรู้แน่นอนว่าท่านไม่สามารถตรัสว่าอสังขตธรรมเป็นอนัตตาได้ตลอดไปทุกกรณีด้วย และความจริงที่ว่าถ้านิพพานเป็นอัตตาแท้สุด แม้พระพุทธเจ้าท่านไม่สามารถตรัสพุทธพจน์ชัดเจนว่านิพพานเป็นอัตตาแท้สุดได้ตั้งแต่ตรัสรู้จนปรินิพพาน แต่พระพุทธเจ้าเมื่อเข้าอนุปาทิเสสนิพพานแล้วก็ยังมีโอกาสสามารถตรัสว่านิพพานเป็นอัตตาแท้สุดได้กับพระอรหันต์ทุกพระองค์ในนิพพานนั่นเอง อันนี้พระพุทธเจ้าท่านเลือกแบบนี้เพราะมีแต่พระอรหันต์ในนิพพานเท่านั้นที่จะเข้าใจเรื่องอัตตาแท้หรือธรรมกายได้แบบก้าวหน้าเติบโตเรื่อยเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด

เอาแค่นี้พอก่อนนะครับ ไม่ทราบว่าเจ้าของกระทู้นี้อยากจะเข้าใจสัจจธรรมของพระพุทธศาสนามากน้อยแค่ไหนนะครับเพราะธรรมของพระพุทธเจ้านั้นมีมากกว่าเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นนะครับถ้าศึกษาให้รอบคอบดีดีครับ
---------------------------------------------- :) :) :)
« Last Edit: November 27, 2017, 11:45:15 PM by yesterday »

Offline laichazeng

  • Sr. Member
  • ****
  • Posts: 370
  • จิตพิสัย 24
วันนี้คือวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2563หรือค.ศ.2020 เป็นวันจัดงานครบรอบ150ปีชาตกาลของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตกับยูเนสโก(UNESCO)นะครับ และวันนี้ผมไล่ฉาเจิงหรือlaichazengหรือ赖茶曾 ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวแบบไม่หนักเกินไปเกี่ยวกับพุทธพจน์และวาจาของพระอรหันต์เรื่องต่างต่างดังนี้
1.)พุทธพจน์ความจริงที่ว่าพระพุทธองค์ตรัสว่า“อย่าเลย วักกลิ ร่างกายอันเปื่อยเน่าที่เธอเห็นนี้ จะมีประโยชน์อะไร? ดูกรวักกลิผู้ใดแล เห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นธรรม วักกลิเป็นความจริง บุคคลเห็นธรรม ก็ย่อมเห็นเรา บุคคลเห็นเราก็ย่อมเห็นธรรม วักกลิ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?”……อ้างจากพระไตรปิฎกฉบับที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค วักกลิสูตร
------ผมไล่ฉาเจิง ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา....ข้อความนี้พระพุทธเจ้าทรงหมายถึงผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราในธรรม นั่นเอง  พุทธพจน์บทนี้เป็นเรื่องหนึ่งในการสะสมปัญญาบารมีข้ามภพข้ามชาติจนถึงชาติสุดท้ายที่ทำให้การสะสมบารมีทั้งสิบข้อเต็มได้ด้วยและพุทธพจน์บทนี้มีความจริงที่เหนือกว่าเรื่องธรรมในธรรมในสติปัฏฐาน4ด้วยและพุทธพจน์บทนี้อยู่ในทางสายกลางที่ทำให้เห็นธรรมที่ละเอียดที่บัณฑิตพึงเห็นแจ้งได้และการอยู่ในธรรมที่ละเอียดก็มีเรื่องธรรมที่หยาบกว่าและธรรมที่ละเอียดกว่าอยู่ในธรรมที่ละเอียดด้วย
ผมไล่ฉาเจิงคิดว่าถ้าพระพุทธเจ้าทำตามพุทธพจน์ความจริงบทนี้ จะได้ผล2ข้อคือผลข้อที่1คือพระพุทธเจ้าเห็นธรรม  พระพุทธเจ้าชื่อว่าย่อมเห็นพระพุทธเจ้าในธรรม นั่นเอง และผลข้อที่2คือพระพุทธเจ้าเห็นธรรม  พระพุทธเจ้าชื่อว่าย่อมเห็นตัวเองในธรรม นั่นเองด้วย ดังนั้น พุทธพจน์ความจริงเรื่องนี้ก็บอกชาวพุทธได้ว่าถ้าชาวพุทธเห็นธรรม   ชาวพุทธชื่อว่าย่อมเห็นตัวเองในธรรมได้ก่อนและชื่อว่าย่อมเห็นพระพุทธเจ้าในธรรมได้ในภายหลังอีกด้วยเพราะชาวพุทธเป็นเพียงระดับพุทธสาวก อย่างไงก็มีบารมีสะสมข้ามชาติน้อยกว่าพระพุทธเจ้าจึงทำให้ชาวพุทธที่ทำตามพุทธพจน์บทนี้แล้วเห็นธรรมย่อมเห็นตัวเองในธรรมก่อนแล้วค่อยเห็นพระพุทธเจ้าในธรรมในภายหลังได้
  ……………………

2.)พุทธพจน์ที่ว่า"ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่
เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้ว ผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพ ขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ก็ชั่วเวลา ที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต."…..อ้างจากทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พรหมชาลสูตร
--------ผมไล่ฉาเจิงคิดว่าเทวดาและมนุษย์จะไม่ได้เห็นตถาคตอีกถ้าตถาคตเสด็จปรินิพพานเพราะตาของเทวดาและมนุษย์เป็นเพียงสังขารธรรมย่อมจะเห็นนิพพานอันเป็นวิสังขารธรรมไม่ได้อยู่แล้วแน่นอน ดังนั้นถ้าพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน    เทวดาและมนุษย์ก็ย่อมมองไม่เห็นความเป็นอรหัตตผลของพระพุทธเจ้าเข้านิพพานแน่นอนเพราะความเป็นอรหัตตผลและนิพพานเป็นวิสังขารธรรมนั่นเองและไม่เป็นอนัตตาด้วย แต่เทวดาและมนุษย์เป็นสังขารธรรมจึงเห็นแค่ส่วนสังขารธรรมหรือขันธ์5ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นครับ
   ---------------------------------------------
3.)วาจาของพระอนุรุทธเถระผู้เป็นพระอรหันต์เถระที่ว่า….ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้วทรงเข้าจตุตถฌาน พระผู้มีพระภาคออกจากจตุตถฌานแล้ว เสด็จปรินิพพานในลำดับ (แห่งการพิจารณาองค์จตุตถฌานนั้น) ฯ......อ้างจากทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร
-------ผมไล่ฉาเจิงขอแสดงความคิดเห็นเรื่องทำใมพระอนุรุทธเถระจึงบอกแค่พระพุทธเจ้าทรงออกจากฌานที่4แล้วเสด็จปรินิพพาน?   คำตอบของผมไล่ฉาเจิงคือเพราะพระอนุรุทธเถระเป็นพระอรหันต์เถระผู้เลิศด้านทิพยจักษุและทิพยจักษุของพระอนุรุทธเถระเห็นความเป็นอรหัตตผลของพระพุทธเจ้าในนิพพานได้แน่นอนและทิพยจักษุของพระอนุรุทธเถระก็เห็นเหตุการณ์ต่างต่างของการพูดแบบใดใดที่จะทำให้ผู้ฟังส่งเสริมพระพุทธและพระธรรมและพระสงฆ์ให้อยู่ในโลกได้ยาวนานด้วย ซึ่งทิพยจักษุของพระอนุรุทธเถระเห็นเหตุการณ์ว่าถ้าพระอนุรุทธเถระพูดว่าพระพุทธเจ้าทรงออกจากฌานที่4แล้วเสด็จปรินิพพาน ก็จะทำให้ผู้ฟังส่งเสริมพระพุทธและพระธรรมและพระสงฆ์ให้อยู่ในโลกได้นานที่สุด  ดังนั้นพระอนุรุทธเถระจึงบอกแค่ว่าพระพุทธเจ้าทรงออกจากฌานที่4แล้วเสด็จปรินิพพาน นี่เป็นการพูดที่ทำให้ผู้ฟังส่งเสริมพระพุทธและพระธรรมและพระสงฆ์ให้อยู่ในโลกได้นานที่สุดครับ
     ----------------------------------------------
และสุดท้ายนี้ ผมขอบคุณคุณyesterdayด้วยที่นำสิ่งที่ผมเคยพูดกับคุณyesterdayมาบอกคนอ่านในเว็บบอร์ดนี้ครับตัวอย่างเช่น....ความจริงที่ว่าอสังขตธรรมนั้นพระพุทธเจ้าไม่สามารถบอกพุทธพจน์ชัดเจนได้ว่าเป็นอนัตตาตั้งแต่ตรัสรู้จนถึงปรินิพพานและหลังจากปรินิพพานพระพุทธเจ้ายิ่งไม่สามารถตรัสว่าอสังขตธรรมเป็นอนัตตาได้แน่นอน อันนี้ท่านไล่ฉาเจิงบอกว่าพระพุทธเจ้านั้นท่านรู้แน่นอนว่าท่านไม่สามารถตรัสว่าอสังขตธรรมเป็นอนัตตาได้ตลอดไปทุกกรณีด้วย และความจริงที่ว่าถ้านิพพานเป็นอัตตาแท้สุด แม้พระพุทธเจ้าท่านไม่สามารถตรัสพุทธพจน์ชัดเจนว่านิพพานเป็นอัตตาแท้สุดได้ตั้งแต่ตรัสรู้จนปรินิพพาน แต่พระพุทธเจ้าเมื่อเข้าอนุปาทิเสสนิพพานแล้วก็ยังมีโอกาสสามารถตรัสว่านิพพานเป็นอัตตาแท้สุดได้กับพระอรหันต์ทุกพระองค์ในนิพพานนั่นเอง อันนี้พระพุทธเจ้าท่านเลือกแบบนี้เพราะมีแต่พระอรหันต์ในนิพพานเท่านั้นที่จะเข้าใจเรื่องอัตตาแท้หรือธรรมกายได้แบบก้าวหน้าเติบโตเรื่อยเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุดเป็นต้น  ตัวอย่างเช่นอันนี้เป็นการที่เราลองนึกถึงท่าทีของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตรัสรู้ถึงปรินิพพานและภาวะหลังจากปรินิพพานกับนิพพานถ้ามีสภาพเป็นอย่างไรได้  เราคงพอเข้าใจได้นะครับ